พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 105 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 105 (Rewrite)
เมื่อเฉิงหลางได้ยินรายงานว่ามีคนกำลังมา สีหน้า
ก็เย็นเยียบขึ้นเล็กน้อย เขาหันไปทำสัญญาณมือ
ให้อี๋หนิงเงียบ ก่อนเดินไปถามหน้าประตู
“หลัวเซิ่นหย่วนมาหรือ”
คนด้านนอกรับคำ เฉิงหลางกล่าว “พาคนไป
ขวางเขาไว้ก่อน” เขาหยิบกริชที่หล่นอยู่บนพื้น
เก็บเข้าในแขนเสื้อ มองอี๋หนิงคราหนึ่ง กล่าว
เสียงแผ่วเบา“ท่านรอข้าสักครู่ ข้าไปรับมือเขา
แล้วจะกลับมา”
อี๋หนิงลุกขึ้นโดยพลัน ดึงเขาไว้แล้วเอ่ยถาม “เจ้า
อย่าเพิ่งไป เจ้าบอกข้ามาก่อนว่าพวกเจ้ากำลังทำ
อะไรกันแน่”
หลัวเซิ่นหย่วนทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เฉิงหลางก็กักตัว
ซุนฉงวันไว้โดยไม่สนใจสิ่งใด…คนเหล่านี้กำลังทำ
อะไรอยู่กันแน่!
ในเมื่อเป็นนางที่เอ่ยถาม แล้วเฉิงหลางจะไม่ตอบ
ได้อย่างไร เขาก้มหน้าลง มองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้ว
ดึงมือนางไว้…
เขาครุ่นคิดถึงความเป็นไปของเรื่องนี้ ก่อนอธิบาย
ให้นางฟังอย่างอดทน “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อ
ฉลของหลิวผูผู้ปกครองเมืองเจ้อเจียงเกี่ยวพันถึง
ลู่เจียเสวียกับวั่งหย่วน หลัวเซิ่นหย่วนพี่ชายสาม
ของท่านผู้นั้นจับคนสนิทของหลิวผูได้คนหนึ่ง
เกรงว่าคงกำลังไต่สวนถึงรายละเอียดเรื่องการรับ
สินบนของหลิวผูอยู่ ดังนั้นลู่เจียเสวียจึงให้ข้าหา
ตัวคนผู้นี้ออกมา…บัดนี้ข้าเรียกท่านว่าอี๋หนิงได้
หรือไม่” นํ้าเสียงของเขาแผ่วเบา หัวข้อสนทนา
พลันเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาก้มหน้ามอง
นางอย่างคาดหวัง “แน่นอน…ว่าไม่อาจเรียกขาน
ท่านเช่นแต่ก่อน แต่หากจะให้เรียกท่านว่าญาติผู้
น้องอีกข้าก็แทบอยากปลิดชีพตนเองนัก…”
อี๋หนิงคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเรื่องนี้ออกมา
กะทันหัน นางผงกศีรษะ“เจ้าเรียกข้าว่าอี๋หนิงก็
พอ”
เฉิงหลางได้ยินก็ยิ้ม กล่าวต่อว่า “เช่นนั้นท่านยัง
จะเรียกข้าว่าอาหลางอยู่หรือไม่”
อี๋หนิงมองใบหน้าละเอียดหล่อเหลาของเขา เขามี
รูปโฉมน่ามองจริง ๆยามเด็กยังมองไม่ออก แต่
เมื่อเติบใหญ่ก็แปรเปลี่ยนเป็นบุรุษรูปงามดุจหยก
มิน่าเล่าจึงมีสตรีมากมายหลงใหลในตัวเขา…หาก
กล่าวตามสถานการณ์บัดนี้สถานะของเฉิงหลาง
คือญาติผู้พี่ของนาง แล้วจะให้นางเรียกขานเขา
ว่าอาหลางได้อย่างไร ทว่าเมื่อนึกถึงเมื่อครู่ที่เขา
ร้องไห้จนมีสภาพเช่นนั้นนางก็เอ่ยคำปฏิเสธไม่
ออก
อี๋หนิงไม่ชอบนิสัยใจอ่อนของตนเองจริง ๆ ทั้งที่
นางถูกเฉิงหลางทำร้ายทั้งที่รู้ว่าต่อให้เป็นเช่นนี้
เฉิงหลางก็ไม่ใช่เฉิงหลางน้อยคนนั้นอีกแล้ว
เฉิงหลางมองนางที่มีท่าทีลังเล หัวใจก็พลันจมดิ่ง
เขาก้าวเข้าใกล้อี๋หนิงจับมือของนางไว้ ทว่าอี๋หนิง
กลับเบี่ยงตัวหลบ
“ท่าน…” เฉิงหลางก้าวเข้าใกล้อีกครั้ง ฝืนรั้งมือ
นางไว้พลางเอ่ยด้วยนํ้าเสียงทุ้มตํ่าเล็กน้อย “ท่าน
ยังโกรธเคืองข้าอยู่หรือ โกรธข้าที่ครานั้นไม่ช่วย
ท่าน…หากข้ารู้ว่านั่นคือท่าน ข้าคงฆ่าเสิ่นอวี้ไป
แล้ว!”
อี๋หนิงส่ายหน้า “บัดนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว อีกทั้ง
ข้ายังไม่ใช่อี๋หนิงคนนั้นแล้ว…ชายหญิงแตกต่าง
กัน”
เฉิงหลางมองมือนุ่มเล็กทั้งคู่ของนางซึ่งอยู่ในมือ
เขา ทันใดนั้นก็พลันเกิดความรู้สึกประหลาด
ถูกต้อง บัดนี้เขาเติบโตเป็นชายหนุ่มแล้ว ส่วน
นางก็ไม่ได้อยู่ในสถานะเดิมอีกต่อไป…
อี๋หนิงดึงมือกลับ เดินไปยังอ่างเคลือบเลี้ยงปลา
แล้วหยิบเศษกระดาษที่เปียกชุ่มขึ้นมา พยายาม
อ่านอักษรที่อยู่บนนั้น
เป็นลายมือของหลัวเซิ่นหย่วน พอจะอ่านและ
คาดเดาได้ว่าคนสนิทของหลิวผูสารภาพบางสิ่ง
ออกมาแล้ว ทว่าเป็นเรื่องอะไรกลับอ่านได้ไม่ชัด
เมื่อนางอ่านจบก็ใช้นํ้าในอ่างเคลือบล้างมือแล้ว
ถามเฉิงหลาง “เจ้ามีผ้าซับเหงื่อหรือไม่”
ผ้าเช็ดหน้าของนางมอบให้ซุนฉงวันใช้ไปเมื่อครู่
แล้ว
ทว่าเฉิงหลางจะมีผ้าซับเหงื่อติดตัวได้อย่างไร
อี๋หนิงหันหน้ากลับมาก็เห็นเฉิงหลางเดินเข้ามา
เขาจับมือของนางไว้แล้วใช้แขนเสื้อของตนเช็ด
มือให้นาง อี๋หนิงตกใจกับการกระทำอันกะทันหัน
ของเขา ทว่าเฉิงหลางจับมือของนางไว้ เช็ดมือ
นางจนแห้งก่อนปล่อยออก
อี๋หนิงทำได้เพียงกล่าวขอบคุณ
นางยังคิดถึงข้อความในจดหมาย จากนั้นก็บังเกิด
การคาดเดาหนึ่งขึ้นในใจพลันรู้สึกหนาวสะท้าน
นางกระทั่งกลัวว่าตนก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ
นี้
ด้านนอกมีคนเดินมาอีกครั้ง ครานี้เสียงที่รายงาน
เจือด้วยแววร้อนรน“ใต้เท้าเฉิง พวกเราขวางไว้ไม่
อยู่แล้วขอรับ…พวกเขาขึ้นมาด้านบนแล้ว!”
เฉิงหลางปล่อยมืออี๋หนิงออก ยิ้มเยียบเย็น
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาขึ้นมาเถิด ข้ากำลังอยาก
พบเขาอยู่พอดี”
อี๋หนิงเงยหน้าขึ้น พลันเรียกเขาเสียงหนึ่ง “อา
หลาง…”
เฉิงหลางหันกลับมามองนาง คล้ายกำลังตั้งใจฟัง
ว่านางจะพูดอะไรอี๋หนิงชะงักไปชั่วครู่ก่อนเอ่ย
“ยามนี้เจ้าติดตามลู่เจียเสวียเพื่ออะไรกันแน่”
นางมองออกว่าเฉิงหลางไม่ได้จงรักภักดีกับลู่เจีย
เสวียสักเท่าใด หากเขาซื่อสัตย์จงรักภักดีกับลู่เจีย
เสวียด้วยใจจริง คงไม่บอกกล่าวเรื่องของหลิวผู
กับนาง
“ปีนั้นที่ท่านตาย ข้าอายุยังน้อย สาเหตุการตาย
ของท่านไม่กระจ่างชัดแต่ข้ารู้ว่าท่านถูกคนปอง
ร้าย” เฉิงหลางชะงักไปเล็กน้อย
“คนที่ปองร้ายท่าน บัดนี้กำลังมีอำนาจคับฟั้า”
เฉิงหลางคล้ายรู้เรื่องราวบางอย่าง…อี๋หนิงฟังคำ
ของเขาแล้วก็ได้แต่ตกตะลึง ที่จริงนางเองก็คาด
เดามาโดยตลอด รวมไปถึงเซี่ยหมิ่นเช่นกัน เมื่อ
เฉิงหลางพูดเช่นนี้ นางจึงอยากซักถามอีกสักสอง
สามประโยค ทว่าด้านนอกมีเสียงฝีเท้าดังชุลมุน
กระทั่งมีเสียงการปะทะกันของดาบ
อี๋หนิงคิดถึงเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้น นางลังเล
ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บอกกล่าวอะไรกับเฉิง
หลาง
เฉิงหลางไม่ควรเป็นศัตรูกับหลัวเซิ่นหย่วน เขาไม่
มีทางสู้หลัวเซิ่นหย่วนได้แน่นอน
เฉิงหลางฉลาดลํ้า แต่เขายังไม่ถึงขั้นหาญเทียบ
หลัวเซิ่นหย่วน เขายังใจเหี้ยมไม่พอ ผู้ใดจะ
เหี้ยมโหดเท่าหลัวเซิ่นหย่วนได้
คนด้านนอกถูกควบคุมตัวไว้แล้ว เสียงจึงค่อย ๆ
สงบลง มีเสียงราบเรียบดังขึ้น “ใต้เท้าเฉิง ท่าน
ทำเช่นนี้มิสมกับเป็นสุภาพชนสักนิด หากจะสู้ก็
มาสู้กันต่อหน้าเถิด เหตุใดถึงต้องลักพาตัวคนใน
บ้านข้า”
ยามนี้หลัวเซิ่นหย่วนคงยืนอยู่นอกประตูแล้ว แต่
องครักษ์ที่ยืนอารักขาอยู่หน้าประตูล้วนเป็น
ทหารคนสนิทของลู่เจียเสวีย เมื่อเขายังเข้ามา
ไม่ได้ก็แสดงว่ายังมีทหารคนสนิทเหล่านั้นเฝั้า
อารักขาอยู่หน้าประตู
เฉิงหลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เมื่อครู่เขาเผย
อารมณ์ตื่นเต้นต่อหน้าอี๋หนิงมากเกินไป ยามที่
เขาเปิดประตูสามารถปรับอารมณ์สู่สภาวะปกติ
ได้บ้างแล้ว เฉิงหลางก้าวออกไปก้าวหนึ่ง กล่าว
ด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าหลัวอย่าได้พูดเหลวไหลไป
ข้าเพียงบังเอิญพบแม่นางทั้งสองท่านเท่านั้น จะ
กล่าวว่าลักพาตัวได้อย่างไร”
เมื่ออี๋หนิงเดินตามออกไปก็พบร่างสูงเพรียวดุจต้น
สนของหลัวเซิ่นหย่วนยืนอยู่นอกประตู ด้านหลัง
ยังมีกลุ่มองครักษ์จำนวนหนึ่ง เขาคงเพิ่งกลับมา
จากหน่วยงานจึงสวมชุดขุนนางอยู่ คนด้านนอก
ถูกเขาคุมตัวไว้หมดแล้วซุนฉงวันถูกบรรดาสาวใช้
บ่าวหญิงชราล้อมปกปั้องไว้ตรงกลาง นางกำลัง
มองแผ่นหลังของหลัวเซิ่นหย่วน นัยน์ตารื้นไป
ด้วยประกายหยาดนํ้าตา เมื่ออี๋หนิงเห็นเช่นนั้น
หัวใจก็พลันบีบแน่น เป็นความหงุดหงิดอึดอัดที่
ไม่อาจอธิบาย
หลัวเซิ่นหย่วนเห็นอี๋หนิงเดินออกมาถึงโล่งใจขึ้น
เล็กน้อย
ทว่าหลังจากนั้นสายตาของเขาก็พลันนิ่งชะงัก
จับจ้องอยู่บนข้อมือของอี๋หนิง
ผิวของนางบอบบางนัก เพียงออกแรงเล็กน้อยก็
สามารถทิ้งรอยแดงไว้ได้ เมื่อครู่เป็นผู้ใดที่จับมือ
นาง…หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้าก็พบเฉิงหลางที่วันนี้
ดูแปลกพิกลไป
รอยยิ้มของคนผู้นี้ราวกับหน้ากากอ่อนโยนสง่า
งาม รู้จักกาลเทศะอยู่เป็นนิจ ทว่ายามนี้กระบอก
ตาเขาดูแดงเรื่อเล็กน้อย แขนเสื้อมีรอยยับย่น…
พวกเขาสองคนอยู่ด้านในทำอะไรกันแน่
หลัวเซิ่นหย่วนครุ่นคิด สีหน้ายังคงไร้อารมณ์ เขา
จ้องเฉิงหลางด้วยแววตาเย็นเยียบ “หากใต้เท้า
เฉิงไม่เรียกว่านี่คือการลักพาตัว ใต้หล้านี้ก็คงไม่มี
ผู้ใดถูกขนานนามว่าเป็นโจรแล้ว หากท่านปล่อย
น้องสาวข้า ข้าก็จะปล่อยองครักษ์ของท่าน คิดดู
อีกที หากข้าจับกลับไปสอบสวนสักคนสองคนก็
อาจสืบอะไรออกมาได้บ้าง ใต้เท้าเฉิงเห็นว่า
อย่างไร”
อี๋หนิงอยากพูดบางอย่าง ทว่าเฉิงหลางกลับดึง
นางไว้ ไม่ยอมให้นางเอ่ยปาก
มุมปากของหลัวเซิ่นหย่วนหยักโค้งเป็นรอยยิ้ม
บาง “ใต้เท้าเฉิงไม่ยินยอมหรือ เช่นนั้นหากอีก
สักครู่คนของหน่วยซุนเทียนมาถึง ใต้เท้าเฉิงคง
แก้ต่างไม่ได้ง่าย ๆ แล้ว”
เฉิงหลางรู้ว่าใจจริงแล้วหลัวเซิ่นหย่วนไม่อยาก
เคลื่อนไหวคนของทางการ คู่หมั้นหมายและ
น้องสาวของหลัวเซิ่นหย่วนต่างตกอยู่ในกำมือ
ของเขาหากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป ต่อไป
ชื่อเสียงของพวกนางทั้งสองคนจะเป็นเช่นไร
ดังนั้นอีกฝั่ายถึงได้เจรจาต่อรองกับตนอยู่ที่นี่
เหลือผ้าปิดจุดอับอาย[1]ชิ้นสุดท้ายไว้ให้เขา ไม่
ยอมให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เดิมตัวเขาเองก็
คาดการณ์ไว้เช่นนี้ ถึงได้กล้าพาคนมาจับตัวซุนฉง
วัน
หากเป็นก่อนหน้านี้ เขาย่อมใช้ซุนฉงวันมาต่อรอง
กับหลัวเซิ่นหย่วนเพียงแต่บัดนี้ เมื่อเขารู้แล้วว่า
อี๋หนิงคือนาง ทั้งเรื่องนี้ยังพัวพันถึงอี๋หนิง เขาจึง
ไม่กล้าลงมือทำอะไรที่อาจเป็นอันตรายต่อนางแม้
เพียงเศษเสี้ยว
สิ่งที่เขาทำเหล่านั้นเพียงพอให้เขาเกลียดตนเอง
มากพอแล้ว
เฉิงหลางกล่าว “ในเมื่อเป็นการพบกันโดยบังเอิญ
ใต้เท้าหลัวจะพาน้องสาวตนกลับไปก็เป็นเรื่อง
ปกติ การแจ้งทางการคงมิใช่สิ่งจำเป็น” เขาก้ม
หน้ากล่าวกับอี๋หนิง “ท่าน…เจ้ากลับไปก่อนเถิด
เมื่อกลับไปยังจวนอิงกั๋วกงแล้วข้าค่อยไปหาเจ้า”
เขาเพิ่งจะได้รับคืนมาหลังสูญเสียไป อันที่จริงเขา
ไม่อยากห่างจากนางแม้เพียงชั่วประเดี๋ยว ทว่า
ยามนี้มีหลัวเซิ่นหย่วนเจ้าเด็กคนนี้ขวางอยู่เบื้อง
หน้า
ยามนี้พวกเขาสองคนเป็นดุจนํ้ากับไฟ เกรงว่า
แม้แต่ประตูจวนตระกูลหลัว อีกฝั่ายก็คงไม่ยอม
ให้เขาเข้าไป
หลัวอี๋หนิงผงกศีรษะ ก้าวออกมาจากด้านหลัง
ของเขา พวกชิงชวี่รีบรายล้อมนางเอาไว้ทันที
สีหน้าหลัวเซิ่นหย่วนยิ่งยํ่าแย่ เขาพาคนออกจาก
หอนํ้าชา เมื่อเห็นทั้งสองคนขึ้นรถม้าแล้วถึงได้
เตรียมไปขึ้นม้าตัวแรกที่อยู่ด้านหลังรถม้า
ในเวลานั้นเอง ซุนฉงวันก็เลิกผ้าม่านรถม้าขึ้น
ร้องเรียกเขาไว้เสียงแผ่วเบา “พี่เซิ่นหย่วน เรื่อง
ในครานี้ต้องขอบคุณท่านมาก เพียงแต่ฉงวันไม่
ทันระวัง ทำลายจดหมายของท่านไปแล้ว…” นาง
เผยสีหน้าลำบากใจ “ข้าไม่รู้ว่าในจดหมายเขียน
เนื้อความสำคัญอะไรไว้ ยามนั้นสถานการณ์คับ
ขันเพื่อไม่ให้ถูกคนผู้นั้นแย่งชิงไปได้ น้องสาวอี๋ห
นิงจึงฉีกทิ้งไปแล้ว ล้วนเป็นความผิดของฉงวัน”
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็รู้ว่าทุกเรื่องล้วนไม่
บรรลุผลสำเร็จ แผนการทั้งกระดานผิดพลาดไป
หมด เพื่อช่วยเหลือพวกนาง เขายังต้องสูญเสีย
โอกาสสำคัญไป เขาเอ่ยเสียงราบเรียบ “ไม่เป็นไร
ข้าเขียนใหม่ได้ วันนี้เจ้าคงตกใจมาก กลับไปก่อน
เถิด”
ซุนฉงวันได้ยินหลัวเซิ่นหย่วนกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ได้
พูดอะไรกับเขาอีก นางผงกศีรษะด้วยใบหน้าแดง
เรื่อ ปล่อยผ้าม่านลงอย่างเชื่อฟัง
อี๋หนิงนั่งอยู่บนรถม้าอีกคัน เฝั้าดูตั้งแต่ต้นจนจบ
ก่อนจะปล่อยผ้าม่านลงเช่นกัน
นางพิงตัวลงกับหมอนเอนนุ่ม นิ้วมือกำแน่น
หลัวเซิ่นหย่วนให้อี๋หนิงกับซุนฉงวันแยกกัน
เดินทาง ไม่นานทั้งสองก็กลับถึงจวนของตนเอง
อย่างรวดเร็ว ยามนี้ดวงอาทิตย์เพิ่งคล้อยตํ่า อี๋ห
นิงลงจากรถม้าก็พากลุ่มสาวใช้เดินตรงไป
ด้านหน้า ไม่คิดอยากพูดอะไรกับเขาแม้เพียง
ประโยคเดียว หลัวเซิ่นหย่วนเดินตามอยู่ด้านหลัง
ด้วยท่วงท่าไม่รีบไม่ร้อน อี๋หนิงเดินเข้าไปในเรือน
ของตน หมายจะสั่งให้สาวใช้ปิดประตูเรือนทว่า
หลัวเซิ่นหย่วนกลับยื่นมือเข้ามาก่อน
สาวใช้ตกตะลึง ไม่กล้าปิดประตู
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้ามา มองนางแล้วเอ่ยถาม
“เป็นอย่างไร ไม่อยากเห็นหน้าข้าหรือ” เขาเพิ่ง
จะช่วยนางออกมาจากเงื้อมมือของเฉิงหลาง
ไม่รู้ว่าพวกเขาสองคนทำอะไรกันในห้องนั้น ท่าที
ที่เฉิงหลางมีต่อนางดูต่างไปจากแต่ก่อน ทั้งคำพูด
นั้น…ค่อยพบกันอีกครั้งเมื่อกลับไปถึงจวนอิงกั๋ว
กง รอยยับย่นบนแขนเสื้อของเฉิงหลาง ทั้งยัง
รอยแดงบนข้อมือนาง…เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนคิดถึง
ตรงนี้ก็ก้าวประชิดนางขึ้นอีกก้าว จับมือนางไว้
ทันควันโดยไม่คำนึงถึงอาการคัดค้านของนาง
อี๋หนิงไม่อยากพบเขา เมื่อถูกเขาจับมือก็รีบสะบัด
ออก ทว่ากลับทำให้พี่ชายสามเห็นรอยแดงที่จาง
ลงจนใกล้อันตรธานหายไปบนข้อมือนาง เขาถาม
เสียงเยือกเย็น “เจ้ากับเขาอยู่ในห้อง สนิทสนม
กันถึงเพียงนั้น เจ้าลืมเรื่องที่เกิดขึ้นคราก่อนไป
จนหมดสิ้นแล้วหรือ เขาเห็นเจ้าตกอยู่ใน
สถานการณ์ลำบากแต่กลับไม่ยื่นมือช่วยเหลือ!”
“ปล่อย!” อี๋หนิงสะบัดมือแน่นดุจคีมเหล็กของ
เขาออกไม่ได้ เพราะความโมโห ใบหน้าของนาง
จึงแดงกํ่า ทว่าต่อหน้าเขา นางกลับดูไม่ต่างอะไร
จากเด็กน้อย ไร้เรี่ยวแรงขัดขืนใด ๆ เจินจู
สังเกตเห็นความขัดแย้งระหว่างพวกเขาสองคน
จึงรีบไล่บรรดาสาวใช้ตัวน้อยออกไปด้านนอก
ถึงจะกล่าวว่าเป็นพี่น้อง แต่ก็ไม่ใช่โดยสายเลือด
ที่สำคัญทั้งแววตาและนํ้าเสียงการพูดจาเหล่านั้น
ของคุณชายสาม…
อย่าปล่อยให้บรรดาสาวใช้ตัวน้อยเฝั้าดูอยู่
ด้านข้างจะดีเสียกว่า กระทั่งนางเองก็ยังรู้สึกไม่
เหมาะสม ท่าทางของคุณชายสามเหมือนปฏิบัติ
ต่อน้องสาวเสียที่ใด!
อี๋หนิงเดือดดาลถึงขีดสุด ไม่ทันตระหนักถึงท่าทีที่
ผิดแผกไปของหลัวเซิ่นหย่วนที่มีต่อนาง นี่ไม่ใช่
พี่ชายสามผู้อ่อนโยนในยามปกติสักนิดหลัวเซิ่น
หย่วนผู้นี้เข้าใกล้กับใต้เท้าหลัวที่สั่งลงโทษ
ผู้ใต้บังคับบัญชาคนนั้นเข้าไปทุกขณะ
นางถูกเขาบีบคั้นจนขยับเข้าใกล้โต๊ะแปดเซียนไม้
จินซือหนาน บีบคั้นจนนางหมดหนทาง นางเงย
หน้ามองเขา “ทั้งหมดนี้เป็นแผนการของท่านใช่
หรือไม่! คำรํ่าลืออะไร การลักพาตัวอะไร…
ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นเพราะท่าน!”
ผู้อื่นไม่รู้ แต่นางล่วงรู้ทั้งหมด
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ยิ้มหยัน นางอยู่ใกล้เขา
มากเกินไป ยามโมโหอารมณ์พลุ่งพล่านเหลือ
คณา ครั้นเทียบกับสาวน้อยวัยเยาว์คนนั้น บัดนี้
นางเติบโตขึ้นแล้วจริง ๆ ช่วงเอวเพรียวบางถึง
เพียงนี้ ดูคล้ายจะแนบชิดกับขอบโต๊ะแล้ว หาก
โค้งไปมากกว่านี้เกรงว่าจะหักลง เขากล่าว “เจ้า
หมายความว่าอย่างไร”
——————–
[1] ผ้าปิดจุดอับอายมักหมายถึงผืนผ้าที่ใช้ปิด
ส่วนล่าง