พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 195 (Rewrite)
- Home
- พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ!
- บทที่ 195 (Rewrite)
หลังจากกลับมาที่ห้อง หลัวอี๋หนิงก็นั่งนิ่งอยู่ตรง
นั้นเนิ่นนาน
แสงเทียนยังคงส่องสว่าง สะท้อนเป็นเงาดำสลัว
ขนาดใหญ่บนบานหน้าต่างกระดาษ
เปั่าเกอร์นอนทิ้งมือเท้าหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอด
ของมารดา ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ เขา
นอนอย่างมีความสุข เวลาล่วงผ่านไปครู่ใหญ่ แต่
หลัวอี๋หนิงยังคงไร้ความรู้สึกง่วงงุน
“นายหญิง น้ำร้อนที่ต้มไว้ให้ท่านเย็นไปสามรอบ
แล้ว ท่านล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนเถิดเจ้าค่ะ”
เจินจูกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หมัวมัวทั้งสอง
คนลากลับบ้านไปแล้ว ในห้องของอี๋หนิงจึงเหลือ
เพียงเจินจูที่กล้าพูดเช่นนี้กับนาง สำหรับไต้เม่า
นางยังไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำเยี่ยงนี้
อี๋หนิงรับคำเสียงหนึ่ง ก่อนถามเจินจูว่า “ถิงเก
อร์หลับหรือยัง”
“ซื่อจื่อกับคุณชายน้อยยวี่รู้สึกมีวาสนาต่อกัน
ยามนี้เกรงว่าน่าจะยังเล่นกันอยู่เจ้าค่ะ” เจินจูให้
สาวใช้ชราไปยกน้ำร้อนเข้ามาอีกครั้ง
ในเวลานี้เอง ด้านนอกห้องก็มีเสียงวุ่นวายของ
เด็กน้อยดังขึ้น สาวใช้เข้ามารายงาน “นายหญิง
ท่านซื่อจื่อกับคุณชายน้อยยวี่เดินทางมาเยี่ยม
ท่านเจ้าค่ะ”
เจินจูหัวเราะ “ท่านดูสิเจ้าค่ะ พอกล่าวถึงก็
มาแล้ว” ดวงหน้าอ่อนเยาว์ภายใต้แสงจาก
ตะเกียงของนางอ่อนละมุนเป็นพิเศษ
หลัวอี๋หนิงให้ทั้งสองคนเข้ามา ทว่ายวี่เกอร์เลือก
ยืนรออยู่ตรงประตูด้วยท่าทีระมัดระวังสำรวม เว่
ยถิงไม่สนใจเขา วิ่งลิ่วเข้ามาด้านใน หากไม่ใช่
เพราะเห็นเจ้าก้อนน้อยหลานชายนอนอยู่ในอ้อม
กอดของพี่สาว เขาคงมุดตัวเข้าไปแล้ว หลัวอี๋หนิง
เห็นยวี่เกอร์มีท่าทีระมัดระวังจึงให้ไต้เม่าพาเขา
ไปดื่มน้ำหวานสาลี่ที่ห้องด้านข้างฝังบูรพา
อี๋หนิงลูบเส้นผมแห้งแข็งกร้านของเว่ยถิง เอ่ย
ถามเขา “เจ้าไปฝึกฝนอยู่ในค่ายทหารถึงสองปี
แต่เหตุใดจึงยังมีอุปนิสัยเกาะติดผู้อื่นเยี่ยงนี้ ยัง
ตามติดข้าแจ…ในจวนเจ้ากับท่านแม่เข้ากันได้ดี
หรือไม่ ยามนี้เจ้าคงไม่ทำให้นางต้องลำบากใจ
แล้วกระมัง ต่อไปทั้งชีวิตนี้นางจะเป็นมารดาของ
เจ้า เจ้าต้องปฏิบัติต่อนางอย่างเชื่อฟังเคารพ
เข้าใจหรือไม่”
เว่ยถิงขัดเขิน ในค่ายทหารเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้!
อาจารย์สั่งลงโทษเขา เขายังไม่ส่งเสียงร้อง
สักแอะ ทุกวันต้องขี่ม้า ยิงธนู ลุกย่อ แต่ไรมาเขา
ไม่เคยคร่ำครวญสักคำ แต่ทันทีที่พบพี่สาวก็ราว
กับเป็นลูกนกที่ได้หวนกลับรังพบมารดา เขา
คิดถึงนางอย่างยิ่ง อยากซุกตัวเข้าไปโอบกอดนาง
ให้แนบแน่น
เขาถอยหลังมาสองสามก้าว ไพล่มือไว้ด้านหลัง
แล้วกล่าว “พอไหว ข้าไม่ได้ทำให้นางลำบากใจ
แล้ว…นางผู้นี้เมื่อได้รู้จักนานไปก็นับว่าไม่เลว”
“เช่นนั้นก็ดี” หลัวอี๋หนิงยังไม่อาจปล่อยวางเรื่อง
ในจวนอิงกั๋วกง เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มออกมาอย่าง
ผ่อนคลาย “หลายวันนี้ข้ายังกลับไปไม่ได้ รอผ่าน
พ้นระยะนี้ไปแล้ว ข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านย่ากับ
ท่านแม่ ปีใหม่ปีนี้ท่านพ่อไม่ได้กลับมาใช่หรือไม่”
“ฮ่องเต้ทรงไม่กล้าให้เขากลับมา มิเช่นนั้นที่
ชายแดนคงว่างเว้นไม่มีผู้ใดดูแล” เว่ยถิงนั่งลง
ข้างกายนาง เขาอายุยังน้อย แต่มีความคิดอ่าน
เช่นผู้ใหญ่แล้ว
หลัวอี๋หนิงรับคำอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงรู้สึก
กระวนกระวาย นิ้วมือเรียวยาวลูบผมอันอ่อนนุ่ม
ของเปั่าเกอร์ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ถิง
เกอร์ เจ้าว่าเปั่าเกอร์น่าสนใจหรือไม่”
เปั่าเกอร์ในยามหลับดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
ท้องน้อยๆ ที่กินจนอิ่มนูนขึ้นมา ข้อเท้าสวมเชือก
ถักตุ้มทองรูปเม็ดถั่วลิสง เคลื่อนไหวไปมาตาม
เท้าน้อยๆ ของเขา
ถิงเกอร์จับจ้องอยู่ค่อนวัน ก่อนจะย่อตัวลงกล่าว
“ธรรมดาทั่วไปกระมัง…”
หลัวอี๋หนิงได้ยินก็ยิ้ม จากนั้นจึงกล่าว “เขาเป็น
หลานชายของเจ้า ยามนี้เขายังเล็ก ไม่รู้ว่าต้องใช้
เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะเติบใหญ่ ต่อไปถิงเกอร์
ของพวกเราก็จะขึ้นเป็นท่านอิงกั๋วกง เป็นท่านแม่
ทัพใหญ่ เจ้าต้องปกปั้องคุ้มครองเขาจนกว่าเขา
จะโตมากกว่านี้ เข้าใจหรือไม่”
แน่นอนว่าถิงเกอร์ไม่มีทางผิดต่อความเชื่อใจของ
พี่สาว แต่หากจะให้เขาตบอกรับประกัน เขาก็ทำ
ไม่ได้ เขาทำได้เพียงกล่าวว่า “ท่านวางใจ เพียง
ข้ามีเนื้อกินคำหนึ่ง เจ้าเด็กนี่ก็ต้องมีน้ำแกงกินอึก
หนึ่ง!”
สาวใช้ภายในห้องพากันหัวเราะ ด้วยเกรงว่าจะ
รบกวนการนอนของคุณชายน้อย พวกนางจึงได้
แต่เม้มปากกันอย่างยากลำบาก
เขาเรียนรู้วาจาพิลึกนี้มาจากที่ใด! หลัวอี๋หนิงเอง
ก็หัวเราะ “เอาละ เลิกซุกซนได้แล้ว ได้เวลานอน
แล้ว!”
เว่ยถิงรับคำ ก่อนจะวิ่งไปหายวี่เกอร์อีกครั้ง หลัว
อี๋หนิงรอให้พวกเขาจากไปแล้วจึงได้เรียกสาวใช้
ชราเข้ามาสั่งกำชับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไป
เตรียมเครื่องแต่งกายชุดใหญ่ให้ข้า พรุ่งนี้ข้าจะ
ใช้”
บรรดาสาวใช้ชรายอบกายโดยพร้อมเพรียงกัน
พวกนางใช้เวลาเตรียมเครื่องประดับชุดใหญ่
ตลอดทั้งคืน
หลัวอี๋หนิงตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้าตรู่ เปั่า
เกอร์ยังไม่ตื่น นางหอมแก้มเล็กๆ ของเขา แม่นม
เข้ามาอุ้มเขาไปนอนในห้องปีซาฉูเพื่อไม่ให้
รบกวนเขาจนตื่น
ไต้เม่าเกล้าผมมวยหลังม้าพร้อมสวม
เครื่องประดับศีรษะครบชุดให้หลัวอี๋หนิง ชุด
ประจำตำแหน่งฮูหยินตราตั้งมีทั้งด้านในและด้าน
นอก ราชโองการแต่งตั้งยังส่งมาไม่ถึงมือนาง เห็น
ทีน่าจะตกอยู่ในมือของหลัวเซิ่นหย่วน ดูแล้ว
น่าจะเป็นตำแหน่งตราตั้งเจิ้งขั้นสาม ทว่าชุด
ประจำตำแหน่งได้ถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่ขั้นตอนการสวมใส่ยุ่งยากกว่าชุดทางการ
ทั่วไปมาก ไม่นานหลังจากนั้นเมื่ออี๋หนิงได้เห็น
ภาพสะท้อนอันสูงศักดิ์เคร่งขรึมของตนในกระจก
นางก็แทบจำตนเองไม่ได้
ที่แท้นางก็สามารถดูสุขุมภูมิฐานได้ถึงเพียงนี้
ขณะที่นางออกมา บนท้องฟั้ายังปรากฏดวงดาว
พร่างพราวหลายดวง พื้นทางเดินปกคลุมไปด้วย
หิมะไม่ทันได้ปัดกวาด เต้าเหยี่ยนยืนไพล่มือไว้
ด้านหลัง รอนางอยู่ตรงบริเวณกำแพงบังรัศมี
ครั้นเห็นนางที่อยู่ในชุดหรูหราสูงศักดิ์ เต้าเหยี่ยน
ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ารอเจ้ามาสองเค่อ
แล้ว”
เขาต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ ดังนั้นจึงได้ตื่นแต่เช้า
ถือเป็นการบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว
“ขึ้นรถแล้วค่อยว่ากันเถิด” หลัวอี๋หนิงเดินนำไป
ขึ้นรถม้าก่อน จากนั้นเต้าเหยี่ยนถึงตามเข้ามา
หลังจากขึ้นมาบนรถม้า เต้าเหยี่ยนก็ส่งเทียบเชิญ
ให้นาง ฮูหยินตราตั้งจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้ ยังมีสาร
จากฮองเฮา หากไม่มีสิ่งนี้ นางไม่สามารถเข้าไป
ในวังหลังได้
หลัวอี๋หนิงวางแผนเข้าวังพร้อมกับนางสวี นางสวี
จะเป็นตัวแทนจากจวนอิงกั๋วกง เต้าเหยี่ยนเป็น
บุรุษ ไม่สามารถเข้าไปในตำหนักจิ่งเหรินได้ เขา
ยังคงนั่งขัดตะหมาด ไม่รู้ว่ามีแผนการใดถึงจะทำ
ให้เข้าวังหลวงได้ เขาหลับตาอยู่นานค่อนวันก่อน
กล่าวขึ้น “งานเลี้ยงในวังหลวงวันนี้ ฮองเฮาอาจ
ทรงมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง เจ้าเพียงจับตาดู
คนที่ไปมาหาสู่ข้างพระวรกายฮองเฮาก็พอ หาก
เกิดเหตุไม่คาดคิด พวกเราจะได้เตรียมการ”
หลัวอี๋หนิงได้ยินถึงตรงนี้ก็ยิ้ม “ท่านอาจารย์ ข้า
ยังมีคำถามหนึ่ง”
“เจ้าว่ามา” เต้าเหยี่ยนไม่ได้กล่าววาจาไร้สาระ
แม้เพียงครึ่งคำ เขาลืมตาขึ้นช้าๆ
“หากเพียงอยากให้ข้าจับตามองฮองเฮา อันที่
จริงจ้าวเจี๋ยอวี้ก็สามารถทำได้ ฮูหยินตราตั้งมี
มากมาย หากจะให้พาสาวใช้สักคนเข้าไปในพระ
ตำหนักก็ย่อมได้ ด้วยความสามารถของใต้ซือ
การซื้อตัวสาวใช้สักคนคงไม่ใช่เรื่องยาก เหตุใดจึง
ต้องเป็นข้า” หลัวอี๋หนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“ใต้ซือมีแผนการอย่างไรกันแน่ หากอยากสังหาร
ข้าก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนคิดการใหญ่ถึงเพียงนี้”
เมื่อเต้าเหยี่ยนได้ยินคำกล่าวของนาง เขากลับ
หัวเราะออกมา “แต่ไรมาข้าไม่เคยคิดสังหารเจ้า
แต่ในเมื่อเจ้าถาม ข้าก็จะไม่ปิดบัง อันที่จริงข้ามี
แผนการอยู่ เพียงแต่ยามนี้ยังไม่อาจบอกต่อเจ้า
เมื่อเจ้าไปอยู่ข้างพระวรกายของฮองเฮาแล้วย่อม
มีคนบอกเจ้าเองว่าขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร
สิ่งเหล่านี้ล้วนทำไปเพื่อหลัวเซิ่นหย่วน หาก
ฮองเฮาทรงประสบความสำเร็จ กาลข้างหน้า
หลัวเซิ่นหย่วนคงไร้หนทางรอดชีวิตแล้ว หาก
ตอนนี้เจ้ารู้สึกเสียใจก็สามารถล้มเลิกได้”
“ข้าไม่รู้สึกเสียใจ” หลัวอี๋หนิงทอดถอนใจเบาๆ
เต้าเหยี่ยนจะทำร้ายนางหรือไม่ นางไม่อาจรู้ แต่
นางไม่มีทางทำร้ายหลัวเซิ่นหย่วนเป็นแน่
ในใจหลัวอี๋หนิงครุ่นคิดถึงเรื่องของฮองเฮา ไม่รู้ว่า
จะสนทนากับอีกฝั่ายอย่างไร รถม้าวิ่งออกจาก
ตรอกซินเฉียว หลัวอี๋หนิงเลิกชายผ้าม่านขึ้นเพื่อ
มองออกไปยังด้านนอก บนถนนหนทางประดับ
ประดาไปด้วยโคมไฟ ร้านค้าต่างๆ ยังไม่เปิด
ค้าขาย หน่วยทหารม้าลาดตระเวนมีจำนวน
เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนถึงครึ่งหนึ่ง รอจนรถม้าวิ่ง
มาถึงนอกประตูจงจือเหมิน พระอาทิตย์ก็เพิ่งโผล่
พ้นขอบฟั้า แสงอรุณสว่างรำไร มีรถม้าจำนวน
มากเดินทางมาถึงแล้ว หลัวอี๋หนิงกล่าวอำลาเต้า
เหยี่ยนตรงจุดนี้ เขามอบสาวใช้หน้าตางดงาม
หมดจดเงียบขรึมคนหนึ่งให้นางอาศัยสาวใช้ผู้นี้
ในการส่งข้อความ
เมื่อวานหลัวอี๋หนิงให้คนไปบอกกล่าวกับนางสวี
ว่าอยากเข้าวังพร้อมกับนาง ยามนี้นางสวีกำลังรอ
อยู่หน้าประตูหลัง
นางสวีสวมชุดฮูหยินตราตั้งเจิ้งขั้นหนึ่ง นางยิ้ม
พลางเดินเข้ามาเกี่ยวแขนของอี๋หนิง “เหตุใดจึง
ไม่เห็นท่านเก๋อเหล่าเล่า”
“เขาล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ยามนี้น่าจะอยู่ในพระ
ตำหนักไท่เหอเจ้าค่ะ” หลัวอี๋หนิงยิ้ม ทั้งสองคน
เดินจับมือผ่านเข้าประตูวังหลวงพร้อมกัน เหล่าฮู
หยินตราตั้งล้วนลงจากเกี้ยวตรงจุดนี้ พวกนาง
เดินตามทางไปยังตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา ใน
เวลานี้ฮองเฮากำลังพบปะพูดคุยอยู่กับเหล่าองค์
หญิงทั้งหลาย บรรดาฮูหยินจึงถูกเชิญไปนั่งจิบน้ำ
ชาที่ตำหนักด้านข้าง ยังไม่ได้เข้าเฝั้า ตรงประตูมี
นางกำนัลสวมปีเจี่ยเกล้ามวยแกละยืนอยู่ ครั้น
เห็นนางสวี นางก็ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวก่อน
ยอบกายแล้วเอ่ยถาม “ท่านเป็นฮูหยินจากจวน
อิงกั๋วกงใช่หรือไม่เจ้าคะ”
นางกำนัลผู้นี้เป็นคนของจ้าวหมิงจู นางมารอนาง
สวีที่นี่นานแล้ว นางพาพวกนางไปพบจ้าวหมิงจู
อี๋หนิงไม่ได้พบจ้าวหมิงจูมานานแรมปีแล้ว รู้สึก
ใคร่รู้อย่างยิ่งว่าชีวิตนางในยามนี้เป็นอย่างไร
ดังนั้นจึงเดินทางไปยังตำหนักที่จ้าวหมิงจูอาศัย
อยู่พร้อมกับนางสวี
ตำหนักที่จ้าวหมิงจูพำนักอยู่คือตำหนักซีฝูซึ่งเป็น
เรือนทางเข้าสามชั้น มีห้องหลักห้าห้อง พื้นห้อง
เรียบรื่นเงางาม ด้านในมีการเผาตี้หลงและจุด
เครื่องหอม จ้าวหมิงจูกำลังเอนกายบนหมอนอิง
หลับตาปล่อยให้สาวใช้เคลือบสีเล็บให้นาง ครั้น
นางได้ยินว่าฮูหยินจากจวนอิงกั๋วกงกับฮูหยินสาม
หลัวมาถึงแล้วก็รีบลุกขึ้นนั่ง สั่งให้พวกนางเข้ามา
ได้
อี๋หนิงจึงได้พบนางที่อยู่ในอาภรณ์ปักเลื่อมทองคำ
ทั่วร่าง ยังมีกำไลทองฝังหยกที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
หลายวง ดอกโบตั๋นที่ประดับทั่วศีรษะทำจาก
หยกและไข่มุก จ้าวหมิงจูดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าแต่
ก่อน แสดงให้เห็นว่านางมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์มาก
จ้าวหมิงจูดึงมือนางมานั่ง ก่อนสั่งให้นางกำนัลยก
ของว่างเข้ามา นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เป็น
อย่างไรบ้าง ยามนี้เจ้าเป็นฮูหยินของท่านเก๋อ
เหล่าแล้ว ในขณะที่พระราชทานยศตราตั้งให้แก่
เจ้า ข้าก็อยู่ด้วย ฮ่องเต้ตรัสว่าจะพระราชทาน
ยศฉง[1]ขั้นสามให้แก่เจ้า ข้านั่งฟังอยู่ด้านข้างจึง
แนะนำพระองค์ให้พระราชทานยศเจิ้นขั้นสาม
ให้แก่เจ้า”
“เห็นได้ชัดว่าเจ้ามีชีวิตสุขสบายดีในวังหลวงนี้!”
หลัวอี๋หนิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม นางจับมือเรียวของ
จ้าวหมิงจูขึ้นมาดู นิ้วเรียวยาวดุจหยกไร้รอย
ตำหนิใดๆ
ได้ยินว่าฮ่องเต้โปรดปรานนางยิ่งนัก ระยะนี้นาง
ยังได้รับเกียรติและความโปรดปรานมากเป็น
พิเศษจนใกล้จะเหนือกว่าสนมต่งแล้ว
จ้าวหมิงจูกล่าว “ถวายการปรนนิบัติมานานจน
พอเข้าใจถึงพระอารมณ์ของฝั่าบาทแล้ว พระองค์
ไม่โปรดปรานคนฉลาด” นางยกไหล่ขึ้นน้อยๆ
“ข้าเองก็ไม่ง่าย ในวังหลวงนี้มีคนที่มีสถานะสูงส่ง
กว่าข้ามากมาย แต่ไรมาข้าก็ไม่กล้าปล่อยให้ตน
ตั้งครรภ์เพราะไม่อยากเป็นที่อิจฉาริษยาของผู้อื่น
หลังจากถวายการปรนนิบัติ ข้าต้องลอบดื่มยา
ห้ามครรภ์ทุกครั้ง”
“ฮ่องเต้ไม่ตรัสสิ่งใดหรือ” หลัวอี๋หนิงคาดไม่ถึงว่า
ในหัวของนางจะมีความคิดเช่นนี้
“พระองค์ทรงเข้าพระทัยดี ไม่จำเป็นต้องตรัส
ออกมาเพื่อฉีกหน้าข้า” น้ำเสียงของจ้าวหมิงจู
เบาลงเล็กน้อย “แต่ยามนี้ข้าเองก็มีความสุขดี
ท่านหลัวเก๋อเหล่าได้จัดสรรผืนดินที่นาให้แก่กับพี่
รองผู้นั้นของข้า ครอบครัวของข้าถึงได้อยู่ดีกินดี
ข้าไม่คาดหวังให้พวกเขารับตำแหน่งขุนนาง นี่
เป็นการปั้องกันไม่ให้พวกเขามาสร้างปัญหาให้แก่
ข้าในภายภาคหน้า”
นางดูมีเสน่ห์และชีวิตชีวากว่าแต่ก่อน นางชอบ
ชีวิตหรูหราที่ได้อยู่เหนือผู้คนเช่นนี้
“อย่างไรยาห้ามครรภ์ก็มีฤทธิ์ทำร้ายร่างกาย
ต่อไปหากเจ้าคิดอยากมีก็คงยากแล้ว” หลัวอี๋ห
นิงคิดคำนวณเพื่อนาง ชีวิตนางสนมในวังหลัง
แห่งนี้ หากไร้บุตรเคียงข้าง ในกาลข้างหน้าเมื่อ
ชราแก่เฒ่าย่อมลำบาก อี๋หนิงกระซิบ “… เจี๋ยอวี้
ต้องวางแผนสำหรับชีวิตในกาลข้างหน้าของตนไว้
บ้าง”
จ้าวหมิงจูหัวเราะ “ต่อไปค่อยว่ากันเถิด! ยากนัก
ที่เจ้าจะมาสักครั้ง ที่นี่มีของดีมากมาย ข้าจะแบ่ง
ให้เจ้าเอากลับไปส่วนหนึ่ง แม้ในจวนของเจ้าจะมี
ท่านเก๋อเหล่า ไม่ขาดแคลนสิ่งใด แต่นี่ก็ถือเป็น
น้ำใจของข้า”
ทั้งสามคนอยู่ดื่มชาที่ตำหนักของจ้าวหมิงจูสักพัก
ก็มีคนเข้ามารายงานว่าสามารถไปเข้าเฝั้าฮองเฮา
ได้แล้ว จ้าวหมิงจูและทั้งสองจึงได้เดินทางไปยัง
ตำหนักคุนหนิง พวกนางคุกเข่าคำนับฮองเฮาเต็ม
พิธีการ
ฮองเฮานั่งอยู่บนที่ประทับหงส์ กวาดสายตามอง
ทุกคน ก่อนจะหยุดลงบนร่างของหลัวอี๋หนิง
ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวจับ
จุกฝาถ้วยน้ำชาแน่น
“เป็นฮูหยินสามหลัวเองหรือ ลุกขึ้นเถิด”
คาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะปรากฏตัวในสถานที่แห่งนี้
ยามนี้! นางโจวรู้สึกว่าหลัวอี๋หนิงมีบางสิ่งแปลก
พิกลไป หัวใจนางโจวพลันเต้นรัว! หากจะกล่าว
ไป ความสัมพันธ์ระหว่างหลัวอี๋หนิงกับลู่เจียเสวีย
ดูไม่ธรรมดา ทว่านางกลับเป็นภรรยาของหลัว
เก๋อเหล่า ถึงยามนี้ลู่เจียเสวียจะปฏิบัติต่อนางราว
กับไม่มีความสลักสำคัญใด แต่ไม่ว่าอย่างไรคนผู้นี้
ก็มีประโยชน์มาก นางโจวมองไปอีกด้านหนึ่ง
เซี่ยอวิ้นกับเฉิงหลางยืนอยู่ด้วยกัน เฉิงหลางเป็น
คนที่ลู่เจียเสวียส่งมาอยู่ข้างกายตน นางโจวรู้ว่านี่
หมายความว่าอย่างไร
บรรดาฮูหยินแบ่งที่นั่งกันตามระดับยศศักดิ์ ผู้ที่
สามารถสนทนากับนางโจวได้มีเพียงไม่กี่คน
เท่านั้น คนที่เหลือจึงทำได้เพียงสนทนาปราศรัย
กันเอง
เฉิงหลางหันสายตาไปมองหลัวอี๋หนิงที่กำลังจิบ
ชาอย่างเนิบช้า คิ้วพลันขมวดขึ้น
เหตุใดนางจึงมาอยู่ในที่แห่งนี้ หลัวเซิ่นหย่วนให้
นางมาหรือ
หลัวเซิ่นหย่วนไม่รู้หรือไร ว่ายามนี้ที่นี่แฝงไปด้วย
อันตรายรอบทิศ! แต่เขากลับให้นางมาเสี่ยง
อันตราย ช่างใจกล้ายิ่งนัก! หากเกิดสถานการณ์
วุ่นวายขึ้นมา ผู้ใดจะคุ้มครองนาง!
เซี่ยอวิ้นกำลังพูดคุยเป็นเพื่อนเสด็จปั้า ครั้นหัน
หน้าไปก็เห็นเฉิงหลางที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ นาง
มองตามสายตาเขาไปก็พบหลัวอี๋หนิง
“อย่างไรกัน” เซี่ยอวิ้นเผยรอยยิ้มหยัน น้ำเสียง
กดต่ำ “อยากไปรำลึกความหลังกับญาติผู้น้อง
ของท่านหรือ”
เฉิงหลางยกมือวางบนไหล่ของนาง น้ำเสียงนุ่ม
เบา “…หุบปาก”
ตั้งแต่หลัวอี๋หนิงเห็นเฉิงหลางยืนอยู่ในห้องตรง
บริเวณที่ไม่สะดุดตา หัวคิ้วก็ขมวดมุ่น หัวใจบิด
เขม็ง เหตุใดเฉิงหลางจึงอยู่ที่นี่ หากเป็นเพียงงาน
เลี้ยงทั่วไป เฉิงหลางจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ด้วยหรือ ผู้
ที่สามารถสั่งการเขาได้ยังจะมีผู้ใดอีก!
นางจิบน้ำชาโดยไม่แสดงสีหน้าใด เพียงกระซิบ
ถามสาวใช้ของตน “รู้หรือไม่ว่าคนผู้นั้นคือผู้ใด”
สาวใช้ส่ายศีรษะน้อยๆ หลัวอี๋หนิงจึงกล่าว “เป็น
ใต้เท้าเฉิงผู้ช่วยหัวหน้าฝั่ายตรวจการ เจ้าไปด้าน
นอก ไปเอาซิ่งเหรินมาให้ข้า”
สาวใช้เข้าใจในความหมายของหลัวอี๋หนิง นาง
ยอบตัวแล้วถอยออกไป นางเดินออกไปยกจาน
ซิ่งเหรินนอกประตูเข้ามา ขณะที่เยื้องย่างผ่าน
นางกำนัลคนหนึ่งก็กระซิบเสียงแผ่วเบาสองสาม
ประโยค
รอจนสาวใช้กลับเข้ามาในห้องอุ่นฝังประจิมอีก
ครั้ง งานเลี้ยงก็ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
นางโจวลุกขึ้นจากที่ประทับหงส์ นางกล่าวกับเฉิง
หลาง “อีกครู่เมื่อเริ่มงาน ท่านอาสี่จะสั่งให้คนลง
มือ บรรดาฮูหยินที่อยู่ที่นี่ต้องควบคุมตัวไว้ให้
หมด อย่าให้กระทบไปถึงพระตำหนักฝั่ายหน้า
เจ้าพาคนมาพอหรือไม่”
“ฮองเฮาทรงวางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เฉิงหลาง
ไพล่มือไว้ด้านหลังพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ในเวลานี้เอง บรรดาฮูหยินตราตั้งทั้งหลายก็ดูแล
ความเรียบร้อยของตน ก่อนจะจับจูงกันเดินตาม
ฮองเฮาไป เนื่องจากยามนี้เป็นฤดูเหมันต์ งาน
เลี้ยงจึงจัดอยู่ในพระตำหนักเจียวไท่ ทว่ายังไม่ทัน
ออกจากห้องอุ่นก็มีขันทีเดินเข้ามาด้วยแข้งขา
อ่อนยวบไม่กระฉับกระเฉงนัก เมื่อก้าวมาถึงข้าง
กายฮองเฮาก็รายงานเสียงแผ่วเบา “ฮองเฮา ที่
พระตำหนักไท่เหอเกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หน่วยทหารจินอู่บุกจู่โจมเขตพระราชฐาน
ด้านหน้า พวกเขาบุกเข้าไปเพื่อคิดควบคุมตัว
ฮ่องเต้! บรรดาขุนนางฝั่ายบุ๋นและบู๊ถูกโอบล้อม
ยามนี้สถานการณ์กำลังวิกฤต
บรรดาฮูหยินสัมผัสได้ถึงบรรยากาศผิดปกติจึงพา
กันตื่นตระหนก มุมปากของนางโจวผุดรอยยิ้ม
เย็น กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นกร้าว “ไม่ว่าผู้ใดก็ห้าม
ออกไป!”
เฉิงหลางส่งสัญญาณมือ ทันใดนั้นคนของ
หน่วยยวี่หลินก็พุ่งตัวออกมาปิดล้อมกลุ่มฮูหยิ
นตราตั้ง
จ้าวหมิงจูร่างสั่นเทา นางบีบมือของหลัวอี๋หนิงไว้
แน่น “นี่ฮองเฮาทรงกำลังคิดทำการใด พระองค์
บ้าไปแล้วหรือ!”
“เขตพระราชฐานด้านหน้าเกิดความวุ่นวาย เห็น
ได้ชัดว่าฮองเฮาทรงกำลังก่อการกบฏแล้ว” หลัว
อี๋หนิงจับจ้าวหมิงจูไว้เพื่อทำให้อีกฝั่ายสงบลง
นางคาดเดาถึงเหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้วจึงไม่มี
ความรู้สึกอันใด ทันใดนั้นสายตาคมกร้าวของ
ฮองเฮาก็กวาดผ่าน ก่อนจะชี้มาที่นาง “ไปมัดตัว
นางมาให้ข้า!”
“ฮองเฮาเพคะ ฮูหยินสามหลัวกระทำสิ่งใดผิด
พระองค์ถึงต้องทรงจับนางไว้” ยามนี้จ้าวหมิงจู
สวามิภักดิ์กับสนมต่งแล้ว นางไม่ขลาดเกรง
ฮองเฮา กัดฟันขวางตนเองไว้เบื้องหน้าหลัวอี๋หนิง
เต้าเหยี่ยนอยากให้นางตายจริงๆ ใช่หรือไม่!
หลัวอี๋หนิงไม่เห็นเต้าเหยี่ยนจะแฝงคนไว้แต่อย่าง
ใด นอกจากสาวใช้ที่ดูธรรมดาที่อยู่ด้านหลังนาง
คนหนึ่ง
นางมองไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว ก่อนตระหนัก
ได้โดยพลัน เต้าเหยี่ยนคาดเดาได้ว่าฮองเฮาไม่มี
ทางสังหารนาง การสังหารนางไม่ก่อให้เกิด
ผลประโยชน์อันใด! การปล่อยนางไว้จะมี
ประโยชน์มากกว่า น้ำเสียงเรียบเฉยของนางจึง
แฝงด้วยความคมกร้าว “หากฮองเฮาทรงต้องการ
จับตัวหม่อมฉันก็เชิญเถิด เพียงแต่หม่อมฉันมีบาง
ประโยคที่อยากจะทูล ธนูดอกนี้ของฮองเฮา หาก
ยิงออกไปแล้ว…ย่อมไร้หนทางหันหลังกลับอีก”
เฉิงหลางมองนางที่ไม่แม้แต่จะชายตามองตน มุม
ปากเขาปรากฏเป็นรอยยิ้มบางเบา “จับตัวฮูหยิ
นสามหลัวไว้ เอาไปขังไว้ที่ห้องด้านข้าง”
เมื่อเต้าเหยี่ยนได้รับข่าวจากหลัวอี๋หนิง หัวคิ้วก็
ขมวดมุ่น
ลู่เจียเสวียวางเฉิงหลางไว้ข้างกายฮองเฮา เห็นทีนี่
คงไม่ใช่เพื่อการช่วยเหลือธรรมดา สถานการณ์ใน
วันนี้คงตึงมือแล้ว! เกรงว่าเขาคงต้องปรากฏตัว
แล้วจริงๆ
ขณะที่เขตพระราชฐานด้านหน้าเกิดความวุ่นวาย
ที่เขตพระราชฐานด้านหลัง เฉิงหลางต้องทำการ
ควบคุมบรรดาฮูหยินตราตั้งที่อยู่ในพระตำหนัก
เจียวไท่เพื่อใช้ข่มขู่คนในเขตพระราชฐาน
ด้านหน้าเป็นแน่ อันที่จริงเต้าเหยี่ยนแฝงคนไว้ใน
ตำหนักคุนหนิงแล้ว แต่นี่ยังไม่ใช่เวลาเปิดเผยตัว
หลัวอี๋หนิงในเวลานี้คงถูกคุมตัวไว้แล้ว ไม่รู้ว่าใน
ใจนางจะกำลังก่นด่าเขาเยี่ยงไร
แน่นอนว่าเต้าเหยี่ยนย่อมไม่สนใจสิ่งนี้ หากยัง
บังคับให้ฮ่องเต้สละราชบัลลังก์ไม่สำเร็จ ฮองเฮา
ย่อมไม่มีทางทำร้ายหลัวอี๋หนิงถึงแก่ชีวิต ไม่แน่ว่า
การที่นางอยู่ในตำหนักคุนหนิงอาจจะเป็นการ
ช่วยให้นางปลอดภัยมากขึ้น
เบื้องหน้าของเขาคือแผนที่วังหลวง เต้าเหยี่ยนม
องแผนที่พลางกล่าวกับผู้บัญชาการของหน่วยฝู
เว่ย “พระตำหนักไท่เหอง่ายต่อการปั้องกันยาก
ต่อการบุกโจมตี ท่านหลัวเก๋อเหล่าได้จัดเตรียม
กำลังพลไว้ข้างพระวรกายฝั่าบาทรอโต้กลับแล้ว
ท่านจงพาทหารไปล้อมทางขึ้นบันไดหินอ่อน
เอาไว้ ฝั่ายตรงข้ามต้องใช้ธนูหน้าไม้ในการสู้รบ
แต่กำลังพลของพวกเขามีน้อยเกินไป การสู้รบ
ด้วยธนูหน้าไม้ย่อมไม่เพียงพอ พวกท่านจงฝั่า
ทะลวงขึ้นไปตรงๆ เข้าควบคุมพวกเขาให้ได้”
ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือเต้าเหยี่ยนที่ได้รับสมญานาม
ว่าเทพแห่งสงคราม ผู้บัญชาการหน่วยฝูเว่ยคิดจะ
พูดบางอย่างก็ยังถึงขั้นตะกุกตะกัก “ขะ…เข้าใจ
แล้วขอรับ ทุกสิ่งล้วนปฏิบัติตามคำสั่งของท่าน”
จากนั้นเขาก็ถามขึ้น “ท่านหลัวเก๋อเหล่าเล่า
ขอรับ ใต้ซือ ข้าจำต้องกล่าวสักประโยค ต่อให้
รวมทหารจากหน่วยฝูเว่ย องครักษ์เสื้อแพร และ
กองกำลังสมทบที่กำลังเดินทางทั้งคืนจากเมือง
เปั่าติ้งและเจินติ้งก็เกรงว่าจะไม่สามารถต้านทาน
กองทัพของใต้เท้าผู้บัญชาการได้ ไม่อาจรักษา
ประตูต้าหมิงเหมินไว้ได้…”
“ข้ามีแผนการในใจ” เต้าเหยียนพูดแล้วก็หยิบ
ทวนยาวขึ้นมาจากบนโต๊ะ
ผู้บัญชาการหน่วยฝูเว่ยไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก รีบเก็บ
ของพาทหารมุ่งหน้าไปยังพระตำหนักไท่เหอ
พระตำหนักไท่เหอซึ่งเป็นศูนย์กลางของวังหลวง
กำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด ขั้นบันไดหิน
อ่อนสีขาว เซี่ยที่[2]ลงรักปิดทอง ชายคาโต้วกง
ทุกสิ่งล้วนตกอยู่ในบรรยากาศตึงเครียดกดดัน ผู้
บัญชาการหน่วยฝูเว่ยมองบานประตูใหญ่ของ
พระตำหนักไท่เหอที่เปิดออกจากระยะไกล ทันที
ที่เห็นเช่นนั้นเขาก็รู้สึกโล่งใจ แท้จริงสถานการณ์
ด้านในส่วนใหญ่ได้ถูกควบคุมไว้แล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนนำองครักษ์เสื้อแพรยืนอยู่ข้างกาย
ฮ่องเต้ ตั้งแต่เมื่อคืนเขาก็เฝั้ารอฉากการแสดงนี้
ด้วยเหตุนี้จึงจัดเตรียมการไว้อย่างรัดกุม เขาสวม
ชุดกระชับกายสีดำสนิท น้อยครั้งนักที่เขาจะแต่ง
กายเคร่งขรึมน่าสะพรึงเช่นนี้ ลมหนาวม้วนตัว
เข้ามาด้านใน ทว่าเสื้อคลุมของเขากลับไม่ไหวติง
กลิ่นอายสังหารเข้มข้นรุนแรง
หลัวเซิ่นหย่วนมองไปทางวั่งหย่วน ตาเฒ่านั่น
เพียงแสดงท่าทีรอเสพสุข ทันทีที่ตกอยู่ใน
สถานการณ์วิกฤตก็จะรีบหาที่หลบซ่อนตัว ในปี
นั้นที่ลู่เจียเสวียลงมือวางแผนการ เขาก็แสร้งทำ
เป็นไม่รู้ไม่เห็น และนั่นไม่ได้ทำให้เขาใช้ชีวิตอย่าง
ปลอดภัยกระทั่งขึ้นเป็นท่านราชเลขาธิการเช่น
ทุกวันนี้หรือ ครานี้ลู่เจียเสวียกับฮองเฮาร่วมมือ
กัน แต่กลับไม่ยอมบอกกล่าวอะไรเขาแม้เพียง
ครึ่งคำ!
วั่งหย่วนจึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีก
ครั้ง เพราะไม่ว่าราชวงศ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างไร ตำแหน่งราชเลขาธิการก็ยังเป็นของเขา
ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองสงบสุขรุ่งเรือง ไม่มีผู้ใด
สามารถสั่นคลอนตำแหน่งของเขาได้
ทหารของหน่วยจินอู่ที่บุกจู่โจมเมื่อครู่ถูกจับกุม
ตัวไว้แล้ว ศีรษะของพวกเขาถูกราชองครักษ์กด
แนบพื้นอย่างแรงจนฟันแทบร่วงออกมา
หลัวเซิ่นหย่วนกวาดตามองผู้คนที่อยู่ในที่แห่งนี้
เขายิ้มก่อนกล่าวออกมา “ยามนี้จงวางดาบลง
เสีย หากสารภาพออกมาว่าผู้ที่บงการอยู่
เบื้องหลังเป็นผู้ใด พวกเจ้าก็อาจมีชีวิตรอด หาไม่
แล้วก็ต้องถูกลงโทษเช่นคนผู้นี้”
ในตอนท้าย น้ำเสียงของเขาพลันคมกร้าว ราช
องครักษ์ยกดาบขึ้นแล้วฟันลงไป เลือดของคนผู้
หนึ่งสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นสีทอง!
ศีรษะของมนุษย์กลิ้งหลุนๆ ตกลงไปด้านล่าง
โลหิตแดงสดไหลชโลมไปตามขั้นบันไดช้าๆ ร่าง
ของขุนนางบางคนซวนเซเพราะไม่อาจทนมองหัว
และร่างไร้ศีรษะที่ยังดิ้นกระเสือกกระสนไม่หยุด
ใบหน้าของฮ่องเต้ซีดขาว แม้หลัวเซิ่นหย่วนจะ
คาดเดาไว้แล้วว่าวันนี้ต้องเกิดเหตุการณ์กบฏจึง
ได้หารือกับเขาทั้งคืนเพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ที่
อาจจะเกิดขึ้นในวันนี้ แต่เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
ตรงหน้า เขาก็ยังรู้สึกพะอืดพะอม
รองผู้บัญชาการหน่วยจินอู่เป็นคนที่โจวอิ้งโหย่
วซื้อตัวไว้ ยามนี้เขายังแทบทนไม่ได้อยากอาเจียน
ออกมา กอปรกับได้ยินเสียงเข้าปิดล้อมที่ดังมา
จากด้านนอก ดาบในมือของเขาก็ยิ่งจับไม่มั่นคง
หลัวเซิ่นหย่วนโบกมือเป็นสัญญาณให้องครักษ์
เสื้อแพรที่อยู่ซุ่มอยู่ด้านหลังบุกเข้ามาเพื่อจับกุม
ตัวรองผู้บัญชาการหน่วยจินอู่
ในขณะนี้เองที่นอกประตูวังหลวง ลู่เจียเสวียที่
สวมชุดเกราะหนักกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าตัวสูง
ใหญ่ เขาคล้ายได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในพระ
ตำหนักไท่เหอจึงแหงนหน้ามองไป
ช้าเกินไปแล้ว ท้องฟั้าเริ่มมืดแล้ว แม้คนที่โจวอิ้ง
โหย่วซื้อตัวไว้จะเป็นสหายเก่าของเขาและแฝงตัว
อยู่ในนั้นมานาน แต่อย่างไรคนผู้นี้ก็มีความมุ่งมั่น
และเด็ดขาดไม่เพียงพอ เกรงว่าราชโองการสละ
ราชสมบัติยังส่งไปไม่ถึงมือของฮ่องเต้ก็อาจถูก
องครักษ์เสื้อแพรฆ่าตายแล้ว เขามองไปยังโจวอิ้ง
โหย่วที่อยู่ในชุดเกราะด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยถาม
“ราชโองการท่านได้เตรียมไว้สองฉบับใช่หรือไม่”
โจวอิ้งโหย่วผงกศีรษะรับด้วยสีหน้าตึงเครียด ไม่
ว่าผู้ใด หากได้เห็นแผนการที่ตนทุ่มเทวางไว้
ล้มเหลวไม่เป็นท่าย่อมมีอารมณ์ไม่ดีนัก
ชะตากรรมของตระกูลโจวเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิด
กับฮองเฮา หากฮองเฮาดับสูญ ต่อให้ในมือเขา
โจวอิ้งโหย่วมีอำนาจทหาร แต่เขาจะสามารถมี
ชีวิตไปได้อีกสักกี่วัน! ตระกูลโจวจะยืนหยัดไปได้
อีกนานเพียงใด! ดังนั้นเขาจึงไร้หนทางล่าถอย
แล้ว เขาจำเป็นต้องบีบให้ฮ่องเต้สละราชบัลลังก์
แล้วมอบราชสมบัติให้องค์ชายสาม ในเมื่อต่างก็
เป็นเชื้อสายแห่งราชวงศ์ก็ย่อมขึ้นสถาปนาเป็น
ฮ่องเต้ได้! ทว่าแผนการถูกเตรียมขึ้นอย่างเร่งรีบ
แน่นอนว่าจึงไม่มีความรัดกุมนัก
“พอแล้ว ให้องค์ชายสามเตรียมสวมฉลอง
พระองค์มังกรไว้!” ลู่เจียเสวียดึงบังเหียนม้าให้
ก้าวไปข้างหน้า กระถางทองสัมฤทธิ์ถูกเตรียมไว้
นานแล้ว ด้านหลังของประตูต้าหมิงเหมินอันหนัก
อึ้งมีบรรดาราชองครักษ์คอยต้านอยู่ เสียงกระทบ
ทุ้มหนักดังสะท้อนไปมาในวังหลวงเป็นระลอกๆ
ยิ่งนานก็ยิ่งดังกังวาน พาให้หัวใจของผู้คนที่อยู่ใน
พระราชวังต้องห้ามสั่นสะพรึง
บรรดานางกำนัลขันทีชั้นล่างพากันเก็บข้าวของ
วิ่งหาที่หลบซ่อนกันอลหม่าน มีเสียงร้องไห้ของ
สตรีดังเล็ดลอดมาจากตำหนักคุนหนิง ทว่าที่พระ
ตำหนักไท่เหอกลับยังเงียบสงัด
ทันทีที่เสียงสุดท้ายดังขึ้น ประตูก็ถูกทำลาย!
ทหารชั้นเยี่ยมจำนวนนับไม่ถ้วนบุกเข้าไปในวัง
หลวงอย่างไร้หนทางต้านทาน กองกำลังทหารม้า
ของโจวอิ้งโหย่วพุ่งตัวไปทางพระตำหนักไท่เหอ
ทันที
ลู่เจียเสวียพลันนึกถึงเหตุการณ์ในปีนั้นที่ตนบุก
เข้าไปในจวนหนิงหย่วนโหว เหตุการณ์ก็เป็น
เช่นนี้ เขาก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว เขาตระหนักดี
ว่าตนกำลังก้าวเดินไปสู่จุดสูงสุดของอารมณ์
ตื่นเต้นอดกลั้น ความทะเยอทะยานและความ
ปรารถนาที่บ่มเพาะไว้กำลังสยายปีกออกมา
ไม่รู้ว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะรับมืออย่างไร! แม้
องครักษ์เสื้อแพรจะมีความสามารถเยี่ยมยอด แต่
ก็ไม่อาจต้านทานกลยุทธ์คลื่นมนุษย์ ลู่เจียเสวีย
ตระหนักชัดถึงจุดนี้
สุดท้ายเมื่อเขาบุกเข้ามาถึงประตูด้านใน เขาก็พบ
กับเต้าเหยี่ยนที่นั่งอยู่บนหลังม้า
เต้าเหยี่ยนไม่ได้สวมใส่ชุดนักบวชแล้ว ยามนี้เขา
อยู่ในชุดแต่งกายที่เข้าสู้รบกับโจรสลัดตามชายฝัง
ในปีนั้น มือถือทวนยาว กลิ่นอายเมตตา
อันตรธานสูญสิ้น เป็นเทพสงครามที่แข็งแกร่งไร้
เทียมทาน ด้านหลังยังมีกองทัพทหารม้าน่าเกรง
ขามหลายพันหลายหมื่นนาย มากมายสุดลูกหูลูก
ตา เขาคงเข้ามาจากทางประตูเสวียนอู่เหมิน
“คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า!” ลู่เจียเสวียกล่าวพลาง
หัวเราะ “ข้าช่วยให้เจ้าได้รับการขนานนามว่า
เป็นเทพสงคราม แต่บัดนี้เจ้ากลับมาสู้รบกับข้า
เขาสามารถทำให้เจ้าออกรบได้ เห็นทีเจ้าคงรัก
เอ็นดูเขามากจริงๆ ”
“ใต้เท้าผู้บัญชาการ ไม่พบกันเสียนาน ท่าน
สบายดีหรือไม่ ข้าซาบซึ้งในบุญคุณของท่านยิ่ง
นัก เพียงแต่ประตูนี้ใต้เท้าอย่าได้ผ่านเข้าไปจะ
ดีกว่า” เต้าเหยียนยกทวนยาวในมือขึ้น “ตั้ง
ทัพ!”
สีหน้าของลู่เจียเสวียพลันเปลี่ยนเป็นดุดันแข็ง
กร้าว เขาตวัดดาบยาว ปลายดาบชี้ไปที่พื้น ทั้ง
สองฝั่ายควบม้าพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันกันอย่าง
รวดเร็ว โรมรันฟันแทงดุจมวลน้ำหลาก ทันทีที่
เต้าเหยี่ยนเผยช่องโหว่ ลู่เจียเสวียก็สังเกตเห็นทัน
ควัน ดาบยาวแทงเข้าหาเต้าเหยี่ยนหมายบั่น
ศีรษะเขา เต้าเหยี่ยนถูกบังคับให้ล่าถอยออกไป
หลายก้าว ปลายดาบจึงเพียงกรีดทำร้ายผิว
ชั้นนอกของเขาเท่านั้น
ลู่เจียเสวียชักดาบกลับ เขาลูบปลายดาบที่เปือน
ไปด้วยคราบโลหิต ก่อนคลี่ยิ้มออกมา “เต้าเห
ยี่ยน ข้ากับเจ้าไม่เคยประมือกันมาก่อน ยามนี้
เจ้าเข้ามาลองดูสักครั้ง!”
การต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งดุจทะลวงผ่านธาร
สายรุ้งยาว
ม่านรัตติกาลปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง หลัวอี๋หนิง
ถูกจับมัดมามากกว่าสามชั่วยามแล้ว นางถูกจับ
แยกเพียงลำพังโดยมีเฉิงหลางคอยเฝั้า
หลัวอี๋หนิงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขา ไม่พูดคุย ทั้งยังไม่
สนใจ
“หลัวเซิ่นหย่วนส่งท่านมาเป็นเหยื่อล่อ ท่านก็ยัง
เชื่อฟังเขา” เฉิงหลางกำปั้ายหยกที่เขาพกติดกาย
มาตั้งแต่วัยเยาว์ไว้ในมือพลางเอ่ยถามนาง “ท่าน
จำปั้ายหยกชิ้นนี้ได้หรือไม่”
หลัวอี๋หนิงหลับตาลง
“ราคาเพียงสองตำลึง เป็นของไร้มูลค่าอันใด แต่
ข้ากลับพกติดกายมานานสิบกว่าปี” เฉิงหลางยิ้ม
อย่างไม่ยี่หระ “ท่านต้องรู้สึกว่าน่าขันมากเป็น
แน่”
มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านนอก เขาเก็บปั้าย
หยกเข้าไปในสาบเสื้ออีกครั้ง ก่อนเอ่ยถามด้วย
น้ำเสียงเย็นเยียบ “มีเรื่องอันใด”
“ใต้เท้า” น้ำเสียงของคนด้านนอกแผ่วเบาอย่าง
ยิ่ง “ฮองเฮาให้ท่านพาคนออกไปขอรับ”
——————–
1. ตำแหน่งยศขุนนางตั้งแต่ขั้น 1-3 จะมีการ
แบ่งเรียงเป็นเจิ้งขั้นหนึ่ง ฉงขั้นหนึ่ง เจิ้งขั้น
สอง ฉงขั้นสอง เจิ้งขั้นสาม ฉงขั้นสาม
2. เชี่ยที่ หมายถึงแผ่นไม้สั้นๆ ที่เชื่อมใต้คาน
กับเสา สามารถช่วยปั้องกันการเสียรูปเชิงมุม
ระหว่างคานและเสาได้