พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 39(Rewrite)
เจิ้งมามา ตามสาวใช้ไปเขียนเทียบสั่งยาสำหรับ
ให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวใช้บำรุงร่างกาย สาวใช้ของ
เจิ้งมามาจึงต้องรออยู่ในห้องโถงกลาง สาวใช้ผู้นี้
มีนามว่าฮ่วนชิงชวี่ เจิ้งมามากล่าวว่าครอบครัว
นางให้กำเนิดบุตรสาวสี่ห้าคนติดต่อกัน บิดามี
ความคิดว่าการมีบุตรสาวมีแต่ขาดทุน ดังนั้นจึง
ขายนางด้วยราคาเพียงหนึ่งตำลึง เดิมนางต้องไป
ยังแถบหุบเขาแร้นแค้นเพื่อให้ผู้อื่นเลี้ยงดูไว้เป็น
ภรรยาในภายหน้า แต่เจิ้งมามาช่วยเหลือไว้
เสียก่อน ทั้งยังเลี้ยงดูมาโดยตลอด
ฮ่วนชิงชวี่อุ้มกล่องไม้ ยืนอยู่กลางห้องโถงกลาง
ไร้ซึ่งอาการหวั่นเกรงและหวาดกลัว นางมอง
พินิจอี๋หนิงอย่างใคร่รู้
“เจ้าก็คือคุณหนูเจ็ดที่เจิ้งมามาคำนึงถึงมาโดย
ตลอดผู้นั้นหรือ”
นานแล้วที่อี๋หนิงไม่ได้ยินผู้ใดพูดกับนางเช่นนี้
นางเงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้าเหลี่ยมของสาวใช้ผู้นี้
แม้ไม่โกรธก็ดูถมึงทึง หากเกิดเป็นบุรุษยังถือว่าดี
แต่กลับเกิดเป็นสตรี รูปร่างนางยังทั้งสูงใหญ่ สูง
กว่าเสวี่ยจือถึงหนึ่งช่วงศีรษะกว่า
ซงจือที่อยู่อีกด้านเอ่ยปาก “สาวใช้ผู้นี้ช่างไร้
มารยาท นี่คือคุณหนูเจ็ดของพวกเรา!”
ชิงชวี่กล่าวต่อ “ที่ข้าพูดไม่ได้หมายถึงคุณหนูเจ็ด
หรืออย่างไร พวกเจ้าทุกคนในบ้านหลังนี้เอาแต่
วางท่าถือตน มีสิ่งใดน่าเกรี้ยวกราดกัน! คนที่เฝั้า
ตรงประตูก็ดุนัก ตอนที่ข้ากับเจิ้งมามาอยู่ที่เจิน
ติ้ง มีท่านผู้เฒ่าของหมู่บ้านใดบ้างที่ไม่นอบน้อม
ต่อพวกเรา!”
ซงจือยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่อี๋หนิงดึงนางไว้
“ซงจือ อย่าผลีผลาม” สตรีนางนี้เติบโตในชนบท
เห็นทีคงทำอะไรตามอำเภอใจจนเคยชิน เหตุใด
จึงต้องไปถือสาด้วยเล่า
ชิงชวี่ได้ยินอี๋หนิงพูดจาด้วยนํ้าเสียงละมุนนุ่มนวล
ก็เกิดความใคร่รู้เป็นพิเศษ “บรรดาคุณหนูต่างมี
ผิวพรรณนุ่มละเอียดเหมือนท่านหรือไม่ หากท่าน
ไปเล่นในทุ่งนาของพวกเราจะต้องถูกพวกเด็กปั่า
เถื่อนเหล่านั้นทำร้ายจนร้องไห้แน่ ๆ เหตุใดท่าน
จึงมีรูปลักษณ์นุ่มนิ่ม…” นางเดินมาบีบมือของอี๋ห
นิงราวกับอยากสัมผัสดูสักครั้ง
อี๋หนิงถูกนางบีบมือจนต้องขบฟัน เหตุใดแรงของ
หญิงสาวผู้นี้ถึงได้มีมากมายนัก!
เสวี่ยจือกับซงจือร้องด้วยความตกใจ รีบไปดึงนาง
ออกมา “เจ้าทำอะไรอย่าได้สัมผัสโดยพลการ!”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย” ชิงชวี่มึนงงไม่เข้าใจ
เหตุใดคนเหล่านี้ต้องตื่นตระหนกตกใจด้วยเล่า
ก่อนจะมา เจิ้งมามากำชับไว้ว่าต้องปฏิบัติต่อ
คุณหนูเจ็ดอย่างดี ต้องใกล้ชิดสนิทสนมกับ
คุณหนูเจ็ด ตอนที่นางอยู่ในชนบทก็เล่นกับพวก
ลูกของคนงานบ่อย ๆ ตอนอุ้มพวกเขาขึ้น มิใช่ว่า
พวกเขาแต่ละคนก็มีความสุขกันมากหรอกหรือ
นางไม่เคยพบคุณหนูสูงศักดิ์เช่นนี้มาก่อน เด็ก
น้อยละมุนนุ่มนิ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัว ดูเปราะบางขาว
เนียน ใบหน้ารูปไข่กลม ๆ เครื่องหน้าทั้งห้าน่ารัก
ละเอียดอ่อน สวมเสื้อคลุมตัวสวย ลำคอสวม
สร้อยกุญแจอายุยืนอันวิจิตรประณีต แต่งกาย
เรียบร้อย ดูสูงศักดิ์ยิ่งนัก แตกต่างจากเด็กแถว
ชนบทโดยสิ้นเชิง
นางก็แค่บังเกิดความใคร่รู้เท่านั้น
อี๋หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ นวดข้อมือแล้วเอ่ย
“แม่นางชิงชวี่ เจ้านั่งลงก่อนเถิด”
ชิงชวี่มองมือเล็กขาวเนียนของนางซึ่งปรากฏรอย
แดงก็แทบไม่อยากเชื่อไยผิวของนางถึงบอบบาง
เพียงนี้!
เจิ้งมามากล่าวว่าต้องปฏิบัติต่อคุณหนูเจ็ดอย่างดี
แต่นางกลับบีบมืออีกฝั่ายจนบาดเจ็บ ดูเหมือนจะ
ไม่ค่อยดีนัก…
ชิงชวี่อุ้มกล่องไม้นั่งลง
อี๋หนิงกำลังคิดถึงเรื่องของท่านย่า ท่านย่าให้ตน
รั้งตัวเจิ้งมามาไว้ ต้องเป็นเพราะสุขภาพของท่าน
ย่าไม่ค่อยดีเป็นแน่ ท่านย่ากำลังวางแผนการ
ต่อไปให้ตน ไม่รู้ว่าสุขภาพร่างกายยํ่าแย่ถึงขั้น
ไหนแล้ว…
ครั้นเจิ้งมามาเขียนเทียบยาเสร็จ สวีมามาก็พาทั้ง
สองคนไปยังที่พักจากนั้นจึงค่อยกินอาหาร
กลางวัน
เนื่องจากการมาของเจิ้งมามา พวกอี๋หนิงจึงไม่ได้
ไปตระกูลเกา ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวอยู่ในห้องด้านใน
รับการฝังเข็มปรับสภาพร่างกายจากเจิ้งมามาอี๋ห
นิงอยู่ในห้องด้านข้างทางฝังตะวันตก ฟุบตัวเขียน
อักษรอยู่บนโต๊ะ
เพิ่งเขียนได้สองรอบก็มีเสียงประทัด ฆ้อง
กลอง ดังกึกก้องทั่วผืนฟั้ามาจากด้านนอก
เป็นเจี่ยหยวนคนใหม่กำลังกลับจวน
อี๋หนิงเห็นสาวใช้ในเรือนหลายคนวิ่งออกไป
ชะเง้อดู นางเคยได้ยินว่าเมื่อเจี่ยหยวนกลับจวน
ถนนทุกสาย ทุกตรอกซอกซอยจะครึกครื้นยิ่งนัก
ทุกคนต่างแย่งกันออกมาชมความสง่างามของเจี่ย
หยวน คนแน่นจนไร้ทางเดินยิ่งไม่ต้อง
กล่าวถึงเจี่ยหยวนวัยเยาว์ซึ่งในราชสำนักมีเพียง
สามคนเท่านั้น!
นางวางพู่กันลง วิ่งเข้าไปยังห้องด้านใน บอกกับฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวว่าพี่ชายสามมาแล้ว
เมื่อเจิ้งมามาได้ยินก็คล้ายชะงักไปเล็กน้อย
“ได้รับการคัดเลือกเป็นเจี่ยหยวนแล้ว…เป็นบุตร
ที่หานอวิ่นผู้นั้นทิ้งไว้ในปีนั้นหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหลับตาลง จับมือของอี๋หนิงไว้
นางเองก็ได้ยินเสียงอึกทึกครื้นเครงจากด้านนอก
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยเสียงเนิบช้า “เจ้ายังจำสาว
ใช้ผู้นั้นได้หรือ”
เจิ้งมามาตอบ “สาวใช้ผู้นั้นฉลาดเกินไป ทำให้
ผู้อื่นจดจำนางได้อย่างแม่นยำ ปีนั้นหากข้าไม่ได้
ค้นพบ เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นนางที่วางยาพิษ
…”
นํ้าเสียงของเจิ้งมามาราบเรียบ
เรื่องราวต่าง ๆ ในปีนั้น ภาพใบหน้าอันเลือนราง
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทีละใบหน้า แต่ไม่ว่าจะน่า
หวาดกลัวอย่างไรก็ได้ผ่านเลยไปแล้ว บัดนี้เหลือ
เพียงหญิงชราที่กำลังกล่าวถึงคนผู้นี้ด้วยท่าทีเฉย
เมย อี๋หนิงมองทั้งสองคนสนทนากัน ในใจคิด
ใคร่ครวญ
การฝังเข็มของเจิ้งมามาไม่รีบไม่ร้อน แม้ฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวจะรู้สึกเหนื่อย ทว่าจิตใจยังแจ่มใส เมื่อ
อี๋หนิงเห็นเช่นนี้ก็คิดว่า แม้สุขภาพของท่านย่าจะ
ไม่สู้ดี ทว่าคงไม่มีปัญหาอันใดไปสักระยะ บัดนี้
นางจะกังวลไปก็ไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงกตัญู
ต่อท่านย่าเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวหันหน้ามาถามเจิ้งมามา “เจ้า
อยากออกไปดูหรือไม่บัดนี้ตระกูลหลัวนับวันก็ยิ่ง
ครึกครื้นมากขึ้น”
รอยยิ้มอ่อนโยนของเจิ้งมามาแฝงความนัยลึกซึ้ง
“บ่าวย่อมอยากออกไปดูเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวยื่นมือไปหาอี๋หนิงอีกครั้ง “อี๋หนิง
เจ้ามานี่” อี๋หนิงจับมือท่านย่าไว้ ทั้งสามคนยืนอยู่
ด้านนอกของห้องโถงหลัก มองขบวนผู้คนที่เดิน
เข้ามาอย่างเอิกเกริก
เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงเห็นท่านพ่อเดินอยู่ข้างกาย
หลัวเซิ่นหย่วนรอบกายมีผู้คนรายล้อมมากมาย
แววตาที่นางมองพี่ชายสามฉายประกาย
ภาคภูมิใจชื่นชม หลัวเฉิงจางพาหลัวเซิ่นหย่วน
เดินมาด้านหน้า คำนับฮูหยินผู้เฒ่าหลัว “คารวะ
ท่านแม่”
หลัวเซิ่นหย่วนสะบัดชายเสื้อ คุกเข่าลงไปแล้ว
เอ่ย “คารวะท่านย่าหลานกลับมาคารวะท่านย่า
แล้ว ขอให้ท่านย่าไร้เรื่องกังวล”
พวกคนที่เคยดูแคลนเขา บัดนี้ทำได้เพียงยืนอยู่
ด้านหลัง มองเขาด้วยแววตาซับซ้อน
สีหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนสงบนิ่งเฉกเช่นที่เคย
เป็นมา คุกเข่าอย่างมั่นคง อี๋หนิงไม่เห็นถึงความ
แตกต่างใด ๆ ความเฉียบแหลมจาง ๆ ที่อยู่บน
ร่างเขานับวันก็ยิ่งดูเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้น
นางก็นึกถึงเรื่องที่ตนเคยเห็นหลัวเซิ่นหย่วนในวัย
หนุ่มท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย เขาในยามนั้นขึ้น
เป็นรองเสนาบดีของกรมขุนนางแล้ว ทั้งเย็นชา
และเคร่งขรึม พวกเขาต่างไม่รู้จักกัน และนางก็
เป็นเพียงปินปักผมอันหนึ่งบนศีรษะของพี่สะใภ้
ใหญ่
เขามีเค้าโครงของลักษณะนั้นแล้ว ที่สำคัญคือ
ต่อไปเขาจะค่อย ๆก้าวขึ้นเป็นท่านราชเลขาธิการ
ที่มีอำนาจเหนือใต้หล้า
อี๋หนิงยิ้มน้อย ๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองหลัวเซิ่นหย่วนด้วยความชื่น
ชม ประคองเขาลุกขึ้นจากนั้นหลัวหวยหย่วนและ
คนอื่น ๆ ถึงได้เข้ามาคารวะ ทั้งสองคนเพิ่ง
กลับมาจากงานเลี้ยงลู่หมิงเยี่ยน ต่อไปเขาจะมี
ชื่อเสียงขจรขจายอย่างแท้จริง แม้เมื่อวานจะมี
ความสุข ทว่าหลายเดือนต่อจากนี้ต้องคอยยุ่งกับ
งานเลี้ยงรับรองแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความ
ยินดีจนไม่มีเวลาว่าง วันนี้คนในครอบครัวได้
รวมตัวกัน ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวจึงสั่งให้ทุกคนกินข้าว
เย็นที่เรือนของนาง นางสั่งให้คนไปเชิญเฉินซื่อ
และหลินไห่หรู
ประจวบเหมาะกับวันนี้หลัวเซิ่นหย่วนต้องยกนํ้า
ชาให้หลัวเฉิงจางและหลินไห่หรูเพื่อแสดงความ
กตัญู นี่เป็นครั้งแรกที่หลินไห่หรูได้เป็นมารดา
ของจวี่เหริน เป็นครั้งแรกที่มีคนยกนํ้าชาให้นาง
ในใจนางยังคงกังวลเล็กน้อยนางแต่งกายงดงาม
หรูหรากว่าปกติ เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนยกนํ้าชาให้
นาง นางก็รับถ้วยชามาแล้วหยิบซองแดงซองหนึ่ง
จากในแขนเสื้อมอบให้หลัวเซิ่นหย่วน
“ข้าคิดไปคิดมาก็ไม่รู้ว่าควรจะมอบสิ่งใดให้เจ้า
หากเจ้ามีเงินเก็บไว้ก็สะดวก ข้าคร้านจะคิดพวก
ถ้อยคำวาจาน่าฟัง” หลินไห่หรูกล่าวอย่างเขิน
อายเล็กน้อย “คงไม่พ้นขอให้เส้นทางขุนนาง
ราบรื่นอันใดทำนองนั้นเอาเป็นว่าเจ้าเข้าใจก็
พอ!”
หลัวเฉิงจางที่เตรียมถ้อยคำวาจาน่าฟังมาเต็มท้อง
ถึงกับไอเสียงหนึ่งอดลอบก่นด่าหลินไห่หรูในใจ
ไม่ได้ ประโยคนี้จะให้เขาพูดต่อได้อย่างไร หรือ
เขาจะต้องควักซองแดงออกมาให้หลัวเซิ่นหย่วน
เหมือนกัน ช่างไม่รู้เรื่องใดเสียจริง!
หลัวเซิ่นหย่วนประเมินนํ้าหนักซองแดงก็รู้ว่าด้าน
ในมีตั๋วเงินไม่ตํ่ากว่าสิบใบ
เขาไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ ยิ้มแล้วเอ่ย
“ขอบคุณท่านแม่” จากนั้นก็เก็บซองแดงเข้าไว้
ในแขนเสื้อ
ในเมื่อหลัวเซิ่นหย่วนยังรับไปอย่างไม่ใส่ใจ
หลัวเฉิงจางจึงไม่อาจต่อว่าหลินไห่หรูได้ เขา
กล่าวคำให้กำลังใจที่ดูจริงจังเป็นการเป็นงาน
มากมายให้หลัวเซิ่นหย่วน
อี๋หนิงที่มองอยู่ด้านข้างเกือบพ่นนํ้าชาออกมา แม่
เลี้ยง ท่านไม่จำเป็นต้องตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็ได้!
มีผู้ใดบ้างที่มอบเงินให้โดยตรง
ตอนที่หลัวหวยหย่วนยกนํ้าชาให้เฉินซื่อกับนาย
ท่านหลัวไม่ค่อยมีผู้ใดใส่ใจนัก เฉินซื่อรับนํ้าชา
จากบุตรชาย มองหลัวหวยหย่วนที่มองมายังตน
ด้วยแววตาคล้ายละอายและไม่ยินยอม นางก็นึก
ถึงสองวันที่ผ่านมาซึ่งทุกคนกำลังเอาใจหลินไห่หรู
นางกัดฟันยิ้ม เอ่ยปากชื่นชมบุตรชาย ไม่แสดง
พิรุธใด ๆ ออกมาส่วนนายท่านหลัวที่ฝึกฝนอยู่ใน
สนามราชการมานานหลายปีก็สำเร็จเป็นมนุษย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมสีหน้าไปนานแล้ว ไม่
ว่าจะชอบหรือขุ่นเคืองก็ไม่แสดงอารมณ์ออกมา
ดูสงบเป็นมิตร
ต่อจากนั้นบรรดาบุรุษของตระกูลหลัวก็หารือ
เรื่องการงานกัน ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวแนะนำเจิ้งมา
มาให้หลินไห่หรูรู้จัก ในปีนั้นที่เจิ้งมามาจากไป
หลินไห่หรูยังไม่ได้แต่งเข้ามา
ในปีนั้นเจิ้งมามานับว่ามีสถานะสำคัญในตระกูล
หลัว นางรักษาอาการบาดเจ็บที่เอวให้ผู้เฒ่าหลัว
จนหาย ดังนั้นแม้แต่นายท่านหลัวและหลัวเฉิง
จางก็ยังต้องเรียกนางอย่างนอบน้อมว่า ‘เจิ้งมา
มา’ ยามเฉินซื่อให้กำเนิดหลัวอี๋ซิ่วแล้วเหลือโรค
ไว้ในร่างกาย ก็เป็นเจิ้งมามาที่ช่วยปรับฟืนฟู
ร่างกายจนดีขึ้นเฉินซื่อจึงเคารพเจิ้งมามาเป็น
อย่างสูง
จากที่อี๋หนิงมองดูก็พบว่าเจิ้งมามาถือเป็นผู้ที่มี
ความรู้รอบด้าน ไม่ว่าจะเอ่ยวาจาหรือกระทำสิ่ง
ใดก็ระมัดระวังรอบคอบ
ในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ล้วนแต่มีสัมพันธ์อัน
ดีกับนาง ให้เกียรตินางอยู่หลายส่วน
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองหลินไห่หรูครู่หนึ่งก็บังเกิด
ความคิด นางหันไปเอ่ยกับเจิ้งมามาเสียงเบา
“ร่างกายของสะใภ้ข้าคนนี้เป็นธาตุเย็น…หลายปี
แล้วแต่ท้องกลับไร้การเคลื่อนไหว ไม่รู้ว่าเจ้าจะมี
วิธีรักษาหรือไม่”
เจิ้งมามายิ้ม “จะได้หรือไม่ได้ ต้องดูก่อนถึงจะ
กล่าวได้” จากนั้นนางก็ให้หลินไห่หรูตามไปที่ห้อง
ด้านในเพื่อดูอาการ
หลินไห่หรูเกิดความประหม่า ดึงอี๋หนิงที่กำลังดื่ม
ชาอย่างเกียจคร้านอยู่อีกด้านไปคุย “แม่ว่า
อย่างไรเจ้าก็คงไม่มีอะไรทำ มากับแม่เถิด!”
อี๋หนิงถูกหลินไห่หรูลากเข้าไปยังห้องด้านใน มอง
เจิ้งมามาหยิบหมอนใบเล็กวางไว้ใต้ข้อมือของ
หลินไห่หรู วิธีที่นางแตะชีพจรค่อนข้างพิเศษ
ปลายนิ้วกดลง นิ้วก้อยกดกระชับข้อมือของหลิน
ไห่หรู หลังจากฟังอยู่ครู่ใหญ่ก็ลืมตาขึ้น ยิ้มพลาง
เอ่ย “สามารถรักษาได้ สักครึ่งปีก็หายดีแล้ว”
หลินไห่หรูประหลาดใจอย่างมาก ถามเจิ้งมามา
ไม่หยุดว่าจริงหรือในช่วงห้าปีที่ผ่านมา หมอที่มา
ดูอาการของนางต่างบอกว่าไร้หนทางรักษาเสวี่
ยจือเห็นว่านางไม่เชื่อก็เอ่ยขึ้นจากด้านข้าง “ฮู
หยินรองอย่าได้เคลือบแคลงไป ชื่อเสียงหัตถ์
เทวดาของเจิ้งมามามิใช่ได้รับมาอย่างไร้เหตุผล
นางกล่าวว่าอีกครึ่งปีจะหายก็ย่อมหายได้”
หลินไห่หรูดีใจอย่างมาก อี๋หนิงเห็นแม่เลี้ยงมี
ความสุขก็สบายใจทำให้นางเองก็รู้สึกด้วยว่าเจิ้ง
มามาเป็นหมอหัตถ์เทวดาจริง ๆ
หลินไห่หรูหันมายิ้มตาหยีกับนาง “อี๋หนิง มิใช่ว่า
เจ้าอยากมีน้องชายหรือ แม่มีน้องชายให้เจ้าสัก
คนดีหรือไม่ ต่อไปรอเขาโตแล้วก็จะปกปั้องเจ้าได้
หากผู้ใดรังแกเจ้า แม่จะให้น้องชายเจ้าไปแก้แค้น
ให้กับเจ้า”
อี๋หนิงรับคำ “ดีเจ้าค่ะ” อย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้
ไม่ออก รอน้องชายคนนั้นเติบโต เกรงว่านางคง
แต่งออกไปนานแล้ว
เดิมฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเพียงอยากให้เจิ้งมามาลอง
ตรวจอาการให้หลินไห่หรูเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าจะ
สามารถรักษาได้ ตั้งใจปลูกดอกไม้ ดอกไม้กลับไม่
ผลิดอก ไม่ตั้งใจปักกิ่งหลิว กิ่งหลิวกลับให้ร่มเงา
นางรีบให้เจิ้งมามาเขียนเทียบยา ตัดสินใจให้หลิน
ไห่หรูเริ่มดูแลปรับสุขภาพตั้งแต่วันพรุ่งนี้การให้
หลินไห่หรูรีบมีบุตรสักคนถือเป็นเรื่องสำคัญ
ขณะนั้นก็มีสาวใช้เข้ามารายงานว่า เฉียวอี๋เหนียง
พาเซวียนเกอร์กับหลัวอี๋เหลียนมาคารวะฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว
อี๋หนิงสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่เจิ้งมามาได้
ยินชื่อของเฉียวอี๋เหนียงสีหน้าก็เยียบเย็นลง
เล็กน้อย
เฉียวอี๋เหนียงจูงเซวียนเกอร์ที่เดินเตาะแตะเข้ามา
เซวียนเกอร์เรียกท่านย่าอย่างเชื่อฟังนุ่มนวล หลัว
อี๋เหลียนเป็นผู้ที่เห็นเจิ้งมามาซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง
อี๋หนิงก่อน นางกำลังสงสัยว่าเหตุใดในห้องนี้จึงมี
หญิงชราที่ไม่รู้จักทันใดนั้นเฉียวอี๋เหนียงที่อยู่ข้าง
กายก็เอ่ยออกมาด้วยความตกใจ “ท่านนี้…ท่าน
ใช่เจิ้งมามาหรือไม่”
อี๋หนิงสังเกตเห็นว่าในนํ้าเสียงของเฉียวอี๋เหนียงมี
ความหวาดกลัวเล็กน้อย
เจิ้งมามายิ้มเล็กน้อย เอ่ยเสียงเนิบช้า “ตั้งหลาย
ปีแล้ว เฉียวอี๋เหนียงยังจำหญิงชราเช่นข้าผู้นี้ได้
ข้าแก่แล้ว แต่ดูเหมือนเฉียวอี๋เหนียงจะมีชีวิตที่ดี
ให้กำเนิดเซวียนเกอร์ก็ถือว่าเป็นการต่อธูปให้
ตระกูลหลัวแล้ว”
เฉียวอี๋เหนียงกัดริมฝีปาก นัยน์ตาฉายประกาย
วาวโรจน์
คำกล่าวของเจิ้งมามานับว่าไม่ค่อยยำเกรงนัก แต่
นางจะถือสาเอาความกับเจิ้งมามาได้อย่างไร ยาม
นั้นนางเพียงเล่นลูกไม้กับเจิ้งมามาเล็ก ๆ น้อย ๆ
ก็ถูกตอกกลับอย่างไร้สุ้มเสียงคราแล้วคราเล่า
ดังนั้นเมื่อเจิ้งมามาจากตระกูลหลัวไป เฉียวอี๋
เหนียงถึงได้โล่งใจโดยแท้จริง เดิมนางคิดว่าคนผู้
นี้จะไม่มีวันกลับมา!
ทว่าเหตุใดถึงได้กลับมาอย่างกะทันหัน!
เฉียวอี๋เหนียงมองหลัวอี๋หนิงที่ยังอ่อนเยาว์
ด้านหน้านาง ในใจก็เย็นยะเยือก
หลินไห่หรูไม่รู้เรื่องบุญคุณความแค้นในเรื่องราว
พวกนี้ นางเพิ่งรู้ว่าเจิ้งมามาเป็นสตรีที่มีอัธยาศัยดี
และมีวิชาแพทย์สูงส่ง แต่คาดไม่ถึงว่าเฉียวอี๋
เหนียงที่แต่ไหนแต่ไรปรารถนาลมก็ได้ลม อยาก
ได้ฝนก็ได้ฝน จะหวั่นเกรงเจิ้งมามา หลินไห่หรูจึง
รู้สึกดีต่อเจิ้งมามามากเป็นทบทวีทันที
เฉียวอี๋เหนียงสงบจิตใจได้อย่างรวดเร็ว นางไม่ใช่
เฉียวเยว่ฉานที่โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งคนนั้นอีกแล้ว
บัดนี้นางมีทั้งบุตรชายและบุตรสาว ทั้งยังมีความ
รักความเอ็นดูจากหลัวเฉิงจาง ต่อให้เจิ้งมามา
เก่งกาจเพียงใดก็แก่แล้ว นางต้องกลัวสิ่งใดกัน
เล่า! ดังนั้นนางจึงยิ้มพลางเอ่ยกับเจิ้งมามา “ปี
นั้นเจิ้งมามาขอจากไป ข้ายังคิดว่าคงไม่ได้พบ
ท่านอีก คาดไม่ถึงว่าจะมีช่วงเวลาที่ท่านกลับมา”
เจิ้งมามายิ้ม ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
จากนั้นเฉินซื่อก็เข้ามาบอกว่าอาหารคํ่าถูกจัดวาง
เรียบร้อยแล้ว เชิญฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเข้าสู่ที่นั่ง
ก่อน
อี๋หนิงคิดถึงบทสนทนาระหว่างเฉียวอี๋เหนียง
กับเจิ้งมามา นางกินไปไม่กี่คำก็วางตะเกียบลง
และลงจากเก้าอี้ ไม่ได้ให้พวกเสวี่ยจือติดตามไป
ด้วยนางวิ่งเข้าไปในห้องด้านข้างฝังทิศตะวันออก
เจิ้งมามากำลังเขียนเทียบยาให้หลินไห่หรู
ยามที่เจิ้งมามากำลังเขียนตัวยาไปั๋จู๋ก็เห็นอี๋หนิง
ยืนอยู่ตรงประตูในระยะไกล กำลังมองมานิ่ง
ๆ แสงไฟจากตะเกียงด้านนอกสาดส่องเข้ามานาง
สูงเพียงครึ่งประตู แสงเทียนส่องให้เงาของนาง
ลากเป็นทางยาว ด้านนอกยังคงครื้นเครงจึงยิ่งขับ
ให้ด้านในเงียบสงัด
หัวใจของเจิ้งมามาทั้งเจ็บปวดทั้งอ่อนยวบ กู้หมิง
หลานจากไปแล้วทิ้งเด็กคนนี้ให้อยู่บนโลกอย่าง
โดดเดี่ยว ต่อให้จะมีคนมากมายคอยดูแลแต่
อย่างไรก็ไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิด! ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่
อาจทดแทนมารดาได้
นางวางพู่กันลง ยิ้มให้อี๋หนิง “เหมยเจี่ยเอ๋อร์ มา
หาบ่าวตรงนี้”
นํ้าเสียงราวกับปลอบประโลมสัตว์ตัวน้อย ๆ
อี๋หนิงค่อย ๆ ก้าวเข้ามา นางอยากจะมาถาม
เรื่องบางอย่างกับเจิ้งมามานางแหงนหน้าขึ้น
“ท่านย่าบอกข้าว่า เดิมท่านปรนนิบัติท่านแม่ของ
ข้า”
เจิ้งมามาเห็นว่าในที่สุดเด็กน้อยก็กล้าเข้าใกล้นาง
บ้างแล้ว ก็บังเกิดความตื้นตันใจเล็กน้อย นางผงก
ศีรษะแล้วเอ่ยถาม “เหมยเจี่ยเอ๋อร์ เหตุใดจึงวิ่ง
มาที่นี่คนเดียว สาวใช้ที่คอยติดตามดูแลท่าน
เล่า”
อี๋หนิงโคลงศีรษะ เอ่ยถาม “เจิ้งมามา ท่านจะอยู่
ดูแลข้าที่นี่หรือไม่”
เจิ้งมามาตะลึงไปเล็กน้อยเพราะคำถามนี้ นาง
ถามอย่างตรงไปตรงมาไร้การอ้อมค้อมเฉกผู้ใหญ่
แต่เพราะเช่นนี้จึงยิ่งทำให้ยากจะตอบ เดิมเจิ้งมา
มาตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะเกลี้ย
กล่อมอย่างไรก็จะบอกปัด
เจิ้งมามามองใบหน้าเล็กบริสุทธิ์ของอี๋หนิงที่มี
ส่วนคล้ายคลึงกับกู้หมิงหลาน นางกล่าวคำพูด
เหล่านั้นไม่ออก
เจิ้งมามายอบตัวลง จับไหล่เล็ก ๆ ของนางไว้
กล่าวด้วยเสียงตํ่าเบา“เหมยเจี่ยเอ๋อร์ หากบ่าว
บอกว่าไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ ท่าน…ท่านจะ
กล่าวโทษบ่าวหรือไม่”
อี๋หนิงส่ายหน้า ปีนั้นเจิ้งมามายืนยันว่าจะไปจาก
ตระกูลหลัวให้ได้นางย่อมต้องมีเหตุผลของนาง
แม้ตนจะยังไม่แน่ใจว่าแท้จริงเจิ้งมามาเป็นคน
อย่างไร ทว่าจากที่เห็น นางคงไม่ใช่คนไร้นํ้าใจ ที่
สำคัญคือตนก็ไม่ได้ใส่ใจ
“ข้าไม่กล่าวโทษเจิ้งมามา” อี๋หนิงเอ่ยปาก แหงน
ศีรษะขึ้นเอ่ย “อี๋หนิงไร้มารดา ข้างกายยังไม่มีคน
ของท่านแม่หลงเหลืออยู่ อี๋หนิงเคยชินเสียแล้ว”
เจิ้งมามายิ้มขื่น ลูบผมของอี๋หนิง สีหน้าคล้าย
เศร้าสลดเล็กน้อย“เหมยเจี่ยเอ๋อร์ ท่านยังเด็กจึง
ไม่เข้าใจ มีบางครั้งที่บางคนไม่อาจอยู่ข้างกาย
ท่านก็เพื่อปกปั้องท่าน…”
อี๋หนิงไม่เข้าใจความหมายของเจิ้งมามา คำกล่าว
นี้ประหลาดนัก เพราะเหตุใดถึงไม่สามารถอยู่ข้าง
กายนางเพื่อปกปั้องนาง
เจิ้งมามายืนกรานจะไปจากตระกูลหลัว ไม่ว่า
เสี่ยวอี๋หนิงจะเป็นอย่างไรนั่นก็เพื่อปกปั้องนาง
หรือ
เจิ้งมามาสูดลมหายใจลึก กล่าวว่า “เหมยเจี่ย
เอ๋อร์ แม้บ่าวไม่อาจอยู่ที่นี่ได้ ทว่าบ่าวพาคนผู้
หนึ่งมาให้ หากท่านชอบนางก็ให้นางอยู่ต่อเพื่อ
ดูแลท่าน ดีหรือไม่”
ด้านนอกยังคงมีเสียงอึกทึกครึกโครม ฮูหยินผู้
เฒ่าหลัวมีสวีมามาคอยประคอง ยืนอยู่ด้านนอก
ประตู คอยฟังเสียงสนทนาในห้องเงียบ ๆ
เมื่อสวีมามาได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีด
ขาว พูดสิ่งใดไม่ออกอยู่นานค่อนวัน
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวแสดงสัญญาณให้ประคองนางนั่ง
ลง สวีมามาประคองนางเข้าไปนั่งในห้อง นํ้าเสียง
มีแววกังวล “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านว่าคำพูดเหล่านั้น
ของเจิ้งมามา…เกรงว่าไม่ว่าอย่างไรนางคงไม่ยอม
รั้งอยู่ที่นี่ บ่าวไม่เข้าใจว่าคำพูดของเจิ้งมามา
หมายความว่าอย่างไรกันแน่…”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ยเสียงราบเรียบ “ข้าตรึกตรอง
มานานหลายปีก็ยังไม่เข้าใจ เจ้าฟังเพียงไม่กี่
ประโยคจะเข้าใจได้หรือ คนที่มีความนึกคิดเช่น
เจิ้งมามา ในโลกนี้หาได้ยากนัก นางกำลังคิดสิ่งใด
อยู่ ผู้อื่นจะล่วงรู้ได้อย่างไร”
สวีมามาทอดถอนใจเนิบช้า ในใจรู้สึกหนาว
สะท้าน
สุดท้ายเจิ้งมามาก็ปฏิเสธที่จะอยู่ต่อ