พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 127 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 127 (Rewrite)
หลังจากพบกับหลัวเซิ่นหย่วนที่วัดครั้งนั้น อี๋หนิง
ก็ครุ่นคิดเรื่องนี้มาโดยตลอด
แสงแดดยามต้นฤดูสารทส่องผ่านบานหน้าต่าง
ตกกระทบลงบนหมอนอิงลายบุปผา เกิดเป็น
ลวดลายเลื่อมระยิบระยับ อี๋หนิงวางเหล็กหมาดที่
กำลังใช้ในมือลง เงยหน้าเอ่ยถามเจินจู “ซงจืออยู่
ในเรือนหรือไม่”
เจินจูยอบตัวพลางตอบ “ออกไปที่เรือนสั่งการ
เรื่องเบี้ยหวัดเจ้าค่ะ หากนางกลับมาจะให้บ่าว
เรียกมาพบหรือไม่เจ้าคะ”
อี๋หนิงผงกศีรษะ เจินจูรับคำก่อนถอยออกไป
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อ ม่านไผ่ดำก็ถูกแหวกออก
ซงจือเดินเข้ามาคารวะนาง อี๋หนิงกำลังเย็บด้าย
แบ่งสีผ้าคาดศีรษะเสร็จพอดี นางเงยหน้าขึ้นก็
พบซงจือที่สวมกระโปรงสีฟั้าคราม ท่วงท่า
นุ่มนวลระมัดระวังเฉกที่เห็นอยู่เป็นนิจ
ซงจือติดตามอี๋หนิงมานานหลายปี เสวี่ยจือที่อายุ
มากกว่าสองปียังมีลูกแล้ว เดิมอี๋หนิงวางแผนว่า
เมื่อนางออกเรือนแล้วก็จะปล่อยซงจือออกจาก
จวน หาบ้านสามีดีๆ มอบสินเจ้าสาวกล่องใหญ่ให้
กาลข้างหน้าได้ใช้ชีวิตกับสามี อบรมสั่งสอนบุตร
ไม่ต้องคอยปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่นแล้ว
ยามนั้นนางยังไม่รู้ว่าซงจือเป็นคนที่พี่ชายสามวาง
ไว้ข้างกายนาง
ซงจือเห็นอี๋หนิงไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอยู่นานก็ถาม
เสียงเบา “คุณหนู…จะให้บ่าวช่วยจัดการเส้นด้าย
เหล่านี้หรือเจ้าคะ”
อี๋หนิงส่ายศีรษะ ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบด้วยท่าทีสงบ
นิ่ง ซงจือเห็นเช่นนั้นก็บังเกิดความไม่สบายใจ แต่
ไรมาคุณหนูก็วางตนสนิทสนมผ่อนคลายต่อหน้า
พวกนาง มีเพียงยามสอบถามเหล่าผู้ดูแลจึงมี
ท่าทีเงียบสงบ แต่กลับก่อให้เกิดความกดดัน
เช่นนี้
“ข้าจำได้ว่ายามที่ข้าจากตระกูลหลัวมา ข้าตกอยู่
ในสถานการณ์ยากลำบาก ทั้งเสวี่ยจือเองก็ตกลง
ปลงใจกับผู้อื่นแล้ว ข้าจึงได้พาเจ้ามา” อี๋หนิงเงย
หน้ามองนาง กล่าวเสียงราบเรียบ “ผ่านมาหลาย
ปีแล้ว ข้าเข้าใจว่าตนเองปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลว เจ้า
เป็นสาวใช้ใหญ่ข้างกายข้า เสื้อผ้าอาภรณ์ทุก
ฤดูกาลก็ล้วนตัดเย็บจากผ้าไหมหังโจว
เครื่องประดับต่างๆ ก็มอบให้เจ้าไม่เคยขาด ใน
ตระกูลสามัญธรรมดามีเพียงคุณหนูเท่านั้นที่จะ
ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ นี่ก็ใกล้ถึงเวลาปล่อยตัว
เจ้าออกจากจวนแล้ว เจ้าไม่มีสิ่งใดจะกล่าวกับข้า
หรือ”
ซงจือเบิกตากว้างด้วยท่าทีสับสน ก่อนกล่าวเสียง
ต่ำเบา “บ่าวตระหนักดีเจ้าค่ะ ปีนั้นในหมู่บ้าน
เกิดสภาวะแร้นแค้น ครอบครัวเลี้ยงเด็กสาว
หลายคนไม่ไหว บ่าวโตสุด ท่านแม่จึงขายข้า
ออกมา บ่าวโชคดีถูกคุณหนูใหญ่เลือกมา
ปรนนิบัติคุณหนู บ่าวรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของ
คุณหนูมาโดยตลอด ทว่ากลับไร้สิ่งตอบแทน…”
อี๋หนิงตบมือลงบนโต๊ะโดยพลัน สีหน้าเย็นชา
เล็กน้อย
ซงจือรีบคุกเข่าลง เมื่อคิดถึงวิธีการที่คุณหนู
จัดการกับผู้ดูแลเหล่านั้น นางก็ไม่กล้าหายใจแรง
อี๋หนิงโน้มตัวลงมองซงจือ การที่นางเชื่อว่า
หลัวเซิ่นหย่วนไม่มีวันทำร้ายนางนับเป็นเรื่องหนึ่ง
ส่วนการที่สาวใช้ข้างกายซื่อสัตย์ต่อนางหรือไม่ก็
นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้หลัวเซิ่นหย่วนสามารถ
พูดให้นางเกิดความรู้สึกสั่นคลอนได้ เช่นนั้น
พรุ่งนี้ผู้ใดจะมาพูดให้นางต้องสั่นคลอนอีก นาง
ตั้งใจจะสอบถามซงจือนานแล้ว
“เจ้าไร้สิ่งตอบแทน เช่นนั้นก็ใช้สิ่งนี้มาตอบแทน
ข้าเป็นอย่างไร” นางเปิดกล่องเครื่องประดับ
หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาแล้วโยนไปเบื้อง
หน้าซงจือ
นั่นคือจดหมายที่นางให้คนริบเก็บไว้
ทันทีที่ซงจือเก็บขึ้นมาดูก็ตกตะลึง สีหน้าพลัน
เปลี่ยนเป็นซีดขาว นางอ้าปากพะงาบ “บ่าว…”
“พูดมาให้กระจ่างชัด ข้าจะดูว่าเจ้าจะตอบแทน
บุญคุณอย่างไร” อี๋หนิงจัดแขนเสื้อพลางกล่าว
“มิเช่นนั้นข้าคงไม่กล้าปล่อยเจ้าไว้ จะรีบเชิญแม่
เฒ่ามาช่วยจัดการหาคู่ครองให้เจ้าแล้วจัดการส่ง
เจ้าออกไปเสีย”
กระบอกตาของซงจือพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
พูดอะไรไม่ออก นางโขกศีรษะ “คุณหนู! หลายปี
มานี้บ่าวปรนนิบัติต่อคุณหนูด้วยหัวใจซื่อตรง! ใน
เมื่อท่านทราบแล้ว บ่าว…บ่าวก็จะกล่าวออกมา
ให้กระจ่าง”
อี๋หนิงดื่มชา ก่อนเอ่ยเสียงราบเรียบ “เจ้าว่าไป
ข้ากำลังฟังอยู่”
ไหล่ของซงจือสั่นเทาเล็กน้อย ผ่านไปชั่วครู่จึง
สงบลง “บ่าวปรนนิบัติท่าน จะไม่รู้หลักการ
จงรักภักดีของบ่าวรับใช้ได้อย่างไร หลายปีมานี้
บ่าวเองก็ทุกข์ทรมานอยู่ทุกคืนวัน ไม่รู้ควรจะไป
พูดกับผู้ใด…เดิมทีบ่าวไม่อยากตกลง” ร่างกาย
ผอมบางของนางขดเล็กลง ดูเปราะบางเป็นพิเศษ
“คุณชายสามให้บ่าวจับตามองท่านตั้งแต่ท่านยัง
เยาว์วัยแล้ว นับแล้วก็ตั้งแต่ยามท่านอายุได้สิบ
ปี”
“บ่าวตกปากรับคำคุณชายสาม เพราะถ้าหาก
ไม่ใช่เพราะคุณชายสาม พี่ชายของบ่าวคงต้องถูก
เนรเทศไปยังชายแดนเพราะก่อเรื่องเดือดร้อน
จากการดื่มสุรา…” ซงจือเล่าต่อ “หลายปีมานี้
คุณชายสามไม่ได้ทำเรื่องเลวร้าย ในทางกลับกัน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงปกปั้องท่านได้ดียิ่งขึ้น แม้บ่าวจะ
รู้สึกว่า…การกระทำนี้ของคุณชายสามจะแปลก
พิกลนัก มีผู้ใดบ้างปฏิบัติต่อน้องสาวของตนเช่นนี้
ทว่าบ่าวก็ไม่กล้าถามให้มากความ”
อี๋หนิงหลับตาลง นางคิดมาตลอดว่าคงนานมาก
แล้ว แต่ก็ไม่เคยกล้าถามซงจือ คาดไม่ถึงว่าจะ
เกิดขึ้นตั้งแต่นางอายุสิบปี!
สิบปี! ยามนั้นนางเพิ่งโตเท่านั้น
ไม่ว่าเหตุผลใดก็ไม่อาจอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงทำ
เช่นนี้ นอกเสียจากเขาอยากจะเป็นผู้ควบคุม
แม้แต่นาง เขาก็อยากจะควบคุม
“…เขาติดต่อกับเจ้าทางใด เคยถามเรื่อง
อะไรบ้าง” อี๋หนิงถาม
มุมปากของซงจือยกหยักเป็นรอยยิ้มขื่น “คุณหนู
คุณชายสามไม่เคยเขียนจดหมายถึงบ่าว ทั้งยังไม่
เคยถามบ่าวเรื่องอะไร เขาระมัดระวังตัวอย่าง
ยิ่งยวด”
เขาไม่เคยทิ้งลายมือไว้ หากไม่ใช่เพราะความ
ผิดพลาดของเขาในวันนั้น เกรงว่าชาตินี้อี๋หนิงคง
ไม่มีวันรู้เรื่องซงจือ
“ใช่ เขาจะเขียนจดหมายให้เจ้าได้อย่างไร” อี๋ห
นิงหัวเราะ “เจ้าส่งจดหมายเช่นนี้มาตลอดสี่ปี
หรือ”
ซงจือนิ่งเงียบ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวอย่างรำพัน
“อันที่จริงคุณหนูไม่จำเป็นต้องคิดมากไป…
คุณชายสามดีต่อท่านมากจริงๆ ที่ให้บ่าวจับตา
มองก็เพราะเป็นห่วงท่านอยู่หลายส่วน ปีนั้นใน
ตระกูลหลัวที่ท่านถูกบ่าวชั่วรังแกก็เป็นคุณชาย
สามที่พาองครักษ์มาได้ทันการณ์ ในจวนอิงกั๋วกง
ท่านไม่ลงรอยกับคุณหนูหมิงจู ทันทีที่คุณชาย
สามผ่านการคัดเลือกเป็นจ้วงหยวนก็มาเยือนถึง
จวน…ยังมีเรื่องที่ท่านไม่ทราบ ท่านอยากได้
หนังสือพิเศษที่มีเพียงเล่มเดียว บ่าวจะหามาให้
ท่านอย่างรวดเร็วได้อย่างไร นั่นเป็นเพราะเมื่อ
คุณชายสามทราบเรื่องจึงได้ช่วยท่านตามหา”
“อาการปวดระดูของท่านไม่เคยรักษาให้หายได้
ยามมีระดูท่านมักปวดท้องอยู่เป็นนิจ คุณชาย
สามได้ยินแล้วจึงตั้งใจไปพบเจิ้งมามาเพื่อเอายา
มาให้ท่าน เขารักเอ็นดูท่านด้วยใจจริง…”
อี๋หนิงตกใจเล็กน้อย นางไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มา
ก่อน
หลัวเซิ่นหย่วนเองก็ย่อมไม่มีทางปริปากพูด
ครั้นฟังซงจือพูดจบ อี๋หนิงก็เอนกายพิงหมอนอิง
เข้าสู่ห้วงความคิด
เป็นเช่นนั้นจริง ในช่วงเวลาวิกฤต เขามักปรากฏ
ตัวขึ้นเสมอ กระทั่งเรื่องงานแต่งที่ยากลำบากของ
นางในเวลานี้ที่ไม่มีผู้ใดกล้าแต่งนางเป็นภรรยา
แต่เขากลับบอกนางว่าเขายินดีช่วยเหลือ ใช้งาน
แต่งงานของตนมาช่วยเหลือนาง
มีเพียงบางครั้งที่นางบังเอิญพบกับด้านเย็นชา
โหดร้ายทารุณของเขา แม้คิดถึงสถานการณ์ทาง
การเมืองที่เลวร้าย ทว่านางยังคงไร้หนทางปลอบ
ประโลมตนเองให้ผ่อนคลาย
“เจ้าออกไปแจกจ่ายเบี้ยหวัดเถิด” อี๋หนิงกล่าว
เสียงเรียบเฉย “ไปเรียกเจินจูเข้ามา”
นี่คือจะปล่อยนางไปแล้วหรือ! ซงจือโล่งใจ นาง
โขกศีรษะให้อี๋หนิงอย่างกระตือรือร้น “บ่าวทราบ
แล้ว…ต่อไปบ่าวจะไม่ทำแล้ว บ่าวจะไปประเดี๋ยว
นี้เจ้าค่ะ!”
อี๋หนิงจัดการเส้นด้ายเหล่านั้น พลันไร้อารมณ์
ทำงานเย็บปักแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนหารือกับสวีเว่ยเรื่องทำนบกั้น
แม่น้ำ พวกเขาเพิ่งออกมาจากกรม
อุทกภัยที่เจ้อเจียงผ่านพ้นไปแล้ว ยามนี้กำลังลด
แรงงานที่เกณฑ์มา เป็นช่วงเวลากระตุ้นส่งเสริม
ให้พวกเขาทำไร่นาเกษตรกรรม
สวีเว่ยเดินไปด้านหน้าพลางกล่าวกับหลัวเซิ่นหย่
วน หลัวเซิ่นหย่วนตั้งใจฟังอย่างละเอียด ขณะ
นั้นเองก็มีเกี้ยวหลังหนึ่งหยุดลงพอดี ชายชราที่
ก้าวออกมาอยู่ในชุดขุนนางเคราขาวแกว่งไกว นี่
คือใต้เท้าจางมหาบัณฑิตผู้ดูแลสำนักฮั่นหลินใน
ยามนี้ แต่ไรมาก็ไม่ลงรอยกับสวีเว่ยเพราะ
รังเกียจที่อีกฝั่ายอาศัยอดีตเก๋อเหล่าเลื่อนขั้น
เลื่อนตำแหน่ง ทุกคราที่เห็นเป็นต้องชักสีหน้าไม่
ดีออกมา แต่สวีเว่ยกลับไม่เคยแสดงอาการขุ่น
เคืองใดๆ ครั้นเห็นเขาลงจากเกี้ยวไม่สะดวกก็ยัง
ฉีกยิ้มกว้าง ก้าวเข้าไปช่วยประคอง “ใต้เท้าจาง
พื้นหินลื่นมาก ท่านระวังหน่อย!”
รอจนใต้เท้าจางเดินจากไปแล้ว หลัวเซิ่นหย่วนจึง
เอ่ยถาม “อาจารย์ ในเมื่อใต้เท้าจางไม่คิดผูก
สัมพันธ์กับท่าน ทั้งยังมีอุปนิสัยดื้อรั้น เหตุใดท่าน
จึงยังทำเช่นนี้…”
สวีเว่ยตบบ่าเขาเบาๆ หลัวเซิ่นหย่วนมีร่างสูงใหญ่
การจะตบบ่าเขาต้องออกแรงไม่น้อย “อุปนิสัย
ของเจ้าเคร่งขรึมเกินไป มือที่ยื่นออกมาย่อมไม่
ตบคนที่ยิ้มให้[1] เจ้ารู้หรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนครุ่นคิด ไม่รู้ว่าเขาตบหน้าท่านไปกี่
หนแล้ว เมื่อครู่แม้แต่คำขอบคุณก็ยังไม่มี
“พรุ่งนี้เจ้าก็จะขึ้นเป็นรองเสนาบดีกรมโยธาแล้ว
ข้าได้ยินขันทีเซียวกล่าวว่าราชโองการถูกร่าง
เรียบร้อยแล้ว” สีหน้าสวีเว่ยพลันเปลี่ยนเป็นเคร่ง
ขรึม “ขุนนางขั้นสาม อีกเพียงก้าวเดียวก็คือเน่
ยเก๋อแล้ว ไม่อาจกล่าววาจาเช่นซ่าวชิงแห่ง
ศาลต้าหลี่ในอดีต คนที่ไม่เห็นด้วยกับเจ้ามีแต่จะ
เพิ่มพูนขึ้น ครานี้ยังสร้างความแค้นไว้กับวั่งหย่วน
อีก เจ้าต้องเตรียมตัวให้ดี”
“ศิษย์ทราบแล้ว” หลัวเซิ่นหย่วนเพียงยิ้มตอบ
เขาเตรียมตัวเพื่อวันนี้มาเนิ่นนาน อำนาจใหญ่อยู่
ในกำมือ ต่อไปก็จะสามารถจัดการปัญหาในราช
สำนักได้โดยง่าย เขาจะปีนปั่ายขึ้นไปในไม่ช้าก็
เร็ว
หลัวเซิ่นหย่วนมองมุมชายคาที่ปูตกแต่งด้วย
กระเบื้องเคลือบสีทอง
เมื่อเขากลับมายังศาลต้าหลี่ก็พบว่ามีคนรอเขาอยู่
ตรงประตูห้องโถง
หลัวเซิ่นหย่วนก้าวยาวๆ ไปยังข้างโต๊ะหนังสือ
ครั้นเห็นแล้วสีหน้าก็ไม่ค่อยดีนัก “พวกโง่ ลู่เจีย
เสวียอยู่ที่ต้าถงก็ยังกล้าสกัดกั้นจดหมายของจวน
ผู้บัญชาการ!”
ลู่เจียเสวียต้องสังเกตเห็นปัญหาแล้ว ไม่แน่ว่าอีก
ฝั่ายอาจรู้แล้วว่าตนคือผู้ใด
หลัวเซิ่นหย่วนนวดหัวคิ้ว “ยังมีเรื่องใดอีก”
“จากจวนอิงกั๋วกงขอรับ กล่าวว่า…นายท่านกั๋ว
กงอยากจะให้เฉิงหลางแต่งคุณหนูเจ็ดเป็นภรรยา
ดูเหมือนนายท่านกั๋วกงจะตัดสินใจแล้ว แต่ยัง
ไม่ได้เผยแพร่ออกไป” ประโยคสุดท้ายของหลิน
หย่งเสียงเบาลง
สีหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนมืดคล้ำลงทันใด
อุปนิสัยของเฉิงหลางเจ้าสำราญถึงเพียงนั้น ทำ
เรื่องเหลวไหลในสถานเริงรมย์ไว้มากมาย แต่เว่ย
หลิงยังหมายจะให้เขาแต่งงานกับอี๋หนิงอีก! อิงกั๋ว
กงช่างเลอะเลือนเหลือเกิน
“ข้าน้อยคิดว่าท่านอิงกั๋วกงคงสิ้นหนทางแล้ว มิ
เช่นนั้นตั้งแต่รับตัวคุณหนูกลับไปคงให้หมั้นหมาย
กับเฉิงหลางแล้ว…ยามนี้คงไร้ตัวเลือกที่เหมาะสม
มิเช่นนั้นจะเหลือเพียงพวกจวี่เหรินซิ่วไฉ่
เหล่านั้น”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยก
ถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มก่อนเอ่ย “ข้าได้ยินว่าเซี่ยอวิ้น
เองก็กำลังสืบเรื่องของเฉิงหลาง”
“กำลังสืบอยู่ขอรับ แต่กล่าวได้ว่าเป็นเพียงการ
ลอบหาข่าวเท่านั้น คนเหล่านั้นของพวกนาง…ถึง
จะให้เวลาสิบวันก็ไม่น่าสืบอะไรออกมาได้”
“นางสืบไม่พบ เจ้าก็ส่งของไปให้นางที่ประตูเสีย”
หลัวเซิ่นหย่วนพูดอย่างไร้อารมณ์ “อย่าให้พวก
นางปราศจากสิ่งของติดไม้ติดมือ”
หลินหย่งเข้าใจความหมายของหลัวเซิ่นหย่วน
ทันที เขารีบรับคำ
“ยังมีคนสิบสองคนที่ต้าถงนั่น เตือนพวกเขาว่า
หากลู่เจียเสวียยังไม่ไปก็ห้ามเคลื่อนไหวในต้าถง
แม้แต่วันเดียว” หลัวเซิ่นหย่วนสำทับอีกครั้ง
การต่อกรกับวั่งหย่วนไม่ใช่เรื่องยาก แต่การ
ปะทะกับลู่เจียเสวียไม่ใช่เรื่องฉลาด ลู่เจียเสวีย
แยบยลล้ำลึก กระทั่งตนก็ต้องระวังอยู่หลายส่วน
การจะวางกลอุบายกับอีกฝั่ายต้องระวังแล้วระวัง
อีก เขาไม่เหมือนคนเหล่านั้นที่สามารถล่วงเกินได้
“เย็นวันพรุ่งนี้เตรียมรถม้าไว้ พวกเราจะไปจวน
อิงกั๋วกง” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวเป็นประโยค
สุดท้าย เขาปรายตามองไปยังตราประทับขุนนาง
ที่วางอยู่บนโต๊ะ
มิใช่เพราะรูปลักษณ์หล่อเหลาและเป็นขุนนางใน
ราชสำนักหรอกหรือ หากกล่าวถึงเฉิงหลาง เขา
ยังมีดีกว่าเฉิงหลางมากมิใช่รึ
การที่เขาแต่งอี๋หนิงเป็นภรรยาถือเป็นการมอบ
เกียรติให้นางไม่น้อย
หลินหย่งได้ยินแล้วก็รีบไปดำเนินการทันที
เวลากลางดึก รถม้าคันหนึ่งวิ่งออกมาจากตรอก
มุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเซี่ยที่อยู่ละแวกใกล้เคียง
กับตรอกซินเฉียว
เซี่ยอวิ้นรอพลางดื่มชาอยู่ในห้องตรงประตูหลัง
นางเพิ่งให้ชุ่ยอวี้ไปสืบเรื่องของเฉิงหลาง คาดไม่
ถึงว่าไม่ยากนัก ไม่นานก็มีคนมาแจ้งข่าว กล่าวว่า
มีนางคณิกาคนหนึ่งได้รับความโปรดปรานจาก
เฉิงหลางมากที่สุด เขาผลัดเปลี่ยนมาหลายคน มี
เพียงคนนี้คนเดียวที่เฉิงหลางยังเลี้ยงดูมาโดย
ตลอด
แน่นอนว่าเซี่ยอวิ้นต้องพบสักครั้ง
นางเห็นรถม้าคันนั้นวิ่งเข้าประตูมา หญิงสาว
บอบบางคนหนึ่งลงจากรถม้า สตรีนางนั้นสวม
เปั้ยจึเข้ารูปพื้นหลังสีขาวประดับลวดลายบุปผา
เล็กๆ กระโปรงสีเขียวไข่กา มองไปก็ประหนึ่งกับ
ถูกฝนพรำ เรือนร่างน่ามองอย่างยิ่งยวด ทว่าเมื่อ
นางปลดผ้าคลุมออก เซี่ยอวิ้นก็ต้องผิดหวัง รูป
โฉมสะอาดหมดจด แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับปาน
กลางเท่านั้น นางเกล้าผมมวยหัวใจ หากไม่รู้ว่า
เป็นนางคณิกา เซี่ยอวิ้นต้องคิดว่านางเป็น
บุตรสาวจากตระกูลดีๆ สักตระกูลหนึ่ง
นางได้ยินว่าเฉิงหลางมีประสบการณ์ด้านความรัก
โชกโชน ตั้งแต่นางคณิกาที่มีชื่อเสียงไปจนถึง
บุตรสาวของท่านโต้วเก๋อเหล่าล้วนหนีไม่พ้นกำ
มือเขา
ทว่าคนธรรมดาจืดชืดเยี่ยงนี้กลับทำให้เฉิงหลาง
ไม่อาจลืมเลือน ทั้งยังเลี้ยงดูไว้ตลอด
เซี่ยอวิ้นยิ่งรู้สึกดูแคลนเฉิงหลางมากขึ้น
พอเหลียนฝูเห็นเซี่ยอวิ้นก็รับรู้ว่ากลิ่นอายรอบ
กายนางดูไม่ธรรมดา เหลียนฝูคุกเข่าลงคารวะ
เซี่ยอวิ้นชี้ไปยังเก้าอี้กลมให้อีกฝั่ายนั่งบนนั้น “แม่
นางเหลียนฝูอย่าได้กลัวไป ที่ข้าเชิญเจ้ามาพบใน
ครานี้เพราะอยากจะช่วยเจ้า”
เหลียนฝูชะงักโดยพลัน เหตุใดแม่นางสูงศักดิ์ท่าน
นี้จึงอยากจะช่วยนาง นางกล่าวเสียงต่ำเบา “ข้า
มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ทว่าแม่นางมีสถานะสูงศักดิ์
เหตุใดท่านจึงอยากเกี่ยวพันกับข้า”
เซี่ยอวิ้นยิ้ม ลูบผ้าเช็ดหน้าในมือพร้อมเอ่ยเนิบช้า
“แม่นางเหลียนฝู เจ้าชอบใต้เท้าเฉิงมิใช่หรือ ข้า
ได้ยินว่าระยะนี้ใต้เท้าเฉิงแสดงท่าทีเย็นชาต่อเจ้า
ดังนั้นข้าจึงอยากช่วยให้เจ้าได้กลับไปอยู่ข้างกาย
เขา เพียงเจ้าฟังข้า เรื่องนี้ย่อมไม่ยาก”
ไม่ว่าด้วยวิธีการใด อย่างไรนางก็ไม่มีวันแต่งงาน
กับเฉิงหลาง น้ำบ่อนี้จะกวนให้ขุ่นได้เพียงใดก็
ขึ้นอยู่กับแม่นางผู้นี้แล้ว
ถึงยามนั้นเมื่อท่านปูั่เห็นความเหลวไหลของเฉิง
หลางย่อมต้องกลับคำแน่นอน
เหลียนฝูมองเซี่ยอวิ้นอย่างสับสน นางไม่เข้าใจว่า
เซี่ยอวิ้นอยากจะทำอะไร เรื่องของนางกับใต้เท้า
เฉิง เหตุใดอีกฝั่ายจึงเข้ามายุ่งเกี่ยว
เซี่ยอวิ้นกล่าวต่อ “หากแม่นางเหลียนฝูไม่เชื่อข้า
ข้าก็เข้าใจได้” นางเลื่อนขนมที่สาวใช้ยกเข้ามาไป
ไว้ตรงหน้าเหลียนฝู “แต่เจ้าลองตรึกตรองดู หาก
ต่อไปใต้เท้าเฉิงตบแต่งผู้อื่นเป็นภรรยา เขาย่อม
ไม่สนใจเจ้าแล้ว เจ้าลองตรองดูว่ายามนี้เขาเย็น
ชาต่อเจ้าเพียงใด”
เหลียนฝูบิดกำแขนเสื้อแน่น ไม่เอ่ยวาจา
“แต่หากเจ้าได้พบเฉิงหลางแล้วบอกเขาว่าเจ้า
ตั้งครรภ์ลูกของเขา ให้เขารับเจ้าเป็นอนุ เช่นนั้น
เจ้าก็จะสามารถอยู่กับเขาได้ทุกวันคืนแล้ว”
เซี่ยอวิ้นยิ้มพลางโบกมือ “บุรุษให้ความสำคัญกับ
บุตรมากที่สุด หากเขารู้ว่าเจ้าตั้งครรภ์ย่อมบังเกิด
ความสงสารเจ้าเป็นแน่…”
เหลียนฝูมองหญิงสาวที่ทั้งแปลกหน้าทั้งงดงาม
นางกล่าวเสียงแผ่วเบา “ทุกครั้งที่ข้ากับเขา…เขา
ต้องดูข้ากินยาทุกครั้ง ข้าไม่มีทางตั้งครรภ์
แน่นอน เขาไม่มีทางเชื่อ!”
“หญิงโง่!” เซี่ยอวิ้นหัวเราะหยันเสียงหนึ่ง “จริง
หรือเท็จก็เพื่อให้เขากลับมาเท่านั้น ถึงยามนั้น
เมื่อเจ้ามีบุตรกับเขาจริงๆ แม้เขาจะไม่ยินยอมก็
ต้องยอมรับ!”
เหลียนฝูมองเซี่ยอวิ้นอย่างตกตะลึง ทว่าสุดท้าย
นางก็ปิดปากเงียบ ฟังเซี่ยอวิ้นต่อไป นางอยาก
กลับไปอยู่ข้างกายเฉิงหลางเหลือเกิน
เซี่ยอวิ้นเป็นคนฉลาด นางรู้ว่าควรจะโน้มน้าว
เหลียนฝูอย่างไร
“เจ้าต้องไปพูดต่อหน้าเขา รั้งเขาไว้ให้มั่น มิ
เช่นนั้นหากเขาปฏิเสธ เจ้าก็จะเดือดร้อนแล้ว ข้า
ได้ยินว่าระยะนี้เขาไปมาหาสู่กับจวนอิงกั๋วกง
บ่อยครั้ง เจ้าสามารถลองได้…ที่ตระกูลเฉิงเขา
เตรียมการปั้องกันไว้ แม้แต่ประตูเจ้าก็ไม่สามารถ
ผ่านเข้าไปได้”
เหลียนฝูมีท่าทีลังเล “ข้ากลัว กลัวว่าจะกระทบ
กับเส้นทางการงานของเขา..”
“เขามีตระกูลเฉิงเป็นที่พึ่งอยู่เบื้องหลัง เจ้าจะ
กลัวอะไร” น้ำเสียงของเซี่ยอวิ้นนุ่มละมุน “เมื่อ
เจ้าได้ติดตามเขาแล้วก็ปรนนิบัติเขาให้ดี ต่อไป
เขาก็จะตระหนักถึงความดีของเจ้าเอง”
สีหน้าของเหลียนฝูเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ผ่านไปครู่หนึ่ง รถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากตรอก
อีกครั้ง ทว่าครานี้มันมุ่งหน้าไปทางตะวันออก
ของเมือง
——————–
1. มือที่ยื่นออกมาย่อมไม่ตบคนที่ยิ้มให้ แม้
จะโกรธจนคิดอยากยื่นมือออกไปทำร้ายอีก
ฝั่ายเพียงใด แต่เมื่ออีกฝั่ายฉีกยิ้มให้ มือที่ยื่น
ออกไปก็มักตบไม่ลง