พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 257: หมัดเดียวก็เกินพอ
บนถนนหกเลน ร่างหมีดำร่างหนึ่งกระโดดหลบหลีกอย่างต่อเนื่อง เผยให้เห็นความคล่องแคล่วว่องไวที่ไม่สมกับขนาดร่างกายของมัน
เบื้องหลัง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว รถยนต์ที่พังยับเยินถูกเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศ ราวกันตกริมทางถูกเหยียบแบนราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยว
ห่างออกไปไม่ไกล อสูรกลายพันธุ์สามตนกำลังไล่ตามเขาอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในนั้นคืออสูรกลายพันธุ์ระดับสอง สูงสี่เมตร แขนอีกสองข้างที่งอกออกมาอย่างผิดรูปอยู่ข้างลำตัว ร่างกายมหึมาเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า ราวกับตึกหลังหนึ่ง มองจากไกลๆ ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
ส่วนอสูรกลายพันธุ์ระดับหนึ่งอีกตนหนึ่ง แขนขาทั้งสี่ยาวเหยียดน่ากลัว มือและเท้าข้างเดียวกันก้าวไปพร้อมกันราวกับกำลังเดินบนไม้ต่อขา ไล่ตามมาข้างหลังอย่างรวดเร็ว
ลิกเกอร์ระดับหนึ่งที่พุ่งนำอยู่ข้างหน้าสุดใช้ทั้งมือและเท้า กรงเล็บแหลมคมขนาดมหึมาขีดข่วนถนนจนเกิดเป็นรอยกรงเล็บยาวเหยียด
“หัวหน้าหลิน!”
“ให้ตายเถอะ รีบช่วยผมด้วย!”
จางเถี่ยแสยะเขี้ยวเคี้ยวฟันตะโกนโหวกเหวก ขณะพูดก็ก้มหัวม้วนตัวหลบรถยนต์ที่พุ่งเข้ามาข้างหลัง
ให้ตายเถอะ…ไอ้เจ้าอสูรสี่แขนเวรนี่ทำไมถึงมีนิสัยเหมือนกับลิกเกอร์เลยวะ? ตีข้าไม่โดนก็ขว้างของมาใส่!? กลับกันเป็นลิกเกอร์ที่นิสัยเปลี่ยนไป เอาแต่ไล่ตามก้นข้าต้อยๆ!
หากเป็นอสูรกลายพันธุ์ตัวเดียวเขาไม่กลัว แต่สามตัวพร้อมกันนี่มันจะเอาชีวิตกันชัดๆ อสูรระดับหนึ่งยังพอไหว แต่อสูรระดับสองที่อยู่ข้างหลังสุดพลังโจมตีมันน่ากลัวเกินไป…
หมีดำหายใจเข้าลึกๆ รอบกายแผ่ประกายแสงสีแดงออกมา เขามองเขม็งไปยังถนนหน้าโรงแรม เปิดใช้ทักษะพุ่งชนคลั่งเพื่อใช้เป็นทักษะในการเดินทางโดยตรง
“ตึงตึง-ตึง-ตึง!”
แผ่นดินสั่นสะเทือน หมีดำทั้งตัวเปล่งแสงสีแดงพุ่งไปยังหน้าโรงแรมในทันที หลังจากทิ้งระยะห่างได้ชั่วครู่ก็หอบหายใจอย่างหนัก
เพื่อที่จะล่ออสูรกลายพันธุ์ทั้งสามตัวให้ไล่ตามเขามาพร้อมกัน ตลอดทางเขากระโดดไปมาเหมือนกับกระต่าย น่าเสียดายที่อสูรกลายพันธุ์ระดับสองอีกตัวที่หัวหน้าหลินต้องการหาไม่เจอ
ระดับหนึ่งสองตัว ระดับสองหนึ่งตัว…ไม่รู้ว่าหัวหน้าหลินจะพอใจหรือไม่ แต่หากล่อระดับสองมาอีกตัวจริงๆ เกรงว่าตนเองคงจะเอาชีวิตไม่รอด
หัวหน้าหลิน! ข้าจางเถี่ยเป็นแค่ระดับหนึ่ง แถมยังเป็นพรสวรรค์ระดับ B ด้วยนะ!
เจ้าหมีโง่ฟื้นลมหายใจอย่างรวดเร็ว มองไปยังหลินอันที่ชั้นสอง แล้วก็กระโดดขึ้นไปสูงสามสี่เมตร
“หัวหน้า! มาแล้ว!”
อะไรมาแล้ว!?
ฝูงชนบนชั้นสองของโรงแรมเกิดความวุ่นวาย พวกเขาได้ยินเพียงเสียงปะทะที่ต่อเนื่องอย่างเลือนราง
หลี่เหล่ยเงี่ยหูฟัง ชั่วครู่ต่อมาสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
ให้ตายเถอะ!
ในฐานะผู้ปลุกพลัง เขาตอบสนองได้อย่างรวดเร็วว่าเสียงปะทะและเสียงดังสนั่นที่ต่อเนื่องนี้มาจากอะไร
“พวกแกถึงกับล่ออสูรกลายพันธุ์มาที่นี่!!”
ทั้งตกใจทั้งโกรธ หลี่เหล่ยโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าหลินอันอยู่ครู่หนึ่งก็พูดอะไรไม่ออก
ความถี่ในการสั่นสะเทือนของแผ่นดินนี้ อย่างน้อยก็มีอสูรกลายพันธุ์สองตัวขึ้นไปกำลังวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง
หวังคุนหายใจเข้าลึกๆ เขานึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของจางเถี่ย ในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขาเดิมทีคิดว่าหลินอันและคนอื่นๆ แค่พูดโอ้อวด จงใจข่มขู่พวกเขา ไม่คิดว่าจะล่ออสูรกายมาจริงๆ!
นี่จะทำอะไรกัน!? นี่คิดจะอาศัยพลังของพวกเขาเพื่อร่วมกันสังหารอสูรกลายพันธุ์หรือ!?
ไม่ทันได้คิดอะไรมาก ลิกเกอร์ที่มาถึงเร็วที่สุดก็ได้กระโจนมาถึงถนนชั้นล่างของโรงแรมแล้ว
ฝูงชนกรีดร้อง วุ่นวายไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“อย่ามัวแต่งงอยู่! รีบลงไป!”
หวังคุนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ตอนนี้อสูรกลายพันธุ์มาถึงชั้นล่างแล้ว ต่อให้เขาไม่อยากจะออกแรงก็ต้องออกแรงแล้ว อสูรกายไม่สนใจหรอกว่าใครเป็นคนล่อมันมา…เห็นคนก็ฆ่า
ทันทีที่ปล่อยให้อสูรกายพุ่งเข้ามาในตึกได้ นอกจากผู้ปลุกพลังแล้วทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุจะต้องตายหมด
หลินอันไม่ได้สนใจคนทั้งสองที่โกรธเกรี้ยว ในดวงตาหมอกสีฟ้าแวบผ่านไป พลังจิตแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
ติ๊ด, ตรวจพบอสูรกลายพันธุ์ระดับ 1: 【ลิกเกอร์】, 【อสูรโลดทะยาน】
ติ๊ด, ตรวจพบอสูรกลายพันธุ์ระดับ 2: 【ไททันเน่าเปื่อย】 (เทียม)
ระดับหนึ่งสองตัวงั้นหรือ?
เขาเอียงศีรษะครุ่นคิด ไม่สนใจลิกเกอร์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
“ทำไมมีแค่นี้?”
“ไม่ใช่ว่ายังมีอีกที่หนึ่งที่มีอสูรกลายพันธุ์ระดับสองที่น่าสงสัยอีกหรือ?”
จางเถี่ยมองหลินอันอย่างน้อยใจ เขาหาอสูรกลายพันธุ์ระดับสองตัวที่สองไม่เจอจริงๆ ทำได้เพียงนำระดับหนึ่งตัวนี้มาแทน เขาที่เป็นผู้ปลุกพลังสายป้องกันตัว ต้องไปทำงานล่ออสูรกาย ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว
หลินอันถอนหายใจเบาๆ สายตาขยับเล็กน้อย
จะหลอมรวมระดับสองกับระดับหนึ่ง หรือว่าจะเสียเวลาหาอีกสักหน่อยเพื่อหาระดับสองอีกตัว?
ขณะที่กำลังครุ่นคิด หวังคุนกับหลี่เหล่ยทั้งสองคนก็ได้กระโดดลงไปชั้นล่างอย่างรีบร้อน เตรียมจะรับมือกับลิกเกอร์
หลังจากกระโดดลงไปชั้นล่างแล้ว ในใจของหลี่เหล่ยก็เกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาอย่างไม่มีชื่อ
“รีบลงมาช่วยกันฆ่าอสูรกายสิ! แกมัน…”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ก็เห็นหวังคุนดึงเขาไว้อย่างประหม่า เป็นนัยว่าให้จัดการอสูรกายก่อนแล้วค่อยว่ากัน
คนข้างนอกกลุ่มนี้เห็นได้ชัดว่าอยากจะอาศัยพลังของพวกเขาเพื่อจัดการอสูรกาย เห็นได้ชัดว่ากินขาดที่ในทีมของพวกเขามีแต่คนธรรมดา หนีไม่สะดวก
หลี่เหล่ยฝืนข่มความโกรธลง ในใจสาปแช่งไม่หยุด
ไอ้หน้าหล่อเวรตะไล…ถ้าไม่ใช่เพราะกังวลว่าอสูรกายจะพุ่งเข้ามาในตึกแล้วจะทำร้ายพี่ปิง ข้าคนแรกเลยที่จะฆ่าแก!
ทั้งสองคนระแวดระวังเต็มที่ เตรียมจะลงมือ ไม่ไกลนักสามารถมองเห็นอสูรกลายพันธุ์อีกตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งมาอย่างรวดเร็ว
“ให้ตายเถอะ…คนกลุ่มนี้จงใจล่ออสูรกลายพันธุ์มาสองตัว!”
หลี่เหล่ยฝืนข่มเสียงพูดอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตั้งสมาธิเล็งปืนไปที่ลิกเกอร์ที่อยู่ใกล้ๆ
ในความคิดของเขา อสูรกลายพันธุ์สองตัวน่าจะอยู่ในระดับที่พวกเขารับมือไหวพอดี เขากับหวังคุนทั้งสองคนแยกกันต่อกรกับอสูรกลายพันธุ์นั้นลำบากเกินไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้คนข้างนอกกลุ่มนี้ร่วมมือด้วย
แม้ว่าวิญญาณของอาจารย์จะสิงสถิตอยู่ในสร้อยคอ แต่เขาก็ไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเอง แต่ว่าวิญญาณของอาจารย์อ่อนแอ ไม่สามารถลงมือได้ง่ายๆ เช่นนี้แล้ว ต่อให้เขาจะโกรธแค่ไหน กลับกันก็ยังไม่สามารถล่วงเกินจางเถี่ยและคนอื่นๆ ที่ล่ออสูรกายมาได้
คนข้างนอกกลุ่มนี้สามารถตบก้นหนีไปได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าพวกเขาหนี คนที่ตามหลังตนเองกลุ่มนี้ทั้งหมดจะต้องตาย อย่างมากก็ทำได้เพียงพาฟ่านปิงหนีไป และ…เขากับหวังคุนทั้งสองคนก็ถือว่าโรงพยาบาลเป็นแหล่งเสบียงของตนเองมานานแล้ว ลำบากลำบนฆ่าอสูรกลายพันธุ์ในบริเวณใกล้เคียงไปแล้ว จะให้หนีไปอย่างน่าสังเวชเช่นนี้…คับแค้นใจเกินไป
หวังคุนสีหน้าเร่งรีบพุ่งไปอยู่ข้างกายจางเถี่ยที่กำลังยืนนิ่งตะลึงอยู่ พูดอย่างรวดเร็ว
“แกไปรับมือดึงดูดอสูรกายอยู่ข้างหน้า! ฉันจะไปหาโอกาสฆ่ามันจากข้างหลัง!”
“ที่เหลืออีกตัวหนึ่งหลี่เหล่ยจะคอยถ่วงเวลาไว้ แกไปเรียกคนของแกมาลงมือเร็วเข้า!”
ลิกเกอร์มีความเสียหายสูงเกินไป กรงเล็บแหลมคมที่ตัดเหล็กได้เหมือนตัดดินไม่มีใครกล้าที่จะรับตรงๆ เขาในอดีตกับหลี่เหล่ยฆ่าลิกเกอร์ ก็อาศัยการยิงแล้วหนี แล้วก็หาโอกาสเคลื่อนที่ ฉวยโอกาสช่วงที่มันโจมตีเพื่อสังหาร
และ…เขาก็คิดอย่างชัดเจนแล้ว
คนข้างนอกกลุ่มนี้จิตใจโหดเหี้ยมขนาดนี้ ถึงกับจงใจลากตนเองและคนอื่นๆ ลงน้ำมาออกแรง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ! เขาอย่างมากก็ออกแรงโจมตีครั้งสุดท้าย ภารกิจที่อันตรายที่สุดคือการรับความเสียหายอยู่ข้างหน้า จำเป็นต้องให้จางเถี่ยรับผิดชอบ มิเช่นนั้นพวกตนเองก็ไม่เท่ากับทำงานให้ฟรีๆ หรอกหรือ?
แม้จะไม่รู้ว่าทำไม ชายหัวล้านร่างใหญ่นี้ถึงได้ยืนนิ่งตะลึงอยู่กับที่…
ไม่ทันได้คิดอะไรมาก สนับมือบนมือของหวังคุนก็ส่องประกายสีขาว จ้องมองลิกเกอร์ที่กำลังคำรามอย่างประหม่า ไม่หันกลับไปตะโกนเสียงดัง
“พวกแกถ้ายังไม่ลงมือ พวกเราก็จะไปเดี๋ยวนี้เลย!”
“คิดจะอาศัยพวกเราฆ่าอสูรกาย พวกแกอย่าหวังจะได้ประโยชน์ฟรีๆ!”
“ฉันจะบอกให้พวกแกรู้ หลังจากอสูรกายตายแล้ว ของที่ดรอปออกมาพวกเราเลือกก่อน!”
หวังคุนคิดอย่างชัดเจนแล้ว คนกลุ่มนี้ถ้าคิดจะไม่ลงมือ หรือรอให้พวกเขาต่อสู้กับอสูรกายจนตายไปข้างหนึ่ง เขาก็ยอมที่จะหนีไปโดยตรง! พาฟ่านปิงไปด้วย ตอนที่หนีก็อาศัยการโจมตีของอสูรกายโจมตีคนข้างนอกสองสามคนนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะประหยัดมันทวาได้ด้วยซ้ำ! หากไม่ใช่เพราะความเสี่ยงสูงเกินไป และอสูรกายไม่รู้จักญาติมิตร เขาก็ไม่ได้คิดจะลงมือเลย
ณ ที่เกิดเหตุ จางเถี่ยฟังคำสั่งของหลินอันอย่างกลุ้มใจ อดไม่ได้ที่จะเกาศีรษะ
หัวหน้าหลินให้ตนเองจับเป็น【อสูรโลดทะยาน】 ฆ่าลิกเกอร์…จะจับเป็นอย่างไรกัน…
“ปัง! ปัง! ปัง!!”
เสียงปืนดังลั่น หลี่เหล่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป เปิดฉากยิงโจมตีลิกเกอร์โดยตรง
กระสุนพลังงานจิตที่ส่องประกายสีขาวส่งเสียงหวีดหวิวที่แหลมบาดหู พุ่งตรงไปยังศีรษะของลิกเกอร์ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมลิกเกอร์ถึงได้ลังเลอยู่กับที่สองสามวินาที ราวกับกำลังเกรงกลัวอะไรบางอย่าง แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนคำรามออกมาด้วยความโกรธ
“ยังไม่ลงมืออีกทำอะไร! พวกแกไม่ออกแรง อย่าหวังจะอาศัยข้าคนเดียวฆ่าอสูรกาย!”
“ติ๊ง-ติ๊ง”
กระสุนที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานจิต พลังรุนแรงผิดธรรมดา ลิกเกอร์คำรามพลางใช้กรงเล็บไขว้กันป้องกันศีรษะ ที่บ่าพลันระเบิดหมอกเลือดออกมากลุ่มหนึ่ง
หลังจากถูกโจมตี อสูรกายก็ถูกปลุกเร้าความโกรธโดยสิ้นเชิง ในทันทีก็พุ่งเข้าหาจางเถี่ย
หวังคุนเห็นดังนั้นในใจก็ตกใจ อดไม่ได้ที่จะอยากจะหนีออกจากที่เกิดเหตุ
ชายหัวล้านร่างใหญ่นี่กำลังเล่นอะไรอยู่! ยืนอยู่กับที่ฆ่าตัวตายหรือ!?
ในชั่วพริบตา…จางเถี่ยกลับดูเหมือนจะเมินเฉยต่อลิกเกอร์ข้างหลัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญหันไปด่าทอหลี่เหล่ย
“แกมันจะพูดมากอะไรนักหนา!”
“ใครมันจะให้พวกแกมาลงมือ!?”
ไอ้พวกขยะนี่มันหลงตัวเองจริงๆ…
เจ้าหมีโง่มองหลี่เหล่ยเหมือนกับมองคนโง่ ข้างหลัง…ลิกเกอร์ได้กระโดดขึ้นสูงแล้ว กรงเล็บแหลมคมขนาดมหึมาฟันลงมาที่ศีรษะของเขา
ใบหน้าของหลี่เหล่ยพลันซีดเผือด ในดวงตาความแค้นแทบจะล้นทะลักออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องเขม็งไปยังจางเถี่ยที่จะถูกฟันหัวขาดในวินาทีถัดไป ในใจเกิดความสะใจ
ไม่ต้องให้พวกเราลงมือ!? งั้นข้าจะดูว่าแกจะตายอย่างไร…
ในชั่วพริบตา…คำสาปแช่งในปากยังไม่ทันจะหลุดออกมา
“โครม!”
“กายาหมีทมิฬ!”
“หมัดหนักถล่มทลาย!”
ในชั่วพริบตา จางเถี่ยใบหน้าไร้อารมณ์ซัดหมัดซ้ายออกไปข้างหลัง มีข้อมูลจุดอ่อนที่หลินอันให้มา เขาหลับตาก็ยังตีถูกอสูรกายได้
ท่าทางที่ดูเก้ๆ กังๆ สบายๆ กลับระเบิดเสียงดังสนั่น
“ปัง!”
มือซ้ายที่มาจากสติทเชอร์ในทันทีก็หักกรงเล็บแหลมคมของลิกเกอร์ แล้วก็ซัดเข้าที่ศีรษะของอสูรกายโดยไม่มีอะไรขวางกั้น
ราวกับแตงโมแตก…กะโหลกศีรษะที่สามารถต้านทานการยิงของปืนกลได้ระเบิดออก สมองสีแดงสดที่กระจายไปทั่วท้องฟ้าราวกับสายฝนโปรยปรายลงมา รดหัวของหวังคุนจนเปียกโชก
หมัดเดียวฆ่าลิกเกอร์…!?
หลี่เหล่ยอ้าปากค้างอย่างยากลำบาก ครู่หนึ่งก็พูดอะไรไม่ออก ฝูงชนข้างหลังราวกับถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราว
หวังคุนที่สมองขาวโพลนไปหมด มองจางเถี่ยที่เก็บหมัดอย่างโง่งม ค่อนข้างจะยากลำบากที่จะบีบคำถามออกมาจากปาก
“คุณ…ทำได้อย่างไร!?”
จางเถี่ยใบหน้าไร้อารมณ์มอง【อสูรโลดทะยาน】ที่ไม่ไกลนักที่กำลังจะมาถึง ทันใดนั้นก็นึกถึงตอนที่ตนเองเจอหลินอันครั้งแรก ตอนที่หัวหน้าหลินฟันดาบเดียวฆ่าลิกเกอร์ ตนเองก็เหมือนจะเคยถามคำถามนี้…
ทันใดนั้น เขาก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
หมีดำแสยะยิ้ม ในทันทีก็เปิดใช้ทักษะพุ่งชนเข้าปะทะกับอสูรกายตัวที่สอง คำพูดสบายๆ ทิ้งไว้ข้างหลัง ตกลงในหูของหวังคุน
“อืม…”
“หมัดเดียวก็พอแล้ว”