พิชิตเกมส์วันสิ้นโลก ด้วยระบบผู้กอบกู้ - บทที่ 283: กลืนกินทุกสรรพสิ่ง
หลังจากเรียกหุ่นเชิดไร้ใจกลับมา หลินอันก็บอกผลการคาดเดาของตนเองออกมาด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
เจ็ดวัน…เลื่อนขั้นเป็นระดับสาม…
ถึงแม้ว่าวิธีการคำนวณนี้จะค่อนข้างหยาบ ไม่ได้คำนึงถึงเวลาที่เสียไปในการค้นหาซอมบี้ หรือการกลืนกินซอมบี้จำนวนมากอาจดึงดูดการโจมตีของอสูรกลายพันธุ์ แต่อย่างมากหนึ่งเดือน ต่อให้จะใช้วิธีการ “ซุ่มโจมตี” ให้หุ่นเชิดไร้ใจกลืนกินซอมบี้รอบๆ เมือง เวลาหนึ่งเดือนก็เพียงพอที่จะทำให้มันเพิ่มระดับเป็นอย่างน้อยระดับสองขั้นสูงสุดแล้ว
ระดับสามอาจจะยาก แต่ระดับสองขั้นสูงสุดนั้นไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
นี่มันไม่ใช่ ‘สติทเชอร์’ หรอกหรือ? และยังเป็นอสูรกายสุดยอดที่มีศักยภาพมากกว่าสติทเชอร์ ทั้งยังมี “เมนูอาหาร” ที่กว้างกว่าอีกด้วย
ทุกคนได้ฟังการวิเคราะห์ของเขาแล้ว ก็พูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าหลี่เหล่ยที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่สามารถเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้ แต่พอตายไปแล้วกลับน่ากลัวถึงเพียงนี้
หากหลินอันยอมปล่อยให้หุ่นเชิดไร้ใจออกไปกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างตัวตนที่คล้ายกับ ‘จักรพรรดิซอมบี้’ ในชาติก่อนขึ้นมาได้
“หัวหน้าหลิน…”
จางเถี่ยพูดเสียงอู้อี้ มองหุ่นเชิดไร้ใจที่ตัวเต็มไปด้วยเศษเนื้อด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
“หรือว่าเราจะฆ่ามันทิ้งเสียดีกว่า…เจ้านี่ถ้าเสริมความแข็งแกร่งด้วยความเร็วขนาดนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่”
เจ้าหมีโง่ต่อให้โง่แค่ไหนก็คิดได้ เผื่อว่าวันไหนหุ่นเชิดไร้ใจเกิดควบคุมไม่ได้ หลุดจากการควบคุมทางพลังจิตของโม่หลิง ด้วยความสามารถในการกลืนกินทุกสรรพสิ่งนี้ เมื่อพลังเพิ่มขึ้น ความเร็วในการสังหารเพื่อเสริมความแข็งแกร่งก็จะยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับก้อนหิมะที่กลิ้งลงมาจากยอดเขา มีความเป็นไปได้สูงว่าเมื่อเสริมความแข็งแกร่งถึงระดับสาม มันก็จะเริ่มกินทุกชีวิตในเขตสงครามหลินเจียงอย่างบ้าคลั่ง
ใครจะต้านทานมันได้?
พูดให้ฟังดูเลวร้ายหน่อย หุ่นเชิดไร้ใจตรงหน้ามีความเป็นไปได้สูงว่าจะวิวัฒนาการเป็นภัยพิบัติระดับล้างโลก ไม่เกินจริงเลย หากปล่อยให้มันเสริมความแข็งแกร่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุดต่อไป การทำลายล้างทั้งประเทศจีนก็อาจเป็นเรื่องง่ายดาย สู้กับอสูรกลายพันธุ์ไม่ได้มันก็จะไปกินซอมบี้ ซอมบี้กินหมดแล้วก็กินคน คนกินหมดแล้วเมื่อแข็งแกร่งขึ้นก็วิ่งไปกินอสูรกลายพันธุ์ วนเวียนเช่นนี้ ทุกชีวิตในสายตาของมันก็คือผลไม้พลังจิต เป็นแต้มคุณสมบัติที่เคลื่อนที่ได้
หลินอันไม่ได้พูดอะไรมาโดยตลอด ในใจเกิดความลังเลที่หาได้ยาก
หากหุ่นเชิดไร้ใจนี้ไม่ใช่ตนเองที่ให้โม่หลิงสร้างขึ้นมา เขาก็แทบจะคิดว่ามันคือ ‘จักรพรรดิซอมบี้’ ในวัยเยาว์
กำจัดภัยพิบัติที่ซ่อนอยู่ล่วงหน้างั้นหรือ? เขาก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย หุ่นเชิดโลหิตที่มีศักยภาพมหาศาลเช่นนี้ สามารถใช้เป็นไพ่ตายของตนเองและโม่หลิงได้เลย หากใช้ดีๆ อาวุธนิวเคลียร์ต่อหน้ามันก็เป็นได้แค่ของเล่นเด็ก
เมื่อเห็นความลังเลของหลินอัน โม่หลิงก็พลันเชิดหน้าขึ้น
“หลินอัน ฉันรู้สึกได้ พลังของฉันกับมันจะเกินระดับหนึ่งไม่ได้ อย่างมากก็แค่ระดับสองขั้นสูง แข็งแกร่งกว่านี้ฉันก็จะควบคุมไม่ได้แล้ว มันจะหลุดจากการควบคุมโดยสิ้นเชิง”
“และในสภาวะปกติ ฉันจะต้องคอยกดดันความอยากที่จะสังหารและกลืนกินของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกับหุ่นเชิดศพฉีกกระชาก ที่ฉันออกคำสั่งแล้วก็ไม่ต้องสนใจอีก”
“นายตัดสินใจเถอะ…จะเก็บไว้หรือไม่เก็บ”
ระดับสองขั้นสูงงั้นหรือ?
หลินอันสายตาสั่นไหว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยังคงเลือกที่จะเก็บมันไว้
หากมัวแต่กังวลว่าจะควบคุมไม่ได้ กังวลว่าจะกลายเป็นภัยพิบัติย้อนมาทำลายตนเอง แล้วมนุษย์จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาทำไม?
หุ่นเชิดไร้ใจก็เหมือนกับดาบสองคม แค่ใช้ด้วยความระมัดระวังก็พอแล้ว
หลังจากตัดสินใจได้ เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป หันไปลูบหัวโม่หลิง
“โยนมันเข้าไปในโรงพยาบาลก่อน ให้มันกินสักพัก ขอเพียงแค่เรายังอยู่ ตามทฤษฎีแล้วหุ่นเชิดไร้ใจก็จะไม่หลุดจากการควบคุม”
“แต่หากเราเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา…ถึงตอนนั้นจะควบคุมไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ”
จางเถี่ยได้ฟังก็ถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้มีข้อคัดค้านอะไร หัวหน้าหลินพูดถูก มีคำพูดหนึ่งไม่ใช่หรือ? ‘หลังจากข้าตายไปแล้ว น้ำจะท่วมฟ้าก็ช่างมัน’ หากวันไหนโม่หลิงไม่อยู่ หัวหน้าหลินก็เกิดเรื่องขึ้น เช่นนั้นแล้วโลกใบนี้จะล่มสลายไปก็ช่างมันปะไร…
…
หลังจากโยนหุ่นเชิดไร้ใจไปที่โรงพยาบาลแล้ว หลินอันก็พาทุกคนกลับโรงแรม
รังไหมโลหิตชั้นล่างได้ขยายใหญ่ขึ้นจนสูงถึง 5 ชั้นแล้ว ไม่รู้ว่าอสูรกลายพันธุ์ที่ฟักตัวออกมาจะเป็นอะไรกันแน่ หากไม่ใช่เพราะระบบบอกไว้อย่างชัดเจนว่าอย่างมากก็แค่ระดับสองขั้นสูง หลินอันก็คงจะฟันดาบเดียวทะลวงรังไหมโลหิตเพื่อหยุดการหลอมรวมไปแล้ว อสูรกายที่สูงอย่างน้อย 15 เมตร แค่คิดก็รู้ว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ง่ายๆ
เกาเทียนก่อนจะขึ้นไปชั้นบนก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองรังไหมโลหิตที่เรียวยาว ในรังไหมที่เต้นตุบๆ เหมือนกับหัวใจนั้น ราวกับกำลังมีอสูรกายร่างผอมสูงกำเนิดขึ้น
มันจะเป็นอะไรกันแน่? อีกสามชั่วโมง รังไหมโลหิตก็จะฟักตัวโดยสมบูรณ์
…
ชั้นสี่ ฟ่านปิงกำลังช่วยทุกคนทำความสะอาดห้องอาหารที่ครึ่งหนึ่งกลายเป็นซากปรักหักพัง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง ฝูงชนก็รีบเคลียร์โต๊ะอาหารออกไปอย่างร้อนรน
ฟ่านปิงเสยผมยาวที่หน้าผากขึ้น ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปยังหลินอัน อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นโม่หลิงแล้วก็ยังคงเลือกที่จะนิ่งเงียบ เธอรู้ดีว่าน้ำหนักของโม่หลิงในใจของหลินอันไม่ใช่สิ่งที่ตนเองจะเทียบได้ ตั้งแต่ที่หลี่เหล่ยและคนอื่นๆ “ตายไป” คุณค่าของตนเองในสายตาของหลินอันก็คงจะเป็นศูนย์แล้ว หากทำให้โม่หลิงโกรธ เธอไม่สงสัยเลยว่าหลินอันจะยอมฟันดาบเดียวฆ่าตนเองเพื่อเอาใจโม่หลิง
เสียงถอนหายใจแผ่วเบา ในใจอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะตนเอง ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ตนเองซึ่งเคยเป็นดาวล้อมเดือน กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?
หลินอันรับตะเกียบที่ฟ่านปิงล้างเสร็จแล้วมา ก่อนจะนั่งลงหน้าหม้อไฟที่กำลังตั้งเตาใหม่ด้วยรอยยิ้ม
“จางเถี่ย ไปเปิดเบียร์มาสองลัง”
หม้อไฟที่ร้อนระอุ ต้มเนื้อแกะม้วนกับเห็ดเข็มทอง ถึงแม้จะเป็นวัตถุดิบแช่แข็งในแหวนมิติทั้งหมด แต่ในวันสิ้นโลกนี้ก็ถือว่าเป็นของอร่อยที่หาได้ยาก พูดตามตรง หลินอันตั้งแต่เกิดใหม่มาเคยกินอาหารปกติเพียงสองมื้อ เวลาอื่นๆ ไม่ใช่กำลังเดินทางก็กินอาหารแห้งอุ่นร้อนเพื่อประทังชีวิต
ตอนนี้รอจนกระทั่งรังไหมโลหิตฟักตัวเสร็จก็จะสามารถเลื่อนขั้นเป็นระดับสองได้ การเดินทางครั้งนี้ก็ถือว่าค่อนข้างราบรื่น แม้จะเจอ “อาจารย์” แต่เมื่อเทียบกับอันตรายก่อนหน้านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย นานๆ ทีจะราบรื่นขนาดนี้ อารมณ์ของหลินอันก็ยังดีอยู่
เก็บเกี่ยวมันทวา, ได้หวงเส้าหัวที่เปรียบเสมือนเครื่องมือโกง, และหุ่นเชิดโลหิตที่เติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด…คิดอย่างไรก็มีแต่กำไร
ส่วนความเสี่ยงและวิกฤต?
“แคร๊ง-”
ขวดเบียร์ชนกัน หลินอันยิ้มพลางชนขวดเบียร์กับเจ้าหมีโง่ แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
เย็นสดชื่น…ภัยคุกคามและแรงกดดันมีมากเสียจนชินชาไปแล้ว ก็ไม่นับว่าเป็นอะไรอีกต่อไป หนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว จะกลัวอะไรกับเหาอีกไม่กี่ตัว
เกาเทียนถูกรอยยิ้มของหลินอันส่งผลกระทบ ก็เลิกคิดไปว่าในรังไหมโลหิตจะฟักตัวออกมาเป็นอะไร เพียงแต่มองไปยังหลินอันด้วยแววตาทอดถอนใจเล็กน้อย หากเปลี่ยนเป็นตนเองก็คงจะไม่เป็นอิสระได้ถึงเพียงนี้ ในฐานะสมาชิกของทีม เขารู้ดีว่าหลินอันกำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่
จางเถี่ยดื่มเบียร์ทั้งขวดรวดเดียวแล้วเรอออกมา ก่อนจะทอดถอนใจ
“หัวหน้า…หัวหน้าว่าถ้าวันไหนเราตายไป โลกใบนี้จะไม่ถึงกาลอวสานไปเลยหรือ? ผมรู้สึกว่าพวกเราเหมือนกับผู้เฝ้าประตูนรกเลย…”
หลินอันได้ฟังก็ถึงกับนิ่งไป ก่อนจะหันไปยิ้มอย่างปลงตก เขาเข้าใจความหมายของเจ้าหมีโง่
หลังจากโม่หลิงตายไปก็จะกลายเป็นจ้าวแห่งวิญญาณมรณะ, หลังจากตนเองตายไปมังกรทมิฬก็จะหลุดจากการควบคุม กลายเป็นอสูรราชันย์ที่ก้าวเข้าสู่โลกก่อนกำหนด…ไหนจะหนอนทราย, ตุ๊กตาไม้, ทารกปีศาจ, ชายชราลึกลับที่ถูกกักขังอยู่ในลูกแก้วผลึก, อสูรกลายพันธุ์อันเซี่ยที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน, และหุ่นเชิดไร้ใจที่พร้อมจะหลุดจากการควบคุม…
ทุกตัวตนที่สูญเสียการควบคุมไป ก็ไม่ต่างอะไรกับฝันร้ายที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง
…
การดื่มกินดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ฟ่านปิงกล้าดื่มเบียร์ไปสองสามแก้วจนหน้าแดงก่ำ เธอพยุงศีรษะมองหลินอันด้วยสายตาที่เลื่อนลอย อยากจะพูดอะไรบางอย่าง
โม่หลิงที่นอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของหลินอัน ก็แอบลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ฮึ่มอย่างไม่พอใจ
ฟ่านปิงยิ้มขื่นอ้าปาก แต่ในที่สุดก็ยังคงเลือกที่จะยอมแพ้
บนโต๊ะอาหาร เจ้าหมีโง่เปลือยท่อนบนโซซัดโซเซ
นอกแสงเทียน รังไหมโลหิตค่อยๆ ปริแตกออก...