พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 54(Rewrite)
แต่ไหนแต่ไรมา หลินไห่หรูก็ให้ความเคารพกับ
บุตรชายที่เป็นเจี่ยหยวนของตนเองคนนี้ ตระกูล
หลินไม่มีคนรํ่าเรียนหนังสือ หลายปีก่อนตระกูล
หลินมีจวี่เหรินคนหนึ่ง ทำให้นายท่านผู้เฒ่าของ
ตระกูลหลินมีความสุขจนยิ้มปากแทบฉีก จัดงาน
เลี้ยงฉลองในบ้านนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน โปรย
เหรียญทองแดงหน้าประตูเป็นกระบุง ตั้งแต่เล็ก
นายท่านผู้เฒ่าหลินจึงสอนหลินไห่หรูว่า ความรู้
อื่นล้วนด้อยค่า มีแต่การอ่านเรียนตำราที่สูงส่ง
ดังนั้นทุกครั้งที่บุตรชายเจี่ยหยวนผู้นี้มาคารวะ
นาง ใบหน้าหลินไห่หรูจึงเปียมไปด้วยรอยยิ้ม เร่ง
ให้คนยกนํ้าชาเข้ามา ถึงจะบอกว่านางเป็นแม่
เลี้ยงทว่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหลัวเซิ่นหย่วน นางก็
มักรู้สึกว่าตนดูอ่อนน้อมถ่อมตนเล็กน้อย
หลัวเซิ่นหย่วนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ จิบชาอึกหนึ่ง
ก่อนจะเอ่ยถาม “การที่เซวียนเกอร์ย้ายมาอยู่กับ
ท่านแม่เป็นความคิดของผู้ใดหรือขอรับ”
หลินไห่หรูได้ยินก็ตอบ “เป็นความคิดของอี๋หนิง
แม่ก็คิดเสียว่าเลี้ยงคนว่างงานสักคน…”
ที่แท้ก็เป็นความคิดของเจ้าก้อนอ้วนกลมตัวน้อย
…หลัวเซิ่นหย่วนประคองถ้วยนํ้าชา เอ่ยเสียง
ราบเรียบ “การเลี้ยงดูเซวียนเกอร์ข้างกายอี๋
เหนียงส่งผลไม่ดีต่อเขาจริง ๆ ข้าเพียงอยากถาม
ท่านแม่ว่าอยากเลี้ยงดูเซวียนเกอร์ตลอดไป
หรือไม่ เขาคือแกนชีวิตของเฉียวอี๋เหนียง เมื่อถูก
ท่านแย่งชิงมา นางย่อมไม่มีทางนิ่งเฉย หากท่าน
อยากจะเลี้ยงดูเขาไปตลอด ข้าก็จะไปพูดกับท่าน
พ่อ ว่าจะเลี้ยงดูเขาด้วยวิธีการในตอนนี้ไม่ได้”
อย่างไรทั้งอี๋หนิงและแม่เลี้ยงต่างก็เป็นสตรี
สถานการณ์ตรงหน้า เขาตรึกตรองได้ถี่ถ้วนลึกซึ้ง
กว่า ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะสัญชาตญาณ
หลัวเซิ่นหย่วนลอบเย้ยหยันตนเองเบา ๆ บางที
อาจเป็นเพราะความคิดเขาแยบยลเกินไป ผู้อื่นถึง
ไม่ค่อยชอบเขานัก
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัววางตัวเหินห่างจากเขา หลัวอี๋ฮุ่ย
ก็ระแวดระวังเขา
วันนั้น สุดท้ายหลัวอี๋ฮุ่ยยังกล่าวกับเขาว่า ‘เจ้าดี
ต่ออี๋หนิง ข้าในฐานะพี่สาวย่อมขอบคุณเจ้า แต่
หากภายหน้าเจ้ากล้าวางแผนทำร้ายนาง ต่อให้
ข้าต้องสูญเสียตำแหน่งฮูหยินของท่านซื่อจื่อ ข้าก็
จะไม่ยอมปล่อยเจ้าไป…’
ยามนั้นหลัวเซิ่นหย่วนมองอี๋หนิงที่ถูกหลัวอี๋ฮุ่ยจูง
มือจากไป เขายืนอยู่ณ ที่เดิม พลันรู้สึกว่าราตรี
อันเหน็บหนาวช่างหนาวเย็นเหลือเกิน
หากอี๋หนิงรู้ว่าเขามีความคิดแยบยล เย็นชา
โหดเหี้ยม…นางจะหลีกหนีไปไกลจากเขาหรือไม่
นางยังเด็ก ยังไม่รู้ความ ยังไม่เข้าใจว่าอะไรที่
เรียกว่าความหวาดกลัว
เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งให้นางรู้เรื่องเหล่านี้เลยดีกว่า
หลินไห่หรูเองก็ไม่รู้ว่าตนอยากเลี้ยงดูเซวียนเกอร์
หรือไม่
“เจ้าให้เวลาแม่คิดอีกหน่อย” หลินไห่หรูชั่งใจ
“อย่างไรเขาก็เป็นลูกของเฉียวเยว่ฉาน”
หลัวเซิ่นหย่วนยิ้มบาง เล่นถ้วยนํ้าชาในมือ
ความคิดของแม่เลี้ยงตื้นเขินเกินไป เขารู้ดีว่าเฉียว
เยว่ฉานกำลังคิดอะไร เพื่อเซวียนเกอร์แล้วนาง
ยอมแม้ว่าต้องสละชีพ “ท่านอย่าได้คิดนานนัก
ทุกเรื่องมีข้าคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง”
นอกห้องด้านข้างฝังทิศประจิม หลัวอี๋เหลียนเพิ่ง
เข้าประตูมาก็เห็นเซวียนเกอร์กับอี๋หนิงนั่งอยู่
ด้วยกัน เซวียนเกอร์หัวเราะจนเผยลักยิ้มเล็ก ๆ
ข้างมุมปาก
“อันนี้สวย ต้องเอาอันนี้แขวนขึ้นมา! พี่หญิงเจ็ด
ข้ายังอยากได้เชือกถักอีกหลาย ๆ อัน”
สีหน้าของหลัวอี๋เหลียนพลันยํ่าแย่ทันที นางฝืน
ยิ้ม ตะโกนเรียกน้องชาย เมื่อเซวียนเกอร์เห็น
หลัวอี๋เหลียนมาก็ดีใจจนลืมเชือกถัก เขาอ้าแขน
ออก หมายจะให้หลัวอี๋เหลียนอุ้ม
หลัวอี๋เหลียนอุ้มน้องชายขึ้นมา มองอี๋หนิงที่พิงตัว
บนหมอนอิง กำลังมองนางนิ่ง
เซวียนเกอร์พูดกับนาง “พี่หญิงหก ท่านดูเชือก
ถักของเซวียนเกอร์สิสวยหรือไม่”
หลัวอี๋เหลียนเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกคล้าย
กำลังถูกแย่งชิงเซวียนเกอร์ไป นางจำคำของเฉียว
อี๋เหนียงได้อย่างแม่นยำ น้องชายคือที่พึ่งในภาย
ภาคหน้าของพวกนาง นางกอดเซวียนเกอร์ใน
อ้อมกอดแน่น คลี่ยิ้มช้า ๆ “น้องสาวเจ็ดอายุยัง
น้อยแต่กลับมีความคิดอ่านเยี่ยงนี้แล้ว”
อี๋หนิงจัดแขนเสื้อของตนเอง “เทียบกับพี่หญิงหก
แล้ว อี๋หนิงยังไม่อาจต่อกรได้”
หลัวอี๋เหลียนเล่นกับน้องชายอยู่สักพักก็บอกลา
อย่างอาลัยอาวรณ์กลับไปบอกเล่าเรื่องนี้ให้เฉียว
อี๋เหนียงฟัง
เฉียวอี๋เหนียงฟังแล้วก็โกรธจนจิกเล็บเข้าเนื้อตน
นางไม่ควรให้เซวียนเกอร์แสร้งทำเป็นปั่วยเพื่อ
เรียกร้องความเอ็นดูจนเป็นสาเหตุให้เด็กน้อยคน
หนึ่งเอามาตลบหลังนางได้เลย ความแค้นเคืองนี้
นางจะกลํ้ากลืนลงไปได้อย่างไร!
เฉียวอี๋เหนียงล้มปั่วยอย่างรวดเร็ว กล่าวว่าเป็น
เพราะคิดถึงลูกกินไม่ได้นอนไม่หลับ
หลัวอี๋เหลียนไปร้องห่มร้องไห้กับหลัวเฉิงจาง ครํ่า
ครวญอย่างน่าเวทนาในคำพูดยังแฝงนัยว่าเซวียน
เกอร์ถูกหลินไห่หรูเลี้ยงดูจนเสียคน “ทุกวันท่าน
แม่เอาแต่ปล่อยให้เซวียนเกอร์เที่ยวเล่น ไม่รํ่า
เรียนหนังสือ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะดีได้อย่างไร
เมื่ออี๋เหนียงได้ยินจึงตรอมใจจนล้มปั่วย…”
หลัวเฉิงจางฟังแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น สิ่งที่เขากังวล
มากที่สุดคือหลินไห่หรูจะเลี้ยงดูเซวียนเกอร์ได้ไม่
ดี ทำให้การเรียนหนังสือของเขาต้องล่าช้า นับว่า
หลัวอี๋เหลียนพูดได้ถูกจุดนัก
อี๋หนิงฟังคำของหลัวอี๋เหลียนผ่านทางเสวี่ยจือ
รู้สึกว่าวิธีการของสองแม่ลูกช่างจำกัดนัก
แน่นอนว่าต่อให้ลูกเล่นไม่มาก แต่หากมี
ประสิทธิผลก็เป็นอันใช้ได้
วันนี้หลัวอี๋ซิ่วยืนกรานจะลากหลัวอี๋อวี้มาเล่นที่
เรือนของอี๋หนิงให้ได้หลัวอี๋อวี้นั่งกินส้มอยู่
ด้านข้าง ไม่ปริปากใด ๆ หลัวอี๋ซิ่วกินส้มพลาง
กล่าวอย่างออกรสออกชาติ “อี๋เหนียงบ้านเจ้านี่
ไม่ยอมรามือจริง ๆ ท่านพ่อข้าก็มีอี๋เหนียงสามคน
แต่ละคนล้วนสงบเสงี่ยมเชื่อฟัง!”
ก่อนหน้านี้ไม่นานอี๋หนิงก็เคยได้ยินมา ชิงอี๋
เหนียงที่อายุน้อยที่สุดคนนั้น ตอนที่เพิ่งเข้าจวน
นางอาศัยความอ่อนเยาว์ช่วงชิงความโปรดปราน
มาได้ช่วงหนึ่ง แต่ยามนี้กลับถูกเฉินซื่อสั่งสอนจน
ว่านอนสอนง่าย สงบเสงี่ยมเจียมตน ได้แต่แค้น
เคืองตนเองที่ไม่อาจงอกอีกสักสองมือเพื่อคอย
ปรนนิบัติรับใช้ฮูหยิน ผู้ใดใช้ให้เฉินซื่อมี
ความสามารถถึงเพียงนี้กันเล่า
หลัวอี๋อวี้ยัดส้มกลีบหนึ่งเข้าปาก อยากลากตัว
หลัวอี๋ซิ่วกลับบ้าน
เรื่องส่วนตัวของบ้านหลัก นางกลับเอามาสนทนา
กับอี๋หนิงอย่างออกรส
อี๋หนิงรู้ว่าหลัวอี๋อวี้ไม่ชอบนาง ก็หาได้ใส่ใจว่าสี
หน้าอีกฝั่ายจะน่าดูหรือไม่ นางยัดผลส้มใส่มือ
หลัวอี๋ซิ่ว “ท่านชอบก็กินให้เยอะหน่อย! ที่เรือน
ข้ายังมีอีกครึ่งกล่อง ข้าจะห่อให้ท่านเอากลับไป
อีกหลายลูก ข้ายังต้องไปเรือนของท่านแม่อีก ไม่
อาจอยู่สนทนากับพี่หญิงทั้งสองได้แล้ว”
สองพี่น้องหลัวอี๋อวี้ชอบกินส้ม น่าเสียดายที่ใน
เวลานี้ไม่อาจหาส้มได้ง่าย ๆ
ไม่รู้ว่าประโยคนี้ไปล่วงเกินหลัวอี๋อวี้ตรงจุดใด
นางถึงได้โมโห ลากหลัวอี๋ซิ่วที่หอบส้มเป็นกอง
กลับไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ที่ห้องหลัก หลินไห่หรูกำลังเดือดดาลเพราะสอง
แม่ลูกเฉียวอี๋เหนียงสาวใช้ใหญ่เล็กต่างพากันยืน
เงียบกริบประหนึ่งจักจั่นจำศีลในฤดูเหมันต์
เมื่อหลินไห่หรูเห็นอี๋หนิงเข้ามาก็รีบให้นางนั่งลง
เล่าถึงคำกล่าวของหลัวเซิ่นหย่วน “…พี่ชายสาม
ของเจ้าคาดการณ์ได้แม่นยำนักว่าต้องเกิด
เหตุการณ์นี้ เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรดี”
“ท่านแม่อยากเลี้ยงดูเซวียนเกอร์หรือไม่” อี๋หนิง
ถามนาง
หลินไห่หรูนิ่งงัน โคลงศีรษะแล้วเอ่ย “อี๋หนิง อา
ของแม่ก็เป็นบุตรชายคนเดียว ถูกห้องหลักเลี้ยงดู
ต่อมาเมื่อเขาเติบใหญ่มีหน้าที่การงานแล้วก็รับอี๋
เหนียงมารดาแท้ ๆ มาเลี้ยงดูที่ห้องหลัก ให้
ความสำคัญยิ่งกว่าคนในห้องหลักที่เลี้ยงดูเขาจน
เติบใหญ่ เมื่อแม่นึกถึงเรื่องเหล่านี้ก็รู้สึกไม่สบาย
ใจ”
อย่างไรก็ไม่ใช่บุตรชายของตน ในร่างกายมี
สายเลือดของผู้อื่นไหลเวียนเมื่อเด็กเติบใหญ่แล้ว
มากกว่าครึ่งของหัวใจเขาย่อมเอนเอียงไปฝัง
มารดาบังเกิดเกล้า
อี๋หนิงลอบถอนใจในใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ส่งเซ
วียนเกอร์กลับไปเถิด
แต่ไม่อาจปล่อยไปง่าย ๆ เช่นนี้
เมื่อหลัวเฉิงจางกลับจากหน่วยงานก็มายังเรือน
ของหลินไห่หรู อี๋หนิงพูดกับเขา “…ท่านแม่
คำนึงถึงสุขภาพของเซวียนเกอร์ที่ไม่สู้ดีนัก ถึงได้
ปล่อยให้เขาเล่นเพื่อฟืนฟูสภาพร่างกาย แต่สิ่งนี้
กลับทำให้พี่หญิงหกเข้าใจผิดในเมื่อเฉียวอี๋เหนียง
ถวิลหาเซวียนเกอร์นัก ยามนี้เซวียนเกอร์เองก็ไม่
เจ็บไม่ปั่วยแล้ว เช่นนั้นก็ให้เฉียวอี๋เหนียงอุ้ม
กลับไปเถิดเจ้าค่ะ ท่านแม่จะได้ไม่ต้องมาทนแบก
รับความชอกชํ้าโดยใช่เหตุ ทั้ง ๆ ที่นางคอยดูแล
เอาใจใส่เซวียนเกอร์เป็นอย่างดี”
เมื่อหลัวเฉิงจางได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่าคำพูดของอี๋ห
นิงช่างมีเหตุมีผลนักเขามองไปยังหลินไห่หรูที่ดู
เศร้าโศกก็รู้สึกปวดใจไปกับนางหลายส่วน เป็น
ความจริงที่ว่าหลินไห่หรูทำดีไม่ได้ดี สองแม่ลูก
เฉียวอี๋เหนียงไม่เพียงไม่ซาบซึ้งแต่ยังกล่าวโทษ
นาง มีอย่างที่ใดกัน!
เขาย่อมมองออกว่า ‘อาการปั่วย’ ของเฉียวอี๋
เหนียงมีสาเหตุจากเซวียนเกอร์ หลอกลวงเขา
ครั้งสองครั้งก็แล้วไปเถิด ทว่าสามครั้งสี่ครั้งเขา
ย่อมเริ่มรู้ตัว เขาเคยพูดไว้นานแล้วว่าเขาเกลียด
คนที่ใช้เล่ห์อุบายกับเขามากที่สุด การกระทำของ
เฉียวอี๋เหนียงในครั้งนี้ถือว่าล่วงละเมิดเส้นตาย
ของเขาแล้ว
หลัวเฉิงจางให้คนไปเรียกตัวสองแม่ลูกเฉียวอี๋
เหนียงเข้ามา เขากล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นสะท้าน
“นับวันเจ้าก็ยิ่งรู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยม! เดิมทีท่านแม่
กับน้องสาวของเจ้าหวังดีกับเซวียนเกอร์ถึงได้อุ้ม
เซวียนเกอร์มาดูแล นอกจากพวกเจ้าจะไม่สำนึก
แล้วยังว่าร้ายหลินไห่หรู ข้าอยากรู้นักว่าในหัว
ของเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่!”
หลัวอี๋เหลียนมองใบหน้าถมึงทึงของบิดาก็ตกใจ
ลนลานคุกเข่าลงดวงหน้างดงามดุจดอกสาลี่
ปลายคางเรียวมน หยาดนํ้าตาคลอเบ้า เอ่ยเสียง
แผ่วเบา “เพราะข้าเป็นห่วงน้องชาย ท่านพ่อ
เข้าใจผิดแล้ว อาการปั่วยของน้องชายหายดีแล้ว
ข้าจะซาบซึ้งยังแทบไม่ทัน ข้าเพียงกังวลเรื่องการ
เรียนของน้องชาย…”
“เจ้าจะมากังวลอะไรกับการเรียนของเซวียน
เกอร์ พ่อกับพี่ชายสามของเจ้าย่อมรู้จักจัดการ!”
หลัวเฉิงจางเอ่ย “หากพวกเจ้ายังจงใจปันเรื่องทำ
ให้ครอบครัวอยู่ไม่เป็นสุข ข้าจะไม่มีวันปล่อย
พวกเจ้าไปอีก เซวียนเกอร์อยู่กับฮูหยิน ถูกเลี้ยงดู
จนขาวจํ้ามํ่า ไม่มีอาการเจ็บปั่วยสักนิด เห็นได้ชัด
ว่าฮูหยินดูแลเป็นอย่างดี”
อี๋หนิงขานรับตามหลัวเฉิงจาง “ท่านพ่อ ข้าคิดว่า
ในเมื่อบ่าวหญิงชราในเรือนของอี๋เหนียงดูแลเซ
วียนเกอร์ได้ไม่ดีก็ควรขับไล่ออกจากจวนไปเสีย
ให้ท่านแม่คัดสรรคนใหม่ไปดูแลเซวียนเกอร์เถิด
เจ้าค่ะ”
สีหน้าของเฉียวอี๋เหนียงยิ่งยํ่าแย่ คนเหล่านี้ล้วน
เป็นบ่าวรู้ใจของนาง!
หากแม้แต่คนของตนเอง นางยังรักษาไว้ไม่ได้
ต่อไปผู้ใดจะทุ่มเทแรงกายแรงใจรับใช้นางอีก!
นางคุกเข่าลงทันที “ท่านพี่ ท่านห้ามฟังคำของ
คุณหนูเจ็ดเป็นอันขาด…”
หลัวอี๋เหลียนร้องไห้ครํ่าครวญหนักขึ้น ร่างกาย
บอบบางสั่นเทาเล็กน้อย“ท่านพ่อ หมัวมัวที่ดูแล
น้องชายล้วนเป็นแม่นมของข้า จะให้ข้าทำใจได้
อย่างไร…น้องสาวเจ็ด น้องสาวเจ็ดกำลังคิดอะไร
อยู่กันแน่!” สีหน้าของนางซีดขาว ภาพตรงหน้า
พร่าเลือน จังหวะถัดมาก็หมดสติ ร่างกายอ่อน
ยวบล้มลง
อี๋หนิงเคยได้ยินมานานแล้วว่าหลัวอี๋เหลียนมี
อาการปั่วยที่สามารถหมดสติได้ทุกเมื่อ ทว่าปั่วย
เป็นโรคอะไรกลับไม่รู้สาเหตุแน่ชัด โดยสรุปคือ
สามารถหมดสติในช่วงเวลาวิกฤต
เฉียวอี๋เหนียงรีบวิ่งไปกอดบุตรสาว หลัวเฉิงจาง
เห็นบุตรสาวอาการปั่วยกำเริบก็กังวล เตรียมปรี่
เข้าไปอุ้มนาง
อี๋หนิงรั้งเขาไว้ ยังดีที่นางเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า
“ท่านพ่ออย่าได้ตื่นตระหนก ข้างกายข้ามีสาวใช้
คนหนึ่งที่เจิ้งมามาทิ้งไว้ นางพอรู้วิชาแพทย์ นาง
กล่าวกับข้าว่าอาการปั่วยของพี่หญิงหกซึ่ง
สามารถหมดสติได้ทุกเมื่อนั้นต้องฝังเข็มสักสอง
เข็มถึงจะฟืน” อี๋หนิงหันไปมองชิงชวี่ที่ยืนอยู่
ด้านข้าง “ชิงชวี่ เจ้าเอาเข็มมาด้วยใช่หรือไม่”
ชิงชวี่ประหลาดใจอย่างมาก อย่าเห็นว่าคุณหนู
เป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆนางดุจเทพเจ้าผู้หยั่งรู้!
ชิงชวี่รีบหยิบห่อผ้ามาคลายออก แถวเข็มเรียง
รายสะท้อนแสง ชิงชวี่ผงกศีรษะ “คุณหนู บ่าว
เอามาด้วยเจ้าค่ะ!”
เฉียวอี๋เหนียงที่อยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นก็แทบกระอัก
เลือด หลัวอี๋หนิงตัวดีแม้แต่สิ่งนี้ก็เตรียมไว้
เช่นนั้นนางคงเตรียมแผนการไว้ล่วงหน้าแล้ว!
“เจ้ารีบไปฝังเข็มให้คุณหนูหกเถิด” อี๋หนิงกล่าว
ด้วยนํ้าเสียงกังวลล้นเหลือ “นางหมดสติไปเช่นนี้
ไม่ใช่เรื่องดีเลย”
เมื่อเห็นชิงชวี่ถือเข็มก้าวเข้ามาใกล้ เฉียวอี๋เหนียง
ก็รุดเข้าไปห้ามปรามอย่างแข็งขัน “ท่านพี่ ไม่ได้
นะเจ้าคะ หากสาวใช้ผู้นี้ฝังเข็มผิดจุดแล้วกลับ
กลายเป็นการทำร้ายเหลียนเจี่ยเอ๋อร์จะทำ
อย่างไร”
“อี๋เหนียงไม่ต้องกังวลไป” วันนี้อี๋หนิงตัดสินใจ
แล้วว่าจะต้องจัดการนาง เพื่อปั้องกันไม่ให้นาง
เล่นเล่ห์ก่อความยุ่งยากในภายหลังอีก ดังนั้นจึง
เกลี้ยกล่อม “ชิงชวี่ฝังเข็มปรับสมดุลให้ท่านแม่
อยู่เป็นประจำ ท่านแม่ยังรู้สึกว่าประสิทธิผลดียิ่ง
ท่านแม่ ท่านว่าใช่หรือไม่”
หลินไห่หรูรีบไหลตามนํ้า “วิชาการแพทย์ของแม่
นางชิงชวี่สูงส่งไม่ด้อยกว่าเจิ้งมามา!”
มุมปากของชิงชวี่กระตุก แต่แน่นอนว่านางไม่ได้
เปิดโปงแผนการออกไป
หลัวเฉิงจางอุ้มบุตรสาวที่แสนเปราะบางขึ้นมา
พอเห็นใบหน้าซีดขาวของนางก็รีบเอ่ย “เยว่ฉาน
เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ในเมื่อเป็นเด็กสาวที่เจิ้งมามา
ทิ้งไว้ ฝีมือทางการแพทย์ย่อมไม่เลว เจ้ารีบ
ฝังเข็มให้เหลียนเจี่ยเอ๋อร์เถิด!”
สำหรับตระกูลหลัวแล้ว ตัวตนของเจิ้งมามาดุจ
การดำรงอยู่ของเทพเจ้าทุกคนต่างไร้ความเคลือบ
แคลงในวิชาการแพทย์ของเจิ้งมามา
เฉียวอี๋เหนียงสูดลมหายใจเข้าลึก จะทำอย่างไรได้
อีกเล่า ทำได้เพียงปล่อยให้ชิงชวี่ฝังเข็มสักสอง
เข็มแล้ว
ชิงชวี่ดึงเข็มเล่มหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว พูด
ปลอบประโลมเฉียวอี๋เหนียง“อี๋เหนียงไม่ต้อง
กังวล ไม่ว่าจะเป็นม้าล่อหรืออะไรที่ล้มปั่วยในไร่
นาล้วนเป็นข้าที่ช่วยเหลือไว้ มีบางครั้งเจิ้งมามา
ไม่อยู่ ข้ายังช่วยดูอาการเจ็บปั่วยให้เหล่าชาวบ้าน
ที่เช่าผืนนา ฝีมือทางการแพทย์ถือว่าพอมี…”
เฉียวอี๋เหนียงฟังแล้วแทบอยากจะหยิกชิงชวี่ให้
ตาย นี่นางหมายความว่าอย่างไร!
หลินไห่หรูเกือบหลุดหัวเราะ ต้องอดกลั้นไว้อย่าง
ยากลำบากจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นแดงกํ่า
อี๋หนิงยังคงพูดอย่างกังวล “ชิงชวี่ เจ้าอย่ามัว
กล่าวไร้สาระ รีบทำให้พี่หญิงหกฟืนขึ้นมาเร็ว
เข้า”
ชิงชวี่หยิบเข็มออกมา เตรียมจะฝังลงไป เท้าหนึ่ง
ก้าวไปด้านหน้าโดยไม่ทันระวัง เหยียบมือเรียว
ของหลัวอี๋เหลียนโดยไม่ได้ตั้งใจ
ชิงชวี่เป็นคนเช่นไร ยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องในไร่
นาหรือเรื่องการใช้พละกำลัง เพียงแค่งานหนัก
ต่าง ๆ ในเรือนของอี๋หนิง นางก็สามารถจัดการได้
ด้วยมือข้างเดียว ง่ายดายดุจใจนึก ดังนั้นการ
เหยียบนี้ของนางจึงหนักแน่นรุนแรงดั่งอสนีบาต
เหยียบจนหลัวอี๋เหลียนร้องอ๊าก ลืมตาขึ้นโดย
พลัน
นางรีบยกมือของตนขึ้นมาดู มือเรียวดุจหยกบวม
แดง ทั้งยังมีรอยรองเท้า บนรอยรองเท้ายังมีดิน
เปือนอยู่อีกสองจุด
“สาวใช้ผู้นี้ เหตุใดถึงเหยียบคุณหนูหกได้!” สาว
ใช้ใหญ่ที่ติดตามหลัวอี๋เหลียนปวดใจจนไม่อาจ
สะกดกลั้น พอเห็นชิงชวี่แต่งกายสมถะเรียบง่ายก็
รีบก่นด่านาง
ชิงชวี่ยิ้มอย่างสำนึกผิด “บ่าวไม่ทันระวัง ขออภัย
คุณหนูหกด้วยเจ้าค่ะแต่ก็ถือเป็นเคราะห์ดีใน
เคราะห์ร้าย พอคุณหนูหกถูกเหยียบ มิใช่ว่าฟืน
ขึ้นทันทีเลยหรือเจ้าคะ!”
สีหน้าของหลัวอี๋เหลียนแดงขาวสลับเปลี่ยนไปมา
นี่คือการเผยพิรุธ
สีหน้าของหลัวเฉิงจางยํ่าแย่แล้ว นี่บ่งบอกถึง
อะไร หมายความว่าตั้งแต่ต้นจนจบ หลัวอี๋เหลียน
ไม่ได้ปั่วย แต่นางกำลังหลอกลวงเขาอยู่
เขาคลายมือออก เดินกลับไปที่นั่งด้วยสีหน้าดำ
ทะมึน
จากนั้นหลัวอี๋เหลียนกับเฉียวอี๋เหนียงก็ถูก
ตำหนิเป็นเวลาหนึ่งเค่อเต็ม ๆอี๋หนิงคอยเกลี้ย
กล่อมให้หลัวเฉิงจางใจเย็นอยู่ด้านข้างเป็นครั้ง
คราว“พี่หญิงหกไม่ได้ตั้งใจหรอกเจ้าค่ะ ก่อนหน้า
นี้มิใช่ว่านางมักเวียนศีรษะอยู่เป็นประจำหรือเจ้า
คะ เมื่อครู่ต้องเป็นเหตุสุดวิสัยแน่นอนเจ้าค่ะ”
หรือไม่ก็เอ่ยว่า “เป็นเพราะเรื่องของเซวียนเกอร์
พี่หญิงหกถึงได้เกิดอาการวิงเวียนนางต้องมี
เจตนาบริสุทธิ์เป็นแน่แท้เจ้าค่ะ!”
ดุจสาดนํ้ามันเข้ากองเพลิง ยิ่งเผายิ่งลุกโชติช่วง
คราวนี้หลัวเฉิงจางทั้งเสียใจทั้งเดือดดาล
ผลลัพธ์สุดท้ายคือบ่าวหญิงชราในเรือนของเฉียว
อี๋เหนียงถูกเปลี่ยนยกชุด หลัวอี๋เหลียนถูกลงโทษ
ให้คัดคัมภีร์สอนหญิงยี่สิบจบ คัดไม่เสร็จไม่
อนุญาตให้ออกจากเรือน เฉียวอี๋เหนียงเองก็ต้อง
ไปสำนึกผิดเพราะสั่งสอนบุตรสาวได้ไม่ดี
ขณะเดียวกัน หลัวเฉิงจางก็เริ่มตรึกตรองถึง
ปัญหาข้อหนึ่ง ผู้ใดเลี้ยงดูเด็กก็เหมือนผู้นั้น เด็ก
สองคนที่เฉียวอี๋เหนียงเลี้ยงดูล้วนได้ผลลัพธ์ไม่
ค่อยดีวันนี้เหลียนเจี่ยเอ๋อร์ทำให้เขาต้องเสียใจ
หากเซวียนเกอร์เติบใหญ่จะเป็นอย่างไร
เด็กผู้หญิงถูกเลี้ยงดูจนเสียนิสัยไปบ้างไม่เป็นไร
แต่หากเด็กผู้ชายถูกเลี้ยงจนเสียคน ผลลัพธ์คงน่า
สะพรึงแล้ว เบาหน่อยก็พี่น้องทะเลาะวิวาทวงศ์
ตระกูลต้องอับอายขายหน้า หากร้ายแรงก็ถึงขั้น
ไม่ยอมเล่าเรียนไร้ความสามารถ ทำลายรากฐาน
ของบรรพบุรุษ บ้านรองมีหลัวเซิ่นหย่วน ลู่ทาง
สดใสจะให้เซวียนเกอร์มาทำลายไม่ได้
มิสู้รอให้เด็กโตขึ้นอีกหน่อยแล้วส่งไปให้หลินไห่
หรูเลี้ยงดู เรื่องการวางตัวของเด็กไม่มีปัญหาเป็น
อันใช้ได้ ส่วนเรื่องเล่าเรียนเขาจะจัดการเอง
หลัวเฉิงจางลอบผุดความคิดนี้อยู่ในใจ
ราตรีนี้บรรยากาศในห้องหลักครื้นเครงยิ่งนัก
จนถึงกลางดึก เฉียว-อี๋เหนียงถึงได้อุ้มเซวียนเก
อร์กลับไปด้วยใบหน้าซีดขาว นางมองอี๋หนิงที่ยืน
รอตรงประตู อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่านาง เอ่ย
เสียงราบเรียบ “ต่อไปอี๋เหนียงต้องดูแลเซวียน
เกอร์ให้ดี”
เฉียวอี๋เหนียงเห็นอี๋หนิงก็รู้สึกราวกับเห็นผี
อุปนิสัยของกู้หมิงหลานอ่อนโยนถึงเพียงนั้น เหตุ
ใดบุตรสาวแต่ละคนถึงรับมือยากขึ้นทุกขณะ อี๋ห
นิงอายุยังน้อย ทว่าภายใต้รอยยิ้มกลับซ่อนมีดคม
เป็นความน่าสะพรึงที่ต่างจากพี่สาวของนาง
“เป็นความหวังดีของคุณหนูเจ็ด อนุน้อมรับคำ
ชี้แนะไว้แล้ว” เฉียว-อี๋เหนียงยอบกายให้กับเด็ก
วัยแปดขวบ
“น้อมรับคำชี้แนะก็ดี” อี๋หนิงยิ้มพลางเอ่ยเสียง
เบา “ท่านแม่เป็นคนไร้เล่ห์เหลี่ยม หากท่านยังใช้
กลอุบายมาทำร้ายนางอีก ข้าจะไม่มีวันปล่อย
ท่านไป อี๋เหนียง ท่านต้องรู้ว่าสำหรับอนุแล้ว สิ่ง
ใดสำคัญที่สุด”
“การเจียมเนื้อเจียมตัวสำคัญที่สุด” อี๋หนิงไม่รอ
ให้นางตอบ หลังจากกล่าวประโยคสุดท้ายอย่าง
ไม่แยแสก็ก้าวเข้าไปในห้องด้านข้างฝังประจิม
เฉียวอี๋เหนียงอุ้มเซวียนเกอร์ที่หลับสนิท มองเซ
วียนเกอร์ที่ตัวขาวจํ้ามํ่าก็จิกเล็บเข้าไปบนฝั่ามือ
จนสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด นางโกรธจนไม่อาจ
พูดอะไรออกมา
หลัวเซิ่นหย่วนกำลังเขียนอักษรอยู่ในห้องหนังสือ
ยามวิกาลเทียนจะถูกจุดสว่างไสว ซงจือเดินเข้า
มากลางดึก เอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้องหลักวันนี้
สาธยายออกมาอีกครั้ง
หลัวเซิ่นหย่วนคาดไม่ถึงว่าเจ้าก้อนอ้วนกลมนุ่ม
นิ่มจะมีช่วงเวลาแผลงฤทธิ์เหมือนคนอื่นเขาด้วย
เมื่อจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่า
นางน่ารักยิ่งนัก เคราะห์ดีที่เขาได้เกริ่นกับท่าน
พ่อไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนี่จะ
รับมือไหวหรือไม่ เขาพิงตัวเข้ากับชั้นวางหนังสือ
เอ่ยถามซงจือ “เรื่องที่เจ้ามาส่งข่าวให้ข้า อี๋หนิง
จับได้หรือยัง”
“คุณหนูเจ็ดไว้ใจบ่าวยิ่งนัก ไม่เคลือบแคลงแม้แต่
น้อยเจ้าค่ะ” ซงจือตอบเสียงแผ่วเบา
“เช่นนั้นก็ดี” หลัวเซิ่นหย่วนหมุนตัวกลับไป พูด
เสียงราบเรียบ “ต่อไปหากนางมีเรื่องอะไร เจ้า
ต้องมารายงานข้าอย่างละเอียด ห้ามตกหล่น
ตอนนี้เจ้ากลับไปก่อน”
ซงจือมองร่างสูงตระหง่านของหลัวเซิ่นหย่วน
พลันรู้สึกว่าคุณชายสามช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เพราะผู้อื่นไม่อาจคาดเดาถึงความคิดของเขาได้
เลยสิ่งนี้ทำให้แผ่นหลังของนางต้องสั่นสะท้าน
นางถอยออกไปเงียบ ๆ
อี๋หนิงเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะนี้ เขียนเป็น
จดหมายฉบับหนึ่งด้วยถ้อยคำภาษาเด็ก ส่งไป
ให้พี่หญิงใหญ่ที่เมืองหลวง
หิมะตกหนักติดต่อกันหลายวัน เฉียวอี๋เหนียงอยู่
อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว หลัวอี๋เหลียนยังคง
คัดลอกคัมภีร์สอนหญิง นอกจากหลัวอี๋อวี้ที่มา
ปันสีหน้าบึ้งตึงให้นางดูเป็นครั้งคราวแล้ว
สถานการณ์ทุกอย่างก็ล้วนปกติดี
อี๋หนิงจนใจ หากไม่ชอบนางก็ไม่ต้องมาเยือน ไม่
ต้องอยู่นานก็เท่านั้นแต่ทุกครั้งที่หลัวอี๋อวี้ตาม
หลัวอี๋ซิ่วมาก็จะสวาปามอาหารของนางกองโต
ก่อนจะกลับไป
คงมิใช่มาพร้อมความคิดที่จะสวาปามเพื่อทำให้
นางหมดตัวใช่หรือไม่
อี๋หนิงมองเมล็ดแตง ผลไม้ ขนมนํ้าตาลต่าง ๆ ที่
ใช้วางประดับเทศกาลปีใหม่ ก็บังเกิดความคิด
โดยพลัน
ย่างเข้าช่วงปีใหม่ ในที่สุดหลัวเฉิงจางก็คลาย
โทสะที่มีต่อหลัวอี๋เหลียนโอนอ่อนให้นางไม่ต้อง
คัดคัมภีร์สอนหญิงอีกสิบจบที่เหลือ
ปัดกวาดเช็ดถูบูชาเทพเจ้าแห่งเตาไฟ ไม่นานก็ถึง
วันสิ้นปี ในวันแรกของปีใหม่อี๋หนิงตื่นขึ้นมาแต่
เช้า เสวี่ยจือเกล้าผมให้นางพลางถามด้วยรอยยิ้ม
“เจี่ยเอ๋อร์ เอาเน่าหรางหรางหรือไม่”
เน่าหรางหรางคือแผ่นทองคำอ่อนที่ทำเป็นรูป
แมลงในดงหญ้า ใช้เสียบประดับศีรษะเพื่อฉลอง
เทศกาล
อี๋หนิงส่ายหน้าปฏิเสธ ด้านนอกหิมะหยุดแล้ว ไม่
ว่าจะเป็นบนชายคาใต้ท้องฟั้าสีครามหรือบนกิ่ง
ไม้ก็ล้วนถูกทับถมด้วยหิมะหนา ในลานกว้างไม่มี
การประดับโคมไฟ แต่เหล่าสาวใช้บ่าวหญิงชรา
ยังพากันยิ้มแย้มแจ่มใสตั้งแต่แยกบ้าน บ้านรองก็
มั่งคั่งขึ้นไม่น้อย หลินไห่หรูอาศัยเทศกาลปีใหม่
ขึ้นเบี้ยรายเดือนให้กับทุกคน ชิงชวี่รับเบี้ยราย
เดือนเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้นางมีผลงาน
หลินไห่หรูจึงมอบเงินให้นางเป็นสามเท่าของเบี้ย
รายเดือนนางเก็บซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของตู้
ทุกคืนนอนหลับไม่ค่อยสนิท เอาแต่จ้องมองตู้
เสื้อผ้า กลัวว่าเงินจะหาย
อี๋หนิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ให้คนเพิ่ม
กุญแจลูกหนึ่งที่ตู้เสื้อผ้านาง ทำให้ในที่สุดนางก็
นอนหลับอย่างสงบสุข
อี๋หนิงไปที่ห้องหลักเพื่อคำนับปีใหม่หลินไห่หรู
นางได้รับซองแดงหนา ๆมาซองหนึ่ง ไม่นานหลัง
จากนั้นหลัวเซิ่นหย่วนก็มาถึง อี๋หนิงคำนับปีใหม่
เขาแบบจั้วอี[1] หลัวเซิ่นหย่วนหยิบซองแดงซอง
หนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้นาง “ผล
ประกอบการของร้านค้าปีนี้ไม่เลว ข้าเอาออกมา
ยี่สิบตำลึง ใส่เป็นซองแดงให้เจ้า”
หลัวเซิ่นหย่วนอธิบายด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
อี๋หนิงอยากจะหยิกเขานัก มอบไปมอบมา
สุดท้ายก็ไม่ใช่เงินของนางหรืออย่างไร
อี๋หนิงรับซองแดงมาจากหลัวเซิ่นหย่วน กล่าว
ขอบคุณอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ขอบคุณพี่ชาย
สาม”
เจ้าคนตระหนี่คนนี้ ในซองแดงของหลินไห่หรูมี
ถึงสามร้อยตำลึงเชียวนะ!
หลัวอี๋เหลียนพาเซวียนเกอร์เข้ามาคำนับปีใหม่
หลินไห่หรูหยิบซองแดงที่มีขนาดเล็กกว่าของอี๋ห
นิงหลายเท่าตัวออกมา เมื่อถึงคราวเซวียนเกอร์
ต้องคำนับปีใหม่หลัวเซิ่นหย่วน เขากลับไม่แม้แต่
จะควักซองแดงให้เซวียนเกอร์
ตระหนี่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ แม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่
ยอมให้เล็ดลอด ใช่ว่าเขาไม่มีเงินเสียหน่อย
ตอนนี้เงินใช้จ่ายของบ้านรองกว่าครึ่งล้วนอยู่ใน
กำมือของเขา
อี๋หนิงลอบครุ่นคิด
รอกระทั่งหลัวเฉิงจางมาถึง คนในบ้านรองก็
เดินทางไปยังห้องโถงหลักครอบครัวตระกูลหลัว
ต้องเซ่นไหว้บรรพบุรุษพร้อมหน้า ปั้าสะใภ้จัด
งานเลี้ยงรับรองให้ทุกคนได้กินข้าวพร้อมหน้า
พร้อมตา แม้ตอนแบ่งทรัพย์สมบัติจะมีการฉีก
หน้ากันบ้าง แต่ทุกชีวิตต้องดำเนินต่อไป นางจึง
แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉินซื่อมอบซอง
แดงให้เด็ก ๆ ในบ้านรองคนละยี่สิบตำลึง
ปราศรัยกับหลินไห่หรูสองสามประโยคด้วยสีหน้า
เฉยเมย
เฉินซื่อกำลังกังวลเรื่องงานแต่งของหลัวหวยหย่
วน ปีนี้เขาอายุสิบแปดแล้ว หากรอไว้ทุกข์อีกสาม
ปีค่อยแต่งงานก็ถือว่าช้าเกินไปแล้ว!
แต่อย่างน้อยก็ต้องรอให้ผ่านพ้นช่วงฉูฝู[2] ไม่
เพียงเท่านั้น ในการสอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์นี้
เขายังไม่อาจเข้าร่วม ช่างยุ่งยากเหลือเกิน ต้องรํ่า
เรียนอย่างหนักไปอีกสามปี
หลัวเซิ่นหย่วนเองก็เช่นกัน
ทั้งหลัวเฉิงจางและนายท่านใหญ่หลัววางแผนให้
พวกเขาเดินทางไปเมืองหลวง พวกเขาต้องหา
อาจารย์ที่มีคุณธรรมบารมีสูงส่ง อดีตท่าน
อาจารย์ประจำสถานศึกษาของหลัวเฉิงจาง ใต้
เท้าซุน บัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลิน เดิมก็มีใจชื่นชม
หลัวเซิ่นหย่วนมานาน เขาเขียนจดหมายหา
หลัวเฉิงจางหลายครั้งกล่าวว่าอยากให้หลัวเซิ่น
หย่วนเดินทางไปเมืองหลวง
หลัวเฉิงจางตัดสินใจแล้วว่าจะให้หลัวเซิ่นหย่วน
ไปเมืองหลวงหลังผ่านพ้นช่วงปีใหม่
ในศาลบรรพบุรุษ อี๋หนิงปักธูปให้ท่านย่า มอง
ปั้ายวิญญาณของท่านย่าอย่างสงบนิ่ง
นางไม่สามารถแก้ไขการไปมาลาจากของผู้ใดได้
สิ่งที่นางต้องทำคือเผชิญหน้า
หากท่านย่าที่อยู่ในปรโลกได้รับรู้คงจะสบายใจ
แล้ว ในอดีตนางอดกลั้นไม่เคยแสดงตัวตนเพราะ
มีท่านย่ากับพี่หญิงใหญ่อยู่ บัดนี้นางคือบุตรีสาย
ตรงแห่งบ้านรอง หากผู้ใดยังกล้าใช้กลอุบายชั่ว
ช้าเหล่านั้นกับนางอีก นางจะไม่มีทางปล่อยไป
ง่าย ๆ
อี๋หนิงปัดฝุั่นเล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนปั้ายวิญญาณออก
วันรุ่งขึ้นอี๋หนิงได้รับจดหมายตอบกลับจากพี่หญิง
ใหญ่ นางอ่านพร้อมกับหลินไห่หรู เมื่ออ่านจบก็ดี
ใจเป็นล้นเหลือ
พี่หญิงใหญ่เพิ่งให้กำเนิดบุตรชายสายตรงคนโต
ของจวนติ้งเปั่ยโหวเมื่อปีกลาย ตัวขาวจํ้ามํ่า เป็น
เด็กชายตัวน้อยที่มีนํ้าหนักกว่าแปดจิน โหวฮู
หยินปลาบปลื้มยิ่งนัก มอบเครื่องประดับศีรษะ
ทองคำบริสุทธิ์ชุดหนึ่งและผ้าทอโบราณอีกสิบ
กว่าพับให้แก่นาง ในจดหมายพี่หญิงใหญ่ยังถาม
ถึงเฉียวอี๋เหนียงว่าระยะนี้เป็นอย่างไร อี๋หนิงว่า
นอนสอนง่ายหรือไม่
อี๋หนิงยกพู่กันขึ้น เขียนจดหมายตอบกลับ ‘สุข
สบายไร้กังวล ไม่รู้ว่าหลานชายมีหน้าตาละม้าย
คล้ายคลึงพี่สาวหรือพี่เขย’
หลังนางตอบกลับจดหมายของพี่หญิงใหญ่เสร็จ
หลัวเซิ่นหย่วนก็หาอาจารย์คนใหม่ให้นางได้แล้ว
ก่อนเขาจะจากไป อย่างไรก็ต้องหาคนมาอบรม
อี๋หนิงเจ้าเด็กน้อยคนนี้ให้ได้เสียก่อน อาจารย์คน
ใหม่เป็นชายชราไว้เคราสีขาวซึ่งเกษียณจาก
สำนักฮั่นหลิน เป็นที่ยกย่องมีชื่อเสียงเลื่องลือใน
เมืองหลวงเมื่อเฉินซื่อได้ยินก็สนใจมาก หลัวเซิ่น
หย่วนถึงกับสามารถเชิญบุคคลระดับนี้มาได้! นาง
ยัดตัวบุตรสาวทั้งสองคนของตนเข้าไปร่วมด้วย
เมื่อเฉียวอี๋เหนียงทราบข่าวก็ไปเจรจากับหลัวเฉิง
จางอยู่นานค่อนคืน ร่ายเรียงถ้อยคำอ่อนหวาน
รื่นหูต่าง ๆ นานา ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามให้หลัวอี๋
เหลียนถูกทิ้งอยู่ด้านนอกตามลำพัง
ศิษย์ของอาจารย์ซ่งจึงเปลี่ยนจากหนึ่งกลายเป็นสี่
ด้วยเหตุฉะนี้
ขณะเดียวกัน หลังจากพี่ชายสามเดินทางไปเมือง
หลวง คนที่อี๋หนิงต้องเขียนจดหมายถึงก็
แปรเปลี่ยนจากหนึ่งกลายเป็นสอง
พี่หญิงใหญ่ชอบเล่าเรื่องราวของยวี่เกอร์ ชื่อของ
หลานชายอี๋หนิง ซื่อจื่อตัวน้อยให้นางฟัง เช่นมี
ฟันขึ้นแล้ว สามารถเดินได้แล้ว พูดคำว่าแม่ได้
แล้วเขาชื่นชอบการแทะนิ้วเท้าตนเอง ต้องสั่ง
สอนอยู่นานกว่าจะยอมแก้ไข ระยะนี้การสั่งสอน
ก้าวหน้าถึงขั้นที่สามารถพูด ‘น้าเล็ก’ สองคำนี้ได้
แล้ว อี๋หนิงเองก็เขียนจดหมายให้พี่สาวคนโต
กล่าวว่า ‘วันนี้พี่หญิงสี่กับพี่หญิงห้าทะเลาะกันพี่
หญิงหกเข้าไปห้ามปราม สุดท้ายกลับถูกพี่หญิงสี่
พลาดพลั้งทำร้าย ถูกตีจนดวงตาเขียวชํ้า ปั้า
สะใภ้พาพี่หญิงทั้งสองไปขอโทษพี่หญิงหก’
อี๋หนิงสนใจในชีวิตความเป็นอยู่ของพี่หญิงทั้งสาม
คนนี้ สุดท้ายยังเขียนว่า ‘…หลิวจิ้งผ่านการ
คัดเลือกเป็นจิ้นซื่อแล้ว ได้ขั้นรองลำดับที่สามสิบ
สามเมื่อพี่หญิงสี่ทราบข่าว หางก็แทบกระดิกชี้ขึ้น
ฟั้า ปั้าสะใภ้กล่าวสรรเสริญไม่ขาดปาก พูดว่าฮู
หยินผู้เฒ่ามีสายตาเฉียบแหลม ก่อนจะเผา
กระดาษเงินกระดาษทองไปให้ท่านย่าจำนวน
มาก ทั้งยังส่งของกินมาให้ข้าอีกมากมาย มีตั้งแต่
ลำไยแห้งไปจนถึงขนมถั่วตัด เนื้อวัวแห้งจนถึงขา
ห่านตุ๋น สิ่งที่ควรมีล้วนส่งมาอย่างไม่ขาดตก
บกพร่อง’
เรื่องการมอบของนี้ทำให้อี๋หนิงประหลาดใจนัก
ต่อมานางถึงเพิ่งคิดได้ว่านี่มีนัยเป็นเชิงให้นางปิด
ปาก ในเมื่อภายใต้ความสดใสสวยงามของหลัว
อี๋อวี้มีตุ่มหนองที่มีนามว่าเฉิงหลางแอบซ่อนอยู่
นางถามพี่หญิงใหญ่ถึงเรื่องของเฉิงหลาง พี่หญิง
ใหญ่เพียงกล่าวว่าหลังจากเฉิงหลางสอบได้ลำดับ
ที่สามในการสอบคัดเลือกช่วงฤดูวสันต์ก็รับ
ตำแหน่งเป็นเปียนซิว[3] ในสำนักฮั่นหลินหนึ่งปี
ต่อมาได้รับการเลื่อนขั้นเป็นองครักษ์ผู้ติดตามใน
กรมขุนนาง
การเลื่อนขั้นนี้รวดเร็วมาก ทั่วไปต้องใช้เวลาถึง
สามปี เช่นหลิวจิ้งที่ยังต้องฝึกงานอยู่ในกรมโยธา
หากอยากขึ้นเป็นขุนนางต้องรออีกสองปีถึงค่อย
ได้รับการพิจารณา
ไม่รู้ว่าหลัวอี๋อวี้รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หลิวจิ้งยังไร้
หนทางที่จะเอามาเทียบกับเฉิงหลางได้ เดิมคิดว่า
ใกล้เคียงแล้ว แต่อันที่จริงยังไกลเกินเอื้อม วันนั้น
ขณะที่เข้าเรียน นางยังมีปากเสียงกับหลัวอี๋ซิ่ว
หลัวอี๋ซิ่วโกรธจนวิ่งมาอยู่ที่เรือนของอี๋หนิง ไม่
ยอมกลับ
อี๋หนิงเอาเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้พี่หญิงใหญ่ฟังจน
หมดสิ้น
สำหรับพี่ชายสามที่ส่งจดหมายติดต่อกับนาง เขา
พบว่าตั้งแต่อี๋หนิงเขียนจดหมายหาเขา ตัวอักษร
ของนางก็ดูมีความก้าวหน้าขึ้นมาก ดังนั้นทุก
เดือนเขาจึงเขียนจดหมายมาสามถึงสี่ฉบับ ล้วน
เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญ ‘…ห้ามไปเล่น
นํ้าที่หลังเขากับหลัวอี๋ซิ่วอีก ก่อนนอนห้ามกิน
ของหวาน และห้ามไปแอบกินที่เรือนของท่าน
แม่’ ร่ายเรียงข้อห้ามมาเป็นกระบุงโกย จวบจน
บรรทัดสุดท้ายถึงได้เอ่ยถามนางว่า ‘สูงขึ้นหรือ
ยัง’
มีบางครั้งที่เขาพูดถึงเรื่องใต้เท้าซุน ‘…ท่านผู้เฒ่า
ซุนเองก็เลี้ยงเต่า ข้าขอวิธีการเลี้ยงเต่ามาให้เจ้า
รวมอยู่ในจดหมายฉบับนี้’
ระยะเวลาสองปีที่หลัวเซิ่นหย่วนอยู่ในเมืองหลวง
ในตู้ของอี๋หนิงเต็มไปด้วยจดหมายของเขากับพี่
หญิงใหญ่
อี๋หนิงคนเดียวต้องรับมือกับสองคน นางเขียนจน
ไร้ซึ่งความห่วงหาอาวรณ์ใด ๆ
นางจัดเรียงจดหมายที่ได้รับตลอดสองปีที่ผ่านมา
เมื่อมองผ่านประตูของห้องหนังสือออกไปก็พบ
แรกฤดูวสันต์หิมะละลาย ดอกไห่ถังแข่งกันชูช่อ
บานสะพรั่ง เถาต้นเถิงหลัวเลื้อยเติบโตงดงาม
เมื่อลองนับอย่างละเอียดก็เป็นเวลากว่าสองปี
แล้วที่นางไม่ได้พบหน้าพี่ชายสาม
เขากำลังง่วนอยู่กับการรํ่าเรียนจนไม่มีเวลา
กลับมา
อี๋หนิงเท้าคาง ง่วงจนใกล้เข้าสู่ห้วงนิทรา วสันต
ฤดูง่วงงุน สารทฤดูอ่อนเพลีย ที่แท้ก็เป็นความ
จริง
หลังพ้นช่วงฉูฝูเมื่อสองวันก่อน เฉินซื่อก็เริ่มชิด
ฆ้องลั่นกลอง[4] งานแต่งของหลัวหวยหย่วน ใน
ที่สุดพี่ชายสามกับหลัวหวยหย่วนก็ใกล้จะกลับ
มาแล้ว หากหลัวหวยหย่วนไม่กลับมาจะจัดงาน
แต่งได้อย่างไรเล่า ในที่สุดนางก็ไม่ต้องเขียน
จดหมายแล้ว
อี๋หนิงลุกจากเก้าอี้กลม ถอนหายใจยาวก่อนเอ่ย
“เสวี่ยจือ ส่งจดหมายฉบับนี้ออกไป”
ในที่สุดก็เป็นจดหมายฉบับสุดท้าย
อี๋หนิงมองเงาที่ทอดตัวบนพื้น นางพอจะมีเค้า
โครงของดรุณีขึ้นมาหลายส่วน ในที่สุดก็สามารถ
สลัดร่างอวบน้อย ๆ เข้าสู่ร่างขนาดมาตรฐานได้
แล้ว ทั้งยังสูงขึ้นไม่น้อย สองปีมานี้ การที่นางยืน
กรานปฏิเสธพฤติกรรมยัดเยียดของหลินไห่หรู
อย่างแข็งขันก็นับว่าบรรลุผลแล้ว
——————–
[1] จั้วอี เป็นการคารวะแบบกุมมือยื่นไป
ด้านหน้า
[2] ช่วงฉูฝู คือช่วงที่ต้องแต่งกายไว้ทุกข์ อาจมี
ระยะหนึ่งร้อยวัน หรือสามเดือน หรือสองปี
แล้วแต่พื้นที่
[3] เปียนซิว เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ดูแลและ
บันทึกเอกสาร
[4] ชิดฆ้องลั่นกลอง หมายถึง เริ่มดำเนินการ