พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 147 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 147 (Rewrite)
อี๋หนิงนอนอยู่บนเตียง นอนไม่หลับอยู่นาน นาง
ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเหตุใดตนจึงนอนไม่หลับ
นางลืมตามองลวดลายบนมุ้งฝั้าเพดาน ปราศจาก
อาการง่วงงุนใดๆ
หลัวเซิ่นหย่วนคลายสาบเสื้อชุดราชสำนัก
เปลี่ยนเป็นชุดลำลอง ก่อนจะเดินเข้ามา “เหตุใด
จึงยังไม่นอนอีก งานแต่งวันนี้สนุกหรือไม่ ข้าได้
ยินว่าเจ้าไปร่วมสร้างความครึกครื้นในห้องหอ
ด้วย”
ด้วยอุปนิสัยที่ชอบควบคุมของเขา ข้างกายนาง
ต้องมีสาวใช้คนใดลอบส่งข่าวให้เป็นแน่ มิเช่นนั้น
เขาคงไม่มีทางล่วงรู้เรื่องราวของนางละเอียด
เช่นนี้ น่าจะเป็นสาวใช้ชั้นรองหรือชั้นสามคนหนึ่ง
เขารู้ถึงนิสัยของอี๋หนิงดี ย่อมไม่มีทางให้สาวใช้
ขั้นหนึ่งมาเป็นหูเป็นตาแทน อี๋หนิงพลัน
คิดถึงซงจือขึ้นมา ทว่านั่นเป็นเพราะเขาเป็นห่วง
นาง นางจึงไม่คิดถือสาหาความกับการควบคุม
ทำนองนี้แล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนเอนกายลงข้างกายนาง หลังพิง
หมอนอิง วันนี้เป็นวันแต่งงานของเฉิงหลาง นาง
ไปร่วมชมด้วยตัวเอง ทว่าครั้นกลับมากลับนอน
ไม่หลับเสียแล้ว เขาเปิดหนังสือ ก่อนจะถามด้วย
น้ำเสียงราบเรียบ “ไม่พูดกับข้าหรือ”
“ไม่ใช่…” นางจะกล้าไม่พูดกับเขาได้อย่างไร
เมื่อเห็นท่าทางของหลัวเซิ่นหย่วนที่คล้ายไม่พอใจ
อี๋ หนิงก็ทอดถอนใจ “เพียงแต่เมื่อเห็นญาติผู้พี่
เฉิงหลางแต่งงาน ในใจก็รู้สึกสะเทือนอารมณ์
เล็กน้อย สุดท้ายเขาก็แต่งงานกับเซี่ยอวิ้น”
ภายในห้องเงียบสงัดไปชั่วครู่ หลัวเซิ่นหย่วนวาง
หนังสือที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำในมือลง “เจ้า
ปรารถนาจะแต่งงานกับเขา”
“มิได้มีเรื่องเช่นนั้น…” อี๋หนิงประหลาดใจ นี่เขา
พูดไปถึงไหนแล้ว
“จะสะเทือนอารมณ์อันใดได้” หลัวเซิ่นหย่วนวาง
หนังสือ “ต่อไปอย่าไปเยือนตระกูลเฉิงบ่อยนัก
อยู่เรือนทำงานเย็บปักถักร้อยไปเถิด ใกล้เข้าช่วง
เหมันต์แล้ว ทำถุงเท้าไว้สวมในฤดูหนาวให้ข้าสัก
คู่”
อี๋หนิงถามอย่างประหลาดใจ “หลายวันก่อนท่าน
ไม่ได้บอกว่าอยากได้เสื้อคลุมที่มีหมวกด้านหลัง
หรือ” แค่จะตัดเย็บรูปแบบใด นางยังเลือกอยู่
ครึ่งค่อนวัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องเนื้อผ้า จะใช้ผ้า
ไหมขนกระรอกหรือขนสุนัขจิ้งจอก นางขบคิด
จนถึงเมื่อวานกว่าจะตัดสินใจได้
นางหันไปจับแขนของเขาแล้วเอ่ยถาม “ท่านไม่
อยากได้เสื้อคลุมแล้วหรือ ข้าเพิ่งเลือกได้ว่าด้าน
นอกจะใช้ผ้าหนังกระรอก ส่วนด้านในใช้ผ้าลู่โฉว
ผ้าลู่โฉวสวมใส่สบายนัก หากท่านไม่ต้องการ
เช่นนั้นข้าจะเอาไปทำเป็นถุงเท้าให้ท่านแทน”
“ล้วนอยากได้ เจ้าค่อยๆ ทำไป” ร่างของ
หลัวเซิ่นหย่วนพลันแข็งค้าง เด็กคนนี้อยู่ในช่วง
กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ร่างกายดูเหมือนไม่ค่อย
สูงขึ้นสักเท่าไร ทว่าทรวงอกกลับอวบอิ่มขึ้นมาก
เพียงหลุบสายตาลงก็สามารถเห็นส่วนโค้งเว้าของ
ภูเขาลูกนั้นได้ ผิวพรรณของนางอุ่นนุ่มดุจเนื้อ
หยก ข้อมือเรียวบางที่ดึงรั้งเขาไว้ให้สัมผัสอ่อน
นุ่มดั่งผ้าไหม
หากกอบกุมไว้ในกำมือ ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไร
มือที่ถือหนังสือของหลัวเซิ่นหย่วนบีบแน่นขึ้นทุก
ขณะ การแยกผ้าห่มนอนเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด
มิเช่นนั้นหากมีนวลหยกอุ่นหอมอยู่ในอ้อมกอด
ต่อให้เขาควบคุมตัวเองได้ดีเพียงใดก็น่ากลัวว่าจะ
เป็นเรื่องยากแล้ว
บุรุษทั่วไปมีผู้ใดบ้างเป็นเช่นนี้ ภรรยาของตน แต่
กลับไม่อาจแตะต้อง ผู้ใดสั่งให้คนผู้นี้มิใช่เป็น
เพียงภรรยาของเขา แต่ยังเป็นน้องสาวตัวน้อย
ของเขาอีกเล่า เขาทำได้เพียงรอให้นางเติบโตอีก
สักหน่อย
เคราะห์ดีที่ไม่นานอี๋หนิงก็ปล่อยเขา นางนอนอยู่
บนผ้านวมลายร้อยวิหคถลาลม เอ่ยถามเขาว่า
“พี่ชายสาม ข้ายังไม่เคยเห็นที่ทำงานของท่าน
เลยว่ามีลักษณะอย่างไร ได้ยินว่าอยู่ในอาณาเขต
รอบวังหลวง ด้านในหกกรมกว้างใหญ่หรือไม่”
“หกกรมตั้งอยู่บนทางเดินเชียนปูั้ หลังประตู
จงจือเหมิน ด้านหนึ่งเป็นหน่วยงานของขุนนาง
ฝั่ายบุ๋น อีกด้านเป็นหน่วยงานของขุนนางฝั่ายบู๊
อาณาเขตรอบวังหลวงไม่นับว่ากว้างขวาง คนใน
กรมโยธามีประมาณร้อยกว่าคน ครอบคลุมพื้นที่
ทางเดินเชียนปูั้ไม่น้อย ถือว่ามิใช่สถานที่เล็กๆ”
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว “เจ้าอยากไปดูรึ”
ด้านในหกกรมล้วนมีแต่บุรุษ นางเป็นสตรีจะเข้า
ไปได้อย่างไร
“ช่างเถิด ข้าจะเข้าไปได้อย่างไร” พอคิดถึงเรื่อง
ในวันนั้นที่เขาดื่มสุราวางหมากกับแม่นางเหลียน
ซี ผ่านไปครู่หนึ่งอี๋หนิงจึงถามขึ้นอีก “ปกติแล้ว
ท่านต้องกินเลี้ยงรับรองบ่อยเพียงใด”
“ภารกิจในราชสำนักรัดตัว ต้องติดตามบรรดา
ท่านเจ้ากรมออกไปเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่มัก
เป็นเรื่องที่ไม่สะดวกหารือในหน่วยงาน แต่ก็ไม่ได้
ไปบ่อยนัก” เขาอธิบาย ส่วนสถานที่ที่ไปเป็นเช่น
ไร อย่าได้บอกนางจะดีกว่า
อี๋หนิงหลับตาลง “อืม เช่นนั้นท่านก็ดื่มเหล้าให้
น้อยหน่อย…”
พูดคุยไปมาก็เริ่มรู้สึกง่วงงุนแล้ว นางเอนตัวเข้า
หาเขา ขดตัวเล็กน้อย ในที่สุดก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
นิ้วมือที่อยู่ข้างหมอนขาวละเอียด เล็บรูปวงรีวาว
ใสอมชมพูระเรื่อ เขาจับมือของนางขึ้นมาวางบน
ฝั่ามือตน มือนั้นดูคล้ายอุ้งมือของสัตว์ตัวน้อย
เขามองอยู่สักพัก ก่อนวางเข้าไปในผ้านวม
หลีกเลี่ยงไม่ให้นางได้รับไอเย็น
ร่างข้างกายขดตัวเป็นก้อนกลม ก่อให้เกิด
ความรู้สึกอุ่นใจชนิดหนึ่ง
วันแต่งงานของเขากับหลัวอี๋หนิง ลู่เจียเสวียใช้หัว
คนล่อทหารคนสนิทของเจิงอิ้งคุนให้ปรากฏตัว นี่
นับเป็นพยานที่ยังมีชีวิต หลังจากนั้นลู่เจียเสวียก็
ร่ายเรียงโทษของเจิงอิ้งคุนได้แปดข้อหา เจิงอิ้ง
คุนถูกจับกุมที่ต้าถง บัดนี้กำลังถูกคุมตัวมายัง
เมืองหลวง
คราก่อนที่เว่ยหลิงถามเรื่องนี้กับเขาย่อมมิใช่การ
ซักถามธรรมดาแน่นอน เกรงว่าต้องมีคนเผย
เบาะแสให้อีกฝั่ายรู้
น่าจะเป็นลู่เจียเสวียที่รู้เรื่องนี้แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่า
จะใช้มันให้เป็นประโยชน์หรือไม่ ท่าทีที่ลู่เจียเส
วียปฏิบัติต่อเขา หากจะว่าเป็นศัตรูก็ไม่ใช่ เป็น
มิตรก็ไม่เชิง คล้ายมีเจตนาอยากจะดึงเขาให้เข้า
ร่วมเป็นพรรคพวก ทว่าก็คล้ายไม่แยแสในตัวเขา
หลัวเซิ่นหย่วนขบคิด ตรึกตรองทุกผลลัพธ์ที่
เป็นไปได้
ผ่านไปหลายวัน เสื้อคลุมที่อี๋หนิงทำก็เริ่มเป็นรูป
เป็นร่าง ทว่าบริเวณขอบเสื้อยังไม่ได้ทำการบุขน
หลัวอี๋ซิ่วหิ้วกล่องขนมแผ่นแปั้งเหอเถาหลาย
กล่องมาเยี่ยมนาง “พรุ่งนี้ข้าก็จะไปแล้ว”
“เหตุใดจึงเร็วนัก พี่เขยห้ามาตามท่านแล้วหรือ”
อี๋หนิงเลื่อนขนมเปียะที่หลัวอี๋ซิ่วชอบไปตรงหน้า
นางเพื่อให้นางกินให้มากหน่อย
“ไม่ได้มา” หลัวอี๋ซิ่วกล่าวอย่างขื่นขม “เขาไม่ได้
มาหาข้า แต่ข้าเองก็ไม่ได้ไร้ขา สามารถกลับไป
เองได้”
แม้อุปนิสัยของหลัวอี๋ซิ่วกับหลัวอี๋อวี้จะแตกต่าง
กัน ทว่าก็มีความดื้อรั้นเหมือนกัน การที่นาง
กลับมาบ้านมารดาด้วยอารมณ์โกรธแล้วต้อง
กลับไปด้วยหน้าตามอมแมมเปือนฝุั่น[1]เช่นนี้ ดู
เหมือนนางจะต้องเจ็บช้ำน้ำใจเกินไปแล้ว
“ท่านปั้าสะใภ้ไม่กล่าวอะไรเลยหรือ ที่เขารับอนุ
เช่นนี้”
หลัวอี๋ซิ่วโคลงศีรษะ “แม่ข้าจะว่ากระไรได้ อี๋
เหนียงของบ้านข้าสองคนนั้นก็เป็นคนที่นาง
ผลักดันขึ้นมาจากข้างกาย ท่านแม่กล่าวว่าอวิ๋น
เหนียงยังถือว่าฟังความ เขาจะรับเป็นอนุก็รับไป
เถิด ต่อไปหาก อวิ๋นเหนียงมีลูกก็ให้จารึกชื่อใต้
นามของข้า ให้ข้าเป็นแม่ใหญ่ อวิ๋นเหนียงเป็น
สาวใช้ข้างกายข้า นางย่อมไม่กล้าสร้างปัญหาอัน
ใด ท่านแม่ให้ข้าใจกว้างสักหน่อย เพราะนั่นจะยิ่ง
ทำให้เขารักข้า หากยืนกรานดื้อรั้นเช่นนี้ต่อไปก็มี
แต่จะทำให้ข้าสูญเสีย”
“เป็นเช่นนั้น” อี๋หนิงทำได้เพียงทอดถอนใจ
“ท่านไม่สามารถควบคุมให้เขาไม่รับอนุ เช่นนั้น
ท่านก็ทำได้เพียงจัดการเรื่องภายในจวนให้ดี
ต่อไปเขาต้องให้ความเคารพท่านแน่นอน ก่อน
หน้านี้มิใช่ท่านเคยเรียนรู้การอ่านสมุดบัญชีกับ
ท่านแม่ของท่านหรอกหรือ เมื่อท่านกลับไปจงทำ
ตัวนอบน้อมต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจูแล้วขอรับเรื่อง
ในจวนเหล่านั้นมาจัดการเสีย”
คำพูดของอี๋หนิง กระทั่งหลัวอี๋อวี้ก็ยังยอมรับฟัง
สมองของน้องสาวเจ็ดใช้การได้ดีกว่านางนัก
“ข้างกายพี่ชายสามเจ้ามีคนคอยปรนนิบัติอยู่
หรือไม่” หลัวอี๋ซิ่วพลันนึกอะไรขึ้นได้จึงเขยิบเข้า
ใกล้นางแล้วกล่าว “ข้าว่าเจ้าต้องระวังสาวใช้พวก
นั้นไว้บ้าง หากอายุของพวกนางถึงวัยสมควรแล้ว
ก็ลากออกไปจับคู่กับพวกบ่าวไพร่เสีย ถ้าพวก
นางปีนขึ้นเตียงของพี่ชายสามเจ้าแล้วได้เลื่อน
ตำแหน่งเป็นอี๋เหนียง นั่นย่อมเป็นดุจก้าวเดียวถึง
สวรรค์แล้ว ข้าจำได้ว่าพวกนางสองสามคนมีรูป
โฉมไม่เลว โดยเฉพาะคนที่มีนามว่าฝูเจียง ข้าจะ
บอกอะไรเจ้า เจ้าจะไม่ยอมร่วมหอกับเขาไม่ได้
ไปฟังอะไรเรื่องปักปินยังไม่ปักปิน มิสู้กลางคืน
เจ้าปีนขึ้นไปบนตัวเขา…”
อี๋หนิงยัดขนมก้อนหนึ่งเข้าปากนาง “ตั้งใจกิน
ดีๆ!”
หลัวอี๋ซิ่วดื่มน้ำชาให้คอโล่ง ก่อนกล่าวต่อ “เจ้าไม่
ต้องเป็นห่วงข้า ยามปกติพี่เขยห้าของเจ้าถือว่าดี
ต่อข้า เขาจะรับอนุก็รับไปเถิด เขาเองก็ดูโปรด
ปราน อวิ๋นเหนียง”
นางคิดได้เช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว หลินไห่หรูเองยังใช้
ชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งยังมีหนานเกอร์มิใช่หรือ
ที่หลัวอี๋ซิ่วมาหานาง อีกจุดประสงค์หนึ่งคือเพื่อ
ชวนนางไปดื่มชาชมการแสดงที่จวี๋เต๋อจวงใน
ตรอกเต๋ออิ๋ง “…พวกสะใภ้ตระกูลเฉิงก็ไป
ครึกครื้นยิ่งนัก ท่านแม่ของข้าจะพาพี่สะใภ้ทั้ง
สองคนไปด้วย เจ้าเองก็ไปด้วยกันเถิด!”
นางเร่งเร้าให้อี๋หนิงเก็บเสื้อคลุมที่กำลังทำเพื่อไป
ที่ตรอกเต๋ออิ๋งกับนาง
อี๋หนิงเคยได้ยินชื่อของร้านน้ำชาที่จวี๋เต๋อจวงมา
ก่อน กล่าวว่ามีชามีชื่อหลายชนิด มีบางชนิดที่ไม่
สามารถหาชิมได้จากร้านทั่วไป แม้นางจะไม่ชอบ
ชมการแสดง ทว่ากลับรักการดื่มชาเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้การร่วมพบปะสังสรรค์กับตระกูลขุน
นางถือเป็นเรื่องดี จิตใจอี๋หนิงพลันสั่นคลอน
เล็กน้อย เพียงแต่นอกจากเสื้อคลุมแล้ว นางยังมี
ภารกิจเย็บปักถุงเท้าสำหรับสวมในฤดูหนาวอีกคู่
หนึ่ง และนี่ก็ใกล้เข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้ว
หลัวอี๋ซิ่วยืนกรานจะให้นางออกไปให้ได้ “นิสัย
เกียจคร้านเข้ากระดูกของเจ้าเหมือนกับตอนวัย
เยาว์ไม่ผิดเพี้ยน! ทั้งวันเอาแต่หมกตัวอยู่ในจวน
ข้าว่าตัวเจ้าจะขึ้นราแล้ว” นางดึงอี๋หนิงไปกล่าว
ลาหลินไห่หรู ก่อนจะออกไปยังร้านน้ำชาที่จวี๋
เต๋อจวงด้วยกัน
ด้านในร้านน้ำชาที่จวี๋เต๋อจวงถูกสร้างจำลองเป็น
รูปแบบคดเคี้ยวเช่นธารน้ำ งดงามวิจิตรอย่างยิ่ง
สาวใช้รูปโฉมสะคราญแสดงการชงชาต่อหน้า
แขกเหรื่อ มีบรรดาฮูหยินนายหญิงหลายคนกำลัง
นั่งลิ้มลองชาอยู่ด้านใน
เหล่าสะใภ้ของตระกูลเฉิงอยู่ที่นี่จริงๆ ฮูหยินใหญ่
เฉิงซึ่งเป็นท่านหญิงตันหยางไม่ใคร่รักการสนทนา
นัก สนใจเพียงการดื่มชาเท่านั้น
อี๋หนิงลอบสังเกตอย่างละเอียด ดูคล้ายเซี่ยอวิ้น
กับฮูหยินใหญ่เฉิงท่านนี้จะไม่ค่อยลงรอยกัน สี
หน้าไม่ได้แสดงออกถึงความเป็นมิตรเลย
มีสาวใช้ยกถาดของเล่นเข้ามาให้พวกนางเลือก
ทั้งสองคนเอาแต่ปฏิเสธ ไม่มีผู้ใดยอมเลือก ทำให้
บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียด
ฮูหยินรองเฉิงเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ด้วย
ท่าทางกระอักกระอ่วน ฮูหยินใหญ่เฉิงและเซี่ยอ
วิ้นล้วนเป็นคนที่นางไม่สามารถล่วงเกินได้ นางจึง
ทำได้เพียงเอาอกเอาใจทั้งสองฝั่าย สองคนนี้
สถานะสูงศักดิ์ เมื่ออยู่ด้วยกันย่อมเกิด
สถานการณ์ข้าไม่เข้าตาท่านท่านไม่เข้าตาข้า
พญาปีศาจต่อสู้กัน แต่ปีศาจน้อยต้องมารับ
เคราะห์แทน ผู้ที่ต้องมารับเคราะห์ย่อมมิใช่นางผู้
ไกล่เกลี่ยคนนี้หรอกหรือ
เดิมบรรยากาศระหว่างทั้งสองก็ไม่ดีอยู่แล้ว ฮู
หยินใหญ่เฉิงรังเกียจเซี่ยอวิ้นที่อาศัยสถานะ
หลานสาวของฮองเฮาวางท่าสร้างบารมี เซี่ยอวิ้น
ก็รังเกียจฮูหยินใหญ่เฉิงที่อ่อนด้อยความรู้ แต่
กลับกล้าขนานนามตนว่าเป็นนักปราชญ์ นางร่ำ
เรียนหนังสือมานานแรมปียังไม่กล้าอวดอ้างตนว่า
เป็นผู้รู้เลย!
กล่าวโดยสรุปคือ สองวันมานี้เซี่ยอวิ้นเอาแต่คอย
กล่าววาจาเหน็บแนมฮูหยินใหญ่เฉิง แม้เซี่ยอวิ้น
จะเฉลียวฉลาดมาก ทว่าฮูหยินใหญ่เฉิงก็มิใช่คน
ไร้ความสามารถ ที่บ้านมารดา นางยังเหน็บแนม
บรรดาพี่สาวน้องสาวจนทุกคนพากันหลบหนีถึง
ขั้นเป็นที่โจษจัน อย่างไรเซี่ยอวิ้นก็ยังด้อย
ประสบการณ์ สุดท้ายก็โต้วาทีไม่ชนะฮูหยินใหญ่
เฉิง ใบหน้าจึงบึ้งตึงดุจน้ำแข็งค้าง กระทั่งอี๋หนิง
เข้ามาก็ยังเบี่ยงเบนความสนใจของนางได้ไม่มาก
ฮูหยินใหญ่เฉิงไม่ได้สนใจหลัวอี๋หนิงนัก แต่เมื่อได้
ยินว่าอี๋หนิงเป็นคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงจึงได้
ชายตามองบ่อยครั้งขึ้น ก่อนเอ่ยถามอย่าง
ยากเย็น “ข้าจำได้ว่าคุณหนูแห่งจวนอิงกั๋วกงเป็น
บุตรสาวบุญธรรมของใต้เท้าผู้บัญชาการลู่”
หลัวอี๋หนิงประหลาดใจเล็กน้อย ท่านหญิงผู้นี้
ทราบได้อย่างไร เรื่องสถานะบุตรสาวบุญธรรม
ของนางไม่ได้แพร่งพรายออกไปภายนอก
ฮูหยินใหญ่เฉิงกล่าวว่า “ครั้นข้ายังเด็กได้ติดตาม
ฮองเฮา…ซึ่งก็คือไทเฮาในยามนี้ ในงานล่าสัตว์
ช่วงฤดูสารทปีหนึ่งมีม้าตัวหนึ่งพุ่งเข้าหาข้า เป็น
ใต้เท้าผู้บัญชาการลู่ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ดังนั้น
ข้าจึงเรียกใต้เท้าผู้บัญชาการลู่ว่าท่านอาสี่ เรื่องนี้
ไทเฮาทรงตรัสกับข้าเอง”
ฮูหยินใหญ่เฉิงมีอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหก ยัง
อ่อนเยาว์นัก นางรีบกวักมือเรียกสาวใช้ “…
เปลี่ยนเป็นชาฮั่นหยางอูให้นายหญิงสามหลัว
พวกเจ้าใช้ชาลิ่วอันกวาเพี่ยนได้อย่างไร”
อี๋หนิงคาดไม่ถึงว่าจะได้รับการรับรองเป็นพิเศษ
จากฮูหยินใหญ่เฉิง นางยิ้มพลางกล่าวขอบคุณ
ฮูหยินใหญ่เฉิงยังเอ่ยอย่างใจดีว่า “ในเมื่อเป็น
บุตรสาวบุญธรรมของใต้เท้าลู่ เช่นนั้นก็ไม่ต้อง
ปฏิบัติตนเป็นคนอื่นคนไกลแล้ว”
เซี่ยอวิ้นเห็นเช่นนี้ก็ยิ่งโมโห ฮูหยินใหญ่เฉิงผู้นี้จง
ใจหาเรื่องนางประหนึ่งดวงชะตาเป็นคู่อริ ตอน
กินข้าวเช้าก็ใช่ นางไปคารวะนายท่านผู้เฒ่าเฉิง
แล้วร่วมกินข้าวด้วยกัน นางชอบโจ๊ก ทว่าฮูหยิน
ใหญ่เฉิงกลับยืนกรานจะเอาบะหมี่ นางกล่าวว่า
แตงกวาปรุงรสรสชาติดี ทว่าฮูหยินใหญ่เฉิงกลับ
กล่าวว่าแตงกวาวันนี้ไม่สดใหม่ นางรู้สึกว่าจวี๋
เต๋อจวงเป็นเพียงสถานที่น่าเบื่อไร้รสนิยม ทว่าฮู
หยินใหญ่เฉิงกลับลากทุกคนออกมา
เซี่ยอวิ้นยิ้มบาง ลุกขึ้นพูดว่าอยากจะออกไปเดิน
เล่น เมื่อประตูเปิดออก นางก็เดินจากไปพร้อม
บรรดาสาวใช้ที่ห้อมล้อม
เมื่ออี๋หนิงเห็นว่าการแสดงกำลังเริ่มต้นก็ไม่คิดจะ
อยู่นาน นางเดินออกจากห้องเพื่อเดินชมการ
ประดับตกแต่งของที่นี่ เมื่อครู่นางทำได้เพียง
กวาดตามองอย่างรวดเร็ว ที่นี่ประดับตกแต่งได้
วิจิตรงดงามนัก นางอยากชมให้ละเอียด
อี๋หนิงพาพวกเจินจูออกมา ขณะที่กำลังเดินไป
ตามระเบียงทางเดินเพื่อชื่นชมการตกแต่งของ
สถานที่ก็ได้ยินเสียงสนทนาอันแสนคุ้นเคย นาง
หันไปมองตามเสียงจึงพบว่าในโถงบุปผาด้านข้าง
มีบุรุษแต่งกายสูงศักดิ์กำลังคุยกับเซี่ยอวิ้น
เซี่ยอวิ้นดูไม่ค่อยสนใจเขาเท่าไรนัก ทว่าบุรุษผู้
นั้นเอาแต่ตามตอแยนาง ทั้งยังกล่าวบางสิ่งทำให้
เซี่ยอวิ้นหมดความอดทนคิดจะเดินจากไป บุรุษผู้
นั้นยื่นมือมาจับมือนาง แต่กลับถูกนางปัดออก
“ท่านรำคาญบ้างหรือไม่ ข้าแต่งงานแล้ว”
สาวใช้ที่ติดตามเซี่ยอวิ้นเดินเข้ามาขวางคนผู้นั้น
ไว้ เซี่ยอวิ้นจึงปลีกตัวออกมาได้
เจินจูที่อยู่ข้างกายอี๋หนิงกล่าวว่า “นายหญิง คนผู้
นี้ก็คือสวีหย่ง ทายาทสายตรงของตระกูลสวีกั๋วกง
ได้ยินว่าเขามีใจต่อแม่นางเซี่ยอวิ้นตั้งแต่แรกพบ
ตามตอแยนางอยู่เป็นนิจ ตระกูลสวีกั๋วกงรักเอ็นดู
ทายาทสายตรงผู้นี้จึงไม่มีผู้ใดกล้าทำอะไร…”
อี๋หนิงประหลาดใจ ท่านอาหญิงที่มีอายุน้อยที่สุด
ของทายาทสายตรงผู้นี้กำลังจะแต่งงานกับท่าน
พ่อของนางมิใช่หรือ คาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนี้
ด้วย
เซี่ยอวิ้นแต่งงานแล้ว แต่เขากลับยังตามตอแย
ช่างเป็นผู้ที่มักมากในตัณหาโดยแท้จริง
ขณะที่กำลังกล่าว เซี่ยอวิ้นก็เดินมุ่งหน้ามาทาง
อี๋หนิง บุตรชายสายตรงของท่านสวีกั๋วกงมีรูปโฉม
ไม่เลว ทั้งร่างมีกลิ่นอายสูงศักดิ์ เขาก้าวย่าง
ตามมาประชิด
เมื่อเซี่ยอวิ้นเห็นอี๋หนิงก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ ทว่า
ใบหน้ายังคงปันรอยยิ้มพลางผงกศีรษะให้นาง
ก่อนจะหุบรอยยิ้มแล้วเดินจากไปอย่างเย็นชา อี๋ห
นิงเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ชมแล้วจึงผงกศีรษะให้
นางเล็กน้อยเป็นมารยาท จากนั้นก็เดินไป
ทางด้านหลัง
สวีหย่งเห็นอี๋หนิงเดินไปทางด้านหลัง เขามองไม่
ชัดว่าแท้จริงอี๋หนิงมีรูปโฉมอย่างไรจึงรั้งตัวสาวใช้
ของเซี่ยอวิ้นคนหนึ่งไว้ ก่อนเอ่ยถาม “คนผู้นั้นคือ
ผู้ใด เหตุใดแม่นางเซี่ยจึงแสดงสีหน้าไม่อยากพบ
นาง”
“นางคือคนที่ทำให้คุณหนูของพวกเราไม่สบ
อารมณ์น่ะสิเจ้าคะ” สาวใช้กระซิบเสียงเบา “มิ
เช่นนั้นคุณหนูจะแสดงท่าทีไร้ความอดทนต่อ
คุณชายแบบนี้หรือ บ่าวต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”
สวีหย่งเป็นทายาทสายตรงของตระกูล ฮูหยินผู้
เฒ่าโปรดปรานเขายิ่งนัก เลี้ยงดูตามใจจนไม่
สนใจฟั้าไม่สนใจกฎระเบียบ ครั้นสวีหย่งได้ยินว่า
มีคนทำให้โฉมงามไม่สบอารมณ์ หัวคิ้วก็พลัน
ขมวดมุ่น เขายิ้มพลางกล่าวกับสาวใช้ผู้นั้น “ใน
เมื่อนางทำให้แม่นางเซี่ยไม่พอใจ เช่นนั้นข้าก็จะ
ช่วยแม่นางเซี่ยสักครา เจ้ากลับไปบอกกล่าวแม่
นางเซี่ยว่าให้จดจำคุณงามความดีของข้าเอาไว้”
พูดจบก็โบกพัด เดินมุ่งหน้าไปด้านหลัง
สาวใช้อีกคนหนึ่งกล่าวกับสาวใช้ผู้นั้น “เจ้าช่างใจ
กล้านัก สวีหย่งผู้นี้เป็นดุจท่อนไม้ที่ใช้ซักผ้า[2]!
ผู้ใดก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าเขาจะทำเรื่องใดออกมา
ตระกูลของนายหญิงสามหลัวมีอำนาจ บิดาคือ
ท่านอิงกั๋วกง สามียังเป็นใต้เท้าหลัวรองเสนาบดี
กรมโยธา หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นแล้วมากล่าวโทษ
คุณหนูของพวกเรา ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทำ
อย่างไร”
สาวใช้ผู้นั้นแสดงท่าทีไม่ยี่หระ “จะเกิดเรื่องใดได้
ข้าเห็นว่ายังมีสาวใช้ติดตามนางอยู่”
ทั้งสองคนสนทนากันพลางเดินจากไปไกล
——————–
1. หน้าตามอมแมมเปือนฝุั่นหมายถึงเสีย
หน้า เสียเกียรติ
2. ท่อนไม้ที่ใช้สำหรับซักผ้าหมายถึงคนโง่
เขลา เบาปัญญา