พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 37(Rewrite)
เขาจะพานางไปทำอะไร
อี๋หนิงยังคงรู้สึกสงสัย
บัดนี้เขาเป็นจุดสนใจของทุกคน เขาควรจะอยู่ที่
เรือนหน้า รับคำชื่นชมสรรเสริญจากทุกคน ทว่า
เขากลับจูงนางมาที่ระเบียงทางเดิน
โคมไฟสีแดงห้อยเรียงรายตามสองข้างทาง ลม
ราตรีพัดโชย ช่างเป็นคํ่าคืนที่อากาศเย็นสบายนัก
ในที่สุดหลัวเซิ่นหย่วนก็หยุดฝีเท้า เขาปล่อยมือ
อี๋หนิง ก่อนจะหยิบจดหมายสีแดงฉบับหนึ่งจาก
ในแขนเสื้อส่งให้นาง
อี๋หนิงรับมาก็เปิดออกดู บนนั้นเขียนว่า ‘ข่าวดีแด่
เซิ่นหย่วนแห่งตระกูลหลัว ได้รับเลือกเป็นเจี่ย
หยวนแห่งอาณาเขตเหนือ จดหมายแสดงความ
ยินดีจากในวังหลวงกำลังถูกจัดส่งมา’ สิ่งที่เขา
มอบให้นางก็คือจดหมายแจ้งข่าวดี!
อี๋หนิงมองใบหน้าเรียบเฉยของเขา ทันใดนั้นก็ไม่รู้
ว่าควรกล่าวสิ่งใดราวกับไม่ว่าจะพูดอะไรก็คล้าย
จะผิดต่อความใส่ใจของเขา
หลัวเซิ่นหย่วนลูบศีรษะนาง เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“นี่ถือว่าทำได้ดีเท่าไรก็ให้ทำเท่านั้นหรือไม่”
อี๋หนิงใช้ชีวิตในชาติที่แล้วและชาตินี้รวมกันมา
มากกว่าสี่สิบปีแล้วอันที่จริงมีเรื่องมากมายที่ไม่
อาจทำให้นางซึ้งใจได้ ทว่าเมื่อมองใบหน้าของ
หลัวเซิ่นหย่วน ในใจก็ลอบคิด ไม่ว่าในภายหน้า
คนผู้นี้จะได้ขึ้นเป็นท่านราชเลขาธิการหรือไม่
ล้วนไม่สำคัญแล้ว นี่คือพี่ชายสามของนาง นาง
ต้องปฏิบัติต่อเขาอย่างดี
ทันใดนั้นนางก็นึกถึงปั้ายหยกขาวมันแพะ
นางจะมอบให้เขา ทว่าวันนี้ทั้งวันเขาไม่มีเวลา
ว่างเลย
“พี่ชายสาม ท่านรอข้าที่นี่ก่อน ข้าไปแล้วจะ
กลับมา” อี๋หนิงพูดจบก็หมุนตัว ก้าวเท้าเล็ก ๆ
วิ่งออกไป นางเก็บปั้ายหยกอันนั้นไว้ในกล่อง
เครื่องประทินโฉม
หลัวเซิ่นหย่วนรั้งนางไว้ไม่ทัน ได้แต่มองร่างเล็ก
ๆ หายไปจากระเบียงทางเดิน
อี๋หนิงกลัวว่าเขาจะรอนานจึงวิ่งเร็วขึ้น ระหว่าง
ก้าวผ่านธรณีประตูนางไม่ทันระวังจึงสะดุดล้มลง
หัวเข่าเจ็บแปลบขึ้นมาทันที ซงจือกำลังเดินหิ้ว
ตะกร้าเล็ก ๆ ออกมา เมื่อเห็นนางล้มลงก็รีบเข้า
ไปพยุง “คุณหนู ท่านจะรีบวิ่งไปทำสิ่งใดหรือเจ้า
คะ สะดุดล้มแล้ว”
หัวเข่าเจ็บแสบ น่าจะได้รับบาดเจ็บเพราะสะดุด
ล้ม อี๋หนิงอดทอดถอนใจไม่ได้ ยิ่งนานนางก็ยิ่ง
กลับไปมีนิสัยเหมือนเด็ก แค่วิ่งก็ยังล้มเคราะห์ดีที่
พี่ชายสามไม่เห็น ไม่เช่นนั้นนางต้องอับอายขาย
หน้าแน่ ๆ
“ไม่เป็นไร” อี๋หนิงลุกขึ้นมาปัดฝุั่นบนร่างตน
ก่อนจะให้ซงจือหยิบปั้ายหยกที่ทำเสร็จแล้วอัน
นั้นมา
ซงจือยังคงเป็นห่วง “ท่านนั่งลงให้บ่าวดูหน่อย
เถิดเจ้าค่ะ อย่าให้บาดเจ็บถึงเส้นเอ็นถึงกระดูก”
อี๋หนิงรู้สึกว่าอย่าให้หลัวเซิ่นหย่วนรอตนจะดีที่สุด
“อีกสักครู่ข้าจะกลับมา” อี๋หนิงกำชับ “อย่าได้
บอกท่านย่าว่าข้าหกล้ม”
ซงจือผงกศีรษะ มองคุณหนูของบ้านตนเดิน
กะเผลกจากไปไกล ในใจคิดว่าพอล้มครั้งนี้ก็คงวิ่ง
ไม่ไวแล้ว
อี๋หนิงมองจากระยะไกลก็เห็นว่าหลัวเซิ่นหย่วน
ยังคงยืนรออยู่ที่เดิมลมราตรีพัดเสื้อคลุมเขาปลิว
ร่างสูงตระหง่านประดุจหยก สีหน้าเรียบเฉย
พี่ชายสามของนางดูดีจริง ๆ ในภายหน้าไม่รู้ว่าจะ
มีดอกท้อน้อย ๆ มาโปรยปรายใส่เขาอีกเท่าใด
อี๋หนิงอดนึกถึงคุณหนูเกาที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง
ไม่ได้ อันที่จริงด้วยรูปโฉมมารยาทของคุณหนูเกา
ก็นับว่าพอจะคู่ควรกับเขาได้
หลัวเซิ่นหย่วนหันกลับมามองอี๋หนิง ใบหน้านาง
แดงกํ่า ทว่าท่วงท่าการเดินคล้ายจะมีปัญหา
เหมือนจะโขยกเขยก…
เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้ ค้อมตัวลงจับไหล่นาง ก่อน
จะก้มดูขาของนาง
“เจ้าเป็นอะไรไป ขาได้รับบาดเจ็บหรือ”
อี๋หนิงส่งปั้ายหยกที่กำอยู่ในมือให้เขา ยิ้มพลาง
พูด “นี่เป็นหยกที่ข้าหามาจากเรือนของท่านแม่
นางไม่ต้องการแล้ว ข้าจึงเอามาแกะสลักเป็นปั้าย
หยกให้ท่าน เป็นรูปปีเซียะ พี่ชายสาม ท่านรีบดู
เร็ว นี่คือหยกมันแพะชั้นเยี่ยมเลยนะ!”
หลัวเซิ่นหย่วนขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้ง “อี๋หนิง ข้า
กำลังถามเจ้าว่าขาเจ้าเป็นอะไร”
เมื่ออี๋หนิงเห็นว่าไม่อาจปิดบังได้จึงตอบอย่างอับ
จนหนทาง “เมื่อครู่วิ่งเร็วไปหน่อยจึงสะดุดธรณี
ประตู พี่ชายสาม ท่านอย่าถามอีกเลย…”
หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้หยิบปั้ายหยกในมืออี๋หนิงมา
ดู เป็นหยกชั้นเลิศจริง ๆ เนื้อหยกอุ่นลื่นละเอียด
ปีเซียะก็ราวกับมีชีวิต เขาสัมผัสหยกอันนั้นครู่
หนึ่งก็เก็บลง สุดท้ายก็มองอี๋หนิงพลางเอ่ยด้วยนํ้า
เสียงราบเรียบ “ไว้พรุ่งนี้ค่อยมอบให้ข้าก็ได้ เจ้า
วิ่งเร็วเช่นนี้ สะดุดล้มแล้วเห็นหรือไม่”
อี๋หนิงเริ่มไม่พอใจแล้ว คนผู้นี้จริง ๆ เลย ไม่ใช่
เพราะนางคิดว่าต้องมอบให้วันนี้ถึงจะดูมี
ความหมายหรอกหรือไร
ท่าทางของเขาก็ช่างกระไร หากไม่ชอบก็คืนมาให้
นาง นางเก็บไว้ห้อยเองก็ได้
“ในเมื่อพี่ชายสามรังเกียจ เช่นนั้นก็คืนปั้ายหยก
ให้ข้าเถิด” อี๋หนิงเอื้อมมือออกไปจะแย่งของใน
แขนเสื้อเขา ทว่าเขากลับหลบไปอีกด้าน ชูมือขึ้น
สูง อี๋หนิงอายุยังน้อย ตัวเตี้ย ไม่ว่าจะกระโดด
เท่าไรก็เอื้อมไม่ถึงแขนเสื้อของเขา
“ให้ก็ให้แล้ว มีเหตุผลใดที่จะเก็บคืนไปอีก”
หลัวเซิ่นหย่วนมองนางที่ตัวเล็กถึงเพียงนั้น จะทำ
อย่างไรก็เอื้อมไม่ถึง เขาเกิดความรู้สึกโมโหที่นาง
ทำให้ตัวเองเจ็บตัวอยู่หลายส่วน “คราหน้าต่อให้
รีบก็ยังจะวิ่งอยู่หรือไม่”
อี๋หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ในใจคิดว่าเหตุใดนาง
จะต้องคิดเล็กคิดน้อยกับหลัวเซิ่นหย่วนด้วย
ดังนั้นจึงอดกลั้นเอ่ยตอบ “ไม่วิ่งแล้ว…”
เขาคล้ายพอใจขึ้นเล็กน้อย มองไปที่ขาของนาง
อีกครั้งแล้วถอนหายใจก่อนจะยื่นมือไปหานาง
“มา”
อี๋หนิงมึนงง “อะไรหรือ”
“เจ้าล้ม ขาบาดเจ็บ ข้าจะอุ้มเจ้ากลับไป”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่พูดสิ่งใดอีก อุ้มนางขึ้นเฉกเช่น
อุ้มเด็กน้อย อย่างไรอี๋หนิงก็ยังเด็ก เขาอุ้มนางขึ้น
แล้วเดินไปยังห้องโถงกลาง
เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงถูกเขาอุ้ม นางโอบรอบคอ
เขาไว้โดยไม่รู้ตัว บนร่างพี่ชายสามมีกลิ่นของไอ
อุ่นบาง ๆ น่าสูดดม ชาติที่แล้วท่านแม่ของนาง
คลอดนางกับพี่สาวสองคนไว้ จากนั้นก็ลาจาก
โลกไป พี่สาวทั้งสองคนมีอายุไล่เลี่ยกับนางจึงไม่
ค่อยรักเอ็นดูนางนัก ข้าวของมีไม่มาก ทุกคนจึง
ต้องแก่งแย่งผู้ใดจะมาสนใจว่านางมีอายุน้อยที่สุด
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเห็นหลัวเซิ่นหย่วนอุ้มอี๋หนิง
กลับมาก็เบิกตาขึ้นเล็กน้อย “เมื่อครู่ไม่ใช่กล่าวว่า
มือรู้สึกไม่ค่อยดีหรือ”
สองแม่ลูกตระกูลเกากลับไปแล้ว เฉียวอี๋เหนียง
กับเฉินซื่อก็กลับไปแล้วหลังความครึกครื้นก็เหลือ
เพียงห้องที่เย็นเยียบ
หลัวเซิ่นหย่วนวางอี๋หนิงลงบนตั่งไม้ กล่าวกับฮู
หยินผู้เฒ่าหลัว “นางล้มได้รับบาดเจ็บที่ขา
ขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหันไปมองอี๋หนิง อี๋หนิงรู้สึก
เหมือนแววตาของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวคล้ายจะแฝง
ด้วยรอยยิ้ม “ปกติกระโดดโลดเต้นอย่างไรก็ไม่
เคยล้มวันนี้เป็นอะไรไป”
อี๋หนิงไม่อยากอธิบายแล้ว พลาดเพียงครั้งเดียว
เป็นที่จดจำไปชั่วนิรันดร์ คำกล่าวนี้ถูกต้องยิ่งนัก
นางตระหนักแจ่มแจ้งแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเรียกสาวใช้ให้มาดูอาการของอี๋ห
นิงว่าร้ายแรงหรือไม่ด้านนอกมีบ่าวคนหนึ่งเดิน
เข้ามาบอกว่า นายท่านรองเรียกให้หลัวเซิ่นหย่
วนกลับไป กำลังรอเขาที่ห้องหนังสือ
“อี๋หนิง พรุ่งนี้ข้าจะไปที่ว่าการของผู้ตรวจการ
ราชการ” หลัวเซิ่นหย่วนพูดกับนาง “สองสาม
วันนี้อย่าได้เคลื่อนไหว ดูแลรักษาอาการบาดเจ็บ
ให้ดี”
หลัวเซิ่นหย่วนกล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่าหลัวแล้วออก
จากห้องโถงใหญ่ไป
หลังหลัวเซิ่นหย่วนจากไป ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ดู
บาดแผลของอี๋หนิงความจริงก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร
นัก แค่ผิวถลอกเท่านั้น เพียงแค่เลือดซึมเล็ก ๆ
ทำให้ดูน่าหวาดกลัวเล็กน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
สะกิดปลายจมูกเล็กของนาง “บัดนี้มีพี่ชายเป็น
เจี่ยหยวนแล้ว ดีใจหรือไม่”
อี๋หนิงคิดว่านางย่อมดีใจ แต่หลังจากนี้เกรงว่า
ตระกูลหลัวคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหยิบผ้าขาวผืนบางจากมือของสวี
มามามาพันแผลให้นาง อี๋หนิงมองมือของฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวที่ดูแก่ชราทว่ายังคงนุ่มลื่นดุจแพรไหม
นางเอนพิงบนร่างฮูหยินผู้เฒ่าหลัวอย่างเชื่อฟัง
ตราบใดที่มีท่านย่าอยู่ข้างกายย่อมดีเสมอ แต่ไม่รู้
ว่าวันเวลาที่นางจะได้พึ่งพิงท่านย่าจะคงอยู่ไปได้
อีกนานเท่าไร
ในห้องหนังสือของหลัวเฉิงจางจุดเทียนไว้
เขากำลังรอหลัวเซิ่นหย่วน
วันนี้ตอนที่ได้รับข่าวดีในที่ว่าการ เขาตื่นตกใจยิ่ง
กว่าสิ่งใด เป็นหลัวเซิ่นหย่วนได้อย่างไร เหตุใดจึง
เป็นหลัวเซิ่นหย่วน! บุตรชายคนโตของอนุที่เขา
ไม่เคยใส่ใจ กลับเป็นพี่ใหญ่ที่ระงับอารมณ์ได้
อย่างรวดเร็ว มองหลัวเซิ่นหย่วนด้วยสายตา
ระแวดระวังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ยามนั้นหลัวเฉิงจางมีสาวใช้ห้องข้างอยู่สองคน
เขาโปรดปรานคนที่อ่อนโยนมากกว่า คาดไม่ถึง
ว่าจะโดนอีกคนสังหารจนตาย ทั้งมารดาและบุตร
ต่างไม่รอดชีวิต หนึ่งร่างสองชีวิต สาวใช้ห้องข้าง
คนนั้น โดยกำเนิดก็มีความนึกคิดมากกว่าผู้อื่น
มักดูมีลับลมคมใน แต่ก็เฉลียวฉลาดกว่าผู้ใด
หลังหลัวเซิ่นหย่วนถือกำเนิด หลัวเฉิงจางก็ไม่
ค่อยชอบหลัวเซิ่นหย่วนนัก ทั้งยังไม่ค่อยสนใจเขา
ทว่าอย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายคนโตของอนุ
หลัวเฉิงจางไม่เคยคาดหวังสิ่งใด เพราะแต่ไหนแต่
ไรหลัวเซิ่นหย่วนก็เงียบขรึมไม่มีอะไรโดดเด่น
หลัวเฉิงจางจึงยิ่งไม่เห็นความสำคัญ
หลัวเฉิงจางทุ่มเทความสนใจไปกับการบ่มเพาะ
ขัดเกลาเซวียนเกอร์รอเมื่อเซวียนเกอร์เติบโตขึ้น
ก็จะให้ดูแลบ้านรอง
เมื่อสักครู่ในงานเลี้ยง ใต้เท้าผู้ตรวจการมาชน
จอกกับเขา ถามเขาว่าปกติเขาอบรมสั่งสอน
หลัวเซิ่นหย่วนอย่างไร เขาตอบไม่ได้สักคำ กลับ
เป็นหลัวเซิ่นหย่วนที่มารับคำ เอ่ยด้วยนํ้าเสียง
ราบเรียบ ‘ท่านพ่อมีภารกิจรัดตัวจึงไม่ได้เอาเรื่อง
ต่าง ๆ ภายในบ้านไปรบกวนท่าน’
เขาอับอายเล็กน้อย ทว่าใต้เท้าผู้ตรวจการกลับยก
ย่องเขาว่าเป็นคนรุ่นหลังที่น่าเกรงขาม
สาวใช้รายงานว่าหลัวเซิ่นหย่วนมาแล้ว หลัวเฉิง
จางถึงได้หันมาเผชิญหน้ากับเขา
บุตรชายคนโตผู้ถือกำเนิดจากอนุผู้นี้ยืนอยู่เบื้อง
หน้า อาจเป็นเพราะเขายืนตัวตรง หรืออาจเป็น
เพราะอิทธิพลในหัวใจของตน หลัวเฉิงจางถึงรู้สึก
ว่าคล้ายกับกำลังโดนท่าทีไม่สะทกสะท้านของเขา
กดทับเล็กน้อย เมื่อก่อนมักรู้สึกว่านี่คือความ
เงียบขรึมสำรวมวาจา ทว่ามาบัดนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าคือ
การอดกลั้นที่ไร้สุ้มเสียง
เช่นนั้นในใจเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ กำลังวาง
แผนการอะไร
เขามองคนรอบกายที่จ้องมองด้วยสายตาเหยียด
หยามโดยไม่เอื้อนเอ่ยไม่แสดงท่าทางใด ๆ บางที
ในใจเขาอาจกำลังจดจำอยู่เงียบ ๆ วางแผนจะ
จัดการทุกคนอย่างเหี้ยมโหด รวมไปถึงตนด้วย
เมื่อหลัวเฉิงจางคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกเหมือนเห็นร่าง
เงาของหลัวเซิ่นหย่วนกำลังทับซ้อนกับมารดา
ผู้ให้กำเนิดของเขา
หลัวเฉิงจางรู้สึกหนาวสะท้านและสะพรึงกลัว
เล็กน้อย
“หลัวเซิ่นหย่วน” หลัวเฉิงจางมองเขา หัวคิ้ว
ขมวดมุ่น “เมื่อก่อนเจ้า…ล้วนปิดบังข้า”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มบาง ๆ กล่าวด้วยนํ้าเสียงเฉย
เมย “ท่านพ่อ ไม่ใช่ข้าปิดบังท่าน แต่เป็นท่านที่
ไม่เคยสนใจข้า”
หลัวเฉิงจางนิ่งอึ้งไป จากนั้นก็เริ่มมีโทสะ เอ่ย
ปากตำหนิเขา “เจ้าทำเช่นนี้จะถือว่า
ตรงไปตรงมาได้อย่างไร! สุภาพชนย่อมเปิดเผย
คนตํ่าต้อยจึงตระหนี่คิดเล็กคิดน้อย คำกล่าวนี้
เจ้าเข้าใจหรือไม่ เป็นมนุษย์ทำสิ่งใดต้อง
ตรงไปตรงมา เจ้าเป็นเช่นนี้จะให้ข้าเงยหน้าสู้
ท่านลุงใหญ่เจ้าอย่างไร!”
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ฟังคำกล่าวนี้ของหลัวเฉิง
จางก็ดูสงบนิ่งยิ่งนัก“ท่านพ่อ ท่านรู้สึกว่าท่านลุง
ใหญ่เป็นสุภาพชน หรือพี่ชายใหญ่เป็นสุภาพชน”
หลัวเฉิงจางพลันพูดไม่ออก จากนั้นก็เอ่ยถาม
เสียงทุ้มตํ่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
“ท่านลองตรึกตรองดูก็จะทราบแล้ว” หลัวเซิ่น
หย่วนเอามือไพล่ไว้ด้านหลัง ก่อนจะหยิบหนังสือ
เล่มหนึ่งที่หลัวเฉิงจางวางไว้บนโต๊ะขึ้นมา เขา
อ่านชื่อหนังสือแล้วเอ่ยขึ้น “ท่านชอบหนังสือ
นอกประวัติศาสตร์เล่มนี้มากที่สุด ในนี้มีเรื่องหนึ่ง
กล่าวถึงการแก่งแย่งของพี่น้องในจวนอ๋อง เพราะ
เครื่องหยกลึกลับชิ้นหนึ่งที่สืบทอดกันมาของ
ตระกูล บทนี้ท่านมักอ่านทวนหลายครั้ง เช่นนั้น
ท่านรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้เป็นอย่างไร”
หลัวเฉิงจางไม่กล่าววาจาอยู่พักหนึ่ง
“แม้จะเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน มีผลประโยชน์
ร่วมกัน แต่ท้ายที่สุดทุกคนต่างก็มีความต้องการ
แตกต่างกัน” หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ย “คนเช่นข้า
หรือท่านพ่อไม่ควรจะดีใจ”
หลัวเฉิงจางหรี่ตาลง สุดท้ายจึงเอ่ย “ต่อจากนี้ไป
หากเจ้ามีปัญหาอะไรก็สามารถมาขอคำแนะนำ
จากข้าได้ หากขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกับท่านแม่
ของเจ้า ด้วยความสามารถของเจ้า เกรงว่า
อาจารย์ในเรือนคงไม่สามารถแนะนำสั่งสอนสิ่งใด
ได้อีก อีกสองสามเดือนเจ้าจงติดตามท่านลุงของ
เจ้าไปยังเมืองหลวง ข้าจะเขียนจดหมายฉบับ
หนึ่งให้จางฮั่นหลิน ให้เขาช่วยแนะนำอาจารย์
ประจำตัวให้เจ้าท่านหนึ่ง”
หลัวเซิ่นหย่วนรับคำแล้วจากไป
หลังเขาจากไป หลัวเฉิงจางก็เรียกสาวใช้เข้ามา
“วันนี้ไปพักผ่อนที่เรือนของฮูหยิน เจ้าไปบอก
กล่าวสักคำ”