พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 31(Rewrite)
เสวี่ยจือยกถาดแตงโมที่หั่นเสร็จแล้วมาให้อี๋หนิง
กิน อี๋หนิงกินแตงโมพลางมองฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
พูดคุยกับหลินไห่หรู
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวดึงมือหลินไห่หรูเดินไปนั่งอีกด้าน
ถามว่าระยะนี้นางกับหลัวเฉิงจางเป็นอย่างไร
เมื่อเอ่ยถึงหลัวเฉิงจาง สีหน้าของหลินไห่หรูก็ไม่สู้
ดีนัก
ถึงจะกล่าวว่านางเป็นห้องหลัก ทว่าหลัวเฉิงจาง
กับเฉียวอี๋เหนียงนั้นมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกันมา
ก่อน เขารักใคร่เฉียวอี๋เหนียงมากกว่า
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองสีหน้าของหลินไห่หรูก็เข้าใจ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ยามนี้หลินไห่หรูไม่สามารถ
ต่อกรกับเฉียวอี๋เหนียงได้ กระทั่งหมิงหลานในปี
นั้นก็มิใช่ว่าถูกเฉียวอี๋เหนียงยั่วโมโหจนพูดไม่ออก
หรอกหรือ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเกลี้ยกล่อมให้หลินไห่หรูรู้จักอด
กลั้น เล่าให้นางฟังถึงเรื่องราวของหมิงหลาน
มารดาผู้ให้กำเนิดอี๋หนิง
อี๋หนิงเองก็อยากรู้เรื่องของมารดาผู้ให้กำเนิด
เช่นกัน จึงกางหูตั้งใจฟังฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเล่า
เรื่องราวในปีนั้น
ภูมิหลังของตระกูลเฉียวอี๋เหนียงเป็นขุนนางตก
อับ นี่คือคำของหลัวเฉิงจาง แต่จะเป็นเรื่องจริง
หรือไม่ มีเพียงหลัวเฉิงจางเท่านั้นที่รู้ ดังนั้นจึงถือ
ว่าเฉียวอี๋เหนียงมาจากตระกูลขุนนางตกอับจริงก็
แล้วกัน
ขณะที่นางอายุสิบสี่ปีก็ถูกขายให้ตระกูลใหญ่
ตระกูลหนึ่งในหยางโจวไว้เลี้ยงดู หลัวเฉิงจางเห็น
เด็กสาวผู้นี้ถูกเจ้านายดุด่า ร้องไห้น่าสงสารจึงซื้อ
นางกลับมา ยามนั้นเขาให้เฉียวอี๋เหนียงเป็นเพียง
สาวใช้ ทว่าเฉียวอี๋เหนียงหน้าตาสะสวย
อ่อนหวานดุจดรุณีจันทน์เทศ[1] หลัวเฉิงจางเลี้ยง
นางไว้ข้างกาย นานวันจึงบังเกิดเป็นความรู้สึกอื่น
รอเมื่อหลัวเฉิงจางพาเฉียวอี๋เหนียงกลับมา นางก็
ตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยังจำวันนั้นได้ เมื่อกู้หมิงหลาน
ได้ยินเรื่องนี้ก็ราวกับตกอยู่ในภวังค์
นางกับหลัวเฉิงจางหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเด็ก
นางกตัญูต่อฮูหยินผู้เฒ่า ดูแลปรนนิบัติสามีไม่
ขาด แล้วจะไม่ชมชอบหลัวเฉิงจางได้อย่างไร แต่
กลับเห็นเขาจูงมือเฉียวอี๋เหนียงเข้ามา เฉียวเยว่
ฉานในตอนนั้นที่เพิ่งอายุสิบหกดุจหยาดน้ำค้าง
บนบงกชยามอรุณ ทั้งสวยงามและเปราะบาง กู้ห
มิงหลานรู้สึกเสียดแทงสายตา วันนั้นกู้หมิงหลาน
มาหาฮูหยินผู้เฒ่า ร้องไห้ราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง
ต่อมาครรภ์ของเฉียวเยว่ถานผิดปกติ กล่าวว่า
ภาวะครรภ์ไม่มั่นคง
สาวใช้ข้างกายเฉียวเยว่ถานกล่าวส่อไปในเชิงว่า
เฉียวอี๋เหนียงเริ่มรู้สึกไม่สบายหลังจากดื่มน้ำแกง
ที่ฮูหยินรองส่งเข้าไป หลัวเฉิงจางจึงเกิดความ
เคลือบแคลง แม้จะไม่พูดชัดเจน ทว่าในคำกล่าว
ก็คล้ายจะสื่อเช่นนั้น
แล้วกู้หมิงหลานจะทนรับความเคลือบแคลงนี้ได้
อย่างไร
ตั้งแต่เล็กจนโตนางได้รับการกล่าวขานว่ามี
อุปนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตน ถึงเฉียวอี๋เหนียงจะ
ตั้งครรภ์ลูกของสามีตน นางก็ยังคอยสอดส่อง
ดูแล นางรู้สึกว่าตนทำดีที่สุดแล้ว ทว่ายังคงมีคำ
ครหาสกปรกเผยแพร่ออกมา
นางจึงเสนอว่าจะขอหลบไปอยู่ที่วัดเพื่อไม่ให้
กระทบต่อครรภ์ของเฉียวเยว่ถาน
ยามนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหลัวโมโหเป็นอย่างมาก มี
เหตุผลอะไรที่ภรรยาเอกจะต้องถูกอนุกดดันให้
ออกไป ดังนั้นจึงยืนกรานไม่เห็นด้วย
กระทั่งมีครั้งหนึ่งที่เฉียวอี๋เหนียงเหยียบบันไดลื่น
ล้มจนเกือบเป็นเหตุร้าย กู้หมิงหลานไม่อาจทน
ต่อสายตาของหลัวเฉิงจางได้อีกต่อไป นางย้าย
ออกไปอยู่ที่วัด กล่าวว่ารอให้เฉียวอี๋เหนียงคลอด
แล้วถึงค่อยกลับมา
เพราะกู้หมิงหลานยอมก้าวถอยไปเอง เฉียวอี๋
เหนียงจึงอาศัยโอกาสขึ้นครองความได้เปรียบ
หลังนางคลอดหลัวอี๋เหลียนก็ยิ่งได้รับความโปรด
ปรานจากหลัวเฉิงจาง กู้หมิงหลานมองแล้วไม่
สบายใจ ตัวนางไม่ยิ้มหัวเราะเช่นกาลก่อน
ภายหลังเมื่อฝืนคลอดอี๋หนิงออกมาก็ยิ่งตรมทุกข์
จนเกิดโรค แล้วลาจากโลกนี้ไป
หลินไห่หรูฟังจบก็ครุ่นคิดอยู่นาน
แม้แต่อี๋หนิงที่อยู่อีกด้านก็ยังประหลาดใจ การขึ้น
ครองตำแหน่งของเฉียวอี๋เหนียงราวกับตำนาน
หากไร้แผนการลูกเล่นย่อมไม่มีทางสำเร็จ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวทอดถอนใจ “เคราะห์ดีที่เจ้าไม่มี
นิสัยคิดมาก หมิงหลานเป็นคนคิดมากเกินไป
คำพูดที่ผู้อื่นพูดอย่างไม่ใส่ใจ นางก็นำมาตรึก
ตรองอยู่เป็นนานจนทำให้ตนเป็นโรคทางใจ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยต่อ “บัดนี้เฉียวอี๋เหนียงอยู่
เหนือเจ้า มากกว่าครึ่งเป็นเพราะเจ้าไร้ทายาท
หลายปีแล้วที่ท้องเจ้ายังคงไร้การเคลื่อนไหว
เช่นนั้นคงต้องคิดหาหนทางอื่นแล้ว” เสียงนาง
ต่ำลง “เดิมข้าคิดให้เซวียนเกอร์ไปอยู่กับเจ้า เขา
ยังเด็ก อย่างไรก็ต้องใกล้ชิดกับเจ้า จะได้ทำให้
เฉียวอี๋เหนียงรู้จักเชื่อฟังเสียบ้าง”
เมื่อหลินไห่หรูนึกถึงเซวียนเกอร์ก็ไม่สบายใจ นาง
พูดอย่างไม่ค่อยยินดี “อย่างไรเฉียวอี๋เหนียงก็เป็น
แม่แท้ๆ ของเซวียนเกอร์ ต่อให้ข้าเลี้ยงดูเขา
ตราบใดที่มารดาบังเกิดเกล้าของเขายังอยู่ เขาจะ
ใกล้ชิดกับข้าได้อย่างไรเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวรู้อยู่แต่แรกแล้วว่าหลินไห่หรูต้อง
ไม่ยินดีแน่นอน นางไม่มีจิตใจกว้างขวางพอที่จะ
เลี้ยงดูลูกของเฉียวอี๋เหนียง ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมอง
อี๋หนิงอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เช่นนั้นก็เหลือ
เพียงวิธีเดียว นั่นคือให้บันทึกเซิ่นหย่วนภายใต้
นามของเจ้า ให้เขาขึ้นเป็นบุตรสายตรง”
หลินไห่หรูตกใจ
ไม่เพียงแค่หลินไห่หรูเท่านั้นที่ตกใจ กระทั่งอี๋หนิง
เองก็ยังตกใจกับคำกล่าวของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
การยกบุตรอนุไปบันทึกภายใต้นามของมารดา
สายตรงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป ทว่าโดยทั่วไป
มักเป็นเด็กที่ยังเยาว์ แต่พี่ชายสามอายุสิบหกแล้ว
หลินไห่หรูเองก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม นอกจากนี้
นางก็ไม่ได้ใส่ใจหลัวเซิ่นหย่วนสักเท่าไร แม้
หลัวเซิ่นหย่วนจะเป็นบุตรชายคนโตของอนุ แต่ก็
มีหมัวมัวเลี้ยงดูมา มากสุดก็เข้ามาคารวะนางใน
ช่วงปีใหม่หรือเทศกาลต่างๆ ที่สำคัญเขายังเติบ
ใหญ่ถึงขั้นนี้แล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกล่าวต่อ “นี่เป็นการตัดสินใจที่
ผ่านการตรึกตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ยังไม่เคย
พูดกับเจ้ารองมาก่อน ทว่าข้อเสนอนี้สามารถ
เป็นไปได้ บัดนี้เซิ่นหย่วนใกล้จะเข้าร่วมการสอบ
ระดับมณฑลแล้ว หากเขาผ่านการคัดเลือก เจ้าก็
จะเป็นมารดาของจวี่เหริน ต่อไปหากมีเซิ่นหย่วน
อยู่ เจ้ากับอี๋หนิงก็ถือว่ามีที่พึ่งพิงแล้ว”
หลินไห่หรูเกิดในตระกูลพ่อค้า หากคนใน
ครอบครัวจะผ่านการคัดเลือกเป็นซิ่วไฉได้ก็ล้วน
เกิดจากการจุดธูปขอพรอย่างหนัก นางถูก
ประโยคนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจู่โจมอย่าง
กะทันหันจนมึนงง “ฮูหยินผู้เฒ่า นี่…เรื่องจวี่เห
ริน พูดว่าจะผ่านก็สามารถผ่านได้หรือ เซิ่นหย่วน
เด็กคนนี้ยามปกติก็…ดูไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไร!”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวลืมตาขึ้น ในดวงตาขุ่นมัวคล้ายมี
ประกายกระจ่าง
“อี๋หนิงอายุยังน้อย ไม่มีน้องชายร่วมสายเลือด
คอยประคับประคอง เจ้าเองก็ไร้ทายาท ข้าไม่
วางใจ” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ย “เรื่องนี้เจ้าลอง
ใคร่ครวญดู ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ารับปากทันที ทว่า
ข้าตรึกตรองดูแล้ว นี่คือวิธีการที่ดีที่สุด”
หลินไห่หรูยังคงไม่สบายใจ ทว่าอี๋หนิงกลับรู้สึก
สงบ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัววางแผนไว้เช่นนี้ย่อมต้อง
เตรียมการไว้รัดกุมแล้ว ที่สำคัญคือเมื่อใคร่ครวญ
ดูแล้วเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หากบันทึกหลัวเซิ่นหย่วนภายใต้นามของหลินไห่
หรู เช่นนั้นสถานะของพี่ชายสามก็จะสูงขึ้น เขา
จะถูกเลี้ยงดูเฉกเช่นบุตรสายตรง สถานะใน
ตระกูลหลัวก็จะทัดเทียมกับพี่ชายใหญ่และพี่ชาย
รอง
ที่สำคัญคือฮูหยินผู้เฒ่าหลัวพิจารณาแทนนางกับ
หลินไห่หรู
ด้วยความสามารถของหลัวเซิ่นหย่วน การปกปั้อง
นางกับหลินไห่หรู่ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
อี๋หนิงตื่นเต้นเล็กน้อย นางอยากให้หลินไห่หรู
ตอบตกลงทันที ทว่าหลินไห่หรูกลับแสดงสีหน้า
ลังเล หลัวเซิ่นหย่วนโตถึงเพียงนี้แล้ว ทั้งยังไม่ใช่
หมาแมวที่ใด กล่าวว่าให้เป็นของนางก็จะเป็น
ของนางอย่างนั้นหรือ นอกจากนี้ปกตินางก็ไม่
ค่อยสนิทชิดเชื้อกับเขาเท่าไร
อี๋หนิงลงจากตั่งไม้ เดินลากรองเท้าไปข้างกาย
หลินไห่หรู ดึงมือนางไว้ “ท่านแม่ หากเป็น
เช่นนั้นก็ย่อมดีมาก ท่านตอบตกลงเถิด ต่อไป
พี่ชายสามยังสามารถแสดงความกตัญูและเลี้ยง
ดูท่านยามแก่เฒ่าได้!”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไม่ได้คิดหลบเลี่ยงอี๋หนิงขณะ
กล่าวคำพูดเหล่านี้ เดิมก็ต้องการให้นางได้ยินอยู่
แล้ว เมื่อเห็นนางรีบลงจากตั่งไม้อย่างไม่รีรอก็
ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ
หลินไห่หรูหันไปมองอี๋หนิงที่คล้ายมีสีหน้า
คาดหวัง นางครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจอย่าง
เด็ดขาด “เมื่อกล่าวถึงความคิดคดเคี้ยว ต่อให้มี
ข้าสิบคนก็ไม่อาจต่อกรกับเฉียวอี๋เหนียงเพียงคน
เดียวได้ อย่างไรเจ้าก็ต้องมีชีวิตยืนยาวกว่าข้าอีก
หลายสิบปี ข้าฟังเจ้าก็แล้วกัน! มารดาของจวี่เห
รินอะไรข้าไม่กล้าคิด แต่การสามารถมีลูกในนาม
ของตนได้ก็เพียงพอแล้ว”
อี๋หนิงเกือบหลุดหัวเราะออกมา
ไม่เพียงแต่จะเป็นมารดาของจวี่เหริน ต่อไปหลิน
ไห่หรูยังอาจเป็นมารดาของจิ้นซื่อ มารดาของ
ท่านราชเลขาธิการ หวังว่าต่อไปนางจะไม่ตกใจ
เพราะศักดินาของตัวเองก็พอแล้ว
ที่หลินไห่หรูตัดสินใจตามนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวกับอี๋หนิงคาดหวังให้นางทำเช่นนี้
หลังจากตกลงแล้ว สีหน้านางก็เต็มไปด้วยการ
ครุ่นคิด ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเห็นหลินไห่หรูยังตกอยู่
ในภวังค์ก็ให้นางกลับไปก่อน
วันรุ่งขึ้นฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเรียกหลัวเฉิงจางกับ
หลัวเซิ่นหย่วนเข้ามาเพื่อหารือกับพวกเขา
เกี่ยวกับเรื่องนี้
หลังจากหลัวเฉิงจางได้ยินก็ตกตะลึงไป จากนั้นก็
ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
เขาเคยพบเห็นการรับเลี้ยงบุตรของอนุมาบ้าง
ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนโตถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดจึงให้
บันทึกเขาภายใต้นามของหลินไห่หรูอย่าง
กะทันหัน เขาคาดเดาความคิดของฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวไม่ออก การกระทำนี้เท่ากับเป็นการเชิดชู
หลัวเซิ่นหย่วน ทว่าแต่ไหนแต่ไรมานางไม่ชอบ
หลัวเซิ่นหย่วนมิใช่หรือ…
หลัวเซิ่นหย่วนมองไปที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวซึ่งนั่งอยู่
ในห้องโถง
อี๋หนิงถูกเสวี่ยจือจูงมายืนด้านข้าง นางเห็นคนทั้ง
สองอย่างชัดเจน คนหนึ่งเฉลียวฉลาดล้ำแผนการ
อีกคนมีความคิดแยบยลลึกซึ้งแต่กำเนิด พวกเขา
กำลังตั้งคำถามซึ่งกันและกัน หลังจากมองอยู่ครู่
หนึ่ง หลัวเซิ่นหย่วนก็เก็บสายตากลับ ยืนสงบนิ่ง
ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
พวกเขาสื่อสารอะไรกันอยู่
อี๋หนิงอยากรู้นัก แต่นางจะไปถามก็ไม่ได้จึงมอง
ไปทางหลัวเฉิงจาง
บิดาผู้นี้ นอกจากหลินไห่หรูแล้ว เขาก็น่าจะเป็น
คนที่เลอะเลือนมากที่สุดในที่แห่งนี้ เขานั่งลงและ
จิบชาคำหนึ่ง “ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงเกิด
ความคิดพิเรนทร์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน เรื่องนี้จะ
ว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ไม่ใช่สิ่งที่
สามารถตัดสินใจได้ตามอำเภอใจ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ข้าใช้ชีวิต
มากว่าค่อนชีวิตแล้ว จะมีอะไรที่คิดพิเรนทร์
ขึ้นมาอย่างกะทันหัน หลินไห่หรูไร้บุตร ดังนั้นก็
ให้บันทึกหลัวเซิ่นหย่วนภายใต้นามของนางเสีย
นอกจากนี้หลัวเซิ่นหย่วนจะไปเข้าร่วมการสอบ
ระดับมณฑลแล้ว หากผ่านการคัดเลือกด้วย
สถานะที่ถือว่าเป็นบุตรสายตรงของตระกูลหลัวก็
นับว่าไม่เลว”
เมื่อหลัวเฉิงจางได้ยินคำกล่าวของฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวก็ขมวดคิ้วมุ่น
บุตรชายอนุของเขายืนสงบนิ่งอยู่ในห้องโถง ไม่
เอื้อนเอ่ยสักคำ
หลัวเฉิงจางไม่เคยคิดว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะผ่าน
การสอบคัดเลือก มีผู้ใดบ้างที่ผ่านการสอบ
คัดเลือกตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก ส่วนเฉิงหลางเป็น
เด็กอัจฉริยะ เขามีชื่อเสียงขจรขจายในดินแดน
ทางเหนือมาช้านาน ทั้งยังเป็นหลานชายของ
ลู่เจียเสวีย การที่เขาได้รับการคัดเลือก ผู้ใดจะ
กล้าสงสัย ทว่าในตระกูลหลัวสามคน หลัวหวย
หย่วนมีความสามารถมากที่สุด จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่
ผ่านการคัดเลือก ส่วนหลัวเซิ่นหย่วนซึ่งไม่โดด
เด่นจะสามารถผ่านการคัดเลือกตั้งแต่ครั้งแรกได้
หรือ
หลัวเฉิงจางรู้สึกว่าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกำลังหา
ข้ออ้าง
“ท่านแม่ หากคิดเช่นนี้จริง ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ย”
หลัวเฉิงจางชำเลืองมองหลัวเซิ่นหย่วนอย่างไม่ใส่
ใจ น้ำเสียงราบเรียบ “ทว่าท่านต้องกล่าวเหตุผล
ให้ชัดเจน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยิ้มเย็น “หากเจ้าไม่ยินดีให้
บันทึกหลัวเซิ่นหย่วนในนามของหลินไห่หรู
เช่นนั้นก็ให้บันทึกเซวียนเกอร์ ตำแหน่งบุตรสาย
ตรงของบ้านรอง อย่างไรก็ไม่อาจว่างเว้น”
หลัวเฉิงจางกระแอมไอครั้งหนึ่ง เมื่อกล่าวถึงเซ
วียนเกอร์ เขาก็ยิ่งไม่ยินยอม
เขาวางแผนจะบ่มเพาะให้เซวียนเกอร์ร่ำเรียน
หนังสือ การให้ติดตามหลินไห่หรูจะไม่เท่ากับ
ทำลายเซวียนเกอร์หรืออย่างไร
หลัวเฉิงจางมองหลินไห่หรูที่อยู่ข้างกายซึ่งไม่
กล่าวสิ่งใดก็ถามขึ้น “เจ้าก็เห็นด้วยหรือ”
หลินไห่หรูมองหลัวเซิ่นหย่วน ยังคงรู้สึกนั่งไม่สุข
เล็กน้อย นางมักรู้สึกว่าบนร่างของบุตรอนุคนนี้มี
แรงกดดัน หลินไห่หรูผงกศีรษะ “อืม ท่านแม่
หารือกับข้าแล้ว ข้าตอบตกลง”
ในเมื่อหลินไห่หรูยินยอมแล้ว เช่นนั้นหลัวเฉิงจาง
ก็ไม่มีสิ่งใดจะกล่าวอีก ที่สำคัญคือนี่เป็นเรื่องของ
บ้านรอง ไม่จำเป็นต้องหารือกับบ้านหลัก เขาจึง
ให้คนไปหาบัญชีรายชื่อคนในตระกูลมาแล้วแก้ไข
ประเดี๋ยวนั้น
อี๋หนิงมองลายเส้นพู่กันที่จรดบนบัญชีรายชื่อคน
ในตระกูล ในใจรู้สึกตื่นเต้น นางมองไปทาง
หลัวเซิ่นหย่วนโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็พบว่าเขา
กำลังมองพู่กันด้ามนั้น
ณ จังหวะนั้น แววตาของเขาฉายประกายเฉียบ
คม
——————–
[1] ดรุณีจันทน์เทศ ใช้กล่าวถึงเด็กสาวอายุสิบ
สามสิบสี่ที่เปราะบางสวยงามดุจจันทน์เทศที่เพิ่ง
แตกหน่อ