พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 144 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 144 (Rewrite)
เมื่อออกจากหอเสียงอวิ๋นได้ไม่นาน อี๋หนิงก็เห็น
สาวใช้ข้างกายของเซี่ยหมิ่นไล่ตามมา คล้ายกำลัง
กวาดตาเสาะหานาง
ความจริงแล้วการเชื้อเชิญนี้นางไม่ควรมา
อี๋หนิงหันไปสั่งการสารถีให้กลับตระกูลหลัว คาด
ไม่ถึงว่าขณะที่กำลังหลับตาเตรียมพักผ่อน
และเจินจูกำลังต้มชาร้อนให้นาง รถม้าก็เกิดแรง
กระแทกเสียงหนึ่งก่อนหยุดลงโดยพลัน
อี๋หนิงลืมตาขึ้น น้ำเสียงเย็นเคร่งขรึมดังขึ้นจาก
ด้านนอก “เป็นผู้ใดที่พุ่งชน!”
สารถีตอบกลับอย่างตื่นตระหนก “ขออภัยด้วย
ขอรับนายท่าน เมื่อครู่ม้าตัวนี้กินน้ำตาลเมล็ดสน
มากเกินไปถึงได้วิ่งไม่มั่นคงนัก”
สารถีของตระกูลหลัวจะขานเรียกผู้อื่นว่านาย
ท่านได้อย่างไร อี๋หนิงแง้มผ้าม่านออกเล็กน้อย
เพื่อดูด้านนอก จากนั้นหัวใจก็พลันกระตุก ธง
ของหอสุราต้องลมสะบัดไหว ที่จอดอยู่ริมถนนคือ
รถม้าของลู่เจียเสวีย ยังมีทหารติดตามอีกสามสิบ
กว่านาย เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่หอสุราได้! ไม่รู้ว่า
เขาอยู่ภายในรถม้าหรือไม่
อี๋หนิงหันไปมองสาวใช้คนนั้นโดยไม่รู้ตัว เคราะห์
ดีที่สาวใช้คนนั้นไม่ได้ตามหาตนแล้ว นางหันหน้า
กลับไปแล้ว
ภายในรถไร้การเคลื่อนไหว เขาน่าจะไม่ได้อยู่ด้าน
ใน อี๋หนิงโล่งใจเล็กน้อย ก่อนส่งสัญญาณให้เสิ่น
เลี่ยนเข้าไปเจรจา
เสิ่นเลี่ยนเพิ่งเดินเข้าไปเพื่อเจรจากับฝั่ายตรงข้าม
ก็มีเสียงโกลาหลดังขึ้นจากทางเข้าหอสุรา
จากนั้นร่างสูงใหญ่ที่ห้อมล้อมด้วยกลุ่มคนก็เดิน
ออกมา ต้นฤดูสารทลมเย็นพัดโชยเป็นระยะ เขา
สวมเสื้อคลุมกันลมตัวหนึ่ง
กลัวสิ่งใดสิ่งนั้นก็มาจริงๆ …
รองผู้บัญชาการข้างกายลู่เจียเสวียคนหนึ่ง
สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวทางด้านนี้จึงเดินเข้ามา
เอ่ยถาม “เกิดอันใดขึ้น”
ทว่าลู่เจียเสวียกลับยื่นมือไปรั้งเขาไว้ มุมปากผุด
เป็นรอยยิ้มจาง “องครักษ์ของจวนอิงกั๋วกง ไม่
เป็นไร”
อี๋หนิงไร้หนทางอื่น ทำได้เพียงแหวกผ้าม่านออก
เพื่อลงจากรถ นางให้สาวใช้ชราช่วยประคอง นาง
สวมหมวกม่าน ทำการคารวะลู่เจียเสวีย “คารวะ
ท่านพ่อบุญธรรม ม้าของจวนข้าพุ่งชนรถของท่าน
ท่านพ่อบุญธรรมโปรดให้อภัยด้วย”
ในที่สุดเจ้าของรถม้าก็มาแล้ว เป็นคนที่พา
องครักษ์มาเป็นจำนวนมาก ส่วนคนที่ชนรถม้า
ของจวนโหวแล้วไม่ยอมลงมากลับเป็นเพียงแม่
นางน้อยร่างบางคนหนึ่ง
มิน่าเล่านางจึงไร้ความหวาดเกรง ที่แท้ก็เป็น
บุตรสาวบุญธรรมของผู้บัญชาการลู่
“เหมยเหมยช่างมีอารมณ์สุนทรีย์นัก เหตุใดจึงวิ่ง
มาที่นี่เพียงลำพัง” ลู่เจียเสวียรู้ว่าหากเขาไม่
ออกมา อี๋หนิงย่อมไม่มีทางยอมลงมาจากรถม้า
เป็นแน่ เขามีความคิดอยากกลั่นแกล้งนางอยู่
หลายส่วน
เขารู้ชื่อเล่นวัยเยาว์ของนางได้อย่างไร
อี๋หนิงนึกสงสัย ทว่านางเพียงแต่ยิ้ม ทำราวกับไม่
ทันสังเกต “เพียงผ่านมาเท่านั้น หากไม่มีเรื่องอื่น
ข้าก็ไม่ขอรบกวนท่านพ่อบุญธรรมแล้ว”
ชั่วขณะหนึ่งที่ลู่เจียเสวียมองนางเงียบๆ โดยไม่
กล่าวสิ่งใด จากนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา “ไม่ปลอดภัย
นักหากเจ้าจะกลับไปเพียงลำพัง ข้าจะส่งเจ้า
กลับไป”
นางพาองครักษ์มาด้วย และตอนนี้ก็อยู่ในเมือง
หลวง หน่วยทหารม้าลาดตระเวนกวดขันเข้มงวด
จะไม่ปลอดภัยได้อย่างไร!
ทว่าลู่เจียเสวียกลับก้าวขึ้นรถม้าไปแล้ว เขาหัน
หน้ามาโบกมือให้นางเป็นสัญญาณให้นางตามเขา
ขึ้นรถ
อี๋หนิงลอบกัดฟัน ก่อนสั่งการพวกเสิ่นเลี่ยนเสียง
ต่ำเบาให้ติดตามมาด้านหลัง นางกดหมวกม่านให้
ต่ำลง ตามลู่เจียเสวียไปขึ้นรถม้า รถม้าของเขา
กว้างขวางโอ่อ่า ด้านในยังมีการรองด้วยเบาะนุ่ม
คล้ายมีกลิ่นของต้นตู้ซงอันเป็นกลิ่นบนร่างของ
เขาลอยอบอวลอยู่จางๆ
อี๋หนิงนั่งห่างจากเขาเล็กน้อย รถม้าเริ่มเคลื่อนตัว
ลู่เจียเสวียเอนกายเข้ากับผนังรถม้า ท่วงท่าผ่อน
คลาย
“ข้าวใหม่ปลามัน เจ้าสบายดีหรือไม่” เขาเอ่ย
ถามขึ้นกะทันหัน
“ทุกอย่างล้วนดีเจ้าค่ะ การแต่งงานราบรื่น
ปรองดอง ไม่ต้องให้ท่านพ่อบุญธรรมเป็นกังวล”
อี๋หนิงตอบด้วยท่าทางนิ่งขรึม
ลู่เจียเสวียหัวเราะเสียงต่ำ เด็กสาวคนนี้มักพูดจา
กับเขาเช่นนี้เสมอ
การแต่งงานราบรื่นปรองดองอะไรกัน อี๋หนิง
แต่งงานกับพี่ชาย เขาคงปฏิบัติต่อนางพอใช้ได้
เท่านั้น บนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดราบรื่น นางเพียงแต่ไม่
เคยเห็นสิ่งสกปรกดำมืดที่อยู่เบื้องล่างเท่านั้น
พี่ชายคนนั้นของนางไม่ใช่คนดี ครานี้เขาจะพา
นางไปเปิดหูเปิดตาสักครั้ง ถือเป็นข้อดีที่นางมี
เขาเป็นผู้อาวุโส
เขาสั่งการสารถีอยู่สองสามประโยค ก่อนหันมา
กล่าวกับอี๋หนิง “จะพาเจ้าไปดูสถานที่แห่งหนึ่ง”
“ท่านพ่อบุญธรรมโปรดให้อภัยด้วย ข้าต้องกลับ
จวนแล้ว เกรงว่าคงไม่มีเวลาไปกับท่าน” อี๋หนิง
ปฏิเสธ
ลู่เจียเสวียทอดถอนใจเบาๆ “เจ้าอย่าได้รีบร้อน
ไป ตามข้าไปดูเสียก่อน เจ้าจะต้องขอบคุณข้า
เป็นแน่”
รถม้าวิ่งไปตามถนนอิฐกว้าง ไม่นานก็ออกจากตัว
เมืองชั้นใน มุ่งหน้าออกนอกเมือง มีต้นหลิวปลูก
เรียงรายสองข้างถนน กำแพงสูง แผ่นกระเบื้องสี
ดำเรียบง่ายสวยงาม แผ่นศิลาสูงตั้งตระหง่านตรง
ทางออก มีตัวอักษรลี่ซูขนาดใหญ่สามตัวสลักอยู่
บนนั้น สะพานชิงหู ทัศนียภาพราวกับไม่ได้อยู่ใน
เมืองหลวง อบอุ่นงดงามประหนึ่งอยู่ในเขตเจียงซู
เจ้อเจียง
อี๋หนิงตระหนักได้ทันทีว่าที่นี่คือที่ใด นางเคยได้
ยินผู้อื่นกล่าวถึงที่นี่ หอนางโลมเป็นสถานที่ชั้นต่ำ
ทว่าที่สะพานชิงหูแห่งนี้กลับเป็นสถานที่ที่มี
นางรำนางแสดงที่มีชื่อเสียงมารวมตัวกัน ผู้คน
ที่มาจากเจียงหนานฉินหวยต่างมาตั้งรกรากกัน
ที่นี่ ในขณะเดียวกัน ที่นี่ก็มีหอสุราชั้นเลิศที่ได้รับ
ความนิยมจากผู้คนมากมาย บรรดาขุนนางใหญ่
ชนชั้นสูงต่างเลือกที่นี่เป็นสถานที่สังสรรค์
นางมองลู่เจียเสวียด้วยสายตาซับซ้อนยากเข้าใจ
ไฉนเขาจึงพาตนมาที่นี่
“ท่านพ่อบุญธรรม ข้ามีไม่อารมณ์สุนทรีย์มานั่ง
กินอาหารดื่มสุรา” มุมปากของนางกระตุก “ท่าน
จะทำอะไรกันแน่”
“วางใจเถิด ไม่พาเจ้ามาขายหรอก” น้ำเสียงของ
ลู่เจียเสวียเนิบนาบ “เจ้าเป็นบุตรสาวของเว่ย
หลิง หากข้าทำอะไรเจ้า เขาต้องพลีชีพเพื่อสู้กับ
ข้าแน่นอน”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนา รถม้าก็ค่อยๆ ลด
ความเร็วก่อนหยุดลงนอกหอสุราแห่งหนึ่ง ประตู
ไม้ถงที่อยู่ด้านข้างบานหนึ่งเปิดออก รถม้าวิ่งเข้า
ไป คนของลู่เจียเสวียเคลื่อนตัวกระจายไป
ประจำการทั้งสี่ทิศของลานกว้างอย่างรวดเร็ว
การอารักขาแน่นหนา เขาลงจากรถแล้วยื่นมือให้
นาง “ลงมาเถิด”
ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด…แม้ลู่เจียเสวียจะเป็นบิดา
บุญธรรม แต่ก็ไม่ใช่บิดาแท้ๆ อี๋หนิงเพียงยิ้มให้
เขา “ท่านพ่อบุญธรรม เกรงว่านี่คงไม่เหมาะสม
กระมัง”
“เจ้าหลีกหนีข้าประหนึ่งข้าเป็นดุจอสรพิษจริงๆ”
ลู่เจียเสวียชักมือกลับอย่างแช่มช้า ยิ้มออกมา
อย่างไม่ใส่ใจ คนที่อยากปีนขึ้นเตียงเขามีนับไม่
ถ้วน อี๋หนิงไม่จำเป็นต้องระแวดระวังเกินไป นาง
เป็นเพียงแม่นางน้อยคนหนึ่งเท่านั้น เขาจะทำ
อะไรนางได้
อี๋หนิงเหยียบขั้นบันไดรองเท้า ก่อนกระโดดลงมา
จากรถม้า ครั้นแหงนหน้าก็รู้สึกว่าแสงอาทิตย์
เสียดแทงดวงตาไม่น้อย นางติดตามลู่เจียเสวียอยู่
ด้านหลัง เมื่อเดินออกมาจากทางเดินเล็กก็พบ
สวนปั่าเจียงหนานโล่งกว้าง มีหินรูปร่างแปลกๆ
ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลสาบ ทางเดินคดเคี้ยว
เชื่อมต่อศาลาสามสี่หลัง สร้างตกแต่งได้ประณีต
งดงาม ม่านห้อยประดับด้วยลูกกระดิ่งกลม
เคลือบสีเงินทอง กรุ่นกลิ่นหอมจางๆ ลอยอวลใน
อากาศ
มีชายวัยสามสิบสี่สิบสวมชุดคลุมผ้าไหมปั่าสี
น้ำตาล แต่งกายหรูหราเดินเข้ามาต้อนรับ เห็นที
น่าจะเป็นผู้ดูแล เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน
ก่อนกล่าวด้วยเสียงนอบน้อมอย่างยิ่งยวด “ยาก
นักที่ใต้เท้าผู้บัญชาการจะมาเยือนสักครั้ง วันนี้
เป็น…”
สำหรับอี๋หนิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา แม้จะมองเห็น
ใบหน้าไม่ชัด ทว่าอีกฝั่ายกลับไม่ถามสิ่งใดสักคำ
“วันนี้เฉิงหลางอยู่ที่นี่หรือไม่” ลู่เจียเสวียถามเขา
ผู้ดูแลตอบ “ใต้เท้าเฉิงอยู่ที่นี่ขอรับ เชิญใต้เท้าผู้
บัญชาการด้านนี้ขอรับ”
เป็นชั่วขณะหนึ่งที่อี๋หนิงไร้คำกล่าวใดๆ คน
เหล่านี้จะมีธุระหรือไม่มีธุระก็มักพากันมาสุมหัว
รวมตัวกันที่นี่หรือ นางเริ่มบังเกิดความสนใจแล้ว
ดูสิว่าแท้จริงแล้วที่นี่เป็นสถานที่อย่างไร
ลู่เจียเสวียรับคำเสียงหนึ่ง กวักมือเรียกอี๋หนิงให้
ติดตามมา คนทั้งกลุ่มเดินเข้าไปตามระเบียง
ทางเดิน ทั้งสองด้านของระเบียงทางเดินล้วนเป็น
ห้องรับรอง มีสาวใช้คนหนึ่งเปิดห้องหนึ่งออก
ก่อนเดินนำเข้าไปด้านใน ที่นี่ประดับตกแต่งได้
วิจิตรเลิศหรูอย่างยิ่ง เครื่องเรือนไม้จันทน์ ฉาก
บังลมผ้าไหมหังโจวปักลายทั้งสองด้าน บนชั้นวาง
โบราณยังประดับด้วยระฆังหยกไล่เรียงสูงต่ำเป็น
ระดับ
อี๋หนิงเพียงเหลือบตามองก็เห็นเฉิงหลางที่กำลัง
นั่งหลับตาผ่อนคลายอารมณ์อยู่ข้างโต๊ะเล็ก
ด้านข้างยังมีสาวใช้รูปโฉมงดงามคอยยืน
ปรนนิบัติ เจ้าของที่นั่งอีกฝังน่าจะยังไม่กลับมา
เขาเอนกายพิงหมอนอิงเพื่อรอคน ไร้การวางท่า
ใดๆ
อี๋หนิงเพียงมองก็เบือนหน้าหนีไปอีกด้าน
เฉิงหลางรู้ว่าลู่เจียเสวียมาพบเขา คนรายงานยัง
กล่าวว่าอีกฝั่ายพาแม่นางน้อยคนหนึ่งมาด้วย แต่
เขาคาดไม่ถึงว่าจะเป็นอี๋หนิง ต่อให้สวมหมวก
ม่าน ทว่าเพียงคนคุ้นเคยมองปราดเดียวก็จดจำ
ได้
เขากระโดดขึ้นทันทีราวกับถูกผึ้งต่อย กระแอม
เสียงหนึ่งก่อนสั่งการสาวใช้สองคน “พวกเจ้าถอย
ออกไปก่อน”
เหตุใดลู่เจียเสวียจึงพาอี๋หนิงมาที่นี่! ทั้งยังปล่อย
ให้นางได้เห็นตนในสภาพเยี่ยงนี้ เมื่อก่อนต่อให้
นางจะพอรู้ แต่ก็ไม่เคยพบเห็นด้วยตาตัวเอง เฉิง
หลางไม่อยากให้ตนมีสภาพแบบนี้ในสายตานาง
หลังจากนางแต่งงาน จิตใจของเขาก็ยิ่งห่อเหี่ยว
เขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินเข้าไป เอ่ยถาม
เสียงต่ำ “ท่านน้า เหตุใดท่านจึงพาญาติผู้น้องอี๋ห
นิงมาที่นี่”
ลู่เจียเสวียเห็นเขามีปฏิกิริยารุนแรงก็เข้าใจว่าเขา
อับอายจึงไม่ได้คิดอะไรมาก เขานั่งลงบนเก้าอี้
กลม ชี้ไปยังอี๋หนิง “พานางมาดูเสียหน่อย ข้าได้
ยินว่าวันนี้มีขุนนางหลายคนมาดื่มสุราหารือกัน
ที่นี่ บัดนี้อยู่ที่ใด”
ขุนนางไม่สามารถเลี้ยงสังสรรค์ในราชสำนักได้
หลายครั้งการเชื่อมสัมพันธ์จึงเกิดขึ้นบนโต๊ะสุรา
ข้อนี้อี๋หนิงย่อมรู้ดี
ทว่าหัวใจของนางยังกระตุก นี่เขากำลังกล่าวถึง
ผู้ใด
“พวกหลัวเซิ่นหย่วนอยู่ในห้องเทียนจื้อ” เฉิงหลา
งกล่าว
“นำทางไป” ลู่เจียเสวียชี้
หัวใจของหลัวอี๋หนิงวูบดิ่งลง ที่แท้ลู่เจียเสวียก็พา
นางมาดู…หลัวเซิ่นหย่วน วันนี้ก่อนเขาออกจาก
จวน คล้ายจะกล่าวกับนางว่าจะไปดื่มสุรากับใต้
เท้าสองสามคน หากเป็นงานเลี้ยงรับรอง ลู่เจียเส
วียจะพานางมาดูอะไร นางไร้ความสนใจในเรื่อง
เหล่านี้
เฉิงหลางนำทางลู่เจียเสวียอยู่ด้านหน้า อี๋หนิงถาม
เขา “ขุนนางในราชสำนักเช่นพวกท่านนิยมมาที่นี่
กันหรือ”
หอสุรามากกว่าครึ่งของที่นี่ถูกครอบครองโดย
พวกฉินหวย มิเช่นนั้นคงไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง
ลู่เจียเสวียปรายตามองนาง “ข้ามาไม่บ่อย ทว่า
ที่นี่ญาติผู้พี่เฉิงหลางของเจ้าเป็นเจ้าของที่นี่สาม
ส่วน เขามักมาที่นี่บ่อยครั้ง”
เฉิงหลางกระแอมไออีกครั้ง ยิ้มพลางกล่าว “ครั้น
องค์จักรพรรดิไท่จู่[1]สถานปนาแว่นแคว้น ใน
เมืองหลวงทรุดโทรมต้องการการบูรณะฟืนฟู เพื่อ
เติมเต็มพระคลัง องค์จักรพรรดิไท่จู่จึงรับสั่งให้
จัดสรรเงินสร้างสะพานชิงหูเป็นพิเศษ ทุกคนต่าง
รู้ว่าหอสุราของข้าแห่งนี้มีการขึ้นทะเบียนกับ
ทางการ ถือว่ามีชื่อเสียงมากที่สุด ดังนั้นจึงมีแขก
มาเยือนไม่น้อย”
ขณะที่เขาหันไปมองนาง สีหน้ายังฉายแวว
กระอักกระอ่วนของการกระทำผิด คล้ายกลัวว่า
นางจะดูหมิ่นหรือรู้สึกผิดหวังในตัวเขา
ก็ยังคงเป็นเด็กคนเดิมในปีนั้น
อี๋หนิงทอดถอนใจเบาๆ พลางส่ายศีรษะเป็นเชิง
ให้เขาไม่ต้องสนใจนาง ผู้ใหญ่ต่างจากเด็กน้อย
เขาเติบใหญ่แล้ว และเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของ
เขา ไร้ความเกี่ยวข้องใดๆ กับนาง นอกจากนี้การ
เปิดหอสุรามีสิ่งใดไม่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม
ประเพณีกันเล่า ก็แค่การร้องรำเล่นดนตรีมิใช่
หรือ เมื่อเทียบกับหอนางโลมแล้ว นี่เป็นสถานที่
ถูกหลักครรลองที่สุดแล้ว
เฉิงหลางหันหน้ากลับไป หลังจากพาพวกเขาขึ้น
ไปยังชั้นบนก็ให้บ่าวรับใช้ปลดกลอนออก ด้านใน
เป็นห้องส่วนตัว ทิวทัศน์ดีเยี่ยม จากที่นี่เมื่อมอง
ออกไปจะสามารถเห็นแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบ
ปกคลุมทั่วหลังคาบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนตรอกซอก
ซอย ไกลออกไปอีกนิดก็คือคูเมือง
ทันทีที่เฉิงหลางเปิดหน้าต่างออกก็เห็น
บรรยากาศในห้องด้านข้าง แต่เพราะมีต้นพลูด่าง
ขึ้นปกคลุมอยู่จึงมองเห็นไม่ชัดเจน ที่อีกห้องหนึ่ง
มีคนกล่าวว่าผู้บัญชาการลู่มา หลายคนนั้นจึง
รวมตัวกันมาคารวะ อี๋หนิงนั่งอยู่ด้านหลังเขาไม่
ขยับเคลื่อนไหว ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยสรวลเส
เฮฮาก็ต่างลอบพิจารณานางอย่างไร้สุ้มเสียง
อี๋หนิงไม่ชอบการมองด้วยสายตาประเมินเยี่ยงนี้
เป็นความคลุมเครือที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจ
ผิด
ทว่าลู่เจียเสวียไม่กล่าวอะไรจึงไม่มีผู้ใดกล้า
เคลื่อนไหว
“ถึงเวลาดูแล้ว” ลู่เจียเสวียจิบชา พลันกระซิบ
บอกนาง
อี๋หนิงมองผ่านบานหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว ห้องนั้นมี
ขนาดใหญ่กว่ามาก มีคนนั่งอยู่ไม่น้อย น่าจะเป็น
ขุนนางในราชสำนักทั้งสิ้น ที่สำคัญตำแหน่งยังสูง
มีบางใบหน้าที่คุ้นตา หลัวเซิ่นหย่วนนั่งอยู่
ท่ามกลางพวกเขา เอนกายไปด้านหลังพิงพนัก
เก้าอี้ สรวลเสเฮฮากับคนพวกนั้น
ภายในห้องมีหญิงจากคณะการแสดงคนหนึ่ง
กำลังสีหูฉิน[2] มีบางคนโยกศีรษะคลอไปตาม
ทำนองเพลงที่นางกำลังบรรเลง ในขณะที่บางคน
ก็ไม่ได้สนใจเพราะกำลังจับจ้องกระดานหมาก
โต๊ะไพ่ อี๋หนิงมองเงียบๆ คนผู้นั้นที่อยู่ข้างกาย
เขากำลังกระซิบบางสิ่งกับหลัวเซิ่นหย่วน เขา
ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม อี๋หนิงจำได้ว่าคนผู้นั้นคือ
เจ้ากรมโยธา เพราะหลัวเซิ่นหย่วนเคยเอ่ยถึงเขา
ว่า ‘อายุหกสิบกว่า ผมบาง เคราสั้น’ จดจำได้
ง่าย
หลังจากหญิงจากคณะการแสดงบรรเลงจบก็มี
เสียงปรบมือเกรียวกราว นางน่าจะเป็นผู้ที่มี
ชื่อเสียงโด่งดัง สวมเปั้ยจึสีเขียวถักทอง กระโปรง
สีนวลจันทร์ขาวบริสุทธิ์ ช่วงเอวห้อยปั้ายหยก
เอวที่เกี่ยวพันด้วยสายหยกทองเพรียวบาง
พอที่จะโอบรัดได้ด้วยมือเดียว ดวงหน้าขาวดุจสี
งาเพริศพริ้ง หากมิใช่เพราะเสน่ห์ ด้วยรูปลักษณ์
เปราะบางที่ราวกับแม้แต่น้ำหนักของอาภรณ์ก็ไม่
อาจต้านทาน คงมองไม่ออกว่าเป็นหญิงจากคณะ
การแสดงคนหนึ่ง
หลังจากได้ยินเสียงชื่นชม นางก็ลุกขึ้นยิ้มยอบ
กายลง ก่อนหยิบจอกสุราบนโต๊ะขึ้นสูงเพื่อ
คารวะแขก สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างเดินเข้ามาเก็บหู
ฉิน
เฉิงหลางเห็นแววตาของนาง เขากล่าว “เหลียนซี
ผู้นี้โด่งดังจากการเล่นหูฉิน เดิมเป็นเด็กใน
ครอบครัวยากจนที่หยางโจว นางถูกขายเพื่อมา
เป็นม้าผอม ข้าเห็นนางเล่นหูฉินได้ดีจึงให้นางเล่น
มันเพื่อขายศิลปะ จะฟังนางบรรเลงเพลงหนึ่ง
ต้องจ่ายถึงสองร้อยตำลึงเงิน”
ในเวลานี้เอง เหลียนซีผู้นั้นก็ลงจากตั่ง หยิบสุรา
บนถาดของสาวใช้ที่อยู่ด้านข้าง เยื้องกรายอย่าง
เนิบช้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหลัวเซิ่นหย่วน นาง
กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน “เคยได้ยินชื่อเสียง
อันโด่งดังของใต้เท้าหลัว ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้
พบท่าน ข้าขอคารวะให้ท่านจอกหนึ่ง ขอให้ใต้
เท้าหลัวรับสุราคารวะจากข้าด้วย”
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้ามองนาง
อี๋หนิงบังเกิดความหวาดกลัวที่จะดูขึ้นมา นาง
เบี่ยงศีรษะเตรียมลุกออกไป ทว่าลู่เจียเสวียกลับ
รั้งมือนางไว้พลางกล่าวเสียงราบเรียบ “กลัวอัน
ใดกัน”
——————–
1. ไท่จู่หมายถึงมหาบรรพชน
2. หูฉินคือเครื่องเล่นสายชนิดหนึ่งของจีน