พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 3 (Rewrite)
ต้นคิมหันต์ อากาศยังไม่ร้อน เสี่ยวอี๋หนิงปล่อยให้
เสวี่ยจือปรนนิบัติล้างเท้า ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวนั่ง
สวดมนต์อยู่อีกด้าน มีสาวใช้คนหนึ่งถือ
ผ้าเช็ดหน้าเข้ามา อี๋หนิงจำได้ว่านางคือสาวใช้
ใหญ่อีกคนนามว่าซงจือ
ขณะที่บรรดาสาวใช้เช็ดเท้าให้นาง นางก็มองห้อง
ของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
บนพื้นปูด้วยพรมกำมะหยี่รูปค้างคาวห้าตัวอวย
พรอายุวัฒนะ บนโต๊ะไม้จินซือหนาน[1] ตัวสูง
ประดับด้วยแจกันทรงสูงสีฟั้าขาวหลายใบ มีดอก
ไห่ถังหลายดอกปักอยู่ ห้องโถงกลางถูกกั้นด้วย
ม่านกันลมซึ่งสร้างจากไม้จันทน์และหยกขาวสลัก
ลายวิหคโต้ลมนับร้อยตัว บนโต๊ะยาวมีพระ
โพธิสัตว์องค์หนึ่ง
สิ่งของในห้องของฮูหยินผู้เฒ่าล้วนลํ้าค่ายิ่งนัก
เพียงพระโพธิสัตว์ซึ่งแกะสลักจากหยกขาวสีนวล
ไร้รอยตำหนิทั้งก้อนสูงประมาณหนึ่งฉื่อ[2] องค์
นั้นก็มีมูลค่าไม่ธรรมดาแล้ว
นางหันไปเรียกท่านย่า
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเงยหน้ามองนาง “มีเรื่องใด
หรือ”
นางยกเท้าเล็กดุจหยกขาวทั้งคู่ของตนขึ้น “ล้าง
เสร็จแล้ว จะนอนแล้วเจ้าค่ะ” ก่อนจะกล่าวอีก
ประโยคหนึ่ง “ข้าอยากนอนกับท่านย่า ได้หรือไม่
เจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรู้สึกว่าหลานสาวน่ารักยิ่ง จึงยิ้ม
พลางเดินมากอดนาง“ย่อมได้ สวีมามา เพิ่มผ้า
นวมบนเตียงอีกสักผืน”
แน่นอนว่าอี๋หนิงอยากจะร้องขอแทนหลัวเซิ่นหย่
วน ทว่านี่ดูเหมือนจะต่างจากนิสัยเดิมของนาง
มากไป ย่อมก่อให้เกิดความสงสัย เมื่อครุ่นคิด
แล้วจึงเลียบเคียงถามฮูหยินผู้เฒ่าหลัว “ท่านย่า
เจ้าคะ พี่ชายสามถูกสั่งลงโทษคุกเข่า กลางคืนก็
ต้องคุกเข่าด้วยหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ย “กลางคืนไม่ต้องคุกเข่า ทุก
วันตอนเช้าตรู่ค่อยไป”
การลงโทษคุกเข่ายังมีเวลาเข้างานอีกด้วย
อี๋หนิงกล่าวต่อ “เฉียวอี๋เหนียงบอกว่าเขามีไข้ขึ้น
สูง…พวกเราจะเรียกท่านหมอมาดูเขาสักหน่อย
หรือไม่เจ้าคะ”
เสวี่ยจือซึ่งอยู่ด้านข้างหัวเราะ “ปกติเจี่ยเอ๋อร์ไม่
ค่อยชอบคุณชายสามนัก เหตุใดบัดนี้จึงออกตัว
พูดแทนเขาเล่าเจ้าคะ”
อี๋หนิงรู้ว่าเสี่ยวอี๋หนิงปฏิบัติต่อหลัวเซิ่นหย่วนไม่
ค่อยดีนัก นางจึงหาข้ออ้างที่ดีไว้แล้วเอ่ยอย่างสง่า
ผ่าเผย “หากเขาปั่วยจนหมดสติก็จะสั่งให้คุกเข่า
ไม่ได้อีก”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวฟังแล้วหัวเราะ สะกิดปลายจมูก
นางครั้งหนึ่ง “เจ้าตัวเล็กแค่นี้ ทว่าความคิดอ่าน
กลับมากมายนัก วางใจเถิด เฉียวอี๋เหนียงของเจ้า
จะไม่ไปเชิญท่านหมอมาดูเขาได้อย่างไร ยามบ่าย
ข้าเห็นนางส่งคนไปเชิญแล้ว ข้าก็ไม่ได้สั่งให้คนไป
ห้ามปราม แสดงว่าข้ายอมให้นางทำโดยปริยาย
แล้ว”
ลงโทษก็ส่วนลงโทษ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวย่อมไม่มี
ทางทำให้หลัวเซิ่นหย่วนเกิดอันตรายถึงชีวิต
อี๋หนิงฟังแล้วลอบเลื่อมใส เฉียวอี๋เหนียงลงมือ
รวดเร็วยิ่ง ที่อยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ต้องเป็น
เพราะมีความสามารถแน่นอน
เสวี่ยจือกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ดูยามปกติสิเจ้าคะ
คุณชายสามเก็บหอม-รอมริบเพื่อซื้อหนังสือกูเปิน
[3] ท่านก็แย่งมาพับเป็นนกกระเรียน ทั้งยังสั่งให้
บ่าวส่งไปให้คุณชายสามสองสามตัว พอบ่าวส่งไป
คุณชายสามเห็นเข้า สีหน้าก็เขียวคลํ้าไปหมด ยัง
มีคราก่อนท่านกล่าวว่าอย่างไรก็จะกินพุทราให้ได้
ให้คุณชายสามเก็บลงมาให้ท่าน ต้นไม้สูงถึงเพียง
นั้นจะปีนขึ้นไปได้อย่างไรไม่ง่ายเลยกว่าคุณชาย
สามจะเด็ดลงมาได้ ทว่าท่านกลับขว้างทิ้ง กล่าว
ว่าไม่อยากกินแล้ว…”
อี๋หนิงฟังจนเหงื่อเย็นผุดไม่ขาดสาย แม่นางน้อยผู้
นี้รนหาที่ตายได้ทุกวันจริง ๆ หากนางสามารถ
เติบใหญ่ได้สำเร็จ คงต้องเป็นควันเขียวผุดจาก
หลุมฝังศพบรรพบุรุษ[4] แน่นอน
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหยิกใบหน้าเล็ก ๆ ของนาง “ฟัง
สิ เจ้าถูกปรนเปรอจนเสียนิสัยเช่นนี้แล้ว”
นํ้าเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเต็มไปด้วยความ
เอ็นดูเอาใจ ไร้ซึ่งเจตนาตำหนิหลานสาวแม้เพียง
เศษเสี้ยว
ทว่านี่หาใช่การปรนเปรอไม่ แต่คือการรนหาที่
ตายต่างหากเล่า
อี๋หนิงทำได้เพียงผงกศีรษะ จับผ้านวมปีนขึ้นไป
บนเตียง
ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งสาวใช้ให้ดับโคมไฟแล้วนอนลง
ตั้งแต่ที่หลินไห่หรูกลับมาจากเรือนของฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวก็นอนไม่หลับ บิดผ้าในมือคล้ายกำลัง
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ทันทีที่ท่านพี่กลับมาก็ไปหา
หญิงแพศยานั่นหรือ”
สาวใช้คนสนิทนามรุ่ยเซียงกล่าว “ยามบ่ายเฉียว
อี๋เหนียงก็ไปที่ห้องหนังสือแล้วเจ้าค่ะ นางคอยอยู่
ที่นั่น ได้ยินว่าเมื่อนายท่านกลับมาแล้วสัมผัสตัว
นาง พบว่านางตัวเย็นก็ถึงกับเอาผ้าคลุมกันลม
ของตนไปคลุมให้นางเจ้าค่ะ”
หลินไห่หรูยิ้มหยัน “ห้องหนังสือไม่มีที่ให้หลบลม
หรืออย่างไร ถึงได้ไปยืนตากลมที่หน้าประตู”
รุ่ยเซียงกระซิบเสียงเบา “นี่ไม่ใช่การกระทำของ
พวกคนชั้นตํ่าหรือเจ้าคะ ทั้งที่เป็นม้าผอม[5] ที่
ซื้อมาจากหยางโจว แต่นายท่านกลับกล่าวว่านาง
มาจากตระกูลขุนนางตกอับ ทั้งยังให้ขึ้นเป็นอนุ มี
ตระกูลขุนนางที่ใดจะอบรมสั่งสอนหญิงไร้
ยางอายเช่นนี้ออกมาได้เจ้าคะ”
หลินไห่หรูปรายตามองสาวใช้คนสนิทด้วยแววตา
เห็นด้วย รู้สึกว่าอีกฝั่ายกล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก
นางชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเนิบช้า “ข้าไม่มีทาง
เลียนแบบอากัปกิริยาไร้ยางอายเหล่านั้น พรุ่งนี้
ช่วงบ่ายเจ้าไปตุ๋นนกพิราบไว้ตัวหนึ่ง ใช้โสมตุ๋น
ไฟอ่อน ๆ ข้าจะส่งไปให้นายท่าน” รุ่ยเซียงกำลัง
จะออกไปสั่งการ หลินไห่หรูก็เรียกนางอีกครั้ง
“ช้าก่อน ตุ๋นไว้สองสำรับเถิด สำรับหนึ่งส่งให้อี๋ห
นิง นางกำลังรักษาร่างกายจากอาการปั่วยอยู่”
รุ่ยเซียงครุ่นคิดแล้วหันไปถามเจ้านาย “บ่าวได้
ยินมาว่าคุณชายสามก็ปั่วย หรือจะให้ทำสาม
สำรับดีเจ้าคะ”
หลินไห่หรูตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็แค่ลูกอนุคนหนึ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่ายังไม่สนใจ แล้วเหตุใดข้าต้องไปสนใจ
ด้วย”
รุ่ยเซียงรับคำแล้วจึงออกไปสั่งการที่ห้องครัว
ตั้งแต่เช้าตรู่อี๋หนิงก็ถูกเสวี่ยจือลากออกมาจากรัง
ผ้านวมอุ่น จากนั้นก็ถูกจับให้ดื่มยาทั้งถ้วย ต้อง
กินก้อนนํ้าตาลงาตามไปอีกหลายก้อนถึงช่วย
กลบความขมปร่าให้จางลง ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ที่ตื่นแต่เช้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังสวด
มนต์รอนางอยู่ด้านข้าง
ตระกูลหลัวมีกฎธรรมเนียมการเข้าคารวะเช้าเย็น
อีกไม่นานเหล่าลูกหลานต้องเข้ามาคารวะฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว
อี๋หนิงนั่งสะลึมสะลืออยู่บนเก้าอี้กลม รอให้เสวี่
ยจือทำผมให้นางท้องฟั้าด้านนอกยังไม่ทันสว่าง
ยามนี้คล้ายได้ยินเสียงไก่ขัน
“อีกสักครู่ทุกคนจะต้องมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่า
หลัว แม้ท่านจะอาศัยอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่า แต่
มารยาทก็ไม่อาจละเลยได้นะเจ้าคะ” เสวี่ยจือหวี
ผมให้นางพลางพูดอยู่ด้านข้าง
ยามนี้อี๋หนิงอายุยังน้อย การผล็อยหลับจึงเป็นสิ่ง
ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็ฝืนตั้ง
สติ พยายามเพ่งมองตนเองที่อยู่ในกระจก
ได้ยินว่ามารดาของเสี่ยวอี๋หนิงนับเป็นผู้ที่มี
ชื่อเสียงทั้งในเรื่องรูปลักษณ์และความสามารถ
ดังนั้นเครื่องหน้าทั้งห้าบนใบหน้าสาวน้อยผู้นี้จึง
โดดเด่นอายุยังน้อยก็เห็นเค้าของความงามได้
อย่างชัดเจนแล้ว ผิวพรรณขาวดุจหิมะอมชมพูระ
เรื่อ แก้มยุ้ยเป็นซาลาเปาขาวนวลอวบอิ่มสองลูก
เครื่องหน้าทั้งห้าประณีตงดงาม คิ้วเรียวยาวมีไฝสี
ชาดเล็ก ๆ เม็ดหนึ่ง ซึ่งยิ่งขับให้ดูน่ารักน่าเอ็นดู
ดุจตุ๊กตาประทานพร
เสวี่ยจือทำมวยผมคู่หนึ่งให้นางก่อนจะตามด้วย
สวมเครื่องประดับ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองสาวน้อยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้
ซึ่งกำลังใช้มือเล็ก ๆราวกับก้อนแปั้งขยี้ตาก็อด
หัวเราะไม่ได้ “เมื่อคืนเจ้าเข้านอนเร็วเพียงนั้นยัง
จะรู้สึกง่วงอยู่อีกหรือ”
อี๋หนิงเอ่ย “ท่านย่า ขอเพียงได้นอน จะมีผู้ใด
เกี่ยงงอนว่านอนมากเกินไปเล่าเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหัวเราะนาง “กินเก่งนอนเยอะ
ดุจลูกสุกรก็ไม่ปาน”
หลังจากเปลี่ยนมาเป็นเด็ก นางไม่สามารถ
ควบคุมเรื่องกินเก่งนอนเยอะได้ อี๋หนิงเองก็รู้สึก
จนปัญญา ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่ได้นอนมายี่สิบกว่า
ปีแล้วย่อมต้องรักการนอนเป็นธรรมดา สวีมามา
บอกให้เสวี่ยจืออุ้มอี๋หนิงขึ้นมาก่อนจะติดตามฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวไปยังห้องโถงกลาง
ผู้คนที่เข้ามาคารวะทยอยเข้ามาทีละคน
ตระกูลหลัวมีสองครอบครัว บิดาของอี๋หนิงและ
ท่านลุงของอี๋หนิงตำแหน่งขุนนางของท่านสูงกว่า
บิดาของอี๋หนิงขั้นหนึ่ง เป็นขุนนางขั้นสามส่วน
ตระกูลเฉินซึ่งเป็นตระกูลของปั้าสะใภ้มาจาก
ตระกูลบัณฑิต อี๋หนิงเห็นสตรีในอาภรณ์วิจิตร
หรูหราพาเด็กสาวสองคนเข้ามาก็รู้ว่านี่คือปั้า
สะใภ้ของตน เฉินหลัน
เด็กสาวทั้งสองคนคือพี่สาวของอี๋หนิง เป็น
บุตรสาวของเฉินหลันพี่หญิงสี่หลัวอี๋อวี้ พี่หญิงห้า
หลัวอี๋ซิ่ว เด็กสาวทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อย
เช่นเดียวกับผู้เป็นมารดา พวกนางคารวะฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวก่อนจะนั่งลง
อี๋หนิงมองไปทางสาวน้อยทั้งสอง ทว่าหลัวอี๋อวี้ก
ลับเบือนสายตาไปอีกด้าน คล้ายไม่อยากเห็นนาง
ส่วนหลัวอี๋ซิ่วกลับยักคิ้วหลิ่วตาให้นางพี่สาวทั้ง
สองจากบ้านหลักช่างมีอุปนิสัยแตกต่างกันยิ่งนัก
หลัวอี๋อวี้วางตนสูงศักดิ์ เปียมไปด้วย
ความสามารถด้านการเรียนและประพันธ์โคลง
กลอนแต่หลัวอี๋ซิ่วร่าเริง ชอบเล่นซุกซน
เช่นเดียวกับอี๋หนิง หลัวอี๋ซิ่วกับพี่สาวแท้ ๆ เป็น
ดุจนํ้ากับไฟ
ไม่นานหลินไห่หรูก็พาหลัวอี๋เหลียน รวมไปถึง
บุตรชายของเฉียว-อี๋เหนียง หลัวเซวียนหย่วน
เข้ามา หลัวเซวียนหย่วนเพิ่งจะอายุสามขวบถูก
พี่สาวจูงมือมา เขาตะโกนคารวะท่านย่าด้วยนํ้า
เสียงไร้เดียงสา
ต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจะไม่ชอบเฉียวอี๋เหนียง
อย่างไร ก็ไม่ได้พาลไม่ชอบหลานชายหลานสาว
ของตน นางอุ้มหลัวเซวียนหย่วนเข้าสู่อ้อมกอด
ด้วยความรักใคร่
ท่านลุงของอี๋หนิงเดินเข้ามาพร้อมกับบิดาของ
นาง หลัวเฉิงจาง
เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้พบบิดาของเสี่ยวอี๋หนิง
หลัวเฉิงจางอายุใกล้จะสี่สิบ ใบหน้าสะอาดสง่า
งาม รูปร่างผอมโปร่ง ดูสุขุม ทว่าท่านลุงกลับดูน่า
เกรงขามกว่าเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยถามหลัวเฉิงจาง “เหตุใด
วันนี้จึงมาพร้อมกับพี่ใหญ่ของเจ้าได้เล่า”
หลัวเฉิงจางตอบ “ข้ากับพี่ใหญ่กำลังหารือเรื่องที่
ผู้บัญชาการลู่จะมาเยือนเมืองเปั่าติ้งขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวถามด้วยความสงสัย “หนิงหย่วน
โหว โหวลู่เจียเสวียผู้นั้นน่ะหรือ”
ทันทีที่อี๋หนิงได้ยินชื่อนี้ ใจก็กระตุก
สำหรับอดีตสามีที่บัดนี้คือหนิงหย่วนโหว ผู้
บัญชาการลู่ อี๋หนิงรู้สึกสับสนยิ่งนัก แน่นอนว่า
นางย่อมเกลียดเคียดแค้นที่เขาจิตใจอำมหิต ลง
มือสังหารนางอย่างโหดเหี้ยม ทว่าบัดนี้นางเป็น
เพียงเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ ส่วนเขาเป็นผู้
บัญชาการทหารขุนนางขั้นสองที่ในมือกุมอำนาจ
ทหารไว้ ทั้งสองแตกต่างราวฟั้ากับดิน ไร้หนทาง
บรรจบกันอีก
หลัวเฉิงจางผงกศีรษะ “เป็นเขาขอรับ ฝั่าบาทมี
รับสั่งให้ผู้บัญชาการลู่มาตรวจตราที่เมืองเปั่าติ้ง
ข้าและเหล่าขุนนางต้องไปต้อนรับขอรับ”
“ลู่เจียเสวียมาจากตระกูลโหวอันสูงศักดิ์ บัดนี้ยัง
มีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหาร จะสะเพร่ามิได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเลี้ยงดูบุตรชายสองคนจนเป็นขุน
นาง ย่อมไม่ใช่ผู้ที่วัน ๆ ไม่สนใจสิ่งใด “ทว่าพวก
เจ้าล้วนไม่ใช่ขุนนางใหญ่ของเมืองเปั่าติ้ง ไม่ต้อง
ติดตามใกล้ชิดข้างกายท่านโหวจึงไม่จำเป็นต้อง
กังวลไป”
“ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้อง” ท่าทางที่หลัวเฉิงจาง
แสดงต่อฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยิ่งทวีความเคารพ
จากนั้นหลัวเฉิงจางก็มองไปทางอี๋หนิง เมื่อเห็น
นางนิ่งเงียบไร้การเคลื่อนไหว หัวคิ้วจึงขมวดมุ่น
เล็กน้อย “เหมยเหมย พ่อกับท่านลุงเจ้ามาแล้ว
เหตุใดจึงไม่คารวะ”
ตอนนี้หลัวอี๋หนิงจึงเพิ่งได้สติ
เมื่อครู่มีคนเข้ามามากมาย แต่นางยังไม่ได้คารวะ
ผู้ใดทั้งสิ้น
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวปวดใจแทนหลานสาว “เฉิงจาง
อาการปั่วยของอี๋หนิงยังไม่หายดี ยังไม่ต้อง
คารวะ”
หลัวเฉิงจางไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขามักรู้สึกว่าการ
เลี้ยงดูอย่างตามใจของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวทำให้ยิ่ง
นานวันอี๋หนิงก็ยิ่งโอหัง “ท่านอย่าตามใจนาง
เช่นนี้ นับวันนางก็ยิ่งประพฤติตนไม่ถูกทำนอง
คลองธรรม ดูเหล่าพี่สาวของเจ้าสิ อี๋อวี้ อี๋เหลียน
คนใดบ้างที่ไม่รู้ความงดงามเฉลียวฉลาด มีเพียง
นางที่เอาแต่สร้างความวุ่นวายทั้งวัน ไม่มีความ
เป็นกุลสตรี”
หลัวอี๋ซิ่วที่ถูกทำรายชื่อตกหล่นบิดสะโพกไปมา
ยืดตัวนั่งหลังตรงเล็กน้อย
อี๋หนิงรู้ดีว่าบิดาเข้มงวดกับเสี่ยวอี๋หนิงมาโดย
ตลอด เขามักจะโปรดปรานบุตรของอนุ อี๋เหลียน
มากกว่าเล็กน้อย
ช่างเถิด
อี๋หนิงกำลังจะลุกจากที่นั่งเพื่อทำการคารวะก็มี
คนผู้หนึ่งก้าวเข้าประตูมาเขาคุกเข่าลงคำนับ
กล่าวนํ้าเสียงเบา “คารวะท่านย่า หลานมาช้า
แล้ว”
เขาเงยศีรษะขึ้น อี๋หนิงพลันตกตะลึงไปชั่วครู่
วันนี้แสงแดดกำลังดี ประตูทุกบานในห้องโถง
กลางจึงถูกเปิดออกแสงสีอำพันลอดผ่านโครงไม้
ตกกระทบลงบนไหล่ของเขา เขาสวมชุดคลุม
หลวมสีฟั้าอ่อนลวดลายไม่เด่นชัด แผ่นหลัง
ผ่ายผอมตั้งตรง รูปร่างสูงโปร่งโครงหน้าด้านข้าง
หล่อเหลาแต่ค่อนข้างซีดขาว
หลายปีก่อน นางเคยเห็นเขาครั้งหนึ่งท่ามกลาง
ฝูงชน ยามนั้นหลัวเซิ่นหย่วนขึ้นเป็นราชบัณฑิต
แห่งเน่ยเก๋อ[6] แล้ว เขาถูกห้อมล้อมด้วยผู้คน
มากมาย นางเคยได้ยินบรรดาคุณหนูจากตระกูล
ขุนนางวิพากษ์วิจารณ์อย่างลับ ๆ ว่าราชบัณฑิตผู้
นี้เงียบขรึม ทั้งยังมีนิสัยโหดเหี้ยมเพียงใด
คาดไม่ถึงว่าวัยเยาว์ของราชบัณฑิตกลับสง่าผ่า
เผยถึงเพียงนี้ เพียงแต่แววตายังคงแฝงด้วยความ
ไร้เดียงสา เป็นแค่เด็กหนุ่มทั่วไปคนหนึ่ง
ไม่รู้ว่าอำนาจเผด็จการครอบครองใต้หล้านั้นจะ
ถูกแสดงให้เป็นที่ประจักษ์เมื่อใด
อี๋หนิงยังไม่ทันได้สติ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็กล่าวขึ้น
ช้า ๆ “ในเมื่อเจ้ากำลังปั่วยอยู่ ไยยังต้องมา
คารวะ”
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยนิ่ง ๆ “นี่เป็นหน้าที่ของหลาน
ไม่กล้าละเลยขอรับ”
สีหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวถึงได้ผ่อนคลายลง ผงก
ศีรษะเบา ๆ “เจ้าลุกขึ้นเถิด”
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้น ก่อนจะหันไปคารวะคนอื่น
ไม่นานสายตาก็ตกบนใบหน้าอี๋หนิง เขาผงก
ศีรษะให้นางเบา ๆ “น้องสาวเจ็ด”
อี๋หนิงยิ้มพลางตอบ “พี่ชายสาม”
เมื่อเห็นว่าคนมากันครบแล้ว สวีมามาก็สั่งให้ยก
สำรับเข้ามา อาหารเช้ามื้อนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่ง มี
อาหารเลิศรสมากมาย ขนมเปียะ แปั้งก้อนนํ้าผึ้ง
แปั้งม้วนไส้ถั่วแดงพุทรากวน ซาลาเปาไส้ถั่ว และ
ขนมเปียะแปั้งบางซึ่งทอดจนมีสีเหลืองทอง ยังมี
เนื้อห่านปรุงรส เนื้อเป็ดปรุงรสคลุกเคล้ากับผัก
ดองทุกคนยังได้รับรังนกและโจ๊กอีกคนละถ้วย ไข่
นกพิราบหั่นอีกคนละสองชิ้น
ทุกคนต่างมีมารยาท ขณะที่กินอาหารมีเพียง
เสียงการเคลื่อนไหวของตะเกียบเท่านั้น อี๋หนิง
เงยหน้าลอบสังเกตการณ์ อี๋เหลียนและหลัว-เซ
วียนหย่วนซึ่งเป็นบุตรของอนุนั่งอยู่ข้างหลินไห่หรู
อี๋เหลียนคีบอาหารให้น้องชายเป็นครั้งคราว หลัว
อี๋อวี้กำลังจ้องหลัวอี๋ซิ่วเขม็ง หากนางทำสิ่งใดไม่
ถูกกฎระเบียบก็จะใช้สายตาดุเดือดจับจ้อง ส่วน
หลัวอี๋ซิ่วไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ สั่งให้สาวใช้ข้างกาย
หยิบแปั้งม้วนถั่วแดงพุทรากวนให้นางชิ้นหนึ่ง
อาหารจานนี้อยู่ห่างเกินไป นางคีบไม่ถึง
ส่วนหลัวเซิ่นหย่วนกลับนั่งกินข้าวเงียบ ๆ
ตลอดเวลา กินเพียงอาหารสองจานที่อยู่ตรงหน้า
แต่อี๋หนิงสังเกตได้ว่าเขาใช้มือซ้ายจับตะเกียบ มือ
ขวาถือชาม
อี๋หนิงพลันรู้สึกกลืนข้าวไม่ค่อยลง
ผู้ที่ในภายภาคหน้าจะเป็นขุนนางผู้กุมอำนาจ
มากมายท่านนี้ ผู้ที่จะสามารถต่อกรกับผู้
บัญชาการลู่ บัดนี้คล้ายจะตกอับไปสักหน่อย
——————–
[1] ไม้จินซือหนานเป็นไม้เนื้อสีทองเงาวาว มี
ราคาสูง
[2] ฉื่อ คือหน่วยวัดของจีน 1 ฉื่อ เท่ากับ 10 นิ้ว
[3] กูเปิน คือหนังสือที่เหลือเพียงเล่มเดียวบน
โลก มักหมายถึงหนังสือโบราณ
[4] ควันเขียวผุดจากหลุมฝังศพบรรพบุรุษ เป็น
สำนวน หมายถึง เป็นเรื่องน่ายินดี มักใช้ในเชิง
เสียดสี
[5] ม้าผอม เป็นคำเปรียบเปรยหญิงสาวยากจน
ผอมแห้งที่ถูกซื้อไปทำการฝึกให้มีทักษะต่าง ๆ
เช่น เต้นรำ วาดรูป เล่นดนตรี เพื่อคอยปรนนิบัติ
ผู้ชาย
[6] เน่ยเก๋อ คือหน่วยงานสำหรับปรึกษางาน
ราชการ มีอำนาจเหนือทั้งหกกรม ตำแหน่งราช
บัณฑิตขุนนางอาวุโสสูงสุดในเน่ยเก๋อคือราช
เลขาธิการ