พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 10(Rewrite)
เมื่อหลัวอี๋เหลียน ฟังถึงตรงนี้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องไม่
ดีแล้วได้อย่างไร เดิมนางคิดว่าอี๋หนิงแค่ตั้งแง่
เท่านั้น ผู้ใดจะรู้ว่าอีกฝั่ายจะปั่วยจริง
นางรีบคุกเข่าตาม ดวงตาเปียกชื้น “ท่านพ่อ
หากท่านอยากจะลงโทษข้าก็ทำเถิด แต่หากจะ
ลงโทษจริง ข้าก็มีบางคำที่อยากกล่าว เดิมทีตอน
ที่ท่านพ่อมาข้าไม่อยากพูด ทว่าท่านกลับ
อยากจะให้ข้าพูด ข้าเห็นว่าน้องสาวไม่มาก็เข้าใจ
ว่าน้องสาวขาดเรียน ที่สำคัญคือสาวใช้ของ
น้องสาวเจ็ดปะทะคารมกับอาจารย์หญิงจริง ท่าน
พ่อว่าข้าผิดที่ใด…”
เฉียวอี๋เหนียงก็ร้องไห้เช่นกัน “ท่านพี่กล่าวว่า
พวกเราปันเรื่องหลอกลวงทว่าเหลียนเจี่ยเอ๋อร์
พูดตามที่นางเห็นเท่านั้น นางปันแต่งเรื่องอย่างไร
คุณหนูเจ็ดไม่ได้ไปเรียนเป็นเรื่องจริง เหลียนเจี่ย
เอ๋อร์ไม่ได้พูดปด แต่ไหน-แต่ไรเหลียนเจี่ยเอ๋อร์
ของข้าเชื่อฟังรู้ความ เหตุใดจะต้องกล่าวหา
คุณหนูเจ็ดด้วยเล่า”
หลัวเฉิงจางแค่นเสียงหึ “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้จริงหรือ
หน้าประตูไม่มีคนคอยเฝั้าก็เพื่อรอให้ข้ามาได้ยิน
เฉียวเยว่ฉาน บัดนี้เจ้าก้าวหน้าขึ้นแล้ว ถึงกับกล้า
วางกับดักใส่ข้า!”
เฉียวอี๋เหนียงเริ่มตื่นตระหนก เมื่อก่อนหลัวเฉิง
จางไม่เคยโมโหนางเช่นนี้ ที่โกรธเคืองหลัวอี๋
เหลียนเรื่องกล่าวหาน้องสาวคงเป็นแค่ส่วนหนึ่ง
สิ่งที่เขาไม่ชอบมากกว่าน่าจะเป็นเรื่องที่มีคนวาง
กับดักใส่ เฉียวอี๋เหนียงรีบปรับนํ้าเสียงให้เจือ
สะอื้นทันใด “สิ่งที่ท่านพี่พูดนับว่าใส่ความกัน
แล้ว ข้าจะวางกับดักใส่ท่านได้อย่างไร ที่หน้า
ประตูเป็นเพราะเหล่าสาวใช้ไปหาฮูหยินเพื่อรับ
เบี้ยเลี้ยง แต่ไหนแต่ไรฮูหยินก็ไม่เคยให้อนุข้อง
เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้หากท่านพี่รู้สึกว่าอนุจงใจ
วางแผนจริง อนุก็ควรจะกล่าวกับท่านพี่ตั้งแต่ครั้ง
แรกที่ท่านถามแล้ว เหตุใดอนุถึงต้องปิดบัง…”
หลัวเฉิงจางฟังเสียงครวญสะอื้นของเฉียวอี๋เหนียง
โทสะในใจก็บรรเทาลงหลายส่วน
ทว่าหลัวอี๋เหลียนที่อยู่ด้านข้างกลับร้องไห้จน
แทบสิ้นเสียง “ข้าไม่เคยรู้สึกได้รับความอ
ยุติธรรมถึงเพียงนี้มาก่อน ขอให้ท่านพ่อลงโทษ
เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของข้าเถิด ข้าไม่
เคยคิดเล็กคิดน้อยกับน้องสาวเจ็ด แล้วเหตุใดจึง
ต้องกล่าวหาน้องสาวเจ็ดด้วยเล่า ท่านพ่อไม่เชื่อ
ข้าก็ช่างเถิด ข้า…ข้า…”
หลัวอี๋เหลียนยิ่งพูดก็ยิ่งหายใจติดขัด ทันใดนั้นก็
พลันหายใจไม่ออกหมดสติล้มลงกับพื้น
เฉียวอี๋เหนียงรีบเข้าไปกอดบุตรสาว ทั้งตื่น
ตระหนกทั้งเสียใจ ภายในห้องอลหม่านวุ่นวาย
หลัวเฉิงจางทำให้บุตรสาวตนโมโหจนหมดสติ
แล้วจะจำเรื่องที่อยากจะลงโทษนางได้อย่างไร
รีบสั่งคนให้ไปเชิญท่านหมอมาแทบไม่ทัน
เวลากลางคืนยามที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกำลังคุกเข่า
สวดมนต์อยู่หน้ารูปปันพระโพธิสัตว์ นางก็ได้ยิน
คนเข้ามารายงานว่าคุณหนูหกร้องไห้จนหมดสติ
ตอนนี้เรือนของเฉียวอี๋เหนียงกำลังวุ่นวายกันใหญ่
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเพียงยิ้มเย็น “ปล่อยให้นาง
ร้องไห้ไปเถิด”
นางก้มหน้าสวดมนต์อีกครั้งเพื่อขอพรให้อี๋หนิง
อี๋หนิงตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น หลินไห่หรูก็มาเยี่ยม
ด้วยท่าทางมีความสุขพูดกับนางว่า เมื่อวาน
หลังจากหลัวเฉิงจางกลับไปก็ไปหาสองแม่ลูกนั่น
แล้วกล่าวตำหนิพวกเขาอย่างรุนแรง กลางคืนยัง
ไปนอนที่ห้องหนังสือ ไม่ได้ค้างแรมที่เรือนของ
เฉียวอี๋เหนียง
“ขณะที่ท่านพ่อเจ้าสั่งสอนพี่หญิงหกของเจ้า ด้วย
ร่างกายที่อ่อนแอ นางจึงร้องไห้จนหมดสติไป”
อี๋หนิงได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานจากเสวี่ยจือ
ทันใดนั้นหลินไห่หรูก็เปลี่ยนเรื่องทันควัน เอ่ย
เสียงแผ่วเบา “ร่างกายของพี่หญิงหกเจ้าแข็งแรง
ยิ่งกว่าอะไร ทุกมื้อกินข้าวสองถ้วย กินมากกว่า
ข้าเสียอีก จะร้องไห้จนเป็นลมได้อย่างไร ข้าไม่มี
ทางเชื่อ!”
อี๋หนิงยิ้มพลางกล่าว “หลังจากนางหมดสติ ท่าน
พ่อก็ไม่ได้กล่าวอันใดแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ท่านพ่อเจ้าเรียกคนมาประคองนางแทบไม่ทัน
ปวดใจยิ่งกว่าอันใด”หลินไห่หรูปอกองุ่นให้อี๋หนิง
กิน ก่อนจะเขยิบตัวเข้ามา ยิ้มพลางเอ่ย “อี๋หนิง
อย่าหาว่าแม่พูดจาไม่น่าฟัง แต่การปั่วยของเจ้า
ครานี้ปั่วยได้ดีนัก แม่เห็นนางจิ้งจอกนั่นเสียท่าก็
มีความสุขอย่างยิ่ง อีกสักครู่ท่านพ่อของเจ้าก็จะ
พาพวกนางมาขอขมาเจ้า”
เมื่ออี๋หนิงเห็นท่าทางดีอกดีใจของหลินไห่หรูก็อด
ยิ้มไม่ได้ หลินไห่หรูแม่เลี้ยงของนางคนนี้ช่างไม่
รู้จักเก็บอารมณ์ เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่แปลกใจ
เลยถ้านางจะถูกเฉียวอี๋เหนียงกลืนกินจนหมดตัว
ไม่นานหลัวเฉิงจางก็พาเฉียวอี๋เหนียงกับหลัวอี๋
เหลียนมาขอขมาอี๋หนิง
สีหน้าหลัวอี๋เหลียนดูไม่สบาย เปราะบางอย่างยิ่ง
สีหน้ายังดูยํ่าแย่กว่าอี๋หนิงที่กำลังปั่วยเสียอีก นาง
รํ่าไห้ดุจหยาดพิรุณไม่ขาดสาย “พี่สาวเข้าใจผิด
ทั้งยังไม่ระวัง ทำให้ท่านพ่อได้ยิน ทำให้เจ้าต้อง
ได้รับความอยุติธรรมแล้วเจ้าให้อภัยพี่สาวด้วย
เถิด”
หลัวเฉิงจางที่อยู่ด้านข้างมองบุตรสาวผู้บอบบาง
ร้องไห้จนเป็นเช่นนี้ก็คิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่นาง
ร้องไห้จนหมดสติเพราะคำตำหนิของตน จึงอด
พูดขึ้นไม่ได้ “อี๋หนิง ร่างกายของพี่หญิงหกเจ้าไม่
ค่อยดี เมื่อวานยังหมดสติไปอีก…ท่าทียอมรับผิด
ของนางก็ดูจริงใจ เจ้าก็อภัยให้นางเถิด”
อย่างไรหลัวอี๋เหลียนก็เป็นลูกที่หลัวเฉิงจางเลี้ยงดู
จนเติบใหญ่ด้วยมือตนเอง นิสัยอ่อนแอเปราะบาง
ของนาง เขาเคยคุ้นดี
แต่ไหนแต่ไรนางเป็นคนอ่อนโยนใจเสาะ ยอมลง
ให้น้องสาวอยู่เป็นนิจคงไม่มีเจตนาทำร้ายอี๋หนิง
จริง ๆ
อี๋หนิงไม่พูดสิ่งใด กลับเป็นหลินไห่หรูที่กล่าวเสียง
เยียบเย็น “ประโยคนี้ของท่าน…เหลียนเจี่ยเอ๋อร์
ปั่วยเป็นอันใดหรือ ถึงได้สุขภาพไม่ดี ส่วนอี๋หนิง
เพิ่งจะดีขึ้นจากอาการปั่วย อันที่จริงควรเอ็นดู
สงสารผู้ใด ท่านพี่ไม่ทราบหรอกหรือ”
น้อยนักที่แม่เลี้ยงของนางจะออกโรงสักครั้ง
อี๋หนิงลอบคิดในใจ ยังดีที่ตนไม่ใช่เสี่ยวอี๋หนิง
ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกคับข้องใจเพียงใด ทั้งที่ตนไม่
สบาย แต่เหตุใดหลัวอี๋เหลียนจึงดูเปราะบางยิ่ง
กว่า ก็แค่แสร้งแสดงท่าทางอ่อนแอน่าสงสารเท่า
นั้นเอง
อี๋หนิงข่มอารมณ์อยู่ชั่วครู่ ขอบตาแดงระเรื่อ
ก่อนจะรับคำด้วยนํ้าเสียงไร้เรี่ยวแรง “ท่านแม่
อย่าได้กล่าวเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ แม้พี่หญิงหกจะเป็น
พี่สาวทว่าแต่ไหนแต่ไรมาร่างกายนางก็อ่อนแอ ที่
สำคัญท่านพ่อมักกล่าวเสมอว่าข้าเป็นน้องสาว
ต้องโอนอ่อนให้พี่สาว” นางพูดพลางมองหลัวเฉิง
จางด้วยแววตาอับจนปัญญา “หากข้าให้อภัย
พี่สาว ท่านพ่อก็จะไม่กล่าวโทษข้าแล้วใช่หรือไม่
…ข้าไม่ได้ทำตามกฎระเบียบของอาจารย์หญิง
เป็นข้าเองที่ไม่ดีเดิมข้าอยากคัดลอกหนังสือเล่มนี้
ให้จบ เพียงแต่ข้ารู้สึกทรมานยิ่งนักถึงได้หมดสติ
ไป คราหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว…”
นางมีท่าทางถ่อมตัว ทั้งตื่นตระหนกทั้งน่าสงสาร
ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตน แต่กลับหวาดกลัวว่า
ผู้อื่นจะกล่าวโทษ
หลัวเฉิงจางมองใบหน้าอ่อนแอที่มักหยิ่งผยองอยู่
เป็นนิจของอี๋หนิงดวงหน้าเล็กเท่าฝั่ามือพราวไป
ด้วยหยาดนํ้าตา มีไฝเม็ดเล็กน่ารักที่หางคิ้วนางมี
ส่วนคล้ายคลึงกับมารดาหลายส่วน นํ้าเสียงที่พูด
ออกมาทั้งอับจนและน้อยเนื้อตํ่าใจ ทำให้เขาอด
ไม่ได้ที่จะคิดถึงว่านางยังเป็นเพียงเด็กที่ยังไม่
ประสีประสาคนหนึ่ง กระทั่งมีอายุน้อยกว่าอี๋
เหลียนสองปี
เขาเข้มงวดกับนางถึงเพียงนี้ ทั้งยังให้นางซึ่งเป็น
น้องสาวโอนอ่อนให้พี่สาว อันที่จริงก็ทำเกินไป
จริง ๆ
หลัวเฉิงจางนั่งลงข้างเตียงบุตรสาว ลูบผมอี๋หนิง
นํ้าเสียงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย “เหมยเหมย อย่า
ร้องไห้ พ่อไม่ได้ตำหนิเจ้า เจ้าปั่วยอยู่ พ่อไม่
กล่าวโทษเจ้า”
เฉียวอี๋เหนียงกับหลัวอี๋เหลียนที่ยืนอยู่ด้านหลังสี
หน้าแข็งค้าง
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองอยู่ด้านข้าง ลอบยิ้มกับ
ตนเอง ยิ่งนานวันอี๋หนิงก็ยิ่งเฉลียวฉลาด
ทว่าเช่นนี้สิถึงจะดี! เด็กที่รู้จักร้องไห้ถึงจะมีนม
ดื่ม หากไม่ร้องไม่งอแงผู้อื่นจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้า
กำลังชอกชํ้าระกำใจ
อี๋หนิงคิดถึงตนเองในปีนั้น ในบรรดาพี่น้อง เรื่อง
ร้องไห้นางถือเป็นที่หนึ่ง ร้องตั้งแต่เรื่องของท่าน
ย่าจนถึงเรื่องงานหมั้นหมายของจวนโหวร้องไห้
จนได้สินเดิมกว่าแปดสิบตั้น[1] บัดนี้หลัวอี๋
เหลียนริอ่านจะมาร้องไห้แข่งกับนางอย่างนั้น
หรือ หากแข่งจริง นางยังรู้สึกเสียหน้าเลย
มือของอี๋หนิงกำผ้านวม ขยำไว้แน่น “ท่านแม่
ด่วนจากไปเร็ว แม้แต่รูปลักษณ์ของท่าน ข้าก็จำ
ไม่ได้…ข้าเคยคิดว่าเป็นเพราะข้าดื้อรั้นเกินไป
หรือไม่ ท่านแม่ถึงได้ไม่ต้องการข้า ข้ารออย่างไร
ท่านแม่ก็ไม่มีวันกลับมาต่อไปข้าจะแก้ไขให้ดี
หากท่านแม่ยังอยู่และเห็นข้าเชื่อฟังไม่ดื้อรั้น นาง
ต้องชื่นชอบข้าแน่นอน…”
ผู้ใดได้ยินยังต้องเศร้า ผู้ใดได้สดับยังต้องรํ่าไห้
หลัวเฉิงจางเห็นบุตรสาวกล่าวจนน่าสังเวชเช่นนี้ก็
บังเกิดความสงสารนางเพิ่งจะอายุเท่าไรกัน เป็น
เพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ไร้มารดาบังเกิดเกล้าดูแล
เด็กที่ไร้มารดาล้วนน่าสงสาร
คิดถึงตรงนี้ หลัวเฉิงจางก็หันไปเอ่ยกับหลัวอี๋
เหลียน “อี๋เหลียนเจ้าเป็นพี่สาว ต่อไปอย่าได้พูด
ความเท็จเหล่านั้นอีก แม้จะไร้เจตนาก็ไม่ได้
น้องสาวเจ้าไร้มารดา ยามปกติเจ้าควรดูแลนาง
ให้มากถึงจะถูกต้อง”
อย่างไรหลัวอี๋เหลียนก็เป็นแค่เด็กที่เพิ่งโต ยัง
ควบคุมสีหน้าได้ไม่ดีนักนางทำได้เพียงฝืนรับคำ
อย่างไม่เต็มใจ
หลัวเฉิงจางยังปลอบประโลมเด็กน้อยอีกหลาย
ประโยค ก่อนจะพาเฉียวอี๋เหนียงและคนอื่น ๆ
กลับไป
รอจนบุตรชายคนรองกลับไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นางซับนํ้าตา
“ครานี้เรียนรู้ที่จะฉลาดแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ยิ้มพลางกล่าว “รู้ว่าจะต้องถอยเพื่อรุกแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรู้เท่าทันความคิดของนาง ทว่า
กลับไม่ถือโทษสักนิดในใจอี๋หนิงรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้แจ้งถึงชีวิตของมนุษย์ ในช่วงบั้น
ปลายของชีวิต ผู้เดียวที่เอ็นดูก็คือหลานสาวคนนี้
อี๋หนิงยิ้มพลางจับแขนของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
“ท่านย่า ครั้งนี้เคราะห์ดีที่มีพี่ชายสาม ไม่เช่นนั้น
ข้าคงต้องปั่วยอยู่ที่นั่น ไร้คนดูแล”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกล่าวด้วยสีหน้าเรียบตึง “หาก
เขาไม่มา เสวี่ยจือก็ต้องไปตามหาเจ้า”
อี๋หนิงจับจ้องมองฮูหยินผู้เฒ่าหลัวด้วยท่าทีน่า
สงสาร ในที่สุดฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็หลุดเสียง
หัวเราะออกมา นางโบกมือ “ช่างเถิด ๆ เจ้าคิด
อยากทำเช่นไร”
“ต่อไปพวกเราดีต่อพี่ชายสามสักนิดเถิดเจ้าค่ะ”
อี๋หนิงใคร่ครวญก่อนจะเอ่ยปาก
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวดึงหลานสาวตัวน้อยมาไว้ในอ้อม
กอด ถอนลมหายใจ“…แล้วแต่เจ้าเถิด”
ตามที่สวีมามากล่าว หากนางอยากจะปกปั้องอี๋ห
นิงก็ควรดีต่อหลัวเซิ่นหย่วนให้มากขึ้น เช่นนั้นใน
ภายหน้าหลัวเซิ่นหย่วนย่อมไม่มีทางไม่ไยดีอี๋หนิง
วันรุ่งขึ้นอาจารย์หญิงกู้ไปเข้าสอน แต่นางกลับ
พบว่าศิษย์ของตนเปลี่ยนจากสี่คนเป็นสามคน
และในคํ่าคืนเดียวก็เปลี่ยนเป็นเหลือหนึ่งคน
นางประหลาดใจนัก แม้หลัวอี๋หนิงจะไม่มา แต่
เหตุใดหลัวอี๋เหลียนที่รักษากฎอยู่เป็นนิจก็ไม่
ปรากฏตัวด้วย
นางกับหลัวอี๋ซิ่วตาโตจับจ้องตาเล็ก หลัวอี๋ซิ่วถึง
ได้กล่าว “อี๋หนิงปั่วยเจ้าค่ะ ส่วนหลัวอี๋เหลียนถูก
ลงโทษ จึงมาไม่ได้ทั้งคู่เจ้าค่ะ”
อาจารย์หญิงกู้ขมวดคิ้วมุ่น ขณะกำลังจะพูด
บางอย่าง ประตูตรงหัวมุมก็ถูกเปิดออก สวีมามา
ประคองฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเข้ามา บุตรชายทั้งสอง
ของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวล้วนเป็นจิ้นซื่อ ตัวนางเองก็
มีเมตตาเปียมล้น ทุกปีจะบริจาคเงินหลายพัน
ตำลึงให้กับวัดในเมืองเปั่าติ้ง เป็นที่เคารพนับถือ
อย่างมากในเมืองเปั่าติ้ง
อาจารย์หญิงกู้ไม่กล้ารั้งรอ รีบเดินเข้าไป
ต้อนรับฮูหยินผู้เฒ่าหลัวและเชิญนางนั่งลง ก่อน
จะเอ่ยถามว่า “เหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าถึงมีเวลามาที่นี่
ได้หากมีเรื่องใดก็เรียกข้าสักคำ ข้าจะไปพบท่าน
เอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยิ้ม จิบชาคำหนึ่ง จากนั้นถึงเอ่ย
เสียงเนิบช้า “นี่จะถือว่าถูกต้องตามกฎระเบียบ
ได้อย่างไร ที่ข้ามาก็เพื่อหลานสาวที่ไม่เอาไหน
ของข้า”
หลานสาว ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมีหลานสาวตั้ง
มากมาย แล้วนางหมายถึงคนใดกันเล่า
ไม่รอให้อาจารย์หญิงกู้เอ่ยถาม ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็
พูดต่อ “หลานสาวของข้าผู้นั้นเมื่อวานปั่วยหนัก
ข้าเกลี้ยกล่อมให้นางไม่ต้องมาเรียน แต่อย่างไร
นางก็จะมาให้ได้ กล่าวว่าหากอาจารย์หญิงไม่เห็น
นางมาเรียนก็จะตำหนินางปกติอี๋หนิงอารมณ์ร้าย
ทว่านางกลับอดกลั้นต่ออาจารย์หญิงยิ่งนัก นั่น
เป็นเพราะข้าสอนให้นางเคารพอาจารย์ น้อม
รับคำสั่งสอน ข้ากล่าวกับนางว่าอาจารย์หญิงเป็น
ผู้มีเหตุผลมากที่สุด หากลงโทษเจ้าก็ย่อมมี
เหตุผล เจ้าฟังไปก็ถูกแล้ว ต่อมาอี๋หนิงจึงไม่ได้
กล่าวคำพูดไม่พอใจท่านอีก”
รอยยิ้มอาจารย์หญิงกู้พลันนิ่งค้าง
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกล่าวต่อ “เมื่อวานนางรู้สึกไม่
สบายจึงเรียกสาวใช้ให้ไปรินชาอยู่ด้านข้าง ได้ยิน
ว่าไม่ว่าอย่างไรอาจารย์หญิงก็จะไล่สาวใช้ออกไป
ให้ได้ อี๋หนิงไม่พูดสิ่งใด เพียงให้สาวใช้ออกไป
ทว่าอาจารย์หญิงยังคงลงโทษให้นางคัดอักษรจน
ทำให้นางหมดสติ ถูกอุ้มมาส่งที่เรือนข้า…ข้าเห็น
แล้วปวดใจยิ่ง ปกติข้าสั่งสอนให้นางเคารพ
อาจารย์ น้อมรับคำสั่งสอน พูดว่าสิ่งที่อาจารย์
กล่าวย่อมมีเหตุผล
“ทว่าความจริงกลับทำให้หญิงชราเช่นข้าต้องอับ
จนคำพูด ข้ารู้สึกละอายใจที่เกลี้ยกล่อมนางด้วย
คำเหล่านั้น เพียงรักษากฎระเบียบก็เรียกว่ามี
เหตุผลแล้วหรือ เช่นนั้นข้าใคร่ถามอาจารย์หญิง
ว่า หากท่านเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง เห็นด้านใน
กำลังเกิดเพลิงลุกไหม้ ทว่าไร้คนดับไฟ มีเด็กอยู่
ด้านในใกล้ถูกไฟคลอกตาย ยามนี้ควรหรือไม่ควร
รักษากฎระเบียบ ท่านจะปล่อยให้เด็กถูกไฟ
คลอกตายหรือจะบุกเข้าไปช่วยชีวิตคน”
อาจารย์หญิงกู้นิ่งงันไปเล็กน้อย จากนั้นหน้าก็เริ่ม
เปลี่ยนเป็นแดงเรื่อ“ย่อม…ย่อมต้องช่วยคน
อย่างไรก็คือชีวิตคน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวฟังถึงตรงนี้ นํ้าเสียงก็พลันเฉียบ
ขาดขึ้น “เช่นนั้นอาจารย์หญิงอยากจะกล่าวว่า
ชีวิตของอี๋หนิงไม่ใช่ชีวิตคนหรือ”
อาจารย์หญิงกู้เริ่มตื่นตระหนก ปกติฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวดูเป็นคนอ่อนโยน แต่เมื่อพูดถึงชีวิตคนกลับ
ไม่ไว้หน้าแม้สักนิด แววตาเต็มไปด้วยอำนาจ
บารมี จับจ้องจนทำให้เหงื่อเย็นผุดพราย นางถูก
ทำให้เสียขวัญจนต้องรีบกล่าว “ชีวิตคุณหนูเจ็ด
ย่อมคือชีวิตคน”
นํ้าเสียงฮูหยินผู้เฒ่าหลัวนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย
“หลานสาวของข้าคนนี้สูญเสียมารดาตั้งแต่เด็ก
ข้าแก่แล้ว เกรงว่าจะปกปั้องนางไม่ไหว ผู้อื่นก็
คอยแต่หาโอกาสรังแกนาง ครั้งก่อนที่อาจารย์
หญิงเห็นอี๋หนิงลงโทษสาวใช้ผู้นั้นนั่นเป็นเพราะ
สาวใช้ผู้นั้นกล่าววาจาไร้ความยำเกรงต่อนาง อี๋ห
นิงโกรธจึงสั่งลงโทษ หากอี๋หนิงไม่แข็งกร้าวเสีย
หน่อย ผู้อื่นก็คอยแต่จะจ้องรังแกนางเหมือนกับ
อาจารย์หญิง
“แต่หากอาจารย์หญิงมีวิจารณญาณก็จะทราบว่า
อี๋หนิงไม่เคยทำผิดพลาดใหญ่โต แม้นิสัยนางจะไม่
ดีนัก ทว่าเป็นคนจิตใจดี อาจารย์หญิงสามารถ
กล่าวออกมาได้หรือไม่ว่ามีสิ่งใดที่อี๋หนิงปฏิบัติต่อ
ท่านเลยเถิดไปบ้าง ยามปกติท่านเข้มงวดต่ออี๋ห
นิงเกินกว่าเหตุ ทว่าอี๋หนิงก็ไม่เคยเอามาฟั้องข้า
หญิงชราผู้นี้”
อาจารย์หญิงกู้ถูกไต่ถามด้วยคำถามที่ร่ายเรียง
ออกมาเป็นสาย นางจะตอบได้อย่างไรเล่า
เพราะนางมีอคติต่อคุณหนูเจ็ดจริง ถึงได้เข้มงวด
ต่ออีกฝั่ายเช่นนี้
คาดไม่ถึงว่าเมื่อวานคุณหนูเจ็ดจะปั่วยจริง ที่
สำคัญคือชัดเจนว่าทุกสิ่งทุกเรื่องราวเหล่านี้ เป็น
นางที่ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิด ทำให้เห็นชัดว่านาง
เป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึก
อาจารย์หญิงกู้ไร้วาจาไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ฮู
หยินผู้เฒ่ากล่าวได้ถูกต้อง ข้าน้อมรับคำสั่งสอน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวให้นางนั่งลง ทอดถอนใจเสียง
หนึ่ง “ท่านเข้าใจก็ดีชีวิตเด็กคนนี้ไม่ง่ายดาย ข้า
ยังหวังให้ท่านช่วยดูแลนางในภายหน้า”
อาจารย์หญิงกู้ฟังคำของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็
ใคร่ครวญอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าเนิบช้า
——————–
[1] ตั้น หน่วยนํ้าหนักของจีนโบราณ 1 ตั้น
เท่ากับ 60 กิโลกรัม