พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 228: ร่วงโรย
ภายในห้องควบคุมไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างเก็บข้าวของอย่างเงียบๆ เตรียมตัวหลบหนี จากตอนแรกที่ตกตะลึงในความแข็งแกร่งของกลุ่มคนจากภายนอก จนกระทั่งต่อมาก็รู้สึกว่าหลินอันและพวกพ้องเป็นเพียงคนเถื่อนที่มีแต่กำลังแต่ไร้ซึ่งสมอง ในช่วงเวลาเพียงสองนาที พวกเขาก็หมดสิ้นความหวังในตัวหลินอันและคนอื่นๆ แล้ว
จางไห่นิ่งเงียบ ไม่ได้ห้ามปราม และไม่ได้พูดอะไรมากนัก เมื่อถึงวัยอย่างเขา ความเป็นความตายก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
จิตใจมนุษย์นั้นซับซ้อน แม้ว่าในใจลึกๆ เขาอยากจะลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ให้ใครออกไปได้แม้แต่คนเดียว แต่จะลงมืออย่างเหี้ยมโหดได้จริงๆ หรือ?
เขาผ่านเรื่องราวมามากมาย ไม่ได้หุนหันพลันแล่นเหมือนตอนหนุ่มๆ อีกต่อไป ดังนั้นตอนที่เติ้งเสียงเอาปืนจ่อเขา หรือตอนที่เหยาหมิงหยวนพูดจาดูหมิ่นข่มขู่ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเลย
คงจะเข้าใจได้กระมัง…เติ้งเสียงมีภรรยาและลูก เขายังมีอนาคตอีกยาวไกล ส่วนเหยาหมิงหยวนยิ่งหนุ่มกว่านั้น ควรจะมีอนาคตที่สดใส
ความตาย…โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตายที่พวกเขาเห็นว่าไร้ค่า ไม่มีใครในหมู่พวกเขาสามารถสงบนิ่งอยู่ได้ ความเคียดแค้น ความคับแค้นใจ ความบ้าคลั่ง… ล้วนเป็นเรื่องปกติของมนุษย์
“ผู้อำนวยการจาง…”
“คุณไปกับพวกเราเถอะครับ..”
เติ้งเสียงพาภรรยาเดินมาอยู่ข้างกายจางไห่ด้วยแววตาที่ซับซ้อน ไม่รู้จะพูดอะไรดี จากตอนแรกที่ขาดสติ จนถึงตอนนี้ที่ความรู้สึกปนเปกันไปหมด เขายากที่จะอธิบายได้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่
“พวกคุณไปเถอะ…”
จางไห่โบกมือ สายตาจับจ้องอยู่ที่จอภาพอย่างสงบนิ่ง เขาได้ละเมิดหลักการของตนเองแล้ว แต่เขายังอยากจะซื่อสัตย์ต่อความเชื่อของตนเอง
บนจอภาพ ชายผู้ควบคุมกระบี่บินดูเหมือนกำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับอสูรกาย ใช้กระบวนท่าจนหมดสิ้น แต่ก็ทำอะไรอสูรกายตนนั้นไม่ได้ ส่วนหมีดำที่เดิมทีสามารถต้านทานอสูรกายได้ กำลังหลบรักษาตัวอยู่ที่มุมห้อง
นอกจากเขากับเติ้งเสียงแล้ว ไม่มีใครมองจอภาพอีกต่อไป ไม่มีความหวัง กระทั่งหลายคนรู้สึกว่ากลุ่มคนจากภายนอกเหล่านี้ช่างโง่เขลาสิ้นดี
เหยาหมิงหยวนหยิบอาหารที่เก็บห่อไว้อย่างดีขึ้นมา สายตาระแวดระวังพากลุ่มคนมองไปยังเติ้งเสียง เขาหันศีรษะไปเล็กน้อย กระซิบกับคนข้างหลังอย่างดูแคลน
“เห็นไหม…เจ้านั่นยังลังเลอยู่เลย”
“ถ้าพวกคุณตามมันไป ถึงข้างนอกแล้วตายยังไงก็ไม่รู้ตัวหรอก”
…
จางไห่ไม่สนใจคนสองกลุ่มที่แตกแยกกัน เพียงแค่ป้อนคำสั่งสุดท้ายอย่างเงียบๆ
หลังจากกดตัวเลขสุดท้ายลง เสียงจักรกลก็ดังขึ้น
ติ๊ด…กระบวนการทำลายตัวเองได้เริ่มขึ้นแล้ว
อีก 15 นาที 59 วินาที จะทำการจุดระเบิดนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี
โปรดให้เจ้าหน้าที่อพยพโดยเร็วที่สุด
15.58…
15.57…
เสียงเตือนภัยดังขึ้น
จางไห่ถอนหายใจเข้าลึกๆ หันกลับไปสำรวจรอบๆ อย่างละเอียด ตั้งแต่สถาบันวิจัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจนถึงปัจจุบัน เขาอยู่ที่นี่มา 43 ปีแล้ว เรียกได้ว่าทั้งชีวิตก็อยู่ที่นี่ เขาได้มองที่นี่เป็นบ้านของตนเองไปนานแล้ว
เมื่อมองกลุ่มคนที่แทบจะรอไม่ไหวที่จะหนีออกไปเบื้องหน้า เขาก็เอ่ยขึ้นช้าๆ
“พวกคุณอยากไปก็ไปเถอะ…ผมจะเตือนกลุ่มคนจากภายนอกนั่นในอีกหนึ่งนาที…”
ยังไม่ทันจะพูดจบ เหยาหมิงหยวนก็พุ่งเข้าไปที่แผงควบคุม
“ผู้อำนวยการจาง! ส่งพระต้องส่งให้ถึงฝั่ง!”
“พวกเราต้องขังคนกลุ่มนั้นไว้กับอสูรกาย!”
“ก่อนหน้านี้คุณไม่ได้กังวลว่าพวกเราจะนำเศษซากของอสูรกายออกไปหรือถูกสิงสู่หรอกหรือ?”
“แล้วคนกลุ่มนั้นล่ะ? พวกเขาต่อสู้กับอสูรกายมานานขนาดนี้ แถมยังเป็นการต่อสู้ระยะประชิดอีกด้วย!”
“ทำไมคุณถึงไม่กังวลแล้วล่ะ!?”
“ถ้าหากคุณบอกพวกเขาว่าที่นี่กำลังจะทำลายตัวเอง แล้วพวกเขาก็หันหลังหนีทันที ทำให้อสูรกายไล่ตามมาจะทำอย่างไร!?”
“ถึงตอนนั้น ถ้าหากอสูรกายตามพวกเขาออกไป หรือพวกเขาพาอสูรกายหนีออกไป”
“นี่ไม่เท่ากับว่าสูญเปล่าหรอกหรือ?”
กลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังเหยาหมิงหยวนต่างเอ่ยขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ใช่แล้วครับ ผู้อำนวยการจาง พวกเราไม่เป็นอะไรแน่นอน แต่คนกลุ่มนั้นอย่าให้พวกเขาหนีไปเลย!”
“หนี?”
จางไห่หัวเราะเบาๆ ส่ายหน้า เพิ่งจะอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
วินาทีถัดมา…
สายตาของเหยาหมิงหยวนเหลือบไปเห็นแผงควบคุม แววตาเปลี่ยนไป เขารีบพุ่งเข้าไปกดปุ่มสองสามครั้งอย่างรวดเร็ว
ติ๊ด…ช่องทางเดิน B7 ชั้น 7 ถูกปิดแล้ว
ติ๊ด…ช่องทางเดิน B6 ชั้น 6 ถูกปิดแล้ว…
….
“คุณกำลังทำอะไร!?”
จางไห่ตกใจและโกรธจัด แต่กลับได้ยินเพียงเสียงแจ้งเตือนข้อมูลติดต่อกัน 7 ครั้ง
“ไม่ได้ทำอะไร”
เหยาหมิงหยวนหอบหายใจ สายตาจ้องมองเขาเขม็ง
“ผู้อำนวยการจาง ผมบอกแล้วไงว่าส่งพระต้องส่งให้ถึงฝั่ง”
“พลังของอสูรกายตนนั้นแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ผมก็แค่กลัวว่าเผื่ออสูรกายจะไล่ตามขึ้นมาน่ะสิ”
“อีกอย่าง พวกเราก็บอกคนกลุ่มนั้นไปนานแล้ว ให้พวกเขานำอสูรกายไปยังที่ที่มีไนโตรเจนเหลว เป็นพวกเขาเองที่ไม่ฟัง แถมยังโง่เหมือนควายคอยแต่จะโจมตีอสูรกาย”
“ไม่ใช่ว่าพวกเราเรียกพวกเขาเข้ามาซะหน่อย อีกอย่าง ผีสางที่ไหนจะรู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน!”
“ตายไปก็สมควรแล้ว!”
“แต่พวกเราไม่เหมือนกัน”
“อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง พวกเราเหล่านี้ อย่างน้อยก็ทำงานอย่างขยันขันแข็งในสถาบันมานานหลายปี”
“ในเมื่อท่านอยากจะปล่อยพวกเราไป แล้วก็อยากจะกำจัดอสูรกาย…ก็ทำให้มันเด็ดขาดไปเลยสิ”
เหยาหมิงหยวนพูดจบก็ถอยหลังกลับเข้าไปในกลุ่มคน
ใบหน้าของจางไห่ซีดเผือด หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
จริงด้วย…กลุ่มคนจากภายนอกเหล่านี้มีที่มาที่ไปน่าสงสัย แม้จะดูเหมือนหน่วยค้นหาและกู้ภัยจากเขตสงครามอื่นที่หามาถึงที่นี่ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่เคยตอบสนองพวกเขาเลย บวกกับ…คนกลุ่มนี้ต่อสู้กับอสูรกายมานานขนาดนี้ ความเสี่ยงที่จะปล่อยออกไปนั้นสูงเกินไป…
ในเมื่อตัดสินใจจะปล่อยให้คนของสถาบันวิจัยหนีไปแล้ว เขาก็ขี้เกียจจะมานั่งกังวลกับเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้อีกต่อไป
เหยาหมิงหยวนหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นจางไห่ยอมรับโดยปริยายก็รีบหันกลับไป
“เร็วเข้า! พวกเราไปเอาอาวุธมาอีกสองสามชิ้นแล้วไปกันเถอะ!”
“จากที่นี่ไปลิฟต์หนีภัยข้างนอกใช้เวลาแค่สองนาที พวกเราเหลือเวลา 5 นาทีวิ่งหนีออกจากรัศมีการระเบิด!”
คนสองกลุ่มสบตากัน แล้วก็รีบวิ่งเข้าไปในคลังเก็บของข้างหลัง
……
ภายในช่องทางเดินที่เจ็ด
“โครม…ตึง”
หลินอันหลังจากทดลองเพลงกระบี่ใหม่เสร็จ เพิ่งจะเตรียมจะบันทึกข้อมูล ทันใดนั้นก็ขมวดคิ้ว
ในการรับรู้ด้วยพลังจิตของเขา กลุ่มผู้รอดชีวิตที่อยู่หลังประตูสามบานกำลังรวมตัวกันถอยหลังกลับไป เสียงประกาศที่เคยมีเสียงแจ้งเตือนอยู่ตลอดเวลาก็หยุดลง ประตูนิรภัยข้างหลังปิดลงติดต่อกัน ปิดตายทางถอยของพวกเขา
ถอยกลับอย่างกะทันหัน? แถมยังเลิกที่จะสื่อสารกับพวกตนเองแล้ว? ยังคิดจะขังพวกตนเองไว้กับอสูรกายอีก? คิดว่าหมดหวังแล้วเหรอ? เตรียมจะหนี?
“ฟิ้ว!”
เขาชูมือขึ้นเรียกกระบี่บินกลับมา มองอสูรกายที่กำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็วเบื้องหน้า
ในเมื่อเป็นเช่นนี้…งั้นก็พักการทดลองเพลงกระบี่ไว้ก่อน
เขายังคิดจะจับนักวิจัยสองสามกลุ่มกลับไปให้ฐานที่มั่นออกแบบยุทโธปกรณ์อยู่เลย ตอนนี้ถ้ายังชักช้าอยู่ คาดว่าคนกลุ่มนี้คงจะหนีไปหมดแล้ว
ถ้าอย่างนั้น…ก็ไม่จำเป็นต้อง “เล่น” ต่อไปอีกแล้ว
“จางเถี่ย, เวินหย่า, ฉู่อัน”
“เตรียมตัวไปกันได้แล้ว”
หลินอันถือกระบี่ยาวโลหะผสม เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย
“หัวหน้าหลิน!?”
“พวกเราจะไปไหน?”
“อสูรกายตนนี่ไม่สนใจแล้วเหรอ? ให้ตายสิ มันฆ่าไม่ตายเลย”
จางเถี่ยแสยะเขี้ยวเคี้ยวฟันลุกขึ้นจากมุมห้อง รีบวิ่งไปรวมตัวกับเขา เขาสังเกตเห็นประตูโลหะที่ปิดลงอย่างกะทันหันข้างหลัง ในดวงตาฉายแววตกตะลึง
เบื้องหน้า อสูรกายหลังจากฟื้นฟูศีรษะเสร็จก็พุ่งเข้ามา
“ไปจับคน”
หลินอันหัวเราะเบาๆ แววตาพลันคมกริบขึ้น
“สัญชาตญาณการต่อสู้!”
“ฟันต่อเนื่อง!”
ภายใต้การระเบิดพลังอย่างเต็มที่ แสงกระบี่สว่างจ้า ในระยะทางที่สั้นมาก ความเร็วในการพุ่งของหลินอันเข้าใกล้จุดวิกฤตของความเร็วเสียง แรงกดอากาศที่รุนแรงทำให้เกิดกระแสลมในทางเดิน
“ฉัวะ!”
แสงสีเงินหกสายปรากฏขึ้นติดต่อกัน อสูรอมตะที่เพิ่งจะพุ่งเข้ามาถึงเบื้องหน้าก็ถูกตัดเป็นหกท่อน ร่างกายของอสูรกายที่เดิมทีเสริมพลังจนสามารถต้านทานกระบี่บินได้ ภายใต้การต่อสู้ระยะประชิดของเขากลับเปราะบางอย่างยิ่ง
เมื่อเทียบกับกระบี่บินที่ควบคุมด้วยพลังจิต ความเสียหายที่หลินอันฟันออกไปเองนั้นไกลเกินกว่าที่อสูรกายจะรับไหว
บนพื้น แขนขาศีรษะรวมถึงทั้งตัวที่ถูกตัดขาดของอสูรกายกำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
“หัวหน้าหลิน!”
“แบบนี้ไม่มีประโยชน์นะ!”
จางเถี่ยใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย แต่กลับเห็นเวินหย่าหลับตาลงแบ่งปันพลังจิตให้กับหลินอัน
“ฉันรู้ว่าไม่มีประโยชน์!”
หลินอันถือกระบี่ยืนอยู่ข้างกาย รอบกายพลันแผ่กลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้นออกมา เขาชูมือขวาออกไป ชี้ไปยังอสูรกายที่ไม่ตายไม่ดับ ปากเอ่ยเบาๆ
“หนามเทพ!”
“โครม!!”
การโจมตีด้วยพลังจิตที่บ้าคลั่งภายใต้การใช้พลังจิตจำนวนมากกลายเป็นของแข็ง โจมตีเข้าที่ร่างของอสูรกายอย่างรุนแรง เลือดเนื้อระเบิดออกเป็นชิ้นๆ บดขยี้ร่างกายที่เพิ่งจะฟื้นฟูให้กลายเป็นเศษเนื้ออีกครั้ง
โคลนเลือดบนพื้นกระดิก พยายามจะฟื้นฟูอีกครั้ง
แววตาของเวินหย่าและจางเถี่ยฉายแววไม่เข้าใจ แต่กลับเห็นเพียงชั่วพริบตาต่อมา…
เมื่อกลิ่นอายแห่งความตายรวมตัวกัน ร่างเงาของยมทูตก็ปรากฏขึ้นข้างหลังหลินอันในทันใด ในดวงตาของหลินอันมีแสงสีแดงวาบผ่านไป
ในความเงียบสงัดที่ไร้เสียง ร่างเงาของยมทูตที่ถือเคียวแสยะยิ้มฟันไปยังความว่างเปล่า
“ร่วงโรย!”
“แคร่ก”
ราวกับเสียงวิญญาณแตกสลายที่ดังมาจากความว่างเปล่า
บนพื้น โคลนเลือดที่กระดิกไม่หยุดพลันหยุดลง…ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับตายสนิท
…..
ภายในห้องควบคุม จางไห่เบิกตากว้างจนแทบค้าง ปากอ้าเล็กน้อย แขนสั่นเทาชี้ไปยังหน้าจอ ครู่หนึ่งก็พูดอะไรไม่ออก
เนิ่นนาน...จนกระทั่งหลินอันและคนอื่นๆ ในภาพ เก็บโคลนเลือดบนพื้นแล้วพุ่งไปยังประตูบานถัดไป เขาถึงจะได้สติกลับคืนมา
“อสูร…อสูร..อสูรกายตายแล้ว!”
เขาร้องตะโกนอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทำให้กลุ่มคนที่กำลังเตรียมจะขึ้นลิฟต์หนีอยู่ข้างหลังตกตะลึง
กลุ่มคนหันกลับมาอย่างตกตะลึง