พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 48(Rewrite)
แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ในฤดูคิมหันต์สาดส่องลง
บนกำแพง ตกกระทบรถม้าสูงใหญ่จนเกิดเป็น
แสงเงาทอดยาว ท่ามกลางองครักษ์กลุ่มใหญ่และ
บรรดาบ่าวหญิงชราล้อมรอบรถม้า สตรีคิ้วเรียว
ยาว ใบหน้างดงามเพริศพริ้ง หน้าท้องโปั่งนูน
เยื้องกรายลงมาจากรถม้าโดยมีบ่าวหญิงชรา
ประคอง บนศีรษะนางเกล้ามวย สวมชุดไว้ทุกข์
ทว่าท่วงท่านั้นเหนือสามัญนัก
นางปรายตามองกำแพงบังรัศมีตรงหน้าด้วย
สายตาราบเรียบ เงียบไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยถาม
“มิใช่ส่งคนมาแจ้งข่าวกับท่านแม่ไว้ล่วงหน้ารึ
เหตุใดจึงยังไม่มา”
บ่าวหญิงชรารีบตอบ “บางทีอาจมาไม่ทันเจ้า
ค่ะ”
“อุปนิสัยของนางก็นวยนาดสะเพร่าเช่นนี้” หลัว
อี๋ฮุ่ยกล่าวนํ้าเสียงเรียบเฉย “เจ้าไปหาน้องสาวข้า
ก่อน ให้เสวี่ยจืออุ้มน้องสาวไปที่ห้องโถงไว้ทุกข์
ข้าจะไปจุดธูปเผากระดาษให้ท่านย่าก่อน”
บ่าวหญิงชรารับคำ ก่อนจะเข้าไป หลัวอี๋ฮุ่ยหันไป
หาสาวใช้ใหญ่ที่กำลังประคองนาง “ข้าตั้งใจให้
ท่านลุงกลับมาถึงก่อนก้าวหนึ่ง ท่านปั้าสะใภ้มา
รับท่านลุงไปแล้วหรือยัง”
สาวใช้ใหญ่เอ่ย “รับไปแล้วเจ้าค่ะ บัดนี้น่าจะไปที่
ห้องโถงไว้ทุกข์แล้ว”
หลัวอี๋ฮุ่ยรำพึง “กระทั่งสีหน้า ปั้าสะใภ้ยังไม่คิด
จะปันแต่ง เห็นทีคงไม่ใช่ความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย
ๆ ไม่รู้ว่ายามที่ข้าไม่อยู่เกิดเรื่องใดขึ้น แม้แต่ท่าที
กิริยาของตน นางก็ไม่ใส่ใจแล้ว”
สาวใช้ใหญ่ประคองมือนาง ดูแลให้เท้าของหลัวอี๋
ฮุ่ยก้าวถึงพื้นอย่างระมัดระวัง “…เคราะห์ดีที่ท่าน
กลับมา มิเช่นนั้นด้วยสถานการณ์ในยามนี้เจี่ย
เอ๋อร์คงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่”
หลัวอี๋ฮุ่ยไม่พูดสาวความต่อ ทว่าแววตากลับเย็น
เยียบขึ้นจาง ๆ
อี๋หนิงถูกหลินไห่หรูจูงมายังกำแพงบังรัศมีอย่าง
เร่งรีบ บริเวณกำแพงบังรัศมีมีบ่าวไพร่จำนวน
มากกำลังพักผ่อน กล่าวว่าฮูหยินของท่านซื่อจื่อร
ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปยังห้องโถงไว้ทุกข์แล้ว
ใบหน้าของหลินไห่หรูปรากฏความวิตกกังวล
ยังคงช้าเกินไป
นางพูดกับอี๋หนิง “พี่หญิงใหญ่ของเจ้าอาจจะ
ตำหนิข้า อีกสักครู่เจ้าจะต้องช่วยข้าแก้ต่าง…”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง เคย
แต่ได้ยินว่ามารดาสั่งสอนบุตรสาว มีอย่างที่ไหนที่
เรื่องราวกลับตาลปัตรเช่นนี้!
หลินไห่หรูยังคงกลัดกลุ้ม บุตรสาวคนโตผู้นี้
เก่งกาจยิ่งนัก ก่อนที่หลัวอี๋ฮุ่ยจะออกเรือน เรื่อง
ทั้งหมดของบ้านรองล้วนเป็นนางที่ดูแล
หลินไห่หรูจึงได้ใช้ชีวิตอย่างว่างงานสุขสบาย ใน
เมื่อนางทำอะไรก็ล้วนทำได้ไม่ดี ทว่าหลัวอี๋ฮุ่ยผู้
นั้นคนดุจนาม[1] กล่าวง่าย ๆ คือประหนึ่งฮูหยิน
ผู้เฒ่าหลัวในวัยสาว
ห้องไว้ทุกข์ถูกจัดขึ้นในห้องโถงกลาง
ในห้องโถงกลางมีคนไว้ทุกข์อยู่ ผ้าขาวห้อยระย้า
ควันธูปอบอวลนักพรตกำลังทำพิธี
เพียงอี๋หนิงกวาดตามองก็เห็นแผ่นหลังของร่าง
หนึ่ง รูปร่างสูงเพรียวสะโอดสะอง นางนั่งคุกเข่า
ปักธูปให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว เมื่อลุกขึ้นก็มีสาวใช้ปรี่
เข้ามาช่วยประคอง หน้าท้องของนางนูนเด่น สี
หน้าเรียบเฉย ทันทีที่อี๋หนิงเห็นนาง หัวใจก็
กระตุก บังเกิดความรู้สึกคุ้นเคย
หลัวอี๋ฮุ่ยเองก็เห็นหลินไห่หรูที่กำลังจับจูงอี๋หนิง
น้องสาวของนางกำลังเงยหน้ามองนาง แววตา
คล้ายมีร่องรอยใคร่รู้ทว่าไร้ความมีชีวิตชีวาเช่น
กาลก่อน
หลินไห่หรูจูงอี๋หนิงเดินเข้าไป ยิ้มด้วยท่าทีครั่น
คร้าม “ฮุ่ยเจี่ยเอ๋อร์ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว! รุด
เดินทางกลับจากเมืองหลวงด้วยเวลาเพียงสองวัน
เกรงว่าเจ้าคงต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นแน่ ในเมื่อจุด
ธูปเสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนสักครู่…”
หลัวอี๋ฮุ่ยเอ่ย “ประจวบเหมาะกับที่ข้ามีเรื่อง
อยากไต่ถามท่านพอดี”นางหันไปมองมือของ
หลินไห่หรูที่จูงอี๋หนิง คล้ายอยากเอ่ยสิ่งใด
หลินไห่หรูทอดถอนใจพลางอธิบาย “หลังจากฮู
หยินผู้เฒ่าจากไปอี๋หนิงก็ไม่มีชีวิตชีวาเช่นแต่ก่อน
แล้ว”
เมื่อหลัวอี๋ฮุ่ยได้ยินหลินไห่หรูกล่าวเช่นนี้ ในใจก็
รู้สึกเจ็บปวด นางยื่นมือไปหาอี๋หนิง ย่อตัวตํ่า คลี่
ยิ้มพูดด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล “เหมยเหมยมาหา
พี่สาวเร็วเข้า”
เมื่ออี๋หนิงเห็นหลัวอี๋ฮุ่ยก็บังเกิดความรู้สึกผูกพัน
ความรู้สึกนี้ยังรุนแรงกว่ายามที่ได้พบฮูหยินผู้เฒ่า
หลัว นางอยากกระโจนเข้าไปในอ้อมกอดของอีก
ฝั่าย ครํ่าครวญเสียงดังลั่นสักครั้ง เมื่อได้ยินหลัวอี๋
ฮุ่ยเรียกชื่อเล่นปลายจมูกก็รู้สึกแสบร้อน นางก้าว
เข้าไปหลายก้าว พุ่งตัวเข้าสู่อ้อมกอดและโอบ
ลำคอของหลัวอี๋ฮุ่ยไว้ ร้องเรียกเบา ๆ “พี่หญิง
ใหญ่”
หลัวอี๋ฮุ่ยกอดอี๋หนิงแน่น ลูบแผ่นหลังนาง “ไม่
เป็นไร พี่สาวกลับมาแล้ว” เมื่อเห็นอี๋หนิงที่เดิม
เสมือนเป็นท่านอ๋องน้อยจอมเผด็จการที่ไม่ว่าผู้ใด
ล้วนต้องเกรงกลัว บัดนี้กลับดูน่าเวทนา
เปราะบางไร้ที่พึ่งก็ยิ่งปวดใจนางแนบแก้มเข้ากับ
ใบหน้าน้อย ๆ ของอี๋หนิง
“พี่สาวกลับมาแล้ว เจ้ามีที่พึ่งพิงแล้ว อย่าได้
กลัว” หลัวอี๋ฮุ่ยเอ่ยเสียงอ่อนละมุน
แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้พบอีกฝั่าย ทว่าบน
ร่างของพี่หญิงใหญ่กลับมีกลิ่นอายอันคุ้นเคย เมื่อ
พินิจอย่างละเอียดจะพบว่านางกับพี่หญิงใหญ่มี
ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน
เพียงแต่พี่หญิงใหญ่งามสะคราญยิ่งกว่า ส่วนนาง
ยังมีกลิ่นอายของความอ่อนเยาว์
หลังมารดาจากไป หลัวอี๋ฮุ่ยที่อายุสิบเอ็ดขวบก็
เป็นคนดูแลน้องสาวน้องสาวเรียนรู้การเดิน การ
พูด ส่งเสียงอ้อแอ้เรียกพี่สาว ก้าวเท้าสั้น ๆเดิน
เตาะแตะตามนางอยู่ด้านหลัง ไล่ตามนาง ขอให้
นางอุ้ม ความรู้สึกของหลัวอี๋ฮุ่ยที่มีต่อน้องสาวคน
นี้ลึกซึ้งเกินธรรมดา
คราแรกที่แต่งไปยังจวนติ้งเปั่ยโหว นางแทบ
อยากจะห่อตัวน้องสาวพาไปด้วยจริง ๆ ปั้องกัน
ไม่ให้น้องสาวถูกผู้อื่นในตระกูลหลัวรังแก
ยามอยู่ในจวนโหว เมื่อได้ยินข่าวว่าน้องสาวตกนํ้า
หัวใจนางก็ร้อนรนหากไม่ใช่เพราะครรภ์ยังไม่ถึง
สามเดือน นางคงกลับมาแล้ว เคราะห์ดีที่
หลังจากนั้นน้องสาวไม่เป็นอะไร ต่อมาก็ได้ยินว่า
หลัวเซิ่นหย่วนสอบผ่านเป็นเจี่ยหยวน จากนั้นก็
เป็นข่าวการจากไปของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว
หลัวอี๋ฮุ่ยทนรอต่อไปไม่ไหว แม้จะตั้งครรภ์อยู่ก็
ต้องกลับมา ฟูั่เจิ้งชิงติ้งเปั่ยโหวซื่อจื่อเกลี้ยกล่อม
ไม่ให้นางรีบร้อน ให้ระมัดระวังลูกในท้อง นางก็
ถลึงตาใส่ฟูั่เจิ้งชิงคราหนึ่ง ก่อนจะล่วงหน้า
กลับมาก่อน ฟูั่เจิ้งชิงกลัวว่าจะเกิดเรื่องกับนาง
เมื่อจัดการธุระในมือเสร็จจึงจะรีบติดตามมา
พวกนางกลับไปที่เรือนของหลินไห่หรู สาวใช้
ยกนํ้าชาเข้ามา หลัวอี๋ฮุ่ยจิบชาอึกหนึ่ง ก่อนจะ
เอ่ยถาม “สุขภาพของท่านย่ายํ่าแย่มาโดยตลอด
ทว่าไม่เคยทรุดหนัก เหตุใดถึงได้ด่วนจากไปอย่าง
กะทันหัน”
ถ้วยชาถูกวางลง เมื่อคิดถึงท่านย่าที่ดีต่อตนอยู่
เสมอ หลัวอี๋ฮุ่ยก็รู้สึกเสียใจ ทว่านางตระหนักดีว่า
นอกจากมาเพื่อร่วมพิธีศพของท่านย่าแล้วนางยัง
มีเรื่องสำคัญอื่นที่ต้องทำ ที่นางกลับมาครานี้ก็
เพื่อจัดการเรื่องเหล่านี้
“แม่เองก็ไม่ค่อยแน่ชัด” นํ้าเสียงของหลินไห่
หรูตํ่าลงเล็กน้อย
อี๋หนิงกำลังเอนพิงหลัวอี๋ฮุ่ย บนร่างของหลัวอี๋ฮุ่
ยมีกลิ่นหอมกรุ่นอ่อน ๆ ของดอกพุด น่าดมยิ่ง
อี๋หนิงพบว่าพี่หญิงใหญ่ท่านนี้มีท่าทีสงบนิ่งมา
โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นยามที่เคารพศพของฮูหยิน
ผู้เฒ่าหลัว หรือยามที่บังเอิญพบเฉินซื่อเมื่อสักครู่
ยามเฉินซื่อเห็นนางยังมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ทว่าหลัวอี๋ฮุ่ยเพียงทำการคารวะเฉินซื่ออย่างสงบ
อี๋หนิงมองออกไปด้านนอก ใต้ชายคาตรงระเบียง
บ่าวหญิงชราที่หลัวอี๋ฮุ่ยพากลับมาด้วยกำลัง
จัดเก็บกล่องสัมภาระ
น่าจะพำนักอยู่สักระยะกระมัง อี๋หนิงคิดในใจ
รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
“ฮูหยินผู้เฒ่าเชิญเจิ้งมามากลับมารักษาอาการ
ปั่วย วันนั้นเมื่อเจิ้งมามาจากไป อาการปั่วยของฮู
หยินผู้เฒ่าก็กำเริบ…” หลินไห่หรูเอ่ย “ทนอยู่ได้
ไม่นานก็จากไป เดิมอี๋หนิงอยากจะอยู่เฝั้า แต่
พี่สะใภ้กลับยืนกรานให้นางกลับไป ทันทีที่อี๋หนิง
จากไป ฮูหยินผู้เฒ่าก็หมดลมหายใจ…”
เมื่อหลินไห่หรูนึกถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น นํ้า
เสียงก็หนักอึ้งขึ้นหลายส่วน “จากนั้นพี่สะใภ้ก็ให้
อี๋หนิงย้ายออกจากเรือนหลัก…ฮูหยินผู้เฒ่ามอบ
สมบัติทั้งหมดของตนให้อี๋หนิง หากไม่ใช่เพราะ
เซิ่นหย่วนช่วยอี๋หนิงไว้พี่สะใภ้ต้องไม่ยินยอมเป็น
แน่ บัดนี้สมบัติเหล่านั้นของอี๋หนิงล้วนมีเซิ่นหย่
วนคอยดูแล”
ขณะเกิดเหตุการณ์อันน่าตื่นตระหนกเหล่านั้น
ตนกลับไม่ได้อยู่ข้างกายนาง
หลัวอี๋ฮุ่ยลูบศีรษะของอี๋หนิงเบา ๆ
นางเงยหน้าขึ้น “ข้ากำลังอยากถามเรื่องเกี่ยวกับ
หลัวเซิ่นหย่วนพอดีแต่คิดแล้วหากถามกับท่านก็
คงไม่รู้ชัด ตัวเขาอยู่ที่ใด”
ประกาศจากเมืองหลวงออกมาแล้ว สถานะจวี่เห
รินวัยเยาว์ของหลัวเซิ่นหย่วนแพร่กระจายไปทั่ว
ทั้งเมือง ขณะที่หลัวอี๋ฮุ่ยทราบข่าวก็ไม่มีท่าที
ตกใจอะไร ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเคยเล่าขานถึงความ
เก่งกาจของน้องชายสามคนนี้ให้นางฟังเมื่อนาน
มาแล้ว ที่นางใคร่รู้มากกว่าคือในใจของหลัวเซิ่น
หย่วนคิดสิ่งใดอยู่
อี๋หนิงฟังออกจากนํ้าเสียงของพี่หญิงใหญ่ ดู
เหมือนภาพลักษณ์ของพี่ชายสามในใจนางคงไม่
ค่อยดีนัก
เมื่อตรึกตรองอย่างละเอียด ภาพลักษณ์ของ
หลัวเซิ่นหย่วนในความทรงจำของหลัวอี๋ฮุ่ยกับฮู
หยินผู้เฒ่าหลัวคงไม่ต่างกัน นั่นคือไม่ชอบ
น้องชายที่ถือกำเนิดจากอนุคนนี้
ทว่าจะให้สองคนนี้เกิดความบาดหมางกันไม่ได้!
นางดึงมือของหลัวอี๋ฮุ่ย กล่าวว่า “พี่หญิงใหญ่
พี่ชายสามดีต่อข้ามากเขาสอนข้าคัดอักษร ทั้งยัง
ช่วยข้าดูแลร้านค้าและผืนนา”
น้องสาวอายุยังน้อย จะรู้จักแยกแยะคนดีคนเลว
ได้อย่างไร หลัวอี๋ฮุ่ยเพียงประคองใบหน้านางไว้
แล้วเอ่ย “อื้ม เหมยเหมยเชื่อฟังนะ รอให้พี่สาว
ได้พบพี่ชายสามก่อนแล้วค่อยว่ากัน ดีหรือไม่”
อี๋หนิงลอบทอดถอนใจ ทว่าคิดแล้วก็ถูก ด้วย
สติปัญญาของหลัวอี๋ฮุ่ยนางย่อมไม่มีทางฟังแค่
คำพูดของเด็กน้อยคนหนึ่ง
“เฉียวอี๋เหนียงยังสุขสบายดีอยู่หรือไม่” หลัวอี๋ฮุ่ย
เอ่ยถามหลินไห่หรูหลินไห่หรูอึกอักอยู่นาน หลัวอี๋
ฮุ่ยจึงหันไปมองรุ่ยเซียง รุ่ยเซียงทำได้เพียงเอ่ย
ปาก “นายท่านมักไปที่เรือนของเฉียวอี๋เหนียง
เป็นประจำ นางมักอาศัยข้ออ้างนี้ไม่เข้ามา
คารวะฮูหยินบ่อยครั้ง นอกจากเรื่องนี้ ที่เหลือก็
อยู่อย่างสงบดีเจ้าค่ะ”
หลัวอี๋ฮุ่ยฟังคำของรุ่ยเซียงก็เข้าใจถึงสถานะใน
ยามนี้ของเฉียวอี๋เหนียง
นางเอ่ยด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “เฉียวอี๋เหนียง
ก้าวหน้าขึ้น แต่จุดประสงค์ที่ข้ากลับมาไม่ใช่
เพราะนาง อันที่จริงที่ข้ากลับมาครานี้เป็นเพราะ
เรื่องหนึ่ง…” เรื่องของเฉียวอี๋เหนียงสามารถ
จัดการหลังจากนี้ นางมองหลินไห่หรู ก่อนจะเอ่ย
ปากเนิบช้า “ท่านย่าจากไปแล้ว ต่อไปย่อมต้อง
เกิดการแยกบ้าน หากต้องล่าช้าต่อไป มิสู้แยก
บ้านเสียตั้งแต่บัดนี้…”
คำกล่าวของบุตรสาวสายตรงคนโตทำให้หลินไห่
หรูตกตะลึง
นางเองก็อยากแยกบ้าน ทว่าหลัวเฉิงจางไม่
ยินยอม
ที่สำคัญคือเพราะเหตุใดถึงยิ่งเร็วยิ่งดีเล่า ฮูหยินผู้
เฒ่าเพิ่งจากไปเช่นนี้จะมิเท่ากับอกตัญูหรอก
หรือ
หลัวอี๋ฮุ่ยไม่ได้อธิบาย นางเพียงกล่าว “รอยามคํ่า
ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อ ตอนนี้ข้าเพิ่งกลับมา จะ
ไปเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ท่านย่าก่อน”
นางจูงอี๋หนิงไปยังห้องโถงไว้ทุกข์ นั่งคุกเข่าเผา
กระดาษอยู่ครึ่งชั่วยามจากนั้นก็พาอี๋หนิงไป
คารวะนายท่านใหญ่หลัวซึ่งเพิ่งกลับมา
นายท่านใหญ่หลัวบอกให้หลัวอี๋ฮุ่ยไม่ต้องมากพิธี
ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเขาแค่ดูอ่อนล้าเล็กน้อยจาก
การเดินทาง ไม่ได้มีอาการเศร้าโศกจนเกินไป
ไม่เสียทีที่เป็นถึงขุนนางใหญ่ เรื่องอารมณ์ความ
นึกคิด หลัวเฉิงจางไม่อาจเทียบ
อี๋หนิงครุ่นคิด หลังจากท่านย่าจากไป นายท่าน
ใหญ่หลัวกับท่านพ่อต่างต้องไว้ทุกข์นานสามปี ใน
สามปีนี้นายท่านใหญ่หลัวทำได้เพียงพำนักอยู่ใน
เรือน สำหรับเขาไม่ถือเป็นผลดีต่อเส้นทางอาชีพ
สำหรับท่านพ่อมีผลกระทบไม่มากนัก ทว่าเรื่องนี้
ไม่เพียงแต่ทำให้เส้นทางการงานของนายท่าน
ใหญ่หลัวต้องชะงัก กระทั่งเรื่องงานแต่งของหลัว
หวยหย่วนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
นางพลันกระจ่างทันใดว่าเพราะเหตุใดหลัวอี๋ฮุ่
ยถึงอยากจะแยกบ้านยามนี้ถือเป็นเวลาที่
เหมาะสมที่สุด หากรอภายหลัง กระทั่งละอองฝุั่น
ของบ้านหลักตกตะกอนดีแล้ว บ้านรองอาจอยู่ใน
สภาวะลำบากยิ่งกว่านี้ ที่สำคัญด้วย
ความสามารถของหลินไห่หรู ช่วงเวลาที่ทั้งสอง
บ้านใช้ชีวิตร่วมกัน นางคงไม่อาจต้านทานฝีมือ
ของเฉินซื่อ
เพียงแต่อย่างไรการไว้ทุกข์ก็ถือเป็นปัญหา ไม่รู้
หลัวอี๋ฮุ่ยจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
เมื่อหลัวอี๋ฮุ่ยกลับมา เหล่าน้องชายน้องสาวก็มา
พบนาง
ไม่ใช่เพียงเพราะนางเป็นบุตรีสายตรงคนโต แต่
ยังเป็นเพราะสถานะฮูหยินของติ้งเปั่ยโหวซื่อจื่อ
เมื่อเฉินซื่อเห็นอี๋หนิงยืนอยู่ข้างกายหลัวอี๋ฮุ่ย ก็
นึกถึงคำสั่งเสียของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวซึ่งทำให้นาง
เคียดแค้นจนต้องขบฟันกรอด
เมื่อก่อนนางไม่เคยเห็นอี๋หนิงอยู่ในสายตา คิดว่า
บุตรีสายตรงที่กำพร้ามารดาจะเทียบเคียงกับอี๋อวี้
และอี๋ซิ่วได้อย่างไร นางไม่เชื่อว่าหลินไห่หรูจะ
มองหลัวอี๋หนิงเป็นดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ทว่าเมื่อ
คิดถึงสมบัติที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวทิ้งไว้ให้อี๋หนิง แล้ว
มองไปยังหลัวอี๋ฮุ่ยกับหลัวเซิ่นหย่วนที่ยืนอยู่ข้าง
กายอี๋หนิงประหนึ่งผู้คุ้มกัน นางก็รู้ว่าหลัวอี๋หนิง
ไม่มีวันอับจน
ผู้ใดให้นางมีพี่ชายพี่สาวที่เยี่ยมยอดถึงสองคนเล่า
นอกจากนั้น สาวใช้คนนี้ของอี๋หนิงก็ไม่ธรรมดา
มองดูไร้เดียงสาน่ารัก ทว่าอันที่จริงฉลาดเป็นกรด
วันนั้นที่นางค้นพบสารสื่อรักที่อี๋อวี้มอบให้เฉิง
หลาง ไหวพริบสติปัญญาเช่นนี้ไม่ใช่เด็กสาว
ปุถุชนทั่วไปจะมีได้ เพียงแต่นางทำให้ผู้อื่นไม่ทัน
สังเกตเห็นเท่านั้น
——————–
[1] 1 宜 (อี๋) หมายถึง ความเหมาะสม
慧 (ฮุ่ย) หมายถึง สติปัญญา เฉลียวฉลาด