พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 222: สิ่งมีชีวิตพิเศษ
หน้าบ้านชั้นเดียวที่ดูซอมซ่อ
“พันเอกฉู่…คุณอย่าบอกนะว่าบ้านโกโรโกโสหลังนี้คือสถาบันวิจัยยุทโธปกรณ์?”
จางเถี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ สองแขนกอดอก จ้องมองบ้านปูนที่ดูทรุดโทรมตรงหน้าเขม็ง
สมาชิกในทีมบางคนไม่ค่อยชินกับการเรียกชื่อของฉู่อันนัก เพราะอย่างไรเสีย ชื่อของเขาก็ออกเสียงคล้ายกับหลินอันมากเกินไป ดังนั้น พวกเขาจึงเรียกฉู่อันด้วยยศตำแหน่งแทน
“ใช่แล้ว รอให้ผมยืนยันตัวตนก่อน...”
“ครืด…แกรก!”
ยังไม่ทันที่ฉู่อันจะพูดจบ พื้นดินภายในบ้านเบื้องหน้าก็ค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นประตูโลหะผสมที่หนาหนัก
เมื่อมองผ่านประตูที่ฝังอยู่ในพื้นเข้าไป บันไดเหล็กที่ทอดยาวลงไปนั้นมืดมิดและว่างเปล่า ภายในมืดสนิท มีเพียงกลิ่นโลหะจางๆ ลอยออกมา
“ให้ตายสิ! ที่นี่มันเป็นแบบนี้จริงๆ หรือนี่!”
จางเถี่ยกระโดดไปอยู่หน้าทางลงใต้ดิน ชะโงกหน้ามองอย่างใคร่รู้
“ว่าแต่…สถานที่แบบนี้ทำไมถึงได้ดูมอซอขนาดนี้? ผมยังนึกว่า…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกฉู่อันขัดจังหวะ
“เอกลักษณ์ของหัวเซี่ย”
“ทำตัวให้ชินเข้าไว้”
หืม?
“ลงไปกันเถอะ…”
หลินอันตบไหล่เจ้าหมียักษ์ เป็นนัยว่าให้เขาตามมา
ฉู่อันและหลินอันสบตากันเพียงแวบเดียว ก็อ่านความคิดของอีกฝ่ายออก
ประตูเปิดออกเอง…
นั่นพิสูจน์ได้ว่าข้างในยังมีผู้รอดชีวิต และเกรงว่าคงกำลังประสบปัญหาบางอย่าง
สถานที่แบบนี้ ผู้ที่จะเข้าไปต้องมีการยืนยันตัวตน จากประสบการณ์ของหลินอันแล้ว การตรวจสอบตัวตนเพียงสามชั้นยังนับว่าน้อยเกินไป
พวกเขาเพิ่งจะมาถึง กระทั่งยังไม่มีการสอบถาม ประตูก็เปิดให้โดยตรง เพียงพอที่จะอธิบายปัญหาบางอย่างได้แล้ว
เสียงฝีเท้าดังก้อง
หลินอันและพันเอกฉู่อยู่ข้างหน้า จางเถี่ยและคนอื่นๆ คอยระวังอยู่ข้างหลัง
ตลอดทางไร้อุปสรรค
จากบันไดโลหะเดินลงมาประมาณร้อยขั้น ก็มาถึงห้องโถงชั้นใต้ดินที่หนึ่ง
ห้องโถงกว้างขวาง พื้นสะท้อนแสงสีเงินจางๆ
“ให้ตายสิ!”
“ข้างล่างนี่มันใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ!”
ค่อนข้างน่าประหลาดใจ จางเถี่ยมองไปรอบๆ อย่างตกตะลึง สายตาเบิกกว้าง
“นี่มันต้องมีเป็นหมื่นตารางเมตรเลยใช่ไหม!?”
เขาอดไม่ได้ที่จะกระทืบเท้า ลองทดสอบความแข็งของพื้นใต้เท้า
“บ้าจริง! ทั้งหมดเป็นโลหะผสมด้วยเหรอ?”
“นี่มันไม่ต่างอะไรกับฐานที่มั่นของเราเลยนี่นา?”
เจ้าหมียักษ์หันกลับมามองหลินอัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความทึ่ง
สี่ทิศแปดทางล้วนเป็นกำแพงโลหะผสม ภายในห้องโถงสะอาดสะอ้านอย่างไม่น่าเชื่อ
เพียงแต่บนพื้นมีเอกสารกระจัดกระจายอยู่ไม่น้อย และมีปืนจำลองกว่าร้อยชนิดแขวนอยู่บนกำแพง
หลินอันมองไปรอบๆ อย่างสนใจใคร่รู้ หางตาสังเกตเห็นกล้องวงจรปิดที่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ
“ระวังหน่อย มีคนกำลังสังเกตการณ์พวกเราอยู่”
เขาชี้ไปที่หัววัดอินฟราเรดที่หมุนมาทางพวกเขาอย่างเงียบๆ เป็นนัยว่ามีคนกำลังมองพวกเขาอยู่
ทุกคนเมื่อได้ยินเสียงก็พลันตื่นตัวขึ้นมาในทันที
หลินอันครุ่นคิด เขาสังเกตเห็นคราบเลือดตามมุมบางแห่ง
กลิ่นซากศพจางๆ ที่ไม่เคยจางหาย
ดูท่าแล้ว…
ที่นี่ก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุซอมบี้ระบาด แต่ศพถูกเก็บกวาดไปจนหมดสิ้น…
ถ้าอย่างนั้น…ผู้รอดชีวิตล่ะ?
“วูม”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิด กำแพงตรงหน้าก็พลันเลื่อนออกไปสองข้าง เผยให้เห็นลิฟต์ที่ซ่อนอยู่ภายใน
ในลิฟต์ สัญลักษณ์ชี้ลงล่างสว่างขึ้น
เสียงที่ผิดปกติอย่างกะทันหันกระตุ้นความระแวดระวังของเขา ‘ดวงตาพิพากษา’ ถูกเปิดใช้งานในทันที
พลังจิตแผ่ซ่าน ทะลุผ่านพื้นโลหะผสมที่หนาหนักลงไปสำรวจเบื้องล่าง
ตรวจพบผู้ปลุกพลัง: 1
ตรวจพบผู้เล่น: 77
ตรวจพบสิ่งมีชีวิตพิเศษ: ???
มีคนอยู่จริงๆ แต่ที่น่าประหลาดใจคือไม่มีซอมบี้ กลับมีสิ่งมีชีวิตพิเศษอยู่แทน
ฉู่อันเหลือบมองหลินอันที่กำลังครุ่นคิด แล้วก็ปรับกรอบแว่นอย่างสงบนิ่ง
“เข้าลิฟต์กันเถอะ ดูท่าแล้ว…มีคนต้อนรับพวกเราอย่างดีเลยทีเดียว”
…….
ภายในห้องควบคุม เติ้งเสียงมองจอภาพอย่างประหม่า เขาไม่หันกลับไป แต่เอ่ยถามฟางเหยียน
“ผู้บุกรุกอีกนานแค่ไหนถึงจะเจอกับอสูรกาย!?”
“สักครู่ครับ”
ฟางเหยียนลุกขึ้นจากข้างกายจางไห่ที่ถูกมัดไว้ คำนวณอย่างรวดเร็ว
“พี่เติ้ง ด้วยความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเขา ประมาณอีกหกนาทีครับ…”
“พวกเราจะบอกคุณลักษณะของอสูรกายให้พวกเขารู้ไหมครับ?”
“เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ดูเหมือนคนของกองทัพ…”
ข้างหลัง ฝูงชนที่ถูกเรียกมาล่วงหน้ามองผู้อำนวยการคนเก่า ผู้นำของพวกเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“ใช่แล้ว เสี่ยวเติ้ง”
“พวกเรายังคงควรจะบอกข้อมูลให้พวกเขารู้ผ่านทางวิทยุในห้องควบคุมเถอะ”
เจ้าหน้าที่ที่อายุมากกว่าเล็กน้อยอดไม่ได้ที่จะเตือนเติ้งเสียง
“อสูรกายตนนั่นน่ากลัวเกินไป มีข้อมูลมากขึ้นหน่อยก็อาจจะ…”
“พวกคุณกำลังพูดอะไรกันอยู่!?”
นักวิจัยที่อายุน้อยกว่าร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความตกใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“พวกเรายังไม่รีบหนีอีก ยังจะมารออะไรอยู่ที่นี่อีก? คนข้างนอกพวกนั้นจะไปจัดการกับอสูรกายได้ยังไง?”
“สี่คน ไม่มีแม้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์!”
“พวกคุณดูให้ดีๆ สิ! ในกลุ่มพวกเขายังมีคนแบกดาบอยู่ด้วย!”
“พวกเราใช้อาวุธเทคโนโลยีสูงยังฆ่าอสูรกายไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงไอ้คนแบกดาบนั่นหรอก!”
“ในกลุ่มนั้นผู้หญิงคนหนึ่งยังถือปืนเล็กยาวอยู่เลย นี่มันไม่เท่ากับรนหาที่ตายเหรอ?”
นักวิจัยหนุ่มถอดเสื้อคลุมออกอย่างหงุดหงิด อดไม่ได้ที่จะเร่งเร้าเติ้งเสียง
“พี่เติ้ง ในเมื่อพวกเราตัดสินใจจะหนีแล้ว ยังจะไปสนใจอะไรอีก?”
“เผื่อว่าอสูรกายมันเร็วขึ้น ถึงตอนนั้นหนีก็ไม่ทันแล้ว!”
สองนาทีก่อน ทุกคนถูกเรียกมาที่นี่
จากตอนแรกที่มีคนสงสัยไม่พอใจ จนถึงตอนนี้ทุกคนก็ยอมรับความจริงที่เติ้งเสียงก่อกบฏโดยปริยาย
หากไม่ใช่เพราะเติ้งเสียงเป็นผู้นำ พวกเขาก็อาจจะไม่มีความกล้าที่จะขัดขืนคำสั่ง
เพราะอย่างไรเสียคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการหรือนักวิจัย ในกมลสันดานขาดความเด็ดเดี่ยวไปส่วนหนึ่ง
ต่อให้พวกเขาไม่อยากตาย แต่ภายใต้การเชื่อฟังที่สั่งสมมานาน ก็ยากที่จะทำสิ่งที่ขัดต่อคำสั่งทหารได้
เติ้งเสียงหันไปมองฝูงชนข้างหลัง แววตาลังเล
จากตอนแรกที่เห็นหลินอันและคนอื่นๆ เข้ามาก็ดีใจอย่างสุดขีด จนถึงตอนนี้ที่ค่อยๆ สงบลง
ใช่แล้ว…เขาเห็นฉู่อันที่สวมเครื่องแบบทหารและมียศพันเอกอยู่บนบ่าจริงๆ
แต่ว่า…
การปรากฏตัวของหลินอันและคนอื่นๆ นั้นแปลกประหลาดเกินไป และก็ไม่ได้ติดต่อกับพวกเขามาก่อน
และจางไห่ก็ไม่รู้เรื่องคนข้างนอกเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น เขาจึงคิดมาโดยตลอดว่า คนข้างนอกกลุ่มนี้เป็นหน่วยกู้ภัยที่กองทัพส่งมาโดยเฉพาะ หรือเป็นเพียงหน่วยค้นหาและกู้ภัยทั่วไป
เขตสงครามเคยประกาศข่าวการกู้ภัยในช่องทางสื่อสาร คนกลุ่มนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นหน่วยค้นหาที่มาถึงที่นี่
แต่สำหรับสถานการณ์ภายในอาจจะไม่รู้เรื่อง
หากเป็นอย่างแรก คนกลุ่มนี้น่าจะรู้คุณลักษณะของอสูรกาย
แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง…
เขากลัวว่าคนกลุ่มนี้หลังจากรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของอสูรกายแล้วจะถอนกำลังไปโดยตรง ไม่แม้แต่จะลองพยายาม
ต่อให้ชายที่แบกดาบคนนั้นจะเป็นผู้ปลุกพลัง แต่ก็คงจะไม่แข็งแกร่งไปถึงไหน
เฮ้อ…
พูดตามตรง เขายังคงมีความหวังว่าคนข้างนอกจะสามารถจัดการกับอสูรกายได้
ไม่ใช่แค่เพราะการลงมือฆ่าจางไห่นั้นทำได้ยากจริงๆ
เพราะอย่างไรเสียก็เป็นเจ้านายมานานหลายปี เขาเคียดแค้นไม่พอใจก็จริง แต่ความรู้สึกที่อยู่ร่วมกันมานานหลายปีก็เป็นของจริงเช่นกัน
และเขาก็คิดอย่างชัดเจนแล้ว
ตอนนี้เป็นวันสิ้นโลกแล้ว เสบียงในสถาบันวิจัยยุทโธปกรณ์แห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
อาวุธ, ยุทโธปกรณ์, กระสุน มีครบทุกอย่าง
อาศัยเสบียงเหล่านี้ เขามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถสร้างกองกำลังที่ทันสมัยขึ้นมาได้ในทันที
บวกกับตัวตนผู้ปลุกพลังของเขา การสร้างเขตปลอดภัยก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาอะไร
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ปลุกพลังสายต่อสู้ แต่อย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดา
ดังนั้น…คนข้างนอกกลุ่มนี้สามารถจัดการกับอสูรกายได้คือดีที่สุด…
ถ้าจัดการไม่ได้ ก็คงต้องยอมทิ้งที่นี่ไป แล้วก็บีบบังคับให้จางไห่จุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ พวกเขาฉวยโอกาสหนี
กระทั่งฉวยโอกาสตอนที่คนข้างนอกเจอกับอสูรกาย ตั้งเวลาระเบิดนิวเคลียร์โดยตรง แล้วพวกตนเองก็ฉวยโอกาสหนี…
สรุปก็คือ เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
ไม่ใช้นิวเคลียร์กำจัดอสูรกาย เขาก็กลัว…
ดิ้นรน…ลังเล…
เติ้งเสียงถอนหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดกับทุกคน
“ผมจะบอก…แต่ต้องรอให้พวกเขาเจอกับอสูรกายก่อนแล้วค่อยบอก”
“ตอนนี้บอกไป พวกเขาตกใจหนีไปจะทำยังไง?”
“ก็อย่าเพิ่งรีบร้อน คนกลุ่มนั้นอีกไม่นานก็จะเจอกับอสูรกายแล้ว”
“ถ้าพวกเขาจัดการไม่ได้ พวกเราก็ไปทันที”
พูดจบเขาก็หันไปมองจางไห่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ผู้อำนวยการจาง…คุณควรจะภาวนาให้คนข้างนอกสามารถจัดการกับอสูรกายได้เถอะ”
“ถ้าไม่ได้…คุณก็ยังคงต้องจุดชนวนระเบิดนิวเคลียร์”
“แน่นอนว่า…ต้องรอให้พวกเราไปแล้ว…”
“คุณน่าจะรู้ดีว่า การที่พวกเราออกไปล่อมัน คือโอกาสเดียวที่จะทำให้อสูรตนนั้นยอมออกไปจากที่นี่”
“คุณอยากจะกำจัดอสูรกาย…นั่นเป็นเรื่องของคุณ”
“คิดให้ดีๆ เถอะ…”
ความหวังก็ส่วนความหวัง
ในฐานะที่รู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของอสูรกาย เหตุผลบอกเขาว่าคนกลุ่มนี้เกรงว่าจะยากที่จะจัดการกับมันได้
ในใจของเขาเย็นเยียบและเฉยชา
ขอโทษที…ผมแค่อยากจะมีชีวิตรอด
เป็นพวกคุณเองที่เข้ามา…ตายไปก็อย่ามาโทษผม…