พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 123 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 123 (Rewrite)
เมื่ออี๋หนิงเห็นเว่ยหลิงจากไปแล้วถึงได้ถอนใจโล่
งอก นางสั่งให้เจินจูยกอ่างทองแดงใส่น้ำเย็นมา
ให้นางล้างมือ อี๋หนิงแหงนหน้ามองเงาไม้หนาทึบ
ของต้นยินเหรินตรงบริเวณลานกลางเรือน
แท้จริงแล้วหลินเหมามาทำอะไรกันแน่…นางรู้สึก
เหมือนเว่ยหลิงอยากกล่าวบางสิ่งแต่ก็ระงับไว้
นางครุ่นคิด ก่อนจะส่งสาวใช้ไปสืบข่าวที่เรือน
หน้า
ผ่านไปสักพักสาวใช้ก็กลับมารายงาน “คุณชาย
ญาติผู้พี่หลินไปดื่มสุรากับนายท่านกั๋วกงที่ห้อง
โถงหน้า ท่านได้สั่งให้ทุกคนถอยออกไปจึงไม่
ทราบว่าสนทนาเรื่องใด แต่คุณชายญาติผู้พี่หลิน
คล้ายจะกลับไปด้วยความปีติเจ้าค่ะ”
สุดท้ายยังพูดอีกว่า “นายท่านกั๋วกงมอบเหล้าชิว
ลู่ไปั๋ให้คุณชายญาติผู้พี่หลินเอากลับไปสองไห
คุณชายญาติผู้พี่หลินมอบห่านเทาปากดำให้พวก
เราคู่หนึ่งเจ้าค่ะ”
เหตุใดเขาจึงมอบห่านเทาปากดำ มีเพียงชาย
หญิงหมั้นหมายกันจึงมอบสิ่งนี้ มีความหมายว่า
ครองคู่ไปด้วยกันโผบินไปพร้อมกัน
แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่าเขายังเคยมอบนกกระเรียนให้
หลินไห่หรู อี๋หนิงก็เข้าใจ เพราะไม่ว่าหลินเหมา
จะมอบอะไรก็สามารถเข้าใจได้ทั้งสิ้น นางไม่ไต่
ถามอีก ให้สาวใช้ไปตามถิงเกอร์กลับมา ถึงเวลา
กินมื้อเที่ยงแล้ว
ถิงเกอร์ไปเล่นกับสหายเรียนหนังสือวัยเจ็ดแปด
ขวบสองคนอย่างมีความสุข ตอนกลับมาทั้งศีรษะ
ก็เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เสื้อผ้าสกปรกเปรอะเปือน
อี๋หนิงไม่ยอมให้เขาขึ้นตั่งไม้ ยืนกรานให้ถงมามา
พาเขาไปชำระล้างเนื้อตัวให้สะอาดเสียก่อน
ถิงเกอร์ไปอาบน้ำด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ไม่นานก็วิ่ง
ตุเลงตุเลงกลับมา เขาเขยิบเข้าใกล้อี๋หนิง “พี่สาว
ข้าอยากไปขี่ม้ากับกุ้ยฝู!”
กุ้ยฝูคือสหายเรียนของเขา อี๋หนิงรังเกียจที่เขา
เป็นดุจเตาเผาน้อยๆ จึงผลักเขาออกไป “ให้
องครักษ์ตามไปคุ้มครองเจ้า ไปที่เรือนหลังขี่
วนรอบภูเขาจำลอง”
ถิงเกอร์อยากใกล้ชิดนาง ร่างนางเย็นสบาย
อี๋หนิงถลึงตาใส่ เขาจึงทำได้เพียงปีนกลับไปนั่ง
ดีๆ เอามือเกยคางพลางกล่าว “ในเรือนกว้างไม่
พอให้วิ่ง ยามที่ข้าอยู่ในค่ายทหาร สถานที่ที่ให้ม้า
วิ่งต้องเป็นสนามหญ้ากว้าง” เขาผายมือออก
ทำท่าทางให้ดูว่าเป็นสถานที่กว้างมาก หัวเราะ
เอิ๊กอ๊าก “พี่สาว ท่านขี่ม้าไม่เป็น ต่อไปเมื่อข้าโต
แล้วข้าจะพาท่านไปขี่ม้า!”
อี๋หนิงตักน้ำแกงขาหมูกับลูกเดือยให้เขาถ้วยหนึ่ง
“ตกลง เช่นนั้นรอเจ้าโตก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิด”
ถิงเกอร์กินข้าวเสร็จก็ออกไปด้านนอก อี๋หนิง
เรียกองครักษ์เข้ามา สั่งกำชับเป็นพิเศษว่าไม่
อนุญาตให้พาเสี่ยวซื่อจื่อไปขี่ม้าด้านนอก ต่อหน้า
นางเขารับปากอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทว่าต่อ
หน้าบ่าวรับใช้เขากลับออกคำสั่งประหนึ่งท่าน
อ๋องน้อย เหล่าองครักษ์เองก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเขา
เขายิ่งเติบใหญ่อุปนิสัยก็ยิ่งคล้ายเว่ยหลิง นอก
จากเว่ยหลิงแล้วก็ไม่มีผู้ใดคุมเขาได้
อี๋หนิงหลับไปตื่นหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมานางยังต้องไป
พบผู้ดูแลจวน
แต่ขณะที่นางเพิ่งตื่น ซงจือก็เข้ามารายงานว่าเฉิง
หลางมา กำลังรอนางอยู่ที่ระเบียงนอกห้อง
ด้านข้างฝังประจิม พออี๋หนิงเดินไปก็เห็นว่าเขา
กำลังพูดคุยอยู่กับถิงเกอร์ นกกระตั้วที่เกาะอยู่ใต้
ชายคาเอียงหัวมองเขา ตะโกนร้อง “อาหลาง อา
หลาง” ราวกับจดจำเฉิงหลางได้
เฉิงหลางจับตัวนกกระตั้วออกจากคานเกาะ นก
กระตั้วก้มหัวลงเล็กน้อยคล้ายต้องการให้เขาลูบ
มัน
ถิงเกอร์พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าสอนมันตั้ง
นาน มันกลับขานชื่อข้าไม่เป็น!”
เฉิงหลางหยอกล้อนกกระตั้วในมือ หยิบอาหารใน
จานเล็กมาปั้อนมัน คลี่ยิ้มพลางกล่าวอย่างไม่ใส่
ใจ “เจ้าต้องปั้อนอาหารมัน”
อี๋หนิงยืนมองอยู่ตรงประตูสักพัก ก่อนเดินไปหา
เขา “ญาติผู้พี่เฉิง ท่านมาได้อย่างไร”
เฉิงหลางส่งนกกระตั้วให้ถิงเกอร์เล่นกับมัน ส่วน
เขากับอี๋หนิงเดินเข้าไปสนทนาภายในห้อง
ด้านข้าง
“เมื่อวานในงานเลี้ยงเกิดเรื่องเช่นนั้น ข้าย่อมต้อง
มาเยี่ยมท่าน” น้ำเสียงของเฉิงหลางต่ำลง
เล็กน้อย ระคนด้วยกลิ่นอายเย็นเยียบอันน่า
พิศวง “ต้นเหตุส่วนหนึ่งในวันนั้นมาจากลู่เจียเส
วีย ฮองเฮาทรงอยากจะเอาใจเขา ท่านเป็น
บุตรสาวบุญธรรมของเขา ฮองเฮาจึงทรงอยากให้
แต่งตั้งท่านเป็นพระชายารองขององค์ชายสาม
เพื่อให้ลู่เจียเสวียสนับสนุนองค์ชายสามขึ้นครอง
บัลลังก์…”
การเลือกฝังของผู้ที่มีอำนาจทางทหารกองทัพ
ใหญ่สำคัญเพียงใด ไม่ต้องบอกอี๋หนิงก็ตระหนักดี
มุมปากของนางยกหยักเป็นรอยยิ้มจนปัญญา
“สรรพสิ่งทางโลกยากคาดเดา”
นางอดนึกถึงใบหน้าเย็นชาของลู่เจียเสวียไม่ได้
นางต้องมารับสมรสพระราชทานกับผู้อื่นต่อหน้า
สามีในชาติภพก่อน เหตุผลก็เพราะผู้อื่นอยากจะ
เอาใจเขา
ชาติภพก่อนนางถูกเขาทำร้ายหลอกลวงยังไม่พอ
ยามนี้ยังต้องตกเข้าสู่วังวนยุ่งเหยิง ไม่อาจ
ช่วยเหลือตัวเองได้อีก
ขณะที่อี๋หนิงเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเฉิงหลางกำลังจับ
จ้องนาง
แสงอาทิตย์นอกหน้าต่างส่องกระทบใบหน้างาม
สง่าของเขา ร่างสวมเสื้อคลุมยาวเนื้อละเอียดสี
จันทร์นนวล นิ้วมือของเขาแตะอยู่บนขอบโต๊ะ
เบาๆ ด้วยความที่เขาถูกอี๋หนิงสังเกตเห็นโดยไม่
ทันตั้งตัวจึงเบี่ยงหน้าหนีด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขา
กล่าวว่า “วันพรุ่งการประชุมที่ท้องพระโรง ข้าจะ
ได้รับการโยกย้ายไปเป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝั่ายตรวจ
การแล้ว”
ผู้ช่วยหัวหน้าฝั่ายตรวจการคือขุนนางขั้นสี่!
“ของข้ายังไม่ถือว่ายิ่งใหญ่กระไร” เฉิงหลางยิ้ม
เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่รีบไม่ร้อน “พี่ชายสามของ
ท่านคนนั้นเก่งกาจยิ่งกว่า เขาน่าจะได้เลื่อนขั้น
เป็นรองเสนาบดีกรมโยธา มีสวีเว่ยคอยสนับสนุน
เต็มกำลัง ทั้งยังมีคุณงามความดีจากการ
แก้ปัญหาอุทกภัยที่เจ้อเจียง ตำแหน่งนี้น่าจะเป็น
ที่แน่นอนแล้ว”
“ผู้ช่วยหัวหน้าฝั่ายตรวจการยังไม่นับว่ายิ่งใหญ่
กระไรอีกหรือ เกรงว่าสำหรับผู้อื่นแล้ว แม้แต่คิด
ก็ยังไม่กล้า” อี๋หนิงยิ้มพลางโคลงศีรษะ ผู้ช่วย
หัวหน้าฝั่ายตรวจการคอยควบคุมตรวจตราขุน
นาง ถือว่ามีอำนาจในมือมาก
ขณะที่นางก้มศีรษะก็เหม่อลอยไปครู่หนึ่งจึงไม่
ทันระวัง ถูกกรรไกรที่ใช้ตัดเส้นด้ายในมือบาดนิ้ว
กรรไกรเล่มนั้นแหลมคมยิ่งนัก ทันทีที่สัมผัสได้ถึง
ความเจ็บปวด เลือดก็ไหลซึมออกมา
“เป็นอะไรไป” เฉิงหลางขมวดคิ้ว เดินไปข้างกาย
นาง คุกเข่าลงแล้วจับมือนางไว้ เมื่อพบว่า
บาดแผลที่กำลังเลือดไหลนั้นมีขนาดยาวก็กล่าว
อย่างอับจน “เหตุใดจึงถูกบาดเอาได้…”
อี๋หนิงถูกเขาจับมือก็รู้สึกไม่สบายตัวนัก อย่างไร
เขาก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เสี่ยวเฉิงหลางคน
นั้นอีกต่อไป ทว่าเขากลับแสดงท่าทางใกล้ชิดโดย
ที่นางก็ยากจะปฏิเสธ “มิเป็นไร บาดแผลตื้นนิด
เดียว เพียงบาดชั้นผิวเท่านั้น” นางออกแรงดึงมือ
กลับ แต่กลับดึงไม่ออก
เฉิงหลางเงยหน้ามองนาง ร่างเล็กบอบบางพิง
หมอนอิง ผิวขาวผ่องแดงเรื่อเล็กน้อย ข้อมือของ
นางเล็กมาก ทันทีที่กางมือออกเล็กน้อยก็กำได้
โดยรอบ เพียงออกแรงนิดเดียว นางก็จะไม่อาจ
สะบัดหลุด
ในใจเขาอดเกิดความปรารถนาอันโง่เขลาไม่ได้ ที่
แท้ในความฝันเขาได้เติบโตเป็นชายหนุ่มร่างสูง
ใหญ่แล้ว ขณะที่อี๋หนิงยังคงมีรูปลักษณ์เล็กบอบ
บาง เขาทาบทับอยู่บนร่างนางอย่างรังแก จุมพิต
นาง มองนางที่อยู่ภายใต้ร่างเขา จ้องมองเขาด้วย
แววตาคุกรุ่น เขาจึงประคองใบหน้าของนางไว้
ปลอบประโลมว่า ‘อย่ากลัว อย่าได้กลัวไป ข้าคือ
อาหลาง คือเสี่ยวอาหลางของท่าน…’
แม้นั่นจะเป็นเพียงความฝันของเขาเท่านั้น
ในที่สุดอี๋หนิงก็ชักมือออกมาได้ นางให้สาวใช้ไป
หยิบผ้าโปร่งบางในกล่องเครื่องประดับมา เช็ด
คราบเลือดที่ติดอยู่บนนิ้ว พันผ้ารอบหนึ่งก็ถือ
เป็นอันเสร็จสิ้น นางคร้านจะทำแผล ที่สำคัญ
บาดแผลก็ไม่ได้ลึกนัก
เฉิงหลางยกกล่องเครื่องประดับลายมัจฉาคู่ล้อ
บงกชมา เขาหยิบสุราล้างแผลมาทาให้นาง ก่อน
จะพันให้ใหม่อีกครั้ง “ข้าจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งข้า
โดนคนผลักตกบันไดจนหัวเข่าได้รับบาดเจ็บ
ท่านรู้สึกว่าข้าร้องไห้ใหญ่โต ไร้ความกล้าหาญ
ของบุรุษ ไม่คิดสนใจข้าจึงโยนข้าไปไว้ที่เรือนของ
ท่านย่ารอง เป็นข้าที่ร้องไห้วิ่งกลับมาหาท่าน…”
อี๋หนิงได้ยินเขาพูดถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ของเขาก็
ยิ้มออกมา “ยามนั้นข้าไม่รู้ว่าเจ้าถูกคนผลัก จำ
ได้ว่าเป็นหลานชายอ้วนคนที่อยู่ที่เรือนของท่าน
ย่ารองผู้นั้นเป็นคนผลักเจ้าลงมา รู้สึกจะชื่อว่ารุ่ย
เกอร์ ยามนี้เขาคงโตพอๆ กับเจ้าแล้วกระมัง”
“ไม่ เขาตายไปนานแล้ว” เฉิงหลางกล่าวเรียบ
เฉย “ปีที่เขาอายุสิบสองได้ติดตามบรรดาคุณชาย
ตระกูลขุนนางไปปีนเขา แต่กลับตกบันได ปอด
ได้รับบาดเจ็บ ระหว่างทางหามกลับมาก็กระอัก
เลือดไม่หยุด…ต่อมาก็สิ้นใจ”
อี๋หนิงชะงักไปเล็กน้อย ช่างบังเอิญ…ตกบันได
ตาย
ในที่สุดเฉิงหลางก็ช่วยนางพันแผลเสร็จเรียบร้อย
เขาจิบน้ำคำหนึ่ง “ลู่เจียเสวียออกจากเมืองหลวง
แล้ว งานที่เหลือของเขามีข้ารับผิดชอบเพียงผู้
เดียว พรุ่งนี้ข้าค่อยมาพบท่านอีกครั้ง”
ถ้วยชาเล็กถูกวางลงบนโต๊ะ อี๋หนิงให้สาวใช้ใหญ่
ออกไปส่งเขา ส่วนตนมองถ้วยชาใบนั้นครุ่นคิด
อยู่ชั่วครู่…คนผู้นี้มีจิตใจโหดเหี้ยมกว่าคนทั่วไป
นางยอมรับว่าแม้แต่ตัวนางก็ทำไม่ได้ ทว่าต่อหน้า
นาง เฉิงหลางมักแสดงท่าทีเคารพยกย่องอยู่เป็น
นิจ เรื่องในวัยเยาว์เขาล้วนไม่เคยลืมเลือน
นางหยิบด้ายในกล่องขึ้นมาใหม่ นางกำลังทำที่
คาดศีรษะให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
เฉิงหลางมาเยี่ยมอี๋หนิงแล้วก็ถือโอกาสไปเยี่ยมฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยด้วย
ประจวบเหมาะกับที่เว่ยหลิงก็อยู่ที่เรือนของฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ย กำลังปรนนิบัตินางพักผ่อน
เว่ยหลิงออกมาพร้อมเฉิงหลาง ในหัวยังคง
ครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านั้นของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ครั้นได้มองเฉิงหลาง ในใจก็อดใคร่ครวญไม่ได้
อันที่จริงเฉิงหลางก็ไม่เลว อย่างน้อยก็มีรูปโฉม
หล่อเหลา เพราะใบหน้านี้ของเขาจึงมีหญิงสาว
มาชมชอบไม่น้อย เพียงแต่เดิมเขาเคยมีประวัติ
เจ้าสำราญมาก่อน ไม่เคยปฏิเสธผู้ใด ทว่าคล้าย
ว่าในระยะนี้เรื่องเจ้าสำราญจะเพลาลงไม่น้อย ไม่
ค่อยได้ยินเสียงร่ำลือนั่นแล้ว
ดวงตาของเว่ยหลิงพลันเป็นประกาย
หากอี๋หนิงต้องแต่งงานจริง เช่นนั้นการแต่ง
ให้กับเฉิงหลางก็ดูไม่เลว! มีคนมากมายอยาก
แต่งงานกับเขา หญิงสาวทั่วทั้งเมืองหลวงต่างจับ
จ้อง เป็นที่หมายปองอย่างยิ่ง อีกไม่นานเจ้าเด็ก
คนนี้ก็จะได้เลื่อนตำแหน่งอีกแล้ว ทั้งยังอยู่ภายใต้
สายตาของตน น่าจะไม่ประพฤติเรื่องไม่ดีต่ออี๋ห
นิง หากเขายินดีแต่งกับอี๋หนิง เช่นนั้นอี๋หนิงก็ไม่
ต้องกังวลว่าจะต้องแต่งงานกับคนชนชั้นต่ำกว่า
แล้ว นี่จะเป็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่อลังการ เป็นที่
อิจฉาของคนทั่วไป
เว่ยหลิงลากเฉิงหลางเข้าไปคุยในห้องหนังสือ ให้
องครักษ์คอยเฝั้าอยู่หน้าประตู
เฉิงหลางนั่งลงก็กล่าว “ท่านลุงเว่ยหลิง ข้ายังมี
เรื่องเร่งด่วนต้องไปจัดการ หากท่านมีเรื่องอะไรก็
โปรดกล่าวให้กระชับเถิดขอรับ”
หลังจากเว่ยหลิงเดินไปมารอบโต๊ะหนังสือสอง
รอบก็กล่าวขึ้นกะทันหัน “เฉิงหลาง เจ้าชอบอี๋ห
นิงหรือไม่”
พอเฉิงหลางได้ยินก็ตกตะลึงจนหัวใจเต้นระรัว
มุมปากยกหยักเล็กน้อยก่อนตอบ “ญาติผู้น้องอี๋ห
นิง…ไม่เลวจริงๆ ขอรับ”
“เจ้าเองก็รู้เรื่องที่เกิดในงานเลี้ยงเมื่อวานแล้ว
เป็นเรื่องเร่งด่วน ดังนั้นข้าตั้งใจจะวางแผนหา
คู่ครองให้อี๋หนิง…”
เว่ยหลิงหยุดนิ่งไปสักพัก “เพียงแต่ยามนี้ยังหา
คนที่เหมาะสมไม่ได้ ข้าจึงอยากถามเจ้า เจ้ายินดี
แต่งงานกับอี๋หนิงหรือไม่ หากเป็นเจ้า ข้าย่อม
ไว้ใจ เจ้ามีความโดดเด่นทุกด้าน ต่อไปต้อง
ปกปั้องนางได้แน่นอน หากเจ้ายินดี ต่อไปก็
ปฏิบัติต่อนางให้ดี อย่าได้กระทำเรื่องเหล่านั้นอีก
…หากจะให้อี๋หนิงแต่งงานกับเจ้า เจ้ามีความ
คิดเห็นอย่างไร”
แต่ไรมาเฉิงหลางก็แสดงสีหน้ายิ้มแย้มให้ผู้อื่นมา
โดยตลอด นี่คือหน้ากากอันสมบูรณ์แบบของเขา
คุณชายสุภาพบุรุษอ่อนโยนสง่างาม
แต่พอได้ยินคำของเว่ยหลิง เขาก็อดลุกพรวดขึ้น
ไม่ได้ ไม่อาจเก็บซ่อนอาการตื่นตะลึงบนใบหน้า
เว่ยหลิงอยากให้เขาแต่งงานกับอี๋หนิง!
เขามีความคิดเช่นนี้!
ถูกต้อง…เหตุใดเขาจึงคิดไม่ถึง ยามนี้อี๋หนิงกำลัง
ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ต้องรีบกำหนดเรื่อง
งานแต่ง เป็นเวลาที่ต้องช่วยนางให้หลุดพ้นจาก
สถานการณ์วิกฤต เขา…เหตุใดเขาจึงแต่งงานกับ
นางไม่ได้เล่า เขาเป็นทั่นฮวาที่มีชื่อเสียงในเมือง
หลวง คนที่อยากแต่งงานกับเขาต่อแถวยาวตั้งแต่
ประตูเมืองฝังบูรพาจรดประตูเมืองฝังประจิม
ชาติตระกูลยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทั้งยังใกล้ขึ้นรับ
ตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝั่ายตรวจการเป็นขุนนาง
ขั้นสี่ เขาเฝั้ารอมานานหลายปี เฝั้าคำนึงอยู่นาน
แรมปี
บัดนี้นางอยู่ใกล้เพียงเอื้อม เพียงลืมความคิดชั่ว
ร้ายที่แท้จริงในใจเขา ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าเขากำลังคิด
อะไรอยู่ เพียงอย่าให้นางจับได้ก็เป็นพอ หลัง
แต่งงานกับนางแล้วค่อยขยับเข้าหานางทีละก้าว
คิดว่านางเองก็คงไม่ปฏิเสธ ผู้อื่นก็ไม่อาจล่วงรู้
เวลานี้เขาสามารถดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดโดย
ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม สำหรับเขานี่เป็น
เรื่องดีมากอย่างยิ่ง
“หากเจ้าไม่ยินดี…” ต่อให้เว่ยหลิงจะเป็นคน
เผด็จการ แต่กับเรื่องพรรค์นี้เขาไม่มีทางฝืนบังคับ
ผู้อื่น เขาไม่มีทางบีบคั้นให้ผู้อื่นเข้าห้องหอ เขา
เห็นเฉิงหลางไม่พูดอะไรจึงเอ่ย “หากเจ้าไม่
ยินยอมก็ช่างเถิด”
“ไม่ใช่นะขอรับ!” เฉิงหลา
งรีบตอบ เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะคลี่ยิ้ม
ออกมาช้าๆ “ท่านลุงเว่ยหลิง ข้าย่อมยินดี
แต่งงานกับนาง!”
เคยปรารถนาแต่มิอาจได้รับ