พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 206: โรงเรียนประถมเฟิงหัว
บนทางหลวง ขบวนรถวิ่งฉิว
บนป้ายสีเขียวที่ขึ้นสนิม ตัวอักษรสีขาวซีดจางเล็กน้อย:【ข้างหน้า 10 กม.【เมืองไป๋หยาง】】
“โครม-แคร่ก!”
หลังจากเสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหว ป้ายที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังขบวนรถก็หักโค่นลงบนพื้น
ไม่ไกลออกไป เมืองเล็กๆ สีเทาขาวปรากฏขึ้นเลือนลางท่ามกลางสายฝน สายฟ้าที่แลบแปลบปลาบผ่านชั้นเมฆเป็นครั้งคราวส่องสว่างให้เห็นกระจกของอาคาร สะท้อนภาพทางหลวงที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา
เมืองเล็กๆ ที่ไร้ผู้คนภายใต้ท้องฟ้าที่มืดครึ้มเผยให้เห็นกลิ่นอายที่เย็นเยียบ ราวกับปราสาทโบราณที่ถูกทอดทิ้งในยุคหนังเงียบ
ขบวนรถเคลื่อนที่เร็วมาก ภายใต้เสียงเบรกกะทันหันติดต่อกัน ขบวนรถก็หยุดนิ่ง รอยยางสีดำสนิทประทับอยู่บนพื้นสีเทาดำ ยางรถมีไอน้ำร้อนๆ ลอยขึ้นมา เพียงพอที่จะเห็นได้ถึงความเร็วที่รีบมา
“ปัง!”
เตะประตูรถเปิดออกอย่างแรง หลินอันก้าวออกจากรถ โบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนตามมา
17 คน!
แม้ว่าความคิดจะบอกเขาซ้ำๆ ว่า จำนวนคนก็มีเท่านี้มาตั้งแต่แรก แต่ภายใต้การต่อสู้ของสติสัมปชัญญะ เขารู้ว่าสมาชิกในฐานที่มั่นต้องหายไปเป็นจำนวนมากแน่นอน
“ทุกคนตามมา!”
“ระวังตัว!”
หลินอันแผ่พลังจิตครอบคลุมทุกคนอย่างรวดเร็ว แล้วก็พุ่งไปยังเมืองเล็กๆ ฝนห่าใหญ่บนศีรษะ ภายใต้กระแสลมที่วิ่งด้วยความเร็วสูงก็ถูกพัดปลิวไปข้างหลังอย่างเฉียงๆ
ภายใต้การระเบิดพลังเต็มที่ เพียงไม่กี่ลมหายใจก็พุ่งไปถึงประตูใหญ่ของเมืองเล็กๆ ประตูเหล็กที่เก่าแก่ขึ้นสนิมแกว่งไปมาในสายลมแรงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด พื้นเต็มไปด้วยแอ่งน้ำ เหมือนกับน้ำหมึกที่รวมตัวกันเป็นบ่อ
ข้างหลัง ฝูงชนรักษาความระมัดระวังอย่างหวาดผวา เวินหย่าแบกโม่หลิงที่ยังคงง่วงซึมอยู่ ส่วนอวิ๋นเทียนก็ดึงพี่สาวของตนตามหลังหลินอันไปติดๆ ผู้ปลุกพลังที่เหลืออีกสองคนคอยคุ้มกันอยู่สองข้าง ปกป้องคนธรรมดา 10 คนที่ถือปืนอยู่ข้างหลัง
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมโม่หลิงถึงได้แสดงอาการง่วงซึมขนาดนี้ แต่หลินอันก็ทำได้เพียงสรุปว่าการควบคุมฝูงซอมบี้เกือบหมื่นตัวนั้นสิ้นเปลืองพลังงานมากเกินไป ดูท่าแล้วต่อไปคงจะใช้เธอแบบนี้ไม่ได้แล้ว หากไม่ใช่เพราะฝูงซอมบี้อยู่ในทุ่งนาใต้เมืองเล็กๆ และก่อนหน้านี้ก็ถูกรวมตัวกันไว้แล้ว มิฉะนั้นด้วยสภาพของโม่หลิงในตอนนี้ หลินอันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเข้าเมืองเล็กๆ ได้อย่างไร ซอมบี้เกือบหมื่นตัวขวางอยู่ที่นี่ แค่การสังหารฝูงซอมบี้ให้หมดก็ต้องใช้เวลาทั้งวัน
จากการสังเกตคร่าวๆ…
เมืองไม่ใหญ่ ถนนปูนที่คดเคี้ยวและเรียบง่ายทอดยาวไปทั่วทั้งเมือง รูปแบบโดยรวมยังคงเป็นแบบปี 2000 ปูนสีขาวซีดจาง เผยให้เห็นอิฐแดง ข้างทางคือร้านค้าที่แขวนป้ายสีเทาหม่น ประตูม้วนที่เปิดครึ่งหนึ่งมีคราบเลือดสีแดงคล้ำที่แห้งกรังหลงเหลืออยู่ หยดน้ำฝนซ่าๆ ไหลไปตามชายคา ตกลงบนพื้น รวมตัวกันเป็นลำธาร
ถนนเล็กๆ สั้นมาก บริเวณใจกลางที่มองเห็นได้ในแวบเดียวคือที่ตั้งของโรงเรียนประถมเฟิงหัว
ตัวอักษรเหล็กสีแดงชาดแขวนอยู่บนหลังคาอาคารสามชั้น โยกเยกไปมาในสายลมแรง
สมาชิกในฐานที่มั่นข้างหลัง มองไปยังอาคารเรียนที่มืดมิดด้วยความไม่สบายใจ โดยไม่ได้ปิดบังอะไร ตอนที่ถอนกำลังออกจากที่ตั้งค่าย พวกเขาก็รู้แล้วว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ไม่รู้จักน่ากลัวกว่าซอมบี้มากนัก
“ท่านหลินอัน…”
“ทำไมต้องพาพวกเรามาที่นี่?”
ผู้คนกดเสียงลงถามเสียงเบา ในบรรยากาศที่กดดัน ราวกับว่าการพูดเสียงดังเป็นความผิด
“ไม่..รู้สิ..”
ฟันกระทบกัน นักเรียนธรรมดาสองสามคนกำปืนไรเฟิลในมือไว้แน่น กลัวว่าจะมีอสูรอะไรพุ่งออกมาจากซอยมืดๆ
“แปะ”
เงาดำสายหนึ่งตกลงมาจากฟ้า แหลกละเอียดอยู่บนถนนเบื้องหน้า
“อ๊าาาา!”
ฝูงชนร้องตกใจ หญิงสาวที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางมองซอมบี้ที่เน่าเปื่อยเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัว หากไม่ใช่เพราะหลินอันอยู่ที่นี่ พวกเขาแทบจะอดไม่ได้ที่จะวิ่งหนีกระจัดกระจาย
ทั้งเมืองเล็กๆ เงียบสงัด เสียงฟ้าร้องที่น่าสะพรึงกลัวดังมาจากบนศีรษะเป็นครั้งคราวทำให้ยากที่จะระงับความหวาดกลัวในใจได้
สีหน้าของหลินอันไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่สังเกตโรงเรียนเบื้องหน้าอย่างละเอียด
ซอมบี้ที่ตกลงมาไม่มีอะไรผิดปกติ…ซอมบี้นั้นตกลงมาจากอาคารที่พักอาศัยริมถนน เพียงแต่แช่อยู่ในน้ำฝนจนเน่าเปื่อย ตกลงมาจากชั้นบนสุดที่เต็มไปด้วยน้ำฝน
ถนนจริงๆ แล้วสะอาดมาก แสดงว่าที่ตั้งค่ายของเขตสงครมเคยทำความสะอาดที่นี่แล้ว เพียงแต่ซอมบี้ที่อยู่ในมุมอับสายตาบางแห่ง ไม่ได้ถูกเก็บกวาดออกไป ไม่รู้ว่าไม่ทันหรือลืมไป
ในความมืดสลัว โรงเรียนเบื้องหน้าดูทรุดโทรมและรกร้าง เพิ่มความรู้สึกเงียบเหงาไปอีกหลายส่วน
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ…
พลังจิตแผ่ขยายออกไปราวกับสายน้ำ
หลินอันโบกมือไปข้างหลัง เป็นนัยว่าให้ทุกคนตามมา
ฝีเท้าเชื่องช้า…พลังจิตครอบคลุมทั่วทั้งอาคารเรียน ค้นหาทุกซอกทุกมุมทีละนิ้ว
ครู่ต่อมา…
ในดวงตาของหลินอันพลันฉายแววคมปลาบ
เจอแล้ว!
ห้องเรียนซ้ายสุดของชั้นสาม…ข้างในมีร่างซอมบี้หญิงสาวอยู่ร่างหนึ่ง!
โดยไม่ลังเล เขาก็ก้าวเข้าไปในอาคารโดยตรง แล้วก็กระโดดขึ้นไป อาศัยแรงจากกำแพงด้านนอก กระโดดขึ้นไปถึงชั้นสามโดยตรง
ในวินาทีที่เหยียบย่างเข้าสู่ชั้นสาม…
ลมกระโชกแรงหวีดหวิว เสียงลมที่พัดผ่านอาคารเหมือนกับเสียงกรีดร้องที่โหยหวน
หนาวจัง..
รู้สึกถึงความหนาวเย็นที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ราวกับอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง
หลินอันมองไปยังประตูเหล็กที่ปิดสนิทด้วยสีหน้าเคร่งขรึม บนหน้าต่างติดกระดาษสีดำเต็มไปหมด
มีคน…ไม่อยากให้ข้างนอกเห็นข้างใน? หรือว่า…คนข้างในไม่สามารถมองออกไปข้างนอกได้?
“ตึงๆๆ”
เสียงฝีเท้าขึ้นบันไดดังขึ้นติดต่อกัน เวินหย่าปัดผมที่เปียกชื้นไปข้างหลัง โดยสัญชาตญาณก็จับมือของหลินอันไว้
“ที่นี่…มีปัญหาอะไรเหรอ?”
มือน้อยเย็นเฉียบ นุ่มนวล...เสียงเบามาก เธอเห็นว่าหลินอันกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ทำไมต้องมาที่นี่
“ซี้ด..หนาวจัง..”
ในวินาทีที่เหยียบย่างเข้าสู่ชั้นสาม ทุกคนก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นที่เสียดแทงเข้ากระดูก หลายคนกอดแขนตัวเองโดยสัญชาตญาณ ฟันกระทบกัน ความหนาวเย็นนี้ไม่ใช่อุณหภูมิ แต่ราวกับความเย็นที่แทรกซึมเข้าไปในกระดูก เหมือนกับ…ความเย็นยะเยือกในห้องเก็บศพ
หลินอันหันไปมองฝูงชนที่เบียดเสียดกันเต็มทางเดินเล็กน้อย แล้วก็สูดหายใจเข้าลึกๆ
แล้วก็เตะไปที่ประตูเหล็กที่ปิดสนิท
“โครม!!”
ประตูเหล็กถูกกระแทกเปิดออก เผยให้เห็นห้องที่มืดมิด
“วู้–!”
ลมกระโชกแรง เกือบจะในวินาทีที่ประตูเปิดก็พัดเข้ามาในห้อง
ในแสงสลัว กระดาษสีเหลืองที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นปลิวว่อนไปทั่วห้อง
นั่นคือ…กระดาษเงินกระดาษทอง?
ในชั่วพริบตาที่เห็นภายในประตู ม่านตาของหลินอันก็พลันหดตัวลง
ในห้องเรียน…หน้ากระดานดำ…
หญิงมีครรภ์ที่ผิวขาวซีดนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะบรรยายสีน้ำตาล ศีรษะก้มต่ำ
ใต้เท้า…คือร่างทารกไร้ศีรษะร่างหนึ่ง
สายสะดือสีแดงคล้ำเส้นหนึ่ง…เชื่อมพวกมันไว้ด้วยกัน
“ติ๋ง-ติ๋ง”
เลือด…หยดลงมา