พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 134 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 134 (Rewrite)
หลินเหมาเพิ่งเข้ามาในจวนของกู้จิ่งหมิง
กู้จิ่งหมิงมีจวนขนาดไม่ใหญ่หลังหนึ่งในละแวก
ใกล้เคียงกับตรอกฝูเสวีย เขาเป็นคุณชายที่มี
อุปนิสัยรักความสุขสบายเกียจคร้าน เขาใช้เงิน
ก้อนใหญ่ไปกับประดับตกแต่งจวนให้ดูเลิศหรูโอ่
อ่า เพียงเก้าอี้เอนตัวนั้นก็ประกอบจากก้อนหยก
จำนวนสองร้อยสี่ก้อน ทั้งเย็นสบายและช่วย
คลายร้อน ในห้องยังมีกระถางธูปเคลือบทอง
เป็นที่ประดิษฐานของรูปปันขงจื๊อไม้จันทน์เก่าแก่
ที่มีความสูงสองฉื่อ
เมื่อฮูหยินกู้เห็นเข้าก็เดือดดาลมาก ต่อให้ตระกูล
กู้จะเป็นตระกูลขุนนางชิงหลิวที่ร่ำรวย แต่จะ
ปล่อยให้เขาล้างผลาญเช่นนี้ได้อย่างไร ดังนั้นจึง
บอกกับผู้ดูแลว่าจากนี้ไปห้ามแบ่งสันเงินให้กู้จิ่งห
มิงใช้แล้ว
กู้จิ่งหมิงไม่สามารถดำเนินชีวิตด้วยเบี้ยหวัดจาก
ราชสำนักเพียงอย่างเดียว นั่นเป็นเงินเพียงเท่าไร
กัน! ซื้อสมุดภาพไม่กี่เล่มก็หมดแล้ว แต่ถึงเขาจะ
ไม่มีเงิน ทว่าคนรอบกายกลับรายล้อมไปด้วยคน
รวยไม่น้อย เช่นหลัวเซิ่นหย่วน เจ้าคนผู้นี้ร่ำรวย
มาก อีกฝั่ายสนิทสนมกับคนในกรมโยธา มาบัดนี้
ยังขึ้นเป็นรองเสนาบดีกรมโยธา เงินทองไหลมา
เทมาไม่ขาดสาย ทว่าคนผู้นี้กลับตระหนี่นัก อย่าริ
อ่านคิดคว้าเงินจากมืออีกฝั่ายแม้เพียงตำลึงเดียว
โดยไร้เหตุผล
หลินเหมาเองก็ร่ำรวยมาก ที่สำคัญยังทำตน
ประหนึ่งเด็กโปรยเงิน เขาไม่สนใจว่าสหายยืมเงิน
ไปแล้วจะคืนหรือไม่ กู้จิ่งหมิงยืมเงินเขามาสามสี่
ครั้งแล้ว
ทว่าหลายวันก่อนเจ้าเด็กนี่กลับทวงเงินเขา กู้จิ่งห
มิงใช้เงินทั้งหมดไปกับฉากบังลมชุดหนึ่งซึ่งทำ
จากหยกทั้งก้อนที่สร้างในราชวงศ์ก่อน เขาจึงไม่
สามารถควักเงินออกมาคืนได้แม้เพียงเศษตำลึง
เขาดึงหลินเหมานั่งลง เอ่ยถามว่า “เหตุใดเจ้าถึง
ต้องการใช้เงินขึ้นมา”
หลินเหมากล่าวด้วยสีหน้าที่เปียมไปด้วยคำขอ
โทษ “จิ่งหมิงซง ข้าจะแต่งงานแล้ว อยากเตรียม
สินสอดไว้ให้นางมากหน่อย” เขากางนิ้วหลายนิ้ว
ออกมา “ข้าคำนวณดูแล้ว ที่ผ่านมาข้าให้ท่านยืม
ไปเจ็ดร้อยตำลึง เงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ท่านต้อง
คืนข้าหนึ่งพันสองร้อยตำลึง”
เขาในเวลานั้นมาเพื่อทวงหนี้ แต่ใบหน้ากลับ
เปียมไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับอีกสองวันก็จะแต่ง
อี๋หนิงมาเป็นภรรยาได้แล้ว
ทว่าวันนี้กลับมาด้วยท่าทางประหนึ่งไก่ตัวผู้ที่
ปราชัย ไร้เรี่ยวแรงใดๆ ครั้นนั่งลงก็เอาแต่จิบน้ำ
ชา ดวงตาหงส์หรี่ปรือ
กู้จิ่งหมิงกลัวว่าเขาจะเอ่ยถึงเรื่องคืนเงินอีกจึงรีบ
ให้สาวใช้ยกชาดีกับขนมเปียะไส้ผักดองเข้ามา
“เรื่องงานแต่งระหว่างญาติผู้น้องของข้าคนนั้น
กับใต้เท้าหลัวทำให้เจ้าไม่มีความสุขหรือ” กู้จิ่งห
มิงกล่าว “เจ้าอย่ากังวลไปเลย บุรุษดีย่อมไม่
กังวลว่าจะไร้ภรรยา ข้าว่าญาติผู้น้องของข้าก็
ไม่ได้โดดเด่นกว่าผู้อื่นสักเท่าไร เจ้าเข้าไปใน
ตระกูลขุนนาง ลากตัวออกมาสักกลุ่มก็จะพบคน
ที่คล้ายนางสามสี่คนแล้ว”
หลินเหมานิ่งเงียบ ก่อนกล่าว “มีบางครั้งที่ข้าก็
ถามตัวเองว่าข้าชอบนางตรงจุดใด นางปฏิบัติต่อ
ข้าไม่ดี มีบางครั้งยังแทบถอยหนีไปไกลๆ ”
“ต่อมาข้าถึงเพิ่งรู้ว่าข้าชอบที่นางเป็นอย่างไรก็
เป็นอย่างนั้น ที่สำคัญนางยังเหมือนเจ้าจิงปาน้อย
…สามารถอุ้มขึ้นมาเล่นได้”
กู้จิ่งหมิงลอบคิดในใจ หากอี๋หนิงได้ยินคำพูดนี้คง
ต้องอยากชกเขาเป็นแน่
ทว่าเขายังคงผงกศีรษะหงึกหงัก “อืม เจ้ากล่าว
ได้มีเหตุผลมาก เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงไม่เลี้ยงจิงปา
สักตัวเล่า”
หลินเหมาทอดถอนใจยาว เขาจัดความเรียบร้อย
ของเสื้อคลุมตัวเอง “จิ่งหมิงซง ท่านไม่รู้ เดิมข้า
คิดว่าในใต้หล้านี้เรื่องที่ไม่สนุกที่สุดก็คือการรับ
ราชการ ต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ซ้ำยังต้อง
ถูกควบคุม ทว่าในขณะที่อี๋หนิงยังเด็ก ท่านอา
หญิงกล่าวกับข้าว่าข้าจะแต่งรับอี๋หนิงเป็นภรรยา
ได้อย่างไรหากยังไร้ตำแหน่งขุนนางใดๆ ดังนั้นข้า
จึงได้ติดตามท่านมายังเมืองหลวงเพื่อแสวงหา
ตำแหน่งขุนนางเล็กๆ”
“บัดนี้นางกำลังจะแต่งงานกับผู้อื่นแล้ว ตำแหน่ง
ขุนนางของข้านี้จึงไร้ความหมายใดๆ แล้ว”
กู้จิ่งหมิงไม่เคยได้ยินหลินเหมาเล่าเรื่องนี้มาก่อน
ว่าเดิมทีเขามารับตำแหน่งขุนนางด้วยเหตุนี้
มิน่าเล่าหลัวเซิ่นหย่วนจึงย้ายเขาไปยังซานตงเพื่อ
รับตำแหน่งนายอำเภอ
“เจ้าใกล้จะไปรับตำแหน่งที่ซานตงแล้วมิใช่หรือ
นั่นคือตำแหน่งขุนนางท้องถิ่น จะทำเป็นเล่น
มิได้” กู้จิ่งหมิงอดกล่าวไม่ได้
“ข้ารู้ คำสั่งโยกย้ายจากกรมขุนนางถูกส่งมาแล้ว
ข้าเตรียมจะไปในวันสองวันนี้”
กู้จิ่งหมิงลอบยินดีในใจ เขากล่าวขึ้นอีกครั้ง “เจ้า
จะไม่ไปดื่มสุรามงคลของหลัวซาน[1]หรือ”
หลินเหมาส่ายหน้า “ข้าคร้านจะไป ไปแล้วท่าน
อาหญิงต้องบ่นข้าไม่น้อย” เขาทอดถอนใจ “คำ
โบราณกล่าวไว้ว่าผิดหวังในความรัก ทว่าโชคลาภ
อุดมสมบูรณ์ จิ่งหมิงซง เงินที่ท่านติดหนี้ข้าหนึ่ง
พันสองร้อยตำลึงจะคืนข้าวันใด ข้าจะไปซานตง
แล้ว ยังขาดค่าเดินทางอยู่อีกบางส่วน”
มุมปากของกู้จิ่งหมิงกระตุกเล็กน้อย เจ้าเด็กคนนี้
พูดอยู่ค่อนวันก็ยังคิดจะทวงเงินจากเขา เขามอง
คนผิดไปจริงๆ นี่คือเชือกร้อยเงิน[2]ชัดๆ ทั้งยังคิด
ดอกเบี้ยด้วย สมควรแล้วที่หาภรรยาไม่ได้
ไม่แน่ว่าเหตุผลที่เขาไม่ไปดื่มสุรามงคลก็เป็น
เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดไปส่งเขา
กู้จิ่งหมิงไม่มีสิ่งอื่นใด เขาให้บ่าวรับใช้เอาเงินสี่
ร้อยตำลึงมอบให้อีกฝั่าย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มี
เพียงเท่านี้ หลินเหมาถูกเชิญออกจากจวนด้วย
ท่าทีประหนึ่งถูกขับไล่ไสส่ง
ขณะที่อี๋หนิงกำลังหัวหมุนจากการรบกวนของ
ผู้ดูแลก็มีคนมาบอกนางว่าหลินเหมามาขอพบ
หลินเหมายืนรอนางอยู่ข้างคานไม้ถักที่ใช้ปลูก
องุ่นข้างบันไดห้องโถงกลาง เขาสวมเสื้อคลุม
เนื้อผ้าละเอียด ดวงตาหงส์งดงาม เขาบอกอี๋หนิง
ว่ากำลังจะไปรับตำแหน่งที่ซานตงแล้ว
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ก็ชำเลืองมองเขาปราดหนึ่ง
นายอำเภอของเกามี่ซานตง หลินเหมาเริ่มต้นจาก
ที่แห่งนั้น
นางตบไหล่ของหลินเหมา “ญาติผู้พี่เหมา ท่าน
ต้องตั้งใจทำงานให้ดี! อาจกล่าวได้ว่านายอำเภอ
เป็นตำแหน่งขุนนางท้องถิ่น ทว่าอันที่จริงแล้ว
ยากกว่าการเป็นขุนนางที่ปรึกษานัก” พูดจบก็ให้
สาวใช้นำผลไม้แห้งและก้อนน้ำตาลมอบให้เขา
หลินเหมาแสร้งถามนางอย่างติดตลก “อี๋หนิง เจ้า
รู้สึกว่าข้ามีสิ่งใดไม่ดีหรือ”
เขายังคงใคร่รู้ว่าเหตุใดนางจึงตอบตกลงแต่งงาน
กับหลัวเซิ่นหย่วน แต่กลับปฏิเสธเขา
อี๋หนิงไม่เข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร จวบ
จนบัดนี้นางก็ไม่เคยรู้ว่าหลินเหมาเคยสู่ขอนาง
อี๋หนิงครุ่นคิด จากนั้นก็หลงนึกว่าเขาไม่พอใจกับ
คำสั่งโยกย้ายจากกรมขุนนาง ในเมื่อต้องเปลี่ยน
จากขุนนางเมืองหลวงเป็นขุนนางท้องถิ่น แม้จะ
เป็นการโยกย้ายปกติก็ตาม นางจึงกล่าว
ปลอบโยนเขาอย่างจริงจัง “ต่อไปท่านต้อง
ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ พี่ชายสามยัง
เทียบท่านไม่ได้” ในหัวใจของราษฎร หลินเหมา
คือใต้เท้าชิงเทียนผู้ผดุงความยุติธรรม แต่
หลัวเซิ่นหย่วนกลับเป็นขุนนางที่คอยควบคุม
อำนาจของเหล่าขุนนางในราชสำนัก เมื่อกล่าวถึง
เขา ทุกคนรังแต่จะรู้สึกหนาวสะท้าน ไม่กล้าอ้าง
ถึง ไม่มีทางสรรเสริญถึงความดีของหลัวเซิ่นหย่
วนอย่างหน้าชื่นตาบาน
หลินเหมาฟังแล้วก็หัวเราะ “ช่างเถิด จะถามเจ้า
เรื่องนี้ไปไย!” เขาไม่ใช่คนตามตอแยไม่เลิกรา
อย่างไรเขาก็กำลังจะไปซานตงแล้ว ที่สำคัญคนที่
นางแต่งงานด้วยคือหลัวซาน เขาไม่กล้าสร้าง
ความบาดหมางกับหลัวซาน ต่อไปต่างคนต่างก็มี
ทางเดินของตน อาจเป็นดั่งที่กู้จิ่งหมิงกล่าวไว้ ไม่
แน่ว่าดึงไปดึงมา เขาอาจพบคนที่ตนชอบสักสอง
สามคนก็เป็นได้
แต่ไรมาหลินเหมาก็ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ในเมื่อ
กล่าวว่าไม่ชอบ เช่นนั้นก็ไม่ชอบแล้ว
เขาควักตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนส่งให้อี๋ห
นิง “นี่คือเงินของขวัญจากข้า ข้าไม่อยู่ร่วมดื่ม
สุรามงคลแล้ว เจ้าเก็บไว้ให้ดี เอาไว้เป็นสิน
เจ้าสาวของเจ้า อย่าให้หลัวซานแย่งชิงไป แม้เขา
จะไม่กล่าวอะไร แต่ในใจก็จดจำแม่นยำนัก มีครั้ง
หนึ่งข้าดื่มเหล้าอยู่ในหอสุรา เขาช่วยข้าออกเงิน
ไปก่อน พอกลับมายังส่งคนมาตามทวงถึงจวน
ข้า”
เขามอบตั๋วเงินจำนวนแปดร้อยตำลึงให้นาง ถือ
เป็นเงินของขวัญที่ค่อนข้างหนักทีเดียว
หลินเหมายังพูดต่อ “ข้าไปทวงเงินที่จวนของกู้
จิ่งหมิง เดิมคิดว่าทวงคืนได้เท่าไรก็จะมอบให้เจ้า
เท่านั้น ทว่าคนผู้นี้ขัดสนมากจริงๆ เจ้าอย่าเชิญ
เขามาร่วมดื่มสุรามงคลจะดีกว่า ไม่แน่ว่าเขาอาจ
มากินเปล่าโดยไม่ยอมเสียเงินแม้เพียงตำลึง
เดียว” สี่ร้อยตำลึงดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก เขายัง
ต้องควักเงินของตนออกมาอีกสี่ร้อยตำลึงเพื่อรวม
ให้เป็นเลขมงคล[3]
มุมปากของอี๋หนิงกระตุกนิดๆ สีหน้าแปลกไป
เล็กน้อย ญาติผู้พี่หลินเหมาช่าง…แตกต่างจากคน
ทั่วไปจริงๆ
ลานด้านนอกเกิดเสียงดังอึกทึกขึ้น
เครื่องชุดเจ้าสาวจากฝั่ายชายถูกส่งมาแล้ว เป็น
บุตรชายสองพี่น้องจากครอบครัวใหญ่ตระกูล
หลัวที่ขี่ม้านำขบวนเข้ามา บนถาดเคลือบสีแดง
สดมีหัวหมูวางอยู่ บนหัวหมูคลุมด้วยผ้าไหมสี
แดง สัตว์สำหรับเซ่นไหว้สี่ชนิด อาหารทะเล
อาหารหมัก ยังมีเครื่องยศสตรี ผ้าคลุมศีรษะที่
ฝั่ายชายตระเตรียมไว้ ทุกสิ่งถูกหามเข้าจวนอิงกั๋ว
กงอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก เป็นบรรยากาศครึกครื้น
ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในจวนมาก่อน
อี๋หนิงถูกบ่าวไพร่พาไปชมชุดเจ้าสาว รอจนนาง
หันหน้ากลับไปอีกครั้งก็พบว่าหลินเหมาจากไป
แล้ว
กล่องเครื่องประดับถูกขนเข้ามาวางไว้ในห้องโถง
กลาง เครื่องยศสตรีที่ถูกประดับด้วยไข่มุกทะเล
อัญมณี บุปผามงคลที่ถักทอด้วยเส้นไหมทองและ
เครื่องศีรษะหงส์เปล่งประกายสะดุดตาผู้คน ดู
หรูหราเลอค่า
ตระกูลหลัวตระเตรียมได้พิถีพิถันยิ่งนัก
เมื่อได้เห็นเครื่องชุดเจ้าสาวบนหาบคานผ้าไหมสี
แดง คลื่นความปีติยินดีของเรื่องมงคลที่กำลังใกล้
มาถึงก็เข้าปกคลุมจวนอิงกั๋วกงโดยแท้จริง
แขกในจวนค่อยๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
บรรยากาศครึกครื้นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนวันแต่งงาน
หนึ่งวัน ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้เชิญหลัวอี๋ฮุ่ยมาเล่า
เรื่องราวการแต่งงานให้อี๋หนิงฟัง
อี๋หนิงพบพี่สาวใหญ่ขณะที่นางกำลังยืนอยู่ใต้
เฉลียง นางกำชับสาวใช้ชราให้จัดเก็บสิ่งของของ
อี๋หนิงให้ดี บรรยากาศในจวนเปียมไปด้วยความ
ครื้นเครง
อี๋หนิงเชิญพี่สาวใหญ่เข้ามาพูดคุยด้านใน
วันก่อนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยได้ส่งจ้าวหมิงจูไปยัง
ตระกูลหลัวในตรอกฝูเสวียเพื่อจัดเตรียมห้อง
สิ่งของที่อี๋หนิงใช้เป็นประจำในห้องนอนถูกย้าย
ไปจนหมด ดังนั้นบัดนี้ภายในห้องจึงมีสภาพว่าง
เปล่า
แสงไฟส่องไสวรอบทิศ สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยนี้
กลับทำให้รู้สึกแปลกไปเล็กน้อย
หลัวอี๋ฮุ่ยดึงมืออี๋หนิงมานั่งบนตั่งไม้ ผ่านไปครู่
ใหญ่จึงลูบศีรษะนางด้วยรอยยิ้ม “หากท่านแม่ยัง
อยู่แล้วได้เห็นเจ้าออกเรือนคงต้องดีใจเป็นแน่”
นางกล่าวแล้วกระบอกตาก็พลันแดงเรื่อ เสียงต่ำ
เบาลง “ยามข้าแต่งงาน ข้ายังปล่อยวางเจ้าไม่ได้
ช่วงที่เพิ่งแต่งไปยังจวนติ้งเปั่ยโหว ข้าเป็นกังวล
ทุกคืนวัน กลัวว่าเมื่อข้าจากไปแล้วเจ้าจะร้องไห้
งอแงหรือไม่สนิทสนมใกล้ชิดกับข้าอีกต่อไป…”
“ยามนี้เจ้าใกล้จะแต่งงานแล้ว” หลัวอี๋ฮุ่ยซับหัว
ตา “ต่อให้แต่งกับหลัวเซิ่นหย่วน แต่ต่อไปก็ถือ
เป็นภรรยา เป็นมารดาของผู้อื่นแล้ว”
จากนี้ไปอี๋หนิงจะไม่ใช่สาวน้อยตัวเล็กๆ แล้ว ต่อ
ให้ชีวิตจะราบรื่นเพียงไรก็ต้องประสบกับ
ช่วงเวลายากลำบาก ยามอยู่ในจวน นางเป็น
คุณหนูที่ได้รับการทะนุถนอมเอาใจ ทว่าหลัง
แต่งงานออกไปต้องปรนนิบัติสามีสั่งสอนบุตร จะ
ไม่ประสบความทุกข์ยากเลยได้อย่างไร หาก
เผชิญความยากลำบากและความน้อยเนื้อต่ำใจ
ถ้าสามารถอดกลั้นได้ก็ต้องอดกลั้นไป หลัวอี๋ฮุ่
ยเองก็เคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
“คราแรกที่ข้าแต่งงานกับพี่เขยของเจ้า ผ่านไป
ครึ่งปียังไม่ตั้งครรภ์ โหวฮูหยินก็เริ่มเสาะหาอนุให้
เขาแล้ว…” หลัวอี๋ฮุ่ยกล่าว “ก่อนข้าออกเรือน
พี่เขยของเจ้าชมชอบข้าเพียงใด ยืนกรานจะ
แต่งงานกับข้าเพียงผู้เดียว มิเช่นนั้นแล้วบุตรีคน
โตที่กำพร้ามารดาเช่นข้าจะได้แต่งเข้าจวนโหวขึ้น
เป็นฮูหยินของท่านซื่อจื่อหรือ ทว่าในยามที่โหวฮู
หยินต้องการเสาะหาอนุให้แก่เขา เขากลับ
ยอมรับโดยไม่ปริปาก เคราะห์ดีที่ข้าพอมีวิธี ทั้ง
ยังประจวบเหมาะให้กำเนิดยวี่เกอร์หลานชายเจ้า
ออกมาพอดี ถึงได้นั่งในตำแหน่งฮูหยินซื่อจื่อได้อ
ย่างมั่นคง มิเช่นนั้นพี่เขยของเจ้าก็อาจมีอนุห้อง
สองห้องสาม อี๋หนิง เรื่องเหล่านี้พี่สาวไม่เคยเล่า
ให้เจ้าฟังมาก่อน…”
ผู้อื่นต่างอิจฉาหลัวอี๋ฮุ่ยที่มีครอบครัวสามีดี แต่ไม่
รู้ว่าแท้จริงแล้วนางต้องแบกรับความลำบาก
เพียงใด มีบุรุษคนใดบ้างที่ไม่อยากมีภรรยาสาม
อนุสี่
อันที่จริงอี๋หนิงรู้เรื่องเหล่านี้ดี แต่ที่วันนี้พี่สาว
ใหญ่บอกเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟังก็เพราะต้องการให้
นางเตรียมตัวให้พร้อมว่าไม่อาจพึ่งพาบุรุษไปเสีย
ทุกอย่าง บุรุษคือผู้ที่พึ่งพาไม่ได้
กระบอกตาของนางแดงเรื่ออย่างอดไม่ได้ “ข้า
ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
ชาติภพก่อน ลู่เจียเสวียเป็นบุตรอนุ สถานะต้อย
ต่ำ คนข้างกายมีไม่มาก ทว่าหลังจากที่เขาถูก
แอบอ้างความดีความชอบ ลู่เจียหรันก็มอบม้า
ผอม[4]ให้เขาสองตัว
อี๋หนิงเห็นแล้ว เดิมนางไม่ได้กล่าวอะไร ทว่าลู่เจีย
เสวียกลับวิ่งมาตรงหน้านาง หัวเราะร่าพลาง
กล่าวว่า ‘ข้าไล่พวกนางไปอยู่ด้านนอกแล้ว แต่
พวกนางเป็นคนที่พี่ใหญ่มอบให้ ข้าจะขับไล่พวก
นางออกไปโดยตรงคงไม่ได้ อี๋หนิง เจ้าโกรธ
หรือไม่ หากเจ้าโกรธ ข้าจะคืนพวกนางให้กับพี่
ใหญ่’
อี๋หนิงทำได้เพียงกล่าวว่าไม่โกรธ แม้ทุกคราที่นาง
เดินผ่านเรือนด้านนอกนั้นจะอดชำเลืองมองสัก
สองสามครั้งไม่ได้
ลู่เจียเสวียยิ้มพลางถามนาง ‘เจ้าไม่โกรธจริงหรือ’
ยามนั้นนางแสร้งทำเป็นยิ้มแล้วพูดว่า ‘ไม่โกรธ
หากข้าโกรธก็เท่ากับไม่รักษาคุณธรรมของภรรยา
ที่ดีแล้ว’
ลู่เจียเสวียโอบไหล่นางไว้พร้อมหัวเราะเสียงดัง
ต่อมาม้าผอมสองตัวนั้นได้ถูกส่งออกไปนอกจวน
แต่ก็ยังถูกเลี้ยงดูไว้ในเรือนชนบทด้านนอก อี๋หนิง
ไม่รู้ว่าเขาเคยไปเยี่ยมเยือนบ้างหรือไม่ ยามนั้น
นางคิดว่าเขาไม่เคยไป ทว่าต่อมาเมื่อเขา
เปลี่ยนไปเป็นอีกคนที่นางไม่รู้จัก นางจึงไม่รู้แล้ว
การแต่งงานครานั้นไม่ได้เอิกเกริกเช่นครานี้ ใน
เวลานั้นลู่เจียเสวียเป็นเพียงบุตรของอนุ ไม่อาจ
เนรมิตขบวนยิ่งใหญ่อะไรได้
ครานี้ทั้งครึกครื้นทั้งเปียมไปด้วยความสนุกสนาน
ผู้ที่คิดแต่งรับนางเป็นภรรยาผู้นั้นช่างใช้ใจนัก
อี๋หนิงกอดพี่สาวใหญ่ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ไม่รู้
เพราะเหตุใดนางจึงบังเกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจ
ขึ้นมา หยาดน้ำตาร่วงหล่น หลัวอี๋ฮุ่ยกอดกระชับ
ร่างกายบอบบางของนางไว้แน่น
อี๋หนิงคิดถึงชาติภพก่อนยามที่นางออกเรือน ท่าน
ย่าที่เข้มงวดต่อนางมาโดยตลอดเรียกนางไป
ตรงหน้าเพื่อสั่งกำชับ
นางคุกเข่าลงเบื้องหน้าท่านย่าอย่างแช่มช้า ท่าน
ย่าจับมือนางไว้ กล่าวอย่างอ่อนโยน ‘ครอบครัว
เรียบง่าย อ่อนโยนเงียบสงบ จึงเป็นความเรียบ
ง่ายสงบสุข[5]’
‘ชื่อของเจ้าข้าเป็นคนตั้ง เจ้าเพิ่งเกิดก็สิ้นมารดา
ขณะที่เจ้ายังเป็นเพียงก้อนกลมเล็กๆ พ่อของเจ้า
ก็อุ้มเจ้ามาตรงหน้าข้าให้ข้าตั้งชื่อให้ ข้าจึงตั้งชื่อ
เจ้าว่าอี๋หนิง ต่อไปเจ้าจะได้อ่อนโยนสงบนิ่ง
แต่งงานไปแล้วก็ยังต้องเป็นเช่นนี้ มิใช่เพื่อ
ครอบครัวสามีเจ้า แต่เพราะการเป็นเช่นนี้เป็นสิ่ง
ที่ดีมาก’
นั่นเป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้รู้ถึงที่มาของชื่อตน
และยังเป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกทางใจต่อท่าน
ย่าผู้ที่แต่ไรมาไม่เคยมองนางอย่างเต็มสายตามา
ก่อน
โคมไฟสีแดงด้านนอกสว่างไสว งานเลี้ยงยามค่ำ
คืนในจวนครึกครื้นอย่างยิ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพา
จ้าวหมิงจูกับบรรดาคุณหนูของตระกูลฟูั่มาเยี่ยม
นาง ครั้นเห็นทั้งสองคนกำลังร้องไห้ก็รีบเข้าไป
บอกให้พวกนางหยุดร้อง “…กลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้
ร้องไห้รึ! อี๋ฮุ่ย เจ้าก็เหลวไหลตามนางไปด้วย”
ตามธรรมเนียมแล้ว คืนนี้อี๋หนิงต้องอยู่กับคนที่
ไม่ใช่คนในครอบครัว ทว่าตั้งแต่อี๋หนิงกลับมายัง
จวนอิงกั๋วกงก็ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับตระกูลกู้แล้ว
เป็นฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่พาคนมาเพิ่มเติมให้ครบ
จำนวน
หลัวอี๋ฮุ่ยซับน้ำตา ทั้งยังช่วยเช็ดน้ำตาให้อี๋หนิง
ทุกคนนั่งพูดคุยกันอย่างมีอรรถรส
คืนนี้พวกนางให้อี๋หนิงพักผ่อนแต่หัววัน เพราะ
พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ต้องใช้พลังงานอย่างแท้จริง
อี๋หนิงพลิกตัวไปมาบนเตียงอยู่นาน นางต้องให้ไต้
เม่าดับโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ใต้ชายคาถึงได้หลับ
ลง
วันรุ่งขึ้นยามเหม่า ท้องฟั้าเพิ่งมีแสงรำไร อี๋หนิงก็
ถูกซงมามาที่มาพร้อมคนอื่นๆ ปลุกให้ตื่น ทั้ง
เรือนด้านนอกและบรรดาสาวใช้สาวใช้ชราใน
ห้องครัวต่างวุ่นวายกันตั้งแต่เช้า ประตูใหญ่ของ
จวนเปิดออก บ่าวไพร่ในชุดคลุมสั้นสีน้ำตาลแดง
ติดตามผู้ดูแลจวนไปที่กำแพงบังรัศมีเพื่อจัดวาง
โต๊ะยาวสองตัว แขกที่มาร่วมงานทยอยมาลงนาม
มอบเงินและของขวัญงานแต่งไม่ขาดสาย
วันนี้เว่ยหลิงสวมชุดขุนนางฝั่ายบู๊ขั้นสอง มายัง
เรือนของอี๋หนิงก่อน
อี๋หนิงเพิ่งชำระล้างร่างกายเรียบร้อย ผมนุ่ม
ละเอียดถูกเกล้าขึ้น นางกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้กลม
ปักลาย ฟังคำกล่าวของหลัวอี๋ฮุ่ย
เว่ยหลิงมองบุตรสาวของตนที่ยังไม่ถึงวัยปักปินก็
ต้องแต่งให้กับผู้อื่นแล้ว บัดนี้นางเกล้าผมเป็นสตรี
ที่ออกเรือนแล้ว ใบหน้าเล็กจ้อย ช่วงกลางหว่าง
คิ้วนั่นยังดูอ่อนเยาว์นัก เขาบังเกิดความขมขื่นที่
ไม่อาจพรรณนา ด้วยอายุของนางในวัยนี้ยังไม่ถึง
เวลาออกเรือน นางยังเด็กนัก ทว่าหลัวเซิ่นหย่วน
กลับเป็นบุรุษเต็มวัยแล้ว เว่ยหลิงให้อี๋หนิงลุกขึ้น
อี๋หนิงจึงลุกขึ้นพลางมองเขาอย่างงุนงง “ท่าน
เป็นกระไรไปหรือเจ้าคะ”
เว่ยหลิงพบว่าบุตรสาวยังสูงไม่ถึงช่วงบ่าของเขา
ด้วยซ้ำก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย “คราก่อนที่เจ้าเทียบ
กับพ่อ เจ้าก็สูงเท่านี้”
ไต้เม่าที่อยู่ด้านข้างหัวเราะ “นายท่านกั๋วกง สอง
สามเดือนมานี้คุณหนูสูงขึ้นครึ่งชุนแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าดูแล้วไม่เห็นจะสูงขึ้นสักเท่าไร” เว่ยหลิงพึม
พำ
อี๋หนิงรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาฟังดูเศร้าสลด
เล็กน้อย
เว่ยหลิงยื่นมือออกไปหมายจะลูบศีรษะนาง ทว่า
ซ่งมามารีบห้ามไว้ “นายท่านกั๋วกง ผมทำเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว วันนี้คุณหนูต้องออกเรือนแล้วนะ
เจ้าคะ”
เว่ยหลิงจึงทำได้เพียงวางมือลง เขามองร่างเล็ก
บอบบางของอี๋หนิง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงงึมงำ “…
ถึงจะกล่าวว่าแต่งให้กับพี่ชายเจ้า แต่หากเขา
รังแกเจ้า เจ้าต้องกลับมาบอกข้า จะอย่างไรพ่อก็
เป็นผู้บัญชาการเซวียนฝู หรือเจ้าอาจไม่ต้องอยู่ที่
นั่นนาน ทุกฤดูกาลจะกลับมาพักที่จวนอิงกั๋วกง
สักเดือนหรือสองเดือนก็ย่อมได้ หรือจะให้พ่อพูด
กับหลัวเซิ่นหย่วนว่าหลังแต่งงานแล้วให้เจ้า
กลับมาพักที่นี่ก่อน รอปักปินแล้วค่อยกลับไป…
ในเมื่อในตระกูลหลัวก็มีคนผู้นั้นอยู่”
เขารู้ดีว่าคำพูดนี้ของเขาฟังดูไร้เหตุผล แต่ง
ออกไปแล้วจะกลับมาอาศัยที่บ้านได้อย่างไร
ดังนั้นพอพูดไปเรื่อยๆ เสียงก็ค่อยๆ แผ่วเบาลง
ถึงจะกล่าวว่าระยะเวลาที่ได้ร่วมอยู่อาศัยกับเว่ย
หลิงไม่นานนัก แต่อี๋หนิงก็ชอบเขา เมื่อนางได้ยิน
ก็หัวเราะพลางผงกศีรษะ “หากข้ามีเวลาจะ
กลับมาเยี่ยมท่าน ตรอกฝูเสวียอยู่ห่างจากจวน
อิงกั๋วกงเพียงช่วงเวลาเดินทางครึ่งชั่วยาม
เท่านั้น”
ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่จวนอิงกั๋วกง…เว่ยหลิ
งลอบคิดในใจ
ผู้ดูแลด้านนอกต้องการเชิญเว่ยหลิงออกไป มี
แขกบางคนต้องให้เขาต้อนรับ เขาถึงได้เดิน
ออกไปจากเรือนของอี๋หนิง
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยพาจ้าวหมิงจูกับฮูหยินติ้งเปั่ยโหว
ที่มีครอบครัวสมบูรณ์มาที่นี่ พอจ้าวหมิงจูเห็น
นางสวมชุดมงคลสีแดงสดก็ยิ้มพลางปรบมือ
“เป็นยามนี้ที่งดงามที่สุด!” น้ำเสียงอ่อนโยนอย่าง
ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จ้าวหมิงจูกดบ่าของอี๋ห
นิงให้นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแปั้งเพื่อให้ฮูหยินติ้ง
เปั่ยโหวปักปินทองให้นาง
วันนี้ไต้เม่าไร้คุณสมบัติแต่งหน้าให้อี๋หนิง คนที่ลง
มือเป็นสตรีนางหนึ่งที่มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในจวน
ในสมัยอดีต เดิมเป็นสาวใช้ที่เคยปรนนิบัติฮูหยิน
ผู้เฒ่าเว่ยและถูกปล่อยตัวออกจากจวนไปแล้ว
แต่เพื่ออี๋หนิงจึงรับตัวกลับมา อี๋หนิงเงยหน้า
เล็กน้อยปล่อยให้นางวาดคิ้ว อี๋หนิงมองดอกเหม่ย
เหรินเจียวที่กำลังบานสะพรั่งนอกหน้าต่าง
ดอกไม้ทุกทุกชนิดที่ปลูกในจวนล้วนเป็นดอกไม้
มงคล
ฮูหยินผู้เฒ่าฟูั่และฮูหยินผู้เฒ่าเฮ่อพาหลานสาว
ของตนมาร่วมวงสนทนา เพราะมีการเตรียมการ
เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ยามนี้จึงยังไม่ถึงเวลาเที่ยง
ถาดถั่วลิสง เมล็ดแตง ก้อนน้ำตาล ขนมหวานถูก
ยกเข้ามาภายในห้อง อี๋หนิงในฐานะเจ้าสาวถูก
ห้อมล้อมไว้ตรงกลาง เวลานี้ต้องสร้างบรรยากาศ
ให้ครึกครื้นเพื่อเป็นการแสดงถึงความ
เจริญรุ่งเรืองและสายสัมพันธ์แนบแน่นของ
ตระกูลเจ้าสาว
ฮูหยินผู้เฒ่าเฮ่อเอ่ยถามฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยด้วย
รอยยิ้ม “ถิงเกอร์ของพวกท่านยังเด็ก อี๋หนิงไม่มี
พี่ชายน้องชาย เจ้าหาใครมาแบกนางขึ้นเกี้ยว
เจ้าสาวรึ”
เจ้าสาวออกเรือนต้องมีพี่ชายหรือน้องชายมา
แบกหลังขึ้นเกี้ยว ทว่าอี๋หนิงแต่งให้กับพี่ชายบุญ
ธรรม หลัวเซิ่นหย่วนจึงไม่สามารถแบกนางได้ ทั้ง
ยังไม่ถูกต้องตามประเพณีพิธีการ พอตรึกตรองไป
มาก็ไม่พบที่เหมาะสม
“เดิมเชิญเว่ยอี๋ญาติผู้พี่ของนางไว้ แต่เขาไม่ว่าง”
คำตอบของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยฟังดูพิลึกพิลั่น
เล็กน้อย
คุณหนูของจวนอิงกั๋วกงแต่งงาน แต่เขากลับไม่
ว่าง นั่นต้องเป็นเพราะสองตระกูลเกิดเรื่อง
บาดหมางขึ้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยไม่ได้ขยายความให้ชัดเจน พูด
ต่อไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าเชิญญาติผู้พี่เฉิงหลางของ
นางไว้แล้ว อีกไม่นานคนก็น่าจะมาถึง”
ครั้นอี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยไม่ได้บอกกล่าวนางก่อน เหตุใดจึงเชิญเฉิง
หลาง…
ถูกต้อง นอกจากเขาก็ดูเหมือนจะไม่เหลือผู้ใด
แล้ว!
ใกล้ถึงยามเที่ยงเฉิงหลางก็มาถึง
สาวใช้ด้านนอกรายงานเข้ามา อี๋หนิงอยากพบ
เขาเป็นการส่วนตัวเพื่อซักถามให้ชัดเจน นางจึง
เดินออกไปยังห้องด้านข้าง
นางเห็นเขายืนพิงกายกับเสาระเบียงของโถงบุป
ผา ครั้นเขาเห็นนางในชุดมงคล มุมปากก็ยกหยัก
เล็กน้อย “…งดงามกว่าที่ข้าจินตนาการไว้นัก”
ทว่านางเป็นภรรยาของผู้อื่น
“อาหลาง” อี๋หนิงกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หากเจ้าไม่ยินดี ข้าก็จะให้ท่านย่าหาญาติพี่น้อง
ที่มีสายสัมพันธ์ห่างไกลมาแทน”
หากฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยหารือกับนางก่อน นางย่อม
ไม่มีทางตอบตกลงแน่นอน หากนางยังตอบตกลง
เรื่องนี้หลังทราบเรื่องเหลียนฝู หัวสมองของนาง
คงไม่ปกติเป็นแน่
“ไม่” เฉิงหลางพูดพลางเดินมาหานาง
เขายิ่งไม่ยินยอมให้ผู้อื่นมาแบกนาง
เขาเดินเข้ามาใกล้ จับจ้องมองนาง คิดอยากถาม
นางว่า ‘ท่านจะแต่งกับเขาจริงหรือ’ ทว่าสุดท้าย
ก็ไม่ได้ปริปาก
“อี๋หนิง ข้ากำลังจะหมั้นหมายแล้ว” เขากล่าว
ด้วยเสียงราบเรียบ “กับเซี่ยอวิ้น หลานสาวคน
รองของเซี่ยเก๋อเหล่า”
ชาติภพนี้เขาก็ยังต้องแต่งเซี่ยอวิ้นเป็นภรรยา!
ทว่าคนที่เซี่ยอวิ้นชอบกลับไม่ใช่เขา
อี๋หนิงนึกถึงใบหน้าหยิ่งทะนงทว่างามสะคราญ
ของเซี่ยอวิ้นก็อดเอ่ยปากออกมาไม่ได้ “อาหลาง
เจ้า…เจ้าตรึกตรองถี่ถ้วนแล้วหรือ”
“ข้ากับเซี่ยอวิ้นเหมาะสมกันมาก” เฉิงหลางพูด
ด้วยรอยยิ้ม “ชาติตระกูลทัดเทียม ความสามารถ
คู่ควร ท่านปูั่ของนางเองก็พึงใจในตัวข้า มีสิ่งใด
ไม่ดีหรือ” น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น “หากท่านรู้สึก
ว่านางไม่ดีแล้วคิดว่าผู้ใดดี…ท่านอยากให้ข้า
แต่งงานกับใคร”
สำหรับเซี่ยอวิ้น อีกฝั่ายยากจะพบตัวเลือกใดที่
ดีกว่าเขา ในเมื่อไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เซี่ยอวิ้นก็ล้วน
ไม่พึงใจ ดังนั้นจะแต่งกับผู้ใดจึงไม่แตกต่าง ครั้น
เซี่ยอวิ้นคิดถึงจุดนี้ได้กระจ่างก็สานสัมพันธ์ไม่
ยากอีกต่อไป ต่อมาท่านผู้เฒ่าเซี่ยจึงอาศัยโอกาส
นี้ตอบตกลงการหมั้นหมายในครั้งนี้ เมื่อกราบทูล
ฮองเฮาถึงเรื่องการหมั้นหมายนี้ นางก็ปีติอย่างยิ่ง
กล่าวว่าต้องจัดให้อลังการยิ่งใหญ่ เซี่ยอวิ้นเป็น
หลานสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมเพียงคน
เดียวของนาง ฮองเฮาจึงแทบอดรนทนไม่ไหวที่
จะมอบสิ่งดีๆ ทั้งหมดที่มีให้แก่อีกฝั่าย
อี๋หนิงสูดลมหายใจลึก นางห่วงใยเขาในฐานะที่
เขาเป็นผู้เยาว์ ครั้นเขายังเด็ก นางรักเอ็นดูเขา
อย่างยิ่ง แต่ถ้อยคำเหล่านี้มันอย่างไรกัน
นางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง น้ำเสียงเฉยเมยขึ้น
เล็กน้อย “ยามนี้ข้าไร้คุณสมบัติสั่งสอนเจ้าแล้ว
ข้าไม่กล่าวคงได้แล้ว”
เฉิงหลางได้ยิน นัยน์ตาก็ฉายประกายตื่น
ตระหนก
เขาจับมือนางไว้ ท่าทีอ่อนลงเล็กน้อย “อย่าได้
โมโหไปเลย ข้ามิได้ตั้งใจกล่าวคำเหล่านั้น ข้า
ไม่ได้อยากจะทำให้ท่านโกรธ” เขาเอ่ยถามด้วย
น้ำเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นที่ผ่านมา “…อีกครู่ให้ข้า
แบกท่านขึ้นเกี้ยว ตกลงหรือไม่”
เฉิงหลางจะวางท่าอ่อนน้อมต่อหน้าผู้อื่นได้
อย่างไร คงมีเพียงต่อหน้านางเท่านั้น อี๋หนิง
ตระหนักถึงจุดนี้ดี มิใช่ว่าอะไรนางก็ล้วนไม่รู้เรื่อง
รู้ราว
เพราะรู้ ดังนั้นนางจึงรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพัน
นับหมื่นทิ่มแทง เจ็บปวดจนไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
นางไม่ชอบท่าทีประนีประนอมวิงวอนเช่นนี้ของ
เขา ทั้งยังไม่คุ้นชิน
ในเวลานี้เอง ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็ให้ฟางซงมาเรียก
นาง ใกล้เที่ยงแล้ว นางต้องกินน้ำแกงเม็ดบัวหนึ่ง
ชาม มิเช่นนั้นหากเกี้ยวเดินทางออกจากจวนแล้ว
นางก็จะไม่ได้กินอะไรทั้งวัน นางจะทนได้อย่างไร
อี๋หนิงกล่าวลาเฉิงหลาง นางเพิ่งจะเดินผ่าน
สะพานโค้งที่มุงหลังคาก็ได้ยินเสียงประทัดฆ้อง
กลองที่ลานด้านนอกดังขึ้นอย่างอึกทึกครื้นเครง
สาวใช้ข้างกายกล่าวกับนางด้วยรอยยิ้ม “คุณหนู
ขบวนต้อนรับเจ้าสาวของนายท่านเขยมาถึงแล้ว
เจ้าค่ะ!”
อี๋หนิงอดมองไปทางเรือนหน้าไม่ได้
เหตุใดเขาจึงมา…เร็วนัก
——————–
1. หลัวซาน (罗三) หลัวมาจากแซ่ของ
หลัวเซิ่นหย่วน ซานหมายถึงเลขสามซึ่งมา
จากพี่ชายสาม
2. หมายถึงเส้นเชือกที่ไว้ร้อยเหรียญเงิน
หมายถึงผู้ที่รักเงินเป็นชีวิตจิตใจ
3. เลขแปดเป็นเลขมงคลของจีน หมายถึง
ความร่ำรวย
4. ม้าผอมเป็นคำเปรียบเปรยใช้เรียกหญิง
สาว
5. อี๋หนิง (宜宁) มาจากตัวอักษรที่
แปลว่าเหมาะสม เรียบง่ายและสงบสุข