พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ! - บทที่ 71(Rewrite)
ความคิดแรกของเฉียวอี๋เหนียง คือนางต้องรีบ
บอกเรื่องนี้กับหลัวเฉิงจาง
ทว่าเมื่อครุ่นคิดแล้ว นางก็ใจเย็นลง
ก่อนอื่น หากนางบอกกล่าวเรื่องนี้กับหลัวเฉิงจาง
หลัวเฉิงจางจะทำอย่างไร
เขาย่อมโกรธจัด จากนั้นก็เพิกเฉยหลัวอี๋หนิง
หรือกระทั่งสั่งให้นางย้ายออกจากตระกูลหลัว แต่
เขาจะยอมรับว่าหลัวอี๋หนิงเป็นลูกของชายชู้
หรือไม่
ใจของเฉียวอี๋เหนียงค่อย ๆ สงบลง หลัวเฉิงจาง
ไม่มีทางยอมรับแน่เขาไม่มีทางให้เรื่องแพร่งพราย
ออกไป แม้จะกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นการทำลาย
ชื่อเสียงของกู้หมิงหลาน แต่นั่นจะไม่เป็นการทำ
ให้เขาต้องอับอายด้วยหรอกหรือ ให้ผู้อื่นเอาเรื่อง
นี้มาเป็นจุดอ่อนใช้ทำร้ายคนตระกูลหลัว เรื่องนี้
ไม่ได้กระทบแค่หลัวอี๋หนิงเท่านั้น แต่จะกระทบ
ไปถึงหลัวอี๋ฮุ่ยซึ่งอยู่ที่เมืองหลวง ยิ่งไปกว่านั้นยัง
กระทบถึงชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลหลัวอีกด้วย
แต่ด้วยอุปนิสัยของหลัวเฉิงจาง หากจะให้เขาจำ
ทน นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีบุรุษคนใดทนอด
กลั้นได้
ที่นางสามารถทำได้คือจุดชนวนให้หลัวเฉิงจาง
บังเกิดความรังเกียจเดียดฉันท์ต่อหลัวอี๋หนิง ยิ่ง
หยั่งลึกเท่าไรก็ยิ่งดี ลึกจนหลัวเฉิงจางไม่อยาก
เห็นหลัวอี๋หนิงปรากฏตัวเบื้องหน้าเขาอีกต่อไป
เฉียวอี๋เหนียงจิบนํ้าอึกหนึ่ง ในที่สุดก็เรียบ
เรียงความคิดออกมาได้กระจ่างชัด
เรื่องพรรค์นี้ยิ่งลงมือเร็วยิ่งดี หากช้าไปอาจเกิด
ปัญหาอื่นแทรกเข้ามาในจวนยังมีหลัวเซิ่นหย่วน
เจ้าเด็กหลัวอี๋หนิงนั่นก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดนํ้ามัน
[1]จะทำให้พวกเขาไหวตัวไม่ได้
หลัวอี๋เหลียนเพิ่งรู้เรื่องราวทั้งหมด นางเองก็ตก
ตะลึง บนโลกนี้ไม่ว่าเรื่องใดก็สามารถเป็นไปได้
หลัวอี๋หนิงไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของท่านพ่อ แต่เป็นเด็ก
ที่กู้หมิงหลานกับองครักษ์ชั้นตํ่าคนหนึ่งให้กำเนิด
ออกมา! หากไม่ใช่เพราะท่านแม่พิสูจน์ยืนยันแล้ว
อย่างไรนางก็ไม่มีวันเชื่อ! ไม่นานนางก็ตระหนัก
ได้ว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้คือตัวนางเอง
เรื่องนี้คล้ายจะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใดทั้งนั้น มี
เพียงนางผู้เดียวที่กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องดี หากไร้ซึ่ง
หลัวอี๋หนิง นางก็จะเป็นคุณหนูเพียงคนเดียวใน
บ้านรอง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลัวอี๋เหลียนกลับบังเกิด
ความเห็นใจหลัวอี๋หนิงขึ้นมา คุณหนูสายตรงต้อง
มาตกอับกะทันหัน ไม่รู้ว่านางจะแบกรับไหวได้
อย่างไร
เฉียวอี๋เหนียงมองเครื่องเรือนวิจิตรหรูหราภายใน
ห้อง เอ่ยถามบุตรสาว“พรุ่งนี้เป็นเทศกาลเสื้อกัน
หนาว[2] ใช่หรือไม่”
หลัวอี๋เหลียนมองนาง “ท่านแม่…วางแผนไว้
อย่างไรหรือเจ้าคะ”
เฉียวอี๋เหนียงโคลงศีรษะ ยิ้มพลางเอ่ย “ไม่ต้อง
วางแผนอะไร เรื่องนี้ไม่ต้องให้พวกเราวางแผน
แม่แค่จะพาคนไปวางไว้เบื้องหน้าท่านพ่อเจ้า
เพียงเท่านี้หลัวอี๋หนิงก็ไม่อาจพลิกกายฟืนกลับมา
ได้แล้ว”
“ก็แค่งานเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลเสื้อกัน
หนาว” เฉียวอี๋เหนียงกล่าวเสียงแผ่วเบา
จนถึงยามพลบคํ่า หลัวเซิ่นหย่วนถึงได้พบบ่าวคน
นั้นที่ห้องหนังสือ
เขาเดินเข้ามาในห้องหนังสือของหลัวเซิ่นหย่วน
อย่างเร่งรีบ สีหน้าเคร่งขรึม หลัวเซิ่นหย่วนสั่งให้
ทุกคนออกไป ก่อนจะให้เขาค่อย ๆ พูดออกมา
บ่าวคนนั้นกล่าว “ข้าน้อยไปสืบได้ความชัดเจน
แล้วขอรับ คนผู้นั้นเป็นภรรยาของคนงานคนหนึ่ง
ในร้านค้าของเฉียวอี๋เหนียง กำลังปั่วยหนักเรื่องนี้
ไม่พบพิรุธอะไร เดิมนางเป็นคนเมืองเปั่าติ้ง
ภายหลังแต่งไปยังเมืองจิงโจว หลายปีก่อนได้
ติดตามคนงานคนนั้นกลับมาที่เมืองเปั่าติ้ง ได้ยิน
ว่าคนงานคนนั้นขโมยเงินในร้านค้าของเฉียวอี๋
เหนียงเพื่อเอามารักษาอาการปั่วยให้นาง เดิมที
เกือบจะโดนเฉียวอี๋เหนียงสั่งโบยจนพิการ แต่ไม่รู้
เพราะเหตุผลกลใด ต่อมาเฉียวอี๋เหนียงจึงปล่อย
เขาไป ไม่เอาเรื่องเอาความกับครอบครัวนางสัก
นิด ที่สำคัญเฉียวอี๋เหนียงยังช่วยจัดการเรื่องใน
บ้าน…”
หลัวเซิ่นหย่วนนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือจับที่วางแขน
แน่นโดยไม่รู้ตัว “มีเพียงเท่านี้หรือ”
บ่าวคนนั้นผงกศีรษะ “คนในละแวกนั้นไม่ได้สนิท
สนมกับพวกเขาข้าน้อยจึงสืบไม่ได้เรื่องสักเท่าไร
ขอรับ”
ปลายนิ้วของหลัวเซิ่นหย่วนพลันชะงัก ถามอีกว่า
“ฝังเฉียวอี๋เหนียงมีการเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่”
บ่าวคนนั้นส่ายศีรษะ “ไม่มีการเคลื่อนไหวขอรับ
หลังจากคนผู้นั้นเข้าไปที่เรือนของเฉียวอี๋เหนียง
แล้วก็ไม่เห็นถูกส่งออกมา เฉียวอี๋เหนียงเป็น
เหมือนปกติ อยู่ในเรือนทำรองเท้าให้คุณชายสี่
ขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนมองท้องฟั้าที่มืดมิดนอกหน้าต่าง
กำลังขบคิดว่าเฉียวอี๋เหนียงจะทำสิ่งใด
บางสิ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวพันเพราะไม่มีจุดเชื่อมโยง
แต่เมื่อตรึกตรองให้ถี่ถ้วน ทุกสรรพสิ่งย่อม
สัมพันธ์กัน เฉียวอี๋เหนียงพาคนปั่วยคนหนึ่งเข้า
มาในจวน คนผู้นั้นต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับนาง
เพียงแต่เขายังไม่รู้เท่านั้น
“อย่าได้ชักช้า ส่งคนออกไปสืบเพิ่ม” หลัวเซิ่นหย่
วนกล่าวเสียงราบเรียบ “ที่ร้านค้าของเฉียวอี๋
เหนียงก็อย่าได้ปล่อยผ่าน พรุ่งนี้มาพบข้าตั้งแต่
เช้าตรู่อีกครั้ง”
บ่าวคนนั้นรับคำแล้วถอยออกไป
ราตรีนี้วายุโหมกระหนํ่า พัดจนต้นไม้ริมบันได
หน้าเรือนหักโค่น วันรุ่งขึ้น เมื่ออี๋หนิงตื่นขึ้นมาก็
พบว่าต้นไม้ต้นนั้นหักโค่นทับบันได วันนี้เป็น
เทศกาลเสื้อกันหนาว ช่วงบ่ายต้องไปเซ่นไหว้
บรรพบุรุษ อี๋หนิงสวมชุดเรียบง่ายไปที่เรือนของ
หลินไห่หรู หลัวเฉิงจางกำลังกินอาหารเช้ากับ
หลินไห่หรู
เขากำลังกินโจ๊กโดยมีเฉียวอี๋เหนียงยืนอยู่ข้างกาย
คอยปรนนิบัติ
เมื่อหลัวเฉิงจางเห็นนางมาก็เงยหน้าขึ้น “เมื่อคืน
ลมแรง ได้ยินว่าที่เรือนของเจ้ามีต้นไม้หักโค่น มี
อะไรเสียหายหรือไม่”
อี๋หนิงนั่งลง สาวใช้รีบยกโจ๊กรังนกเข้ามาให้นาง
ไม่รู้เพราะเหตุใดสายตาของเฉียวอี๋เหนียงถึงมอง
ถ้วยโจ๊กรังนกนั่นของอี๋หนิง ข้อมือที่กำลังจับถ้วย
สวมกำไลหยกเนื้อนํ้าแข็งคู่หนึ่ง อาภรณ์ที่อี๋หนิง
สวม ปกติล้วนตัดเย็บจากผ้าเค่อซือหรือผ้าไหม
หังโจว นางถูกฟูมฟักจนนุ่มนิ่มอิ่มนํ้าใบหน้ารูปไข่
นั่นราวกับจะบีบนํ้าออกมาได้
มุมปากของเฉียวอี๋เหนียงพลันปรากฏรอยยิ้มจาง
ๆ
อี๋หนิงพบว่าเฉียวอี๋เหนียงจับจ้องนางอยู่อย่างไม่
ละสายตา นางย่อมตระหนักดีว่าต้องไม่ใช่เพราะ
เฉียวอี๋เหนียงชอบนางแน่ อี๋หนิงเอ่ย “ไม่มีอะไร
เจ้าค่ะ แค่บันไดถูกต้นไม้พาดทับไว้เท่านั้น”
จากนั้นก็เป็นการหารือเรื่องการเซ่นไหว้บรรพ
บุรุษ ช่วงบ่ายต้องไปที่ศาลบรรพบุรุษเพื่อจุดธูป
คนบ้านรองทยอยมากันครบแล้ว หลัวเฉิงจางนำ
เด็กจากบ้านรองเข้าไปในศาลบรรพบุรุษ กราบ
เซ่นไหว้บรรพบุรุษ เผาเสื้อกันหนาวพร้อมกัน อี๋ห
นิงมองปั้ายวิญญาณของท่านย่า ท่านย่าจากไป
เป็นเวลาสามปีแล้ว ยามไร้ท่านย่าข้างกาย แม้
นางใช้ชีวิตตัวคนเดียวก็ไม่ได้ทำให้ท่านย่าต้อง
ผิดหวัง ทว่าเมื่อนึกถึงความรักเอ็นดูของฮูหยินผู้
เฒ่าที่มีต่อตนขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หัวใจอี๋หนิงก็ยัง
เจ็บปวดอยู่ลึก ๆ นางไม่มีทางลืมภาพการตาย
ของท่านย่า
หลัวเฉิงจางยืนอยู่หน้าปั้ายวิญญาณของมารดา
อดรู้สึกเศร้าสลดไม่ได้เขามองอี๋หนิงปักธูปให้ฮู
หยินผู้เฒ่าหลัว คิดถึงยามที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังมีชีวิต
ท่านรักเอ็นดูอี๋หนิงประดุจแก้วตาดวงใจ เด็กคนนี้
ยังคงจดจำความดีของท่านย่าได้ เขาเรียกอี๋หนิง
มาอยู่ข้างกาย สั่งกำชับนางอย่างละเอียด
เฉียวอี๋เหนียงยืนมองอยู่อีกด้าน ยิ้มเหยียดหยัน
เล็กน้อย เดิมเป็นภาพที่เห็นจนคุ้นตา แต่เมื่อนาง
รู้ว่าหลัวอี๋หนิงเป็นเพียงดวงตาปลาที่เอามาปลอม
แปลงเป็นไข่มุก[3] นางจะอดกลั้นได้อย่างไร หลัว
อี๋หนิงไม่คู่ควรกับสิ่งเหล่านี้ หลัวเฉิงจางก็ไม่ควรดี
ต่อนางถึงเพียงนี้ อี๋หนิงเป็นแค่ลูกขององครักษ์
คนหนึ่ง ตํ่าต้อยเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
เฉียวอี๋เหนียงกลับมาที่เรือน เรียกคนเข้ามาหาม
จางซื่อ
หลังจากหลัวเซิ่นหย่วนจุดธูปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
เสร็จก็เรียกอี๋หนิงมาไถ่ถามเรื่องต้นไม้ที่เรือนของ
นาง
อี๋หนิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เห็นทีทุกคนจะ
รู้เรื่องที่ในเรือนของนางมีต้นไม้หักโค่นแล้ว นาง
กล่าวกับหลัวเซิ่นหย่วน “ข้าเห็นวันนี้เฉียวอี๋
เหนียงแปลกพิกลนัก พี่ชายสาม ท่านว่าคนที่นาง
เชิญเข้ามาในจวนเมื่อวานเป็นผู้ใดกันแน่”
หลัวเซิ่นหย่วนส่ายศีรษะ “เพียงรู้ว่าเป็นคนใน
ร้านค้าของนาง”
อี๋หนิงขมวดคิ้ว นางหันกลับไปมองปั้ายวิญญาณ
ของท่านย่า ตั้งแต่เห็นต้นไม้ที่หน้าเรือนต้นนั้น
โค่นหักลงก็มักรู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ เดิมนางหลง
นึกว่าเฉียวอี๋เหนียงมีสิ่งใดผิดแปลกไป ทว่าในเมื่อ
หลัวเซิ่นหย่วนยังไม่ค้นพบก็ไม่ควรมีสิ่งใดผิดปกติ
แต่ไหนแต่ไรมาอี๋หนิงรู้สึกว่าลางสังหรณ์ของตน
แม่นยำมาโดยตลอดเช่นก่อนที่นางจะตกเขาหนึ่ง
วัน หนังตาข้างขวาของนางกระตุกไม่หยุด ทว่า
ลางสังหรณ์ก็ไม่อาจบ่งบอกถึงสิ่งใด
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนกลับมาถึงเรือนเฟิงเซี่ย
ถัง บ่าวคนนั้นก็มารออยู่ที่ประตูด้านนอกแล้ว
เมื่อเห็นเขาก็รีบคารวะทันที “ข้าน้อยพอสืบได้
ความบางอย่างแล้วขอรับ ถึงได้รีบกลับมา
รายงานท่าน”
หลัวเซิ่นหย่วนรับนํ้าชาจากสาวใช้มาดื่ม ส่ง
สัญญาณให้เขาพูดต่อไป
บ่าวคนนั้นชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “ข้าน้อย
สืบได้ความมาว่า คนผู้นั้นมีนามว่าจางซื่อ เคย
ปรนนิบัติอดีตฮูหยินรองของพวกเรามาก่อน”
ที่แท้ก็เคยปรนนิบัติกู้หมิงหลาน
หลัวเซิ่นหย่วนวางถ้วยนํ้าชาลง ถอดเสื้อคลุมออก
แล้วยื่นให้สาวใช้จากนั้นก็นั่งลงแล้วเอ่ยถาม
“ปรนนิบัตินานเพียงใด”
“ได้ยินว่านานอยู่ขอรับ เดิมเป็นสาวใช้ที่ถือว่ามี
หน้ามีตา ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
หลัวเซิ่นหย่วนไม่กล่าวสิ่งใดอยู่สักพัก เขาพลัน
นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครึ่งปีก่อน ตอนที่ตนไปพบ
เจิ้งมามาที่เจินติ้ง
ก่อนฮูหยินผู้เฒ่าหลัวสิ้นใจได้พูดกับเขาว่าอี๋หนิง
ไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลหลัว ความลับนี้ย่อมมี
เพียงสาวใช้บ่าวหญิงชราข้างกายเท่านั้นที่ล่วงรู้
เพื่อความปลอดภัยและการปิดบังสถานะของอี๋ห
นิง หลัวเซิ่นหย่วนจึงเดินทางไปหาเจิ้งมามาเพื่อ
สืบถามเรื่องราวในปีนั้น หากมีจุดรั่วไหลตรงที่ใด
เขาจะได้แก้ไขปิดบังได้ทันกาล
คราแรกเจิ้งมามาไม่ยอมพบเขา กระทั่งเขา
กล่าวถึงเจตนาในการมาอย่างกระจ่างชัด เจิ้งมา
มาถึงได้เล่าเรื่องราวในปีนั้นให้เขาฟังจนหมดสิ้นที่
สำคัญยังพูดกับเขาว่า ‘…พวกบ่าวทุกคนล้วน
ตระหนักถึงหลักการรู้มากย่อมพลั้งปากได้ง่าย
มนุษย์ย่อมมีโอกาสที่จะพลั้งปากเปิดเผยความลับ
ทันทีที่มีผู้ใดปริปาก เรื่องนี้ก็จะประหนึ่งลูกหิมะที่
กลิ้งไปไม่มีวันหยุด ดังนั้นผู้ที่รู้เรื่องนี้จึงพากันไป
จากตระกูลหลัว บ่าวกับสาวใช้ใหญ่ที่ปรนนิบัติฮู
หยินไม่กล้ากระทั่งจะอาศัยอยู่ในเปั่าติ้งอีกต่อไป
บ่าวกลับมายังเจินติ้ง มีบางคนแต่งไปยังทงโจว
จิงโจว ไม่อาจอาศัยอยู่ที่เปั่าติ้งอีก’
หลัวเซิ่นหย่วนพลันเข้าใจในบัดดล
“เจ้ากล่าวว่านางมาจากจิงโจวหรือ” หลัวเซิ่นหย่
วนถาม
บ่าวคนนั้นผงกศีรษะ หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นโดย
พลัน สีหน้ามืดทะมึน
คนผู้นั้นเคยปรนนิบัติกู้หมิงหลานมาก่อน
ภายหลังแต่งไปยังจิงโจวน่าจะเป็นหนึ่งในคนที่รู้
เรื่องราวภายใน หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด เกรงว่า
คนผู้นี้คงจะบอกเล่าเรื่องราวในปีนั้นให้เฉียวอี๋
เหนียงฟังจนหมดสิ้นแล้วเรื่องที่อี๋หนิงไม่ใช่
บุตรสาวแท้ ๆ ของหลัวเฉิงจาง เฉียวอี๋เหนียงคงรู้
แล้ว นางไม่เพียงรู้เท่านั้น แต่ยังเก็บตัวคนไว้ด้วย
นางมีจุดประสงค์อะไรคงไม่ต้องกล่าวให้มาก
ความแล้ว
มีเพียงเช่นนี้ถึงจะอธิบายเรื่องราวทุกอย่างได้
ชัดเจน
เฉียวอี๋เหนียงรู้แล้ว! หลัวเซิ่นหย่วนทอดถอนใจ
หลับตาลง เรื่องนี้ไม่อาจปล่อยให้แพร่งพราย
ออกไป เขาไม่มีทางยอมให้อี๋หนิงต้องแบกรับข้อ
ครหาว่าเป็นลูกของชายชู้แน่นอน
แต่ในเมื่อเฉียวอี๋เหนียงรู้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรนางก็
ต้องเปิดโปงออกมานอกเสียจากจะสังหารนาง
มีเพียงคนตายเท่านั้นที่พูดไม่ได้
ทว่าเฉียวอี๋เหนียงไม่ใช่อนุธรรมดา ที่สำคัญคือ
เมื่อเฉียวอี๋เหนียงรู้สาวใช้ในเรือนของนางจะไม่รู้
หรือ บางทีนางอาจบอกหลัวอี๋เหลียนแล้ว เขาไม่
มีทางจัดการเก็บกวาดคนเหล่านี้ได้หมด
หากทำไม่ได้จริง ๆ เช่นนั้นก็มีเพียงต้องเอาหลัว
เซวียนหย่วนมาข่มขู่นาง
หลัวเซิ่นหย่วนลืมตาขึ้นโดยพลัน เพื่อปั้องกัน
ไม่ให้เรื่องราวยืดเยื้อเฉียวอี๋เหนียงต้องไปหา
หลัวเฉิงจางโดยเร็วที่สุดแน่นอน เขารีบออกคำสั่ง
“ให้คนไปที่เจินติ้ง ไปเชิญเจิ้งมามามาโดยเร็ว
ที่สุด บอกว่าอี๋หนิงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
แล้ว” เขาหันไปมองสาวใช้ด้านหลัง ก่อนจะเรียก
เข้ามาคนหนึ่ง “ไปเชิญคุณหนูเจ็ดมาที่เรือนข้า
ไม่ว่าผู้ใดมาหานางก็ห้ามให้นางก้าวเท้าออกจาก
เรือนแม้แต่ก้าวเดียว”
เขารับเสื้อคลุมจากสาวใช้ เขาต้องไปที่เรือนของ
หลัวเฉิงจางโดยเร็วที่สุด
หากคาดการณ์ไม่ผิด บัดนี้เฉียวอี๋เหนียงน่าจะไป
ที่เรือนของหลัว-เฉิงจางแล้ว
——————–
[1] ไม่ใช่ตะเกียงขาดนํ้ามัน หมายถึง คนที่
จัดการได้ไม่ง่าย มีกำลังโต้ตอบ
[2] เทศกาลเสื้อกันหนาว เป็นวันที่คนจีนจะเผา
เสื้อผ้า เผาเงิน เผากระดาษเงินกระดาษทองไป
ให้บรรพบุรุษ คนในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้ว
เพื่อให้ใช้ในโลกหลังความตายในช่วงฤดูหนาว
[3] ดวงตาปลาที่ปลอมแปลงเป็น
ไข่มุก หมายถึง นำของปลอมมาหลอกลวงว่าเป็น
ของจริง