พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 62(Rewrite)
หลัวอี๋เหลียนยืนอยู่นอกเรือน
ภายในเรือน บรรดาบ่าวหญิงชรากำลังวิ่งวุ่น ไม่มี
ผู้ใดเหลียวแลพวกนางสักคน หลัวเฉิงจางกำลังนั่ง
อย่างสับสนอยู่บนตั่งไม้ เฉียวอี๋เหนียงอยู่ข้างกาย
คิดอยากจะปลอบประโลมเขา แต่เขากลับไม่
สนใจสักนิด ได้ยินเพียงเสียงรีบเร่งร้อนรนจาก
ด้านใน มือเขากำหมัดแน่น
เขารู้ว่าหลินไห่หรูคาดหวังที่จะมีบุตรคนนี้มาก
เพียงใด เขารู้ดี
เดิมการมาของเด็กคนหนึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดี
ทว่าบัดนี้กลับมีเพียงความวุ่นวายตื่นตระหนก ทั้ง
ร่างเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เมื่อครู่ยามที่หลิน
ไห่หรูผลักไสเขาทำให้เขาตระหนักถึงเรื่องหนึ่ง
หลินไห่หรูกำลังกล่าวโทษเขา
อี๋หนิงเดินออกไปตรงประตูของเรือนหลัก ยืนอยู่
บนขั้นบันไดสูง มองลงไปที่หลัวอี๋เหลียน แสงจาก
โคมไฟใต้ชายคาส่องกระทบร่างนาง บนร่างนาง
แผ่กลิ่นอายสงบนิ่งเย็นชาที่ไม่อาจพานพบในยาม
ปกติ
“ข้าเป็นคนอารมณ์ดี” อี๋หนิงพูดเสียงแผ่วเบา
“ทว่าหากล่วงเกินถึงจุดตายของข้า เกรงว่าคงไม่
อาจปล่อยผ่านไปโดยง่าย หลัวอี๋เหลียน เจ้าเป็น
บุตรของอนุ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากบุตรสายตรงจงใจ
สร้างความลำบากให้กับบุตรของอนุ เรื่องจะ
เลวร้ายได้ถึงขั้นไหน”
หลัวอี๋เหลียนรู้สึกว่าสายตาของอี๋หนิงประดุจมีด
อันเย็นเยียบ เปียมด้วยความไม่แยแสอย่างหนัก
หน่วง นี่ไม่เหมือนกับแววตาของเด็กน้อยสักนิด
นางอดก้าวถอยหลังก้าวหนึ่งไม่ได้ ริมฝีปากขยับ
เบา ๆ “อี๋หนิง…”
“หากครรภ์นี้ของท่านแม่เป็นอะไรไป” อี๋หนิง
กล่าวเสียงบางเบา “ชีวิตอันสงบสุขในตระกูล
หลัวของพวกเจ้าก็ถึงคราสิ้นสุดแล้ว”
นางก้าวเดินเข้าใปในห้องด้านใน
หลังจากนั้นไม่นาน หลัวเซิ่นหย่วนก็พาบ่าวรับใช้
มาถึง เขาเดินเอามือไพล่หลัง ตรงเข้าไปในห้อง
โถงกลาง สีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา
เมื่อหลัวเฉิงจางเห็นบุตรชายคนโตของอนุมาถึง สี
หน้าก็ยิ่งหนักอึ้งจนคล้ายจะเค้นออกมาเป็น
หยดนํ้าได้ เขาอดโพล่งออกมาไม่ได้ “เซิ่นหย่วน
…”
หลัวเซิ่นหย่วนให้ท่านหมอที่อยู่ด้านหลังรีบเข้าไป
ในห้องด้านใน เขาเห็นอี๋หนิงแล้ว นางกำลังยืนอยู่
ที่ประตูด้านข้าง ชะโงกศีรษะมองเข้าไปด้านใน
เผยใบหน้าด้านข้างที่สงบนิ่งและลำคอระหง เดิม
เขายังหลงนึกว่านางจะลนลานตื่นตระหนก ทว่า
นางกลับนิ่งสงบอย่างยิ่ง มีเพียงนิ้วเรียวยาวที่
ขยุ้มชายแขนเสื้อไว้ แสดงให้เห็นว่าในใจกำลังตึง
เครียด
อี๋หนิงชอบหลินไห่หรูเพียงใด เขาไม่สามารถ
ตระหนักชัดได้มากไปกว่านี้
สีหน้าในยามนี้ของอี๋หนิงเป็นสีหน้าที่เขาไม่เคย
ประสบพบเห็นมาก่อนคล้ายกับนางพยายามเติบ
ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากเขาแล้ว
“อี๋หนิง…” เขาเรียกเสียงตํ่า
หลัวอี๋หนิงหันกลับมาก็พบว่าหลัวเซิ่นหย่วนมาถึง
แล้ว มือยิ่งกำแน่นความรู้สึกแสบร้อนที่ปลาย
จมูกจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง
นางพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ในชาติที่แล้วแม่เลี้ยง
ของนางให้กำเนิดน้องสาวที่รักการร้องไห้อย่าง
ยิ่งยวดคนหนึ่ง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะโผเข้าสู่อ้อม
กอดของแม่เลี้ยง รํ่าไห้อยู่รํ่าไป แม้จะออกเรือน
แล้วก็ไม่เปลี่ยนนิสัยยามนั้นนางเกลี้ยกล่อมแม่
เลี้ยง ‘…ตอนนี้หยวนเจี่ยเอ๋อร์เป็นสตรีที่ออก
เรือนไปแล้ว หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้คงไม่ดีนัก’
ทว่าแม่เลี้ยงกลับยิ้ม พูดกับนางว่า ‘ก็มีเพียงต่อ
หน้าแม่เท่านั้น นางถึงจะร้องไห้ ต่อหน้าผู้อื่นนาง
จะกล้าร้องออกมาได้อย่างไร ต่อหน้าสามี นางยัง
ไม่กล้าเลย’
ยามนั้นอี๋หนิงฟังแล้วก็ครุ่นคิดอยู่เงียบ ๆ ครู่หนึ่ง
ก่อนจะคลี่ยิ้ม ไม่พูดสิ่งใดอีก
ต่อมาเมื่อไตร่ตรองก็พบว่าเป็นไปตามหลักการนี้
จริง มีเพียงยามอยู่ต่อหน้าคนที่ตนไว้ใจพึ่งพาได้
เท่านั้น ถึงไม่ต้องทนเก็บกลั้นอารมณ์เจ็บชํ้านํ้าใจ
สามารถร้องไห้ครํ่าครวญออกมาได้ เพียงแต่ชาติ
ที่แล้วนางไม่เคยพบคนที่ทำให้รู้สึกพึ่งพาได้
เท่านั้น
ทว่าบัดนี้นางเชื่อมั่นในตัวหลัวเซิ่นหย่วนอย่างสุด
หัวใจ ไม่เพียงเพราะเขาเป็นว่าที่ท่านราช
เลขาธิการ แต่เขายังเป็นพี่ชายสามของนางด้วย
สายสัมพันธ์สถานะของพี่ชายใหญ่ไม่อาจ
เปลี่ยนแปลงได้ตราบนิรันดร์ หากความสัมพันธ์
ทางสายเลือดยังไม่ควรค่าแก่การเชื่อมั่น เช่นนั้น
จะมีสิ่งใดที่คู่ควรต่อความไว้เนื้อเชื่อใจอีก
อย่างไรนางก็ไม่ใช่เด็กน้อยจริง ๆ หากยังอาศัย
สถานะความเป็นเด็กน้อยมาเผชิญหน้ากับ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ย่อมเป็นการให้โอกาสคนชั้นตํ่า
เหล่านั้นเหยียบยํ่าศีรษะของนางกับหลินไห่หรู
อี๋หนิงจะลืมความยากลำบากของตนในชาติที่แล้ว
ได้อย่างไร ต่อไปหลัวเซิ่นหย่วนจะได้เข้าร่วมราช
สำนักขึ้นเป็นขุนนางผู้มีอำนาจ ช้าเร็วต้องได้
ต่อกรกับลู่เจียเสวีย
ตระกูลหลัวไม่อาจสงบสุขได้ตลอดกาล ส่วนนาง
เองก็ต้องเติบใหญ่
หลัวเซิ่นหย่วนเดินมาหยุดอยู่ข้างกายนาง เขา
รับรู้ถึงความกังวลของอี๋หนิง จึงเอื้อมมือออกไป
กอบกุมมือเล็กของนางไว้ เอ่ยปลอบประโลม “มี
ข้าอยู่ ท่านแม่ไม่มีทางเป็นอะไร”
หลัวเซิ่นหย่วนปล่อยมือของอี๋หนิง ก่อนจะหันไป
มองหลัวเฉิงจาง
การหลงใหลอนุข่มเหงภรรยาเอกย่อมนำไปสู่
ความพินาศได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เฉียวอี๋เหนียงยังเป็นคนฉลาด เขาในฐานะบุรุษ
เดิมไม่ควรก้าวก่ายเรื่องของเรือนใน แต่บัดนี้เรื่อง
ใหญ่ได้อุบัติขึ้นแล้ว หากเขาจะยื่นมือเข้า
แทรกแซงย่อมไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอะไร
หลัวเซิ่นหย่วนพูดกับหลัวเฉิงจาง “ท่านพ่อ เรื่อง
มาถึงขั้นนี้ เกรงว่าข้าคงต้องกล่าวสักประโยค”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้
เฉียวอี๋เหนียงเลี้ยงดูเซวียนเกอร์ได้อีก หากเขาถูก
เลี้ยงดูเช่นนี้ไปอีกสองสามปีคงต้องเสียผู้เสียคน
เป็นแน่”
เมื่อเฉียวอี๋เหนียงได้ยิน กระบอกตาก็พลันแดง
เรื่อ ขณะที่อยากจะพูดสิ่งใด หลัวเซิ่นหย่วนก็มอง
นางด้วยสายตาเรียบเฉย
สีหน้าเย็นยะเยือกที่หลัวเซิ่นหย่วนแสดงออกมา
ช่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงนางอ้าปากพะงาบ ๆ ทำ
ได้เพียงฝืนกล่าว “ท่านพี่ ตั้งแต่เล็กเซวียนเกอร์ก็
ถูกเลี้ยงดูข้างกายอนุ…คำเหล่านั้นที่เขากล่าว
มิใช่อนุเป็นผู้สั่งสอน…ที่สำคัญฮูหยินกำลัง
ตั้งครรภ์ นางจะเลี้ยงดูเซวียนเกอร์ได้อย่างไร”
เมื่อหลัวเฉิงจางได้ยิน อารมณ์ก็ยิ่งพลุ่งพล่าน ชี้
เฉียวอี๋เหนียงพลางตวาด “เจ้าหุบปากเสีย! เขา
ยังเล็กถึงเพียงนี้จะเข้าใจหลักเหตุผลอันใดไม่ว่า
หลินไห่หรูจะตั้งครรภ์หรือไม่ ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้อง
เลี้ยงดูเซวียนเกอร์แล้ว!”
หลัวอี๋เหลียนเป็นคนที่เฉียวอี๋เหนียงเลี้ยงดูจนเติบ
ใหญ่ แล้วเลี้ยงออกมาเป็นอย่างไร หากเซวียน
เกอร์ถูกเลี้ยงดูจนเป็นเช่นเดียวกัน เกรงว่าคงเป็น
สิ่งที่น่าสะพรึงอย่างถึงที่สุด
อี๋หนิงเดินเข้ามา ยอบกายแล้วเอ่ย “ข้ามีข้อเสนอ
เจ้าค่ะ มิสู้ให้กัวอี๋เหนียงเป็นผู้ดูแลเซวียนเกอร์
กัวอี๋เหนียงมีอุปนิสัยอ่อนโยน สามารถบ่มเพาะเซ
วียนเกอร์ให้ดีได้ เรื่องในวันนี้เป็นความจริงที่เซ
วียนเกอร์กระทำเลยเถิดไป หากภายหน้าเติบโต
ขึ้นคงก่อกรรมทำชั่วเป็นวิสัย”
หากครรภ์ของหลินไห่หรูได้รับอันตรายเพราะเซ
วียนเกอร์ นางย่อมไม่ยินดีเห็นหน้าเซวียนเกอร์
อีก อี๋หนิงก็ยังไม่อยากเห็นเขา แม้จะรังเกียจ
เดียดฉันท์ ทว่าอย่างไรก็เป็นเด็กชายของตระกูล
หลัว ต่อให้ลงโทษเขาก็ต้องหาแหล่งพักพิงให้แก่
เขา
กัวอี๋เหนียงเป็นสาวใช้ที่ปรนนิบัติหลัวเฉิงจางมา
ตั้งแต่เด็ก กิริยามารยาทนุ่มนวลอ่อนโยนอย่างยิ่ง
ที่สำคัญหลัวเฉิงจางสามารถวางใจนางได้
เฉียวอี๋เหนียงใจสลายทันทีที่ได้ยิน ครํ่าครวญ
พลางดึงแขนเสื้อของหลัวเฉิงจาง “ท่านพี่! เซ
วียนเกอร์ไม่อาจไปจากอนุ! ล้วนเป็นความผิดของ
อนุท่านกล่าวโทษอนุก็พอ อย่าได้ถือโทษเซวียน
เกอร์ของอนุเลย…”
หลัวเฉิงจางหลับตาลง ให้บ่าวหญิงชราดึงตัวเฉียว
อี๋เหนียงออกไป
เฉียวอี๋เหนียงยิ่งครํ่าครวญเสียงหนักหน่วง อี๋หนิง
เอ่ยปากแกมยิ้มเหยียดหยัน “บุตรในครรภ์ของ
ท่านแม่ยังไม่รู้ชะตาแน่ชัด อี๋เหนียงสร้างความ
วุ่นวายเช่นนี้ หรือท่านไม่มีใจเคารพต่อนายหญิง”
เฉียวอี๋เหนียงมองหลัวอี๋หนิงอย่างตะลึงงัน หลัว
อี๋หนิงมองนางด้วยสายตาเย็นชา กล่าวเสียงแผ่ว
เบา “ลากตัวนางออกไป”
หลัวเฉิงจางไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เฉียวอี๋เหนียงจึงถูก
ลากออกไปเช่นนั้นการพรากเซวียนเกอร์ไปจาก
นางเปรียบเสมือนการแทงเข้าที่จุดตาย เสียงรํ่า
ไห้นั้น แม้ตัวนางจะไปถึงนอกเรือนก็ยังแว่วดังเข้า
มา
ยากนักที่หลัวเซิ่นหย่วนจะเห็นอี๋หนิงเด็ดขาด
เยี่ยงนี้ เห็นทีนางจะโมโหแล้วจริง ๆ
เขาพูดกับหลัวเฉิงจางต่อ “ท่านพ่อยังมองไม่
ชัดเจนอีกหรือขอรับ ท่านมักคิดอยู่เสมอว่าพวก
นางเป็นเพียงสตรี การโอนอ่อนนิดหน่อยจะเป็น
กระไรไป ทว่าบ่อเกิดแห่งหายนะก็เกิดจากการ
ปล่อยให้ปัญหาฝังลึกเช่นนี้ ปกติค่าใช้จ่ายของ
เฉียวอี๋เหนียงก็สูงเทียบเท่าท่านแม่ เกรงว่าจะ
ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เมื่อในบ้านไร้
กฎระเบียบย่อมไม่อาจเกิดเป็นรูปร่าง ท่านพ่อ
ต้องตรึกตรองให้ชัดแจ้ง”
หลัวเฉิงจางอับจนคำพูดเพราะคำกล่าวไม่กี่
ประโยคของบุตรชาย
เขาปล่อยให้เฉียวอี๋เหนียงทำตามอำเภอใจเพราะ
รักเอ็นดูนาง เขายิ่งไม่สนใจเรื่องราวบาดหมาง
เหล่านั้นของสตรี ทว่าเมื่อตรึกตรองให้ถี่ถ้วน การ
ตายของหมิงหลานก็มิใช่เกี่ยวข้องกับเฉียวอี๋
เหนียงหรอกหรือ บัดนี้อันตรายที่เกิดกับครรภ์
ของหลินไห่หรูก็เกิดจากการปล่อยปละละเลย
ของเขา! การที่เฉียวอี๋เหนียงสามารถวางตนเช่นนี้
ได้ มิใช่เพราะได้รับความโปรดปรานจากเขา
หรอกหรือ
“พ่อรู้แล้ว” หลัวเฉิงจางดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย
ขอบตาแดงเรื่อ เพราะเรื่องที่จู่โจมเข้ามาในวันนี้
ทำให้อารมณ์เขาดำดิ่ง ไม่เอ่ยปากปกปั้องเฉียวอี๋
เหนียงแม้เพียงสักประโยค
ท่านหมอก้าวออกมาจากห้องด้านใน ชิงชวี่ติด
ตามมาด้านหลังหลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้าไปหารือ
กับพวกเขา
อลหม่านวุ่นวายกันจนถึงกลางดึก แขกที่บ้าน
หลักถึงได้เริ่มทยอยกลับไปพักผ่อน เฉินซื่อเพิ่งรู้
ข่าวว่าบ้านรองเกิดเรื่อง นางเดินนำบ่าวหญิงชรา
เข้ามา หลินเม่า ฮูหยินกู้ และคนอื่น ๆ ติดตาม
อยู่ด้านหลัง แม้ปกติเฉินซื่อจะโต้คารมกับหลินไห่
หรูอยู่เป็นนิจ ทว่าในฐานะมารดาเหมือนกัน นาง
ย่อมตระหนักถึงความสำคัญของบุตร เมื่อได้ยิน
ว่าเซวียนเกอร์ผลักหลินไห่หรูนางก็รู้สึกโมโหยิ่ง
นัก
สิ่งที่นางขัดตามากที่สุดคือน้องรองโปรดปราน
เฉียวอี๋เหนียง ต่อให้จะโปรดปรานอี๋เหนียงจาก
ห้องข้างเพียงใดแล้วจะทำอะไรได้ เฉียวอี๋เหนียง
สามารถปีนไต่ขึ้นเป็นห้องหลักได้หรือ เฉินซื่อ
กับฮูหยินกู้ปรี่เข้าไปด้านในเพื่อดูอาการของหลิน
ไห่หรู ส่วนหลินเม่ากำลังจ้องไปที่หลัวเฉิงจาง
อย่างเย็นชา
เขาเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย็นยะเยือก “ท่านอาเขย ข้า
ไม่พูดคงไม่ได้ ตระกูลหลินของข้าเป็นครอบครัว
ปุถุชนธรรมดาเรียบง่าย ท่านอาหญิงเติบโตใน
ตระกูลหลิน ไม่รู้จักการวางเล่ห์กลอุบายใด ๆ
ทว่าอุปนิสัยของนางเยี่ยมยอดที่สุดบัดนี้เมื่อมาอยู่
ในตระกูลของพวกท่าน นางต้องทนอดกลั้นต่อ
ความชอกชํ้าต่าง ๆ นานาก็ช่างเถิด ทว่าท่าน
กลับปล่อยให้อนุกับบุตรมาทำร้ายนางได้ หาก
ท่านไม่ชอบนางก็ให้ท่านอาหญิงของข้าหย่าขาด
กับท่าน ปล่อยให้นางกลับไปอยู่ตระกูลหลินเถิด
ตระกูลหลินทุกคนจะเลี้ยงดูนางเช่นกูไหน่ไน
[1] เอง ไม่มีทางยอมให้ผู้ใดหน้าไหนมารังแก
นาง!”
อารมณ์ของหลินเม่าพลุ่งพล่านเพราะหลัวเฉิงจาง
นํ้าเสียงแข็งกร้าวเฉียบคม
หลัวเฉิงจางฟังเสียงความวุ่นวายและเสียงพูดคุย
ของเฉินซื่อภายในห้องด้านใน เขาไม่อาจโต้แย้ง
ได้แม้สักครึ่งคำ เขาทอดถอนใจยาว ถึงหลินเม่า
จะเป็นผู้เยาว์ ทว่าอย่างไรก็เป็นคนในครอบครัว
ของหลินไห่หรู เป็นเขาที่ผิดไปแล้ว
ขณะนั้นเอง ชิงชวี่ก็เดินออกมาจากในห้องอย่าง
รวดเร็ว ในที่สุดใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้ม นาง
กล่าวกับอี๋หนิง “คุณหนูเจ็ด ปั้อนยาให้ฮูหยินแล้ว
เจ้าค่ะ ยามนี้ถือว่าไม่มีอันตรายใดแล้ว! อาการ
ปวดบริเวณท้องน้อยของฮูหยินก็บรรเทาลงไม่
น้อยแล้ว…”
อี๋หนิงรุดเข้าไปด้านใน หลินไห่หรูนอนหนุนหมอน
ปักลายดอกไห่ถังสีแดงสด ใบหน้าซีดขาว เมื่ออี๋ห
นิงเข้ามาก็หันศีรษะมามอง อี๋หนิงเดินไปที่หน้า
เตียงของนาง คุกเข่าลง กุมมือของนางไว้พร้อม
กับพูดเสียงเบา “ท่านแม่ไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อหลินไห่หรูได้ยินก็ยิ้ม หยาดนํ้าตาร่วงรินเป็น
สาย นางสัมผัสหน้าท้องของตน อีกมือหนึ่งกุมมือ
ของอี๋หนิงแน่น
เด็กคนนี้…เป็นเพราะอี๋หนิงจึงรักษาไว้ได้
ต่อไปเมื่อเด็กถือกำเนิดออกมา นางจะต้องสอน
เขาให้ใกล้ชิดสนิทสนมกับพี่สาว ห้ามมีใจเป็นอื่น
ทุกคนในห้องต่างพากันโล่งใจ กระทั่งเฉินซื่อยัง
พูดกับหลินไห่หรูด้วยถ้อยคำอ่อนโยนอย่างที่น้อย
ครั้งจะเป็น “ข้าเห็นว่าเด็กคนนี้แข็งแกร่งนัก ต้อง
เป็นเด็กผู้ชายแน่นอน”
ในห้องด้านข้างฝังประจิม เมื่อหลัวเฉิงจางได้ยิน
ว่าเด็กปลอดภัยแล้วก็อยากเข้ามาดูอาการของ
หลินไห่หรู ทว่าเขากลับถูกบ่าวหญิงชราขวางไว้
นางเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเรียบเฉย “นายท่าน ฮูหยิ
นต้องพักผ่อน บ่าวว่าท่านค่อยมาพรุ่งนี้เถิดเจ้าค่ะ
หลีกเลี่ยงไม่ให้อารมณ์ของฮูหยินต้องขุ่นมัว
เพราะพบท่านอีก”
หลินเม่าเป็นบุรุษ ไม่อาจเข้าไปที่ห้องด้านใน เขา
จ้องหลัวเฉิงจางด้วยสายตาเย็นเยียบอยู่ด้านข้าง
ก่อนจะหมุนตัวจากไปอย่างไม่ไยดี
ก็แค่คนขี้แพ้ เขาคร้านจะชายตาแล
หลัวเซิ่นหย่วนก้าวเข้าไปต้อนรับท่านหมอเซียว
หมอชื่อดังแห่งเมืองเปั่าติ้ง ก่อนจะเดินออกไป
ด้านนอกพร้อมเขา ท่านหมอเซียวกล่าวว่า “ข้า
สั่งเทียบยาให้ท่านแม่ของท่านแล้ว ให้ต้มดื่มวัน
ละสองครั้งก็พอ”
หลัวเซิ่นหย่วนให้บ่าวรับใช้มอบเงินค่ารักษาให้
ท่านหมอเซียว “ครั้งนี้ไม่ได้ต้อนรับท่านหมอให้ดี
วันหลังค่อยเชิญท่านหมอมาดื่มสุรา”
ท่านหมอเซียวยิ้มพลางโบกมือ “ท่านเป็นศิษย์
ของอาจารย์เสวียนค่งไม่ต้องเกรงใจไป”
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนได้ยินก็ยิ้ม เอ่ยถามท่านหมอ
เซียว “ชิงชวี่ สาวใช้ที่ติดตามข้างกายน้องสาวข้า
ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
“เป็นยอดฝีมือที่ได้รับการสอนสั่งมาเป็นอย่างดี
ทว่ายังต้องเพาะบ่มอีกหน่อย” ท่านหมอกล่าว
“ไม่รู้เหตุใดจึงมาเป็นสาวใช้ในจวน”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่ได้ตอบ ท่านหมอเองก็ไม่ได้
ซักไซ้ ผู้ดูแลส่งเขาออกจากเรือน หลัวเซิ่นหย่วน
เดินกลับเข้ามา เห็นบ่าวรับใช้ยืนรอรับคำสั่งอยู่ใต้
ชายคาก็ถามเสียงราบเรียบ “คุณชายสี่เล่า”
“คุณหนูเจ็ดลงโทษให้คุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพบุรุษ
ขอรับ คุณชายสี่ไม่ยอมคุกเข่า บ่าวหญิงชราของ
คุณหนูเจ็ดจึงกดบ่าเขา บังคับให้เขาคุกเข่าท่าน
จะให้เอาตัวเขามาหรือไม่ขอรับ”
นํ้าเสียงของหลัวเซิ่นหย่วนไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง
“ไม่ต้อง ให้เขาคุกเข่าต่อไป”
เขาเดินเข้าไปในห้อง เรือนร่างดุจต้นสนแผ่กลิ่น
อายสงบนิ่งนุ่มนวล…และเหี้ยมโหด
——————–
[1] กูไหน่ไน ใช้เรียกสตรีในครอบครัวที่ออกเรือน
ไปแล้ว