พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 253: ความโลภ
สีหน้าของเกาเทียนเคร่งขรึม ส่งกรอบแว่นไปให้หลินอันโดยตรง
“หัวหน้าหลิน…นี่…ดูเหมือนจะเป็นกรอบแว่นของพันเอกฉู่นะครับ…”
หลินอันหายใจเข้าลึกๆ รับกรอบแว่นมา ในใจเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำ
ฉู่อันมาที่นี่? หรือว่าเคยมาที่นี่?
แว่นตากรอบทองแบบเดียวกัน เพียงแต่แว่นตาในมือคู่นี้ค่อนข้างจะสกปรกและเก่า เลนส์ตาขวาแตก แว่นตาที่ชำรุดคู่หนึ่ง น่าจะเป็นเหตุผลที่เจ้าของแว่นตาทิ้งมันไป
“หัวหน้าหลิน จะเป็นแบบเดียวกัน หรือว่าเป็นของคนอื่นในห้องพักผู้ป่วยทิ้งไว้ที่นี่หรือเปล่าครับ?”
เกาเทียนเอ่ยขึ้นอย่างลังเล ในใจเกิดความไม่สบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด ภาพลักษณ์ของฉู่อันน่าประทับใจเกินไป โดยเฉพาะท่าทีที่เขาเคยชินกับการดันแว่น
หลินอันลังเล ชั่วขณะหนึ่งเขาก็ไม่ได้ข้อสรุป
เพียงแต่…แว่นตากรอบทองราคาไม่ถูก คนปกติใครจะทิ้งไปง่ายๆ? เลนส์แตก ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนไม่ได้ ห้องพักผู้ป่วยนี้ก็ไม่ใช่ห้องพักผู้ป่วยพิเศษ คนที่อยู่ที่นี่ก็เป็นเพียงคนธรรมดา ญาติของเด็กหญิงในชุดแดงยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทิ้งแว่นตา พวกเขาถึงกับต้องขายบ้านเพื่อรักษาโรค จะฟุ่มเฟือยขนาดนี้ได้อย่างไร
ถ้าอย่างนั้น…จะเป็นผู้ป่วยอีกคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่หรือญาติของเขาหรือ?
สายตาของหลินอันมองไปยังเตียงผู้ป่วยด้านใน เตียงนอนขึ้นราแล้ว แต่ก็ยังนับได้ว่าสะอาดเรียบร้อย บัตรประวัติผู้ป่วยที่หัวเตียงว่างเปล่า ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ที่นี่
ความคิดหมุนอย่างรวดเร็ว…อย่างแรกกรอบแว่นถูกวางไว้ในห้องน้ำนานพอสมควรแล้ว แสดงว่าผู้ที่ทิ้งไว้วางไว้ที่นี่ในช่วงก่อนและหลังที่วันสิ้นโลกจะอุบัติขึ้น ถ้าอย่างนั้น หากเป็นของฉู่อันจริงๆ เขาจะอยู่ที่นี่หรือ? ด้วยสถานะของเขา อย่างน้อยก็ต้องเป็นห้องพักผู้ป่วยระดับสูงขึ้นไปใช่ไหม? และ…ห้องพักผู้ป่วยนี้รับรักษาแต่โรคเกี่ยวกับสมอง พันเอกฉู่น่าจะไม่มีปัญหานี้
ตนเองคิดมากไปหรือ? นี่เป็นเพียงแว่นตาแบบเดียวกัน บางทีอาจจะเป็นของคนอื่นหรือแพทย์เจ้าของไข้ทำตกไว้ที่นี่โดยไม่ตั้งใจ หรือว่าฉู่อันเคยมาเยี่ยมใครที่นี่?
หลินอันนิ่งเงียบไปนาน ก็ไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด
เก็บแว่นตาเข้าแหวนอย่างระมัดระวัง เขาตั้งใจจะรอตอนที่กลับถึงฐานที่มั่นแล้วค่อยถามฉู่อันสักหน่อย
“ไปกันเถอะ ไปดูว่าแถวนี้มีความผิดปกติทางมิติอะไรหรือไม่”
“หากไม่มี พวกเราก็เก็บยาเสร็จแล้วก็กลับโรงแรม แล้วก็รอให้จางเถี่ยล่ออสูรกลายพันธุ์มา”
หลินอันข่มความสงสัยในใจลง เบาะแสน้อยเกินไป คิดต่อไปก็มีแต่จะทำให้จิตใจว่างเปล่า เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือการเพิ่มระดับ ถือโอกาสล่าอสูรกลายพันธุ์หาเครื่องสวมใส่บ้าง เรื่องแว่นตากับอสูรกลายพันธุ์ในชุดแดง รอให้กลับถึงฐานที่มั่นแล้วค่อยถามฉู่อันก็พอแล้ว บางทีเขาอาจจะรู้อะไรบ้าง
ตอนนี้เพียงแค่ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับมังกรทมิฬเพิ่มเติม เจ้าตัวเล็กตอนนั้นปรากฏตัวออกมาประหลาดเกินไป หลินอันสงสัยว่าภายในโรงพยาบาลบางทีอาจจะมีช่องทางมิติอยู่ มิเช่นนั้นราชวงศ์แห่งห้วงอเวจี จะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่อย่างไม่มีเหตุผลได้อย่างไร?
หากที่นี่มีช่องทางมิติที่เชื่อมต่อไปยังห้วงอเวจีจริงๆ เขาก็จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ว่าจะย้ายฐานที่มั่นหรือไม่ ในชาติก่อนหลังจากมหันตภัยวันสิ้นโลกผ่านไปอีกหนึ่งปี ตอนนั้นก็คือการบุกรุกโลกของอสูรและเผ่าพันธุ์ต่างโลกอื่นๆ พลังต่ำสุดล้วนเป็นอสูรระดับหนึ่งและกองทัพต่างเผ่าพันธุ์ น่าสะพรึงกลัวเกินไปจริงๆ ข้างๆ ฐานที่มั่นหลงอันหากมีช่องทางมิติอยู่จริงๆ นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟ
ค้นพบเร็วกว่าก็เตรียมการเร็วกว่า หากไม่ไหวจริงๆ ก็ทำได้เพียงย้ายไป ตอนนี้อาศัยรถฐานที่มั่นวันสิ้นโลกย้ายเขตปลอดภัย อย่างมากก็แค่สูญเสียดินแดนแห่งกฎเกณฑ์ แม้ราคาจะเจ็บปวด แต่ก็ดีกว่าการต้องเผชิญหน้ากับกองทัพต่างเผ่าพันธุ์โดยตรงในตอนนั้นมากนัก
เกาเทียนได้ฟังก็พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ยัดบัตรอวยพรเข้าไปในชุดรบด้านใน อย่างเลือนราง เขารู้สึกว่าเด็กหญิงคนนั้นน่าสงสารเล็กน้อย
วันเกิดอายุ 14 ปีก็เกิดวันสิ้นโลก และ “ของขวัญวันเกิด” กลับกลายเป็นอสูรกลายพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัว
เมื่อนึกถึงเรื่องราวของเด็กหญิงที่หลินอันปะติดปะต่อขึ้นมา ในใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าเล็กน้อย
โชคร้ายมักจะเลือกคนทุกข์ยาก...เชือกป่านขาดที่จุดที่บางที่สุด
……
โรงแรมดรีมปาร์ตี้
เวลาผ่านไปไม่นานหลังจากที่หลินอันเข้าโรงพยาบาล ทุกคนก็ยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง หลายคนจ้องเขม็งไปที่กลิ่นอายแห่งความตายรอบกายของโม่หลิง ความตื่นเต้นในใจยากที่จะบรรยายได้
ในวันสิ้นโลก ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อมนุษย์ก็คือซอมบี้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือฝูงซอมบี้ที่ตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างเขตสงครามกับเขตสงคราม คือซอมบี้ที่ยึดครองบ้านเกิดที่เคยเป็นของมนุษย์
ดังนั้น…ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้รอดชีวิตที่พยายามจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อดึงดูดซอมบี้ แต่ผลลัพธ์ล้วนแย่มาก อย่างผู้รอดชีวิตบางคนลองใช้เนื้อดิบบวกเลือดสดบวกเครื่องเล่นเพลงมัดรวมกัน พยายามจะทำเป็นเหยื่อล่อฝูงซอมบี้ ทว่านอกจากตอนแรกจะมีผลอยู่บ้าง สามารถดึงดูดซอมบี้มาได้ แต่ก็ดึงดูดได้ไม่นาน ซอมบี้ก็จะพลันหลุดจากการดึงดูดของเลือดเนื้อและเสียง แล้วก็แยกย้ายกันไป
ซอมบี้ที่ไม่มีความสามารถในการคิดกลับสามารถทำการตัดสินใจต่างๆ ได้ นี่ทำให้อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเกมวันสิ้นโลกมีกฎเกณฑ์พิเศษหรือไม่ นอกจากคนเป็นที่มีแรงดึงดูดต่อซอมบี้อย่างต่อเนื่องแล้ว วิธีการอื่นใดก็ไม่มีผลต่อซอมบี้ การจะหวังใช้ของตายล่อซอมบี้ไปนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
แต่บัดนี้ ทักษะของโม่หลิงกลับสามารถอัญเชิญฝูงซอมบี้ได้โดยตรง นี่จะทำให้พวกเขาไม่ตกตะลึงได้อย่างไร
หวังคุนตั้งแต่ที่หลินอันและคนอื่นๆ จากไป ก็ยืนอยู่ข้างช่องโหว่ตลอดเวลา สายตาคลั่งไคล้ เขาเดิมทีอยากจะดึงหลี่เหล่ยมาปรึกษาหารือ แต่ไม่คิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะมีสีหน้าดีใจ แล้วก็วิ่งขึ้นไปชั้นบนอย่างไม่มีเหตุผล ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ไม่สนใจ
ช่างเถอะ…เกรงว่าเจ้าเด็กนั่นไม่เข้าใจความสำคัญของโม่หลิง
หายใจหอบถี่ หวังคุนยากที่จะระงับความโลภในใจ เขาก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมบนตัวของหลินอันถึงมียุทโธปกรณ์มากมายขนาดนั้น
ให้ตายสิ…หากในทีมของตนเองก็มีคนที่สามารถล่อฝูงซอมบี้ขนาดใหญ่ได้ ตนเองก็สามารถหาเครื่องสวมใส่มาได้กองหนึ่ง
เพียงแค่ช่วงเวลานี้ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ก็เห็นเครื่องสวมใส่และของวิเศษที่ถูกฝูงซอมบี้ล้อมอยู่ไม่น้อย แม้จะไม่สามารถเข้าไปดูใกล้ๆ ได้ แต่ในความทรงจำของเขาอย่างน้อยก็มีสามแห่งที่มีคลื่นพลังของเครื่องสวมใส่!
ความโลภในใจราวกับมดที่ไต่ไปมา เขาแทบจะอยากจะให้โม่หลิงไปล่อฝูงซอมบี้เดี๋ยวนี้เลย แล้วก็ไปเอาเครื่องสวมใส่ที่ล้ำค่าสองสามชิ้นนั้นมา
ไม่น่าแปลกใจที่บนตัวของไอ้หน้าหล่อนั่นไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ กลับกันเป็นเครื่องประดับที่หรูหราไร้ประโยชน์
หวังคุนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสถานที่สองสามแห่งที่มีเครื่องสวมใส่ในความทรงจำของตนเอง ที่นั่นโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นชุดป้องกันหรือเครื่องประดับ ไม่มีอาวุธเลยแม้แต่น้อย เมื่อผนวกกับอสูรกลายพันธุ์ที่ตนเองกับหลี่เหล่ยฆ่าไป ดรอปเป็นอาวุธสองชิ้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าการล่าอสูรกลายพันธุ์ = ดรอปอาวุธ, เครื่องสวมใส่อื่นๆ คือการกำจัดฝูงซอมบี้ที่เฝ้าอยู่ถึงจะได้มา
เป็นอย่างนี้ไม่ผิดแน่…
ยุทโธปกรณ์ที่ดรอปจากอสูรกลายพันธุ์มักจะเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของอสูรกาย ดังนั้นอสูรกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ก็จะดรอปยุทโธปกรณ์เป็นอันดับแรก
เพียงแต่สิ่งที่หวังคุนไม่รู้ก็คือ…ก็มีแต่หลินอันที่มักจะเจอเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้น้อย นี่ถึงได้ไม่เคยได้อาวุธมาเลย นอกจากผลึกพลังจิตที่พอจะนับได้ว่าเป็นชิ้นหนึ่งแล้ว อย่างอื่นล้วนเป็นเครื่องประดับประเภทที่มีผลต่างๆ นานา
ภายใต้การอนุมานติดต่อกัน…หวังคุนก็ได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว ลดระดับภัยคุกคามของหลินอันลงโดยสัญชาตญาณ
หลินอันไม่ได้ล่าอสูรกลายพันธุ์จำนวนมากเพื่อได้เครื่องสวมใส่มา! ถ้าอย่างนั้น…หาวิธีเอาโม่หลิงไป! กระทั่ง…ฆ่าหลินอันโดยตรง!
โม่หลิงที่ไม่ไกลนักก็เหมือนกับของล้ำค่าหายาก น่าปรารถนา
เขาไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดที่จะชักชวนหลินอันมาอยู่ในทีมของตนเอง หรือว่าตนเองจะเข้าไปร่วมทีม แต่เมื่อนึกถึงท่าทีที่เย็นชา, เมินเฉยต่อเขาของหลินอัน ในใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธขึ้นมา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของฟ่านปิงอีกแล้ว
การลดตัวเข้าไปประจบทีมของหลินอัน ไม่ต้องพูดถึงว่าหลินอันจะรับเขาหรือไม่ ต่อให้รับแล้ว เขาไม่เท่ากับกลายเป็นลูกน้องให้คนอื่น แล้วก็ต้องมองดูคนในดวงใจของตนเองปีนขึ้นเตียงของหลินอันหรือ? เขาหวังคุนหากทนเรื่องนี้ได้ แล้วจะต่างอะไรกับลูกแหง่!?
ดังนั้น…หากหลินอันรู้ความ เขาตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมสักหน่อย ให้หลินอันพาโม่หลิงเข้าร่วมทีมของตนเอง แต่แน่นอนว่าตนเองต้องเป็นหัวหน้า เพราะอย่างไรเสียเขาก็อ้างว่าพี่น้องของตนเองก็เป็นผู้แข็งแกร่งคนหนึ่ง มีลูกน้องเป็นพันคน ถึงตอนนั้นตนเองพาโม่หลิงไป อาศัยผลงานนี้ย่อมต้องได้ตำแหน่งสูง เป็นรองหัวหน้าได้แน่นอน!
หากไม่รู้ความ…ก็คงต้องหาวิธีฆ่าไอ้หน้าหล่อนี่แล้ว
แอบคำนวณดู…ในใจเขาหลินอันน่าจะแข็งแกร่งกว่าเขาไม่มากนัก เพราะอย่างไรเสียเขาก็มีอาวุธยุทโธปกรณ์ หลินอันไม่มี เขามั่นใจว่าความสามารถในการสร้างความเสียหายของตนเองจะไม่ด้อยไปกว่าที่ไหน ต่อให้หลินอันอาศัยเครื่องสวมใส่แข็งแกร่งกว่าตนเองจริงๆ แต่หากมีใจคิดจะทำร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว ใครจะตายใครจะอยู่ยังไม่รู้ ตนเองกับหลี่เหล่ยทั้งสองคนหาโอกาสจู่โจมอย่างกะทันหัน ไม่แน่ว่าจะสามารถฆ่าเจ้าเด็กนี่ได้ในพริบตา!
ในฐานะที่เป็นระดับหนึ่งเหมือนกัน หวังคุนไม่เชื่อว่าสองคนยังจะจัดการหนึ่งคนไม่ได้!
ส่วนเรื่องกองกำลังลึกลับที่อยู่เบื้องหลังหลินอันที่คาดเดาไว้ก่อนหน้านี้…เขาก็ได้ครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว คิดว่าการตัดสินใจก่อนหน้านี้ของตนเองน่าจะผิด
หากหลินอันมาจากกองกำลังใหญ่ๆ จะมีเพียงสองคนพาโม่หลิงออกมาได้อย่างไร? อย่างโม่หลิงผู้เล่นที่หายาก, เรียกได้ว่าเป็นระดับยุทธศาสตร์ หากเปลี่ยนเป็นตนเองก็คงจะเอาไปเก็บไว้ในรังแล้วใช่ไหม? ต่อให้พาออกไป อย่างน้อยก็ต้องมีทีมเป็นพันคนตามไปด้วย กลัวว่าจะเกิดปัญหาแม้แต่น้อย!
ดังนั้น เขาจึงคาดเดาว่าเบื้องหลังของหลินอันไม่มีกองกำลังใหญ่อะไร และความคิดก็ตื้นเขิน หากในทีมของเขามีผู้เล่นอย่างโม่หลิง ฆ่าให้ตายเขาก็จะไม่เปิดเผยข่าวออกไปแม้แต่น้อย
เหอะ…เกรงว่าก็เป็นคนโง่เหมือนกับหลี่เหล่ยไอ้โง่นั่น…คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกในนิยาย เดินเรื่องราบรื่นมาตลอดหรือไง?
ร้อนรนเหมือนมดบนกระทะร้อน…หวังคุนหายใจเข้าลึกๆ พลันหันกลับไปข่มขู่ทุกคนอย่างเหี้ยมเกรียม
“ทุกคนห้ามส่งข้อความออกไปข้างนอก! ใครกล้าเปิดเผยความสามารถของเด็กหญิงคนนั้น ข้าจะฆ่ามัน!”
พูดจบ เขาก็ส่งสายตาให้คนสนิทของตนเอง แล้วก็รีบขึ้นไปชั้นบน
เขาจะไปหาหลี่เหล่ยปรึกษาหารือกัน…เขารอไม่ไหวแล้วแม้แต่วินาทีเดียว