พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 35(Rewrite)
ความร้อนอบอ้าว ของฤดูคิมหันต์เบาบางลง
เล็กน้อย จักจั่นเรไรก็ลดน้อยลง
ทว่าอากาศยังคงร้อนอยู่ เพียงแต่เย็นสบายกว่า
หลายวันก่อนมากอี๋หนิงสวมเสื้อคลุม นั่งอยู่บน
เตียงที่ปูด้วยเสื่อ นางหยิบหยกขาวมันแพะลายปี
เซียะที่เสวี่ยจือมอบให้มาดู ช่างแกะสลักหยกติด
พู่สีฟั้าเข้มอันหนึ่งปั้ายหยกนี้แกะสลักได้ประณีต
วิจิตร ลายเมฆมงคลพลิ้วไหวเป็นประกายเนื้อ
หยกสีบริสุทธิ์ งดงามยิ่งนัก
อี๋หนิงเก็บปั้ายหยกลงในกล่อง ยังไม่มีแผนจะเอา
ออกมาในเวลานี้ รอผลการสอบคัดเลือกออกมา
ก่อน นางค่อยมอบให้พี่ชายสาม
ถึงจะกล่าวว่ามั่นใจในตัวบุตรชาย ทว่าเฉินซื่อ
กลับเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งแรกที่ทำเมื่อตื่น
นอนคือถามว่าผลสอบประกาศออกมาแล้วหรือ
ยังกระทั่งยามที่ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ยังเอ่ย
ถึง
หลินไห่หรูฟังจนหงุดหงิด กล่าวอย่างไร้ความ
อดทน “พี่สะใภ้ เรื่องนี้ต่อให้รีบร้อนอย่างไรก็
เร่งรัดไม่ได้ ท่านอย่าได้ร้อนรนจนโมโห ท่านดูข้า
กับฮูหยินผู้เฒ่าสิ ยังไม่ร้อนรนเลย”
เฉินซื่อคิดในใจว่า เจ้าไร้บุตรชายแท้ ๆ จะมา
เข้าใจความรู้สึกนี้ได้อย่างไร ถึงจะมีหลัวเซิ่นหย่
วน ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนจะผ่านการสอบคัดเลือกได้
หรือ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองพวกนางทั้งสอง ก่อนจะเอ่ย
ด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ“ข้าเห็นว่าหวยหย่วนมี
ความมั่นใจมาก ไห่หรูกล่าวได้ถูกต้อง เจ้าอย่าได้
ร้อนรน”
ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลัวพูดเช่นนี้ เฉินซื่อจึงทำได้
เพียงลุกขึ้นรับคำ
จากนั้นพวกนางก็พูดถึงเรื่องหลัวเฉิงเหวินรับอนุ
ใหม่คนหนึ่ง แต่เดิมนางเป็นสาวใช้ที่เคยปรนนิบัติ
อนุมาก่อน เมื่อเอ่ยถึงอนุที่เพิ่งอายุสิบหกคนนี้
เฉินซื่อก็รู้สึกไม่สบายใจ สำหรับเรื่องนี้ นางกับ
หลินไห่หรูมีจุดยืนเหมือนกันนั่นคือสะอิดสะเอียน
อนุน้อยผู้นั้นเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
หลินไห่หรูกล่าวกับอี๋หนิงเป็นการส่วนตัวว่า
“อย่าเห็นว่าปั้าสะใภ้เจ้าวางตนสง่าผ่าเผย สุขุม
จริงจัง ไม่แน่ว่าลับหลังนางจะก่นด่าอี๋เหนียงนั่น
ว่าเจ้ากีบเท้าน้อย”
หลินไห่หรูเล่าเรื่องของอนุน้อยให้นางฟัง กล่าวว่า
ตั้งแต่หลัวเฉิงเหวินกลับมาจากเมืองหลวงก็พักอยู่
ที่เรือนของอนุน้อยติดต่อกันหลายคืน สุดท้ายเฉิน
ซื่อจึงย้ายบุตรชายคนโตหลัวหวยหย่วนออกไป
กล่าวว่าเพื่อเป็นการพิจารณาถึงลู่ทางในภายภาค
หน้าของตระกูลหลัว ทั้งยังเป็นการพิจารณาเพื่อ
เสาหลักของตระกูลหลัว สุดท้ายถึงได้รั้งนายท่าน
ใหญ่หลัวให้อยู่ในเรือนของตนได้
วันรุ่งขึ้นเฉินซื่อก็สั่งลงโทษอนุน้อยผู้นั้นให้
ปรนนิบัติตนอาบนํ้าแต่งตัวอนุน้อยนํ้าตาคลอเบ้า
แต่ก็ไม่กล้าฟั้องร้องอันใด
หลินไห่หรูฟังแล้วรู้สึกสบายใจ นางอยากให้เฉียว
อี๋เหนียงมาคุกเข่าปรนนิบัตินางอาบนํ้าแต่งกาย
บ้าง ทว่าในตระกูลหลัวนี้ นางไร้ไม้หลักที่จะมา
ช่วยคํ้าจุน
อี๋หนิงได้ยินแล้วก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะยากตรงไหน
จึงเสนอความคิดให้นางด้วยรอยยิ้ม “ท่านเป็นฮู
หยิน นางเป็นอนุ คำสั่งของท่าน นางจะไม่ฟังได้
หรือ คราหน้าก็ให้นางยืนปรนนิบัติท่านกินข้าว
หากนางรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ท่านก็
กล่าวว่าลืมให้นางนั่งลง ต่อหน้าท่านพ่อของข้า
นางไม่กล้าพูดอะไรแน่นอน!”
หลังจากนั้นหลินไห่หรูก็ลองเอาสิ่งที่อี๋หนิงพูดไป
ทดสอบ นางพบว่าเฉียวอี๋เหนียงไม่กล้าพูดอะไร
จริง ๆ ยืนปรนนิบัตินางจนกินอาหารเช้าเสร็จวัน
นั้นนางอารมณ์ดีทั้งวัน ส่วนเฉียวอี๋เหนียงกลับไป
ด้วยสีหน้าดำคลํ้า วันต่อมาก็กล่าวว่าล้มปั่วย มา
ไม่ได้
หลินไห่หรูให้สาวใช้ส่งนํ้าแกงบำรุงไปให้เฉียวอี๋
เหนียง ส่วนนางก็เอาปินทองคู่หนึ่งไปให้อี๋หนิง
ด้วยตนเอง
อี๋หนิงหยิบปินทองมาเล่น จากนั้นก็คิดถึงปั้าย
หยกในลิ้นชัก
พรุ่งนี้จะประกาศผลคัดเลือกแล้ว
พี่ชายสามต้องผ่านการคัดเลือกแน่นอน แต่ไม่รู้ว่า
เขาจะสอบได้ลำดับที่เท่าใด
วันรุ่งขึ้นเฉินซื่อตื่นแต่เช้า คนที่ไปสืบข่าวออกไป
ตั้งแต่เช้า เฉินซื่อเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง หลัวอี๋ซิ่
วที่อยู่ด้านข้างมองจนเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกไปด้วย
เฉินซื่อกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ตาจับจ้องไปยังทางเข้า
มิใช่ว่าไปที่ว่าการของผู้ตรวจการราชการหรอก
หรือ เหตุใดเนิ่นนานค่อนวันแล้วถึงไม่กลับมาเสีย
ที…
สุดท้ายนางก็นั่งลง จิบชาอึกหนึ่งเพื่อสงบสติ
อารมณ์
ที่เรือนด้านหน้า คนที่ไปฟังข่าวขี่ม้าเข้ามาอย่าง
รวดเร็ว หลังเข้ามาถึงลานกว้างถึงได้ลงจากหลัง
ม้าแล้วโยนสายบังเหียนให้บ่าวที่อยู่ด้านข้าง ทั้ง
ร่างสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น รีบพุ่งตัวเข้าไปหา
เฉินซื่อด้านใน
เมื่อบรรดาสาวใช้ที่ปรนนิบัติเฉินซื่ออยู่ด้านใน
เห็นคนผู้นี้ก็รีบเปิดทางให้
พวกนางเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน หากคุณชายใหญ่
ผ่านการคัดเลือกเฉินซื่อก็จะอารมณ์ดีไปอย่าง
น้อยหนึ่งปี ถึงยามนั้นการที่พวกนางจะได้รับการ
ตกรางวัลจนมือไม้อ่อนก็อาจเป็นเรื่องที่มิใช่ว่าจะ
เป็นไปไม่ได้ แต่หากคุณชายใหญ่ไม่ผ่านการ
คัดเลือก ปีนี้ทุกคนก็อย่าหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่าง
สงบสุข ใกล้จะถึงฤดูเหมันต์แล้ว วันเวลาก็จะยิ่ง
ยากลำบาก
เฉินซื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็รีบวางถ้วยชา
ลง จะมัวแต่ดื่มชาอะไรอีกเล่า นางรีบให้สาวใช้
ประคองออกไป หลัวอี๋อวี้กับหลัวอี๋ซิ่วก็รีบตาม
ออกไปด้วยเช่นกัน
คนที่ไปฟังข่าวยังไม่ทันหายเหนื่อย เขาจับเข่า
หอบพลางสูดลมหายใจอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่
ออก
เฉินซื่อรีบสั่งให้คนรินนํ้าชาให้เขา มองเขาดื่มนํ้า
ชา จากนั้นก็เอ่ยถามอย่างร้อนรน “ผ่านหรือไม่
ผ่านก็แค่คำเดียว เจ้ารีบว่ามาเร็วเข้า!”
คนที่ไปฟังข่าวดื่มนํ้าพลางกล่าวคำ “ผ่านแล้ว
ขอรับ” ออกมา
หัวใจทั้งดวงของเฉินซื่อก็ผ่อนคลายลง บรรดา
สาวใช้บ่าวหญิงชราในห้องต่างพากันดีใจ แม้แต่
หลัวอี๋อวี้ก็ผุดรอยยิ้มออกมา หัวหน้าสาวใช้รีบเข้า
ไปคำนับแสดงความยินดีกับเฉินซื่อทันที
ต่อให้เฉินซื่อจะสำรวมอย่างไรก็ไม่อาจเก็บซ่อน
รอยยิ้มบนใบหน้าไว้ได้นางพรูลมหายใจโล่งอก
สั่งให้หมัวมัวที่อยู่ด้านหลังไปบอกข่าวฮูหยินผู้เฒ่า
หลัวและนายท่านใหญ่
คนที่ไปฟังข่าวผู้นั้นถึงได้โบกมือ “ฮูหยินใหญ่
อย่าเพิ่งขอรับ! ข้าน้อยยังกล่าวไม่จบ”
เฉินซื่อร้อนรนจนอยากจะฆ่าเขาให้ตาย หัวใจดิ่ง
ลงอีกครั้ง “กล่าวไม่จบอะไร หรือสอบไม่ผ่าน”
“คุณชายใหญ่ของพวกเราสอบผ่านขอรับ” คนที่
ไปฟังข่าวพูด “ผ่านเป็นลำดับที่สามสิบแปด
ขอรับ”
หัวคิ้วของเฉินซื่อขมวดแน่น สอบผ่านเป็นลำดับที่
เท่าไรสำคัญอย่างไรกันเล่า แค่ผ่านก็พอแล้ว ด้วย
อายุของหลัวหวยหย่วน นี่ก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว
“ทว่าคุณชายสามหลัวเซิ่นหย่วนของพวกเราก็
ผ่านเช่นกันขอรับ” คนที่ไปฟังข่าวเอ่ย “ข้าน้อย
ทำตามคำสั่งของท่าน เริ่มดูจากลำดับสุดท้าย…”
เขากลืนนํ้าลาย คล้ายตื่นเต้นเล็กน้อย
“เขาก็ผ่านการคัดเลือก เป็นลำดับที่หนึ่ง เจี่ย
หยวน[1] ขอรับ”
หลังเฉินซื่อฟังจบก็คล้ายไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง
ตะลึงนิ่งงันอยู่นาน
ในห้องหนังสือ หลัวเซิ่นหย่วนกำลังเขียนอักษร
ตามอารมณ์ที่พลิ้วไหว บนกระดาษเป็น
บทความ ‘เถิงหวังเก๋อชวี่[2]’
วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบชิวเหวย เขาตื่นแต่
เช้าตรู่ จากนั้นก็เริ่มเขียนอักษร ในห้องเงียบสงบ
มีเพียงควันสีฟั้าที่ลอยจากกระถางธูปหอมซึ่งจุด
ไว้ กลิ่นนั้นค่อย ๆ แผ่ขยายปกคลุม
เขาไพล่มือไว้ด้านหลัง จับจ้องตัวอักษรที่ตนเขียน
จนกระทั่งด้านนอกประตูที่เคยเงียบสงบมีเสียง
วุ่นวายดังขึ้น เป็นเสียงวุ่นวายที่ไม่เคยปรากฏมา
ก่อน
เขาวางพู่กันในมือลง หลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีก
ครั้ง อารมณ์ท่วงท่าก็ต่างไปจากเดิม
ปณิธานไม่มั่นคงดุจเรือที่ไร้หางเสือ ม้าไร้บังเหียน
ย่อมวิ่งทะยานอย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายสิ่งที่ควร
มา อย่างไรก็ต้องมา
อี๋หนิงนั่งอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าหลัว กำลังเรียน
ทำถุงหอมตามคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว นาง
มองฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ก่อนจะมองเสวี่ยจือ
จากนั้นก็หันไปมองหลินไห่หรูที่ยังตกอยู่ในภวังค์
เบื้องหน้า เหตุใดท่าทางของทั้งสามคนจึงดูไม่
ค่อยดีนักเล่า
ในที่สุดนางก็วางถุงหอมที่ทำไปครึ่งหนึ่งในมือลง
“ท่านแม่ พี่ชายสามผ่านการคัดเลือกแล้ว ท่าน
ควรดีใจจึงจะถูก”
ตั้งแต่หลินไห่หรูรู้ข่าวก็เริ่มตกอยู่ในอาการเหม่อ
ลอยคล้ายไม่เชื่อเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ในที่สุดนาง
ก็ลุกขึ้น เดินไปเดินมา ก่อนจะหยุดเบื้องหน้าอี๋ห
นิง “ข้า…ตอนนี้ข้าเป็นแม่ของจวี่เหรินแล้ว”
นางยังพูดต่อ “อี๋หนิง ไม่ผิดแน่ใช่หรือไม่ ทั้งยัง
เป็นเจี่ยหยวน!”
ตอนที่อี๋หนิงได้ยินข่าวครั้งแรกก็ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง
นางให้พี่ชายสามทำได้ดีเท่าไรก็ทำเท่านั้น คาดไม่
ถึงว่าเขาจะคว้าตำแหน่งเจี่ยหยวนกลับมา
โดยตรง แต่เมื่อนึกถึงฐานะของหลัวเซิ่นหย่วนใน
ภายภาคหน้า นางก็สงบลงเพียงแค่เจี่ยหยวน
เท่านั้น ยังไม่ต้องตื่นตะลึงไป
ทว่านอกจากนาง ดูเหมือนว่าทันทีที่ทุกคนใน
เรือนทราบข่าวก็ตกใจไปตาม ๆ กัน
แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ยังตกอยู่ในภวังค์ไป
ชั่วขณะ ทั้งยังถามคนรายงานข่าวซํ้าว่า “เป็นเจี่ย
หยวนจริงหรือ เจ้าไม่ได้ดูผิดไปใช่หรือไม่”
“ฮูหยินผู้เฒ่า เรื่องสำคัญเช่นนี้ข้าน้อยจะมองผิด
ได้อย่างไรเล่าขอรับข้าน้อยตรวจสอบอีกหลาย
ครั้งแล้ว” ผู้รายงานข่าวยิ้ม “ต้องขอแสดงความ
ยินดีกับฮูหยินผู้เฒ่าด้วยขอรับ หลานชายทั้งสอง
คนในตระกูลล้วนผ่านการคัดเลือก คุณชายสาม
ยังเป็นถึงเจี่ยหยวน! พอใต้เท้าเจ้าเมืองของพวก
เราทราบข่าวก็กล่าวว่าจะมาเยี่ยมที่จวนขอรับ”
ผลประกาศติดอยู่ ณ ที่ว่าการของผู้ตรวจการ
ราชการ ท่านเจ้าเมืองย่อมรู้ก่อนผู้ใด ดังนั้นเขาจึง
ส่งคนมารายงานฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวให้สาวใช้มอบเงินถุงหนึ่งเป็น
รางวัลแก่ผู้ส่งข่าวด้วยจิตใจที่ยังไม่สงบนัก
ทว่าไม่นานฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะรีบให้คนไปเชิญหลัวเฉิงจาง หลัวเซิ่นหย่
วน และคนอื่น ๆ มา
หลินไห่หรูยังคงพะว้าพะวัง “เจ้าว่าข้าควรจะ
มอบอะไรให้เขาหรือไม่หรือควรจะกล่าวสิ่งใดดี”
อี๋หนิงส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไร อีกสักครู่ท่านพูดให้
น้อยหน่อย ให้ท่านย่าเป็นคนพูดก็ได้แล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวได้ยินเช่นนี้ก็มองหลินไห่หรู “อี๋ห
นิงกล่าวได้ถูกต้องอีกสักครู่เจ้าพูดให้น้อยหน่อย
ที่สำคัญคือหลังจากนี้จะต้องมีฮูหยินจากตระกูล
ขุนนางต่าง ๆ มาขอเชื่อมสัมพันธไมตรีกับเจ้า
เจ้าต้องวางตนให้สำรวมบัดนี้เจ้าเป็นถึงมารดา
ของเจี่ยหยวนแล้ว ไม่เหมือนกาลก่อนอีกต่อไป
เข้าใจหรือไม่”
หลินไห่หรูผงกศีรษะ เป็นสัญญาณว่านางจะพูด
ให้น้อยแน่นอน
ผู้ที่มาก่อนคนแรกคือเฉินซื่อ นางก้าวผ่านประตู
พร้อมใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม นางพูดคุย
พร้อมจับมือของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว ทั้งยังแสดง
ความยินดีกับหลินไห่หรูด้วยสีหน้าเปียมไปด้วย
ความรื่นรมย์ดุจสายลมแห่งวสันต์ขณะที่นางนั่ง
ลง อี๋หนิงก็สังเกตเห็นว่าผ้าเช็ดหน้าของนางเปียก
ชื้นไปด้วยเหงื่อ สายตาจับจ้องไปที่ประตู
หลังจากนั้นก็มีเสียงสาวใช้ดังขึ้น “คุณชายสาม
มาแล้วเจ้าค่ะ”
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้ามา
เป็นครั้งแรกที่สายตาของเฉินซื่อจับจ้องอยู่บนร่าง
ของหลัวเซิ่นหย่วนเขาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
ด้วยท่าทางไม่แข็งกร้าวและถ่อมตนจนเกินงาม
จากนั้นจึงคารวะหลินไห่หรูและนาง
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองเขาด้วยรอยยิ้ม บอกให้เขา
ลุกขึ้น “เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนตอบอย่างมีมารยาท “หลานทราบ
แล้วขอรับ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลัวเซิ่นหย่วนผ่านการคัดเลือก
หรือไม่ เฉินซื่อจึงรู้สึกว่าเขาดูสูงใหญ่ขึ้นกว่าแต่
ก่อน ยามนี้เขายืนอยู่เบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
หันหลังให้แสง สีหน้าเย็นเยียบแผ่กลิ่นอายที่ไม่
อาจพรรณนา ทำให้ผู้คนไม่อาจเพิกเฉยต่อเขาได้
เฉินซื่อรู้สึกว่าตนต้องถูกนกอินทรีจิกดวงตา
แน่นอน
เหตุใดเมื่อก่อนนางถึงมองไม่ออกว่าหลัวเซิ่นหย่
วนแสร้งทำตัวเป็นสุกรเขมือบพยัคฆ์ เจี่ยหยวน…
นั่นคือสิ่งที่อาศัยเพียงโชคช่วยก็เป็นได้หรือแต่
ไหนแต่ไรบุตรของอนุผู้นี้ไม่เคยแสดง
ความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ ที่แท้เป็นเพราะ
เขากำลังรอโอกาสเช่นนี้อยู่ใช่หรือไม่!
เมื่อเฉินซื่อเห็นสายตาสงบนิ่งเย็นชาของเขา ในใจ
ก็ลอบหนาวสะท้านเมื่อหันไปมองรอบข้างก็เห็นฮู
หยินผู้เฒ่าหลัว เสวี่ยจือ หรือกระทั่งอี๋หนิงที่อายุ
เพียงเจ็ดขวบดูสงบนิ่ง ไม่มีท่าทางตกใจกันสัก
เท่าไร
พวกนางล่วงรู้มานานแล้วใช่หรือไม่
หลังจากนั้นหลัวหวยหย่วนก็มาพร้อมกับหลัวอี๋อวี้
และหลัวอี๋ซิ่ว ทั้งสามคนต่างทราบข่าวแล้ว
เดิมเรื่องที่หลัวหวยหย่วนผ่านการคัดเลือกควรจะ
เป็นเรื่องที่น่าดีใจอย่างยิ่งยวด แต่เมื่อได้ยินว่า
น้องชายสามที่เขาไม่เคยวางไว้ในสายตากลับสอบ
ได้เจี่ยหยวน หลัวหวยหย่วนก็อึ้งตะลึง ไม่เชื่ออยู่
พักหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ได้รู้สึกดีใจสักเท่าไรแล้ว
หลังจากเขาตรวจสอบจนได้รับการยืนยันจึงได้มา
ที่เรือนของท่านย่า
เมื่อเขาเดินเข้ามาก็พินิจมองหลัวเซิ่นหย่วน
เดิมเขาเข้าใจว่าหลัวเซิ่นหย่วนเตี้ยกว่าเขา
เล็กน้อย ทว่าวันนี้เพิ่งพบว่าอันที่จริงอีกฝั่ายสูง
กว่าตนช่วงหนึ่ง
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มอ่อนโยนให้เขา “พี่ชายใหญ่
ท่านก็มาด้วยเช่นกัน”
หากเป็นยามปกติ หลัวหวยหย่วนย่อมรู้สึกว่านี่
คือรอยยิ้มถ่อมตนและเคารพของหลัวเซิ่นหย่วน
ทว่าวันนี้เมื่อเขามองแล้ว เหตุใดจึงรู้สึกว่าใน
รอยยิ้มนี้ซ่อนความนัยที่ไม่อาจพรรณนาไว้ เป็น
ความนัยอะไรกันแน่
เขาในฐานะบุตรชายคนโตสายตรงที่ได้รับคำชื่น
ชมยกย่องจากอาจารย์ได้รับความสำคัญจากทุก
คนในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ล้วนเป็น
สิ่งที่ดีที่สุด ทว่าสิ่งเหล่านี้หลัวเซิ่นหย่วนล้วนไม่มี
กระทั่งการสอบชิวเหวยครั้งนี้ ทุกคนก็เชื่อว่า
หลัวเซิ่นหย่วนแค่ไปสอบเป็นเพื่อนเขาเท่านั้น
ทว่าบัดนี้อีกฝั่ายกลับสอบได้อันดับที่หนึ่ง เป็นเจี่ย
หยวนของการสอบคัดเลือกระดับมณฑล แม้เขา
เองจะสอบผ่านเช่นกัน แต่เมื่อเทียบอันดับแล้วก็
ราวฟั้ากับดิน
หลัวหวยหย่วนพยายามหยุดความคิดมากมายใน
ใจ ยิ้มพลางกล่าวอย่างมีนัย “ยามปกติมองไม่
เห็นถึงความยอดเยี่ยมของน้องชายสามสักนิดครั้ง
นี้ต้องแสดงความยินดีกับน้องชายสามด้วย”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่แสดงท่าทีถ่อมตนอีกต่อไป
เพียงยิ้มบาง “ข้าก็ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ที่
ผ่านการคัดเลือกด้วย”
ขณะนั้นเอง สาวใช้ซึ่งอยู่ด้านนอกก็เข้ามา
รายงาน กล่าวด้วยใบหน้าเปียมไปด้วยรอยยิ้มว่า
ผู้ที่เอาข่าวดีมารายงานมาถึงแล้ว ผู้รายงานข่าว
คนที่สองและสามก็กำลังใกล้จะมาถึง “…ตระกูล
เกา ตระกูลหยางที่อาศัยอยู่ในตรอกเดียวกัน ทั้ง
ยังมีใต้เท้าท่านเจ้าเมืองเปั่าติ้ง ใต้เท้าหลิวท่าน
รองเจ้าเมืองใต้เท้าผู้พิพากษา ใต้เท้าสวี่ผู้
บัญชาการสิ่งทอ ทุกท่านต่างมาร่วมแสดงความ
ยินดีถึงหน้าประตูแล้วเจ้าค่ะ ต่างกล่าวว่า
อยากจะพบคุณชายสามสักครั้งนายท่านใหญ่ให้
คุณชายสามรีบออกไปต้อนรับแขกเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวขมวดคิ้วมุ่น ตระกูลเกาเคยมีเก๋อ
เหล่าคนหนึ่ง ปกติมักคิดว่าสถานะของตระกูล
หลัวไม่ทัดเทียมจึงไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน แต่วันนี้
กลับมาเยือนถึงหน้าประตู บัดนี้สถานะของ
หลัวเซิ่นหย่วนแตกต่างจากเมื่อก่อน ที่สำคัญเขา
ยังเป็นเจี่ยหยวนที่อายุน้อย ดังนั้นฐานะของ
ตระกูลหลัวในภายหน้าย่อมต้องเปลี่ยนไปเพราะ
เขาเป็นแน่
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองหลัวหวยหย่วนที่ยังยืนนิ่ง
ใต้เท้าท่านเจ้าเมืองและใต้เท้าผู้พิพากษาไม่ได้
กล่าวว่าต้องการพบเขา
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็คำนับฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
เอ่ยด้วยความนอบน้อม “เช่นนั้นหลานขอตัว
ก่อนขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวสูดลมหายใจลึก ลูบไรผม “ข้าจะ
ไปกับเจ้า” ผู้ที่มาต่างเป็นคนมีหน้ามีตา นางจะ
ไม่ปรากฏตัวได้อย่างไร ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยังหันไป
กำชับเฉินซื่อที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อตัว “ดูแลเหล่า
เจี่ยเอ๋อร์ให้ดี อย่าให้พวกนางออกไปที่ห้องโถง
ด้านหน้า หากในเรือนเกิดเรื่องใด เจ้าก็ตัดสินใจ
ไปก่อน นอกจากนี้สั่งให้ห้องครัวจัดเตรียมงาน
เลี้ยงสุราอาหารไว้ด้วย ต้องจัดให้อุดมสมบูรณ์”
คุณหนูในเรือนเช่นอี๋หนิงไม่สามารถร่วมงาน
สำคัญเช่นนี้ได้ แม้แต่หลัวหวยหย่วนที่เพิ่งผ่าน
การคัดเลือกก็ยังไม่มีสิทธิ์
อี๋หนิงหันไปมองหลัวหวยหย่วน รอยยิ้มบน
ใบหน้าเขาดูแข็งเกร็งความสง่าผ่าเผยอ่อนโยน
อันตรธานหายไป เดิมคนที่ผ่านการคัดเลือกคือ
เขาคนที่ควรถูกผู้คนรายล้อมก็คือเขา คนที่ควร
ได้รับการแสดงความยินดีก็คือเขา
ทว่าการมีตัวตนของหลัวเซิ่นหย่วน ผู้ที่สอบได้
อันดับหนึ่งตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เขาถูกบดบัง
ลืมเลือนไปโดยสิ้นเชิง
อี๋หนิงหันหน้ากลับมา มองหลัวเซิ่นหย่วนที่ถูก
ผู้คนรายล้อมจนหายลับไป มุมปากก็ปรากฏ
รอยยิ้มจาง ๆ
วันหนึ่งเมื่อพญานกต้าเผิงโผบินตามแรงลม พุ่ง
ทะยานไปไกลกว่าเก้าหมื่นลี้ ต่อให้กระแสลมจะ
หยุดพัด ก็ยังโฉบลงมาสร้างคลื่นนํ้าในมหาสมุทร
ได้[3] คนอย่างพี่ชายสามก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีทางถูก
ควบคุมอยู่แต่ในตระกูลหลัวเล็ก ๆ ขณะที่นางดี
ใจไปกับเขา ในใจก็มีประกายแห่งความผิดหวัง
หากมนุษย์ได้รับตำแหน่งและอำนาจก็จะ
เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีผู้ใดไม่เปลี่ยนแปลง ลู่เจียเส
วียก็เป็นเช่นนั้น หลัวเซิ่นหย่วนเองก็ใช่
เมื่ออี๋หนิงคิดถึงตรงนี้ก็นิ่งไปเล็กน้อย
——————–
[1] เจี่ยหยวน ใช้เรียกผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่ง
ในการสอบระดับมณฑล
[2] เถิงหวังเก๋อชวี่ เป็นบทกวีหนึ่งของกวีหวังปั๋อ
ในสมัยราชวงศ์ถัง
[3] วันหนึ่งเมื่อพญานกต้าเผิงโผบินตามแรงลม
พุ่งทะยานไปไกลกว่าเก้าหมื่นลี้ ต่อให้กระแสลม
จะหยุดพัด ก็ยังโฉบลงมาสร้างคลื่นนํ้าใน
มหาสมุทรได้ หมายถึง คนผู้หนึ่งที่หากมีโอกาสก็
จะก้าวหน้าสู่ที่สูง หรือถึงแม้จะไม่ได้รับความ
ช่วยเหลือจากภายนอกก็ประสบความสำเร็จได้
ด้วยความสามารถของตน