ภารกิจขโมยใจ ผจญภัยต่างโลก - ตอนที่ 10 สามสามี สี่ผู้รับใช้ (10)
สวนดอกไม้ในพระราชวัง
ซูม่านสวมชุดสีดำลายมังกร นั่งเงียบๆ ในศาลามุมหนึ่งของสวนดอกไม้ ฟังเสียงพิณที่พลิ้วไหวอย่างเป็นธรรมชาติของเย่ว์ชิง โดยมีหลิ่วลั่วในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงิน นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ นาง
“ฝ่าบาท”
ขณะฉือเสวี่ยยวนเดินเข้ามา ก็เห็นฉากแสดงความรักและสามัคคีของคนทั้งสาม ซึ่งนางก็คุ้นเคยกับฉากนี้มานาน
“เสวี่ยยวน เจ้ากลับมาแล้ว!”
พอเห็นร่างของเสวี่ยยวน ซูม่านก็รีบกะพริบตา แล้วยกมือโบก ให้ราชองครักษ์กับนางในที่อยู่ในศาลาถอยออกไปให้หมด
“เสนาบดีฉือ นั่งสิ”
พอหลิ่วลั่วเห็นฉือเสวี่ยยวนก้าวเข้ามา ก็ยิ้มน้อยๆ พลางผายมือเชิญ ฉือเสวี่ยยวนเองก็ผงกศีรษะเล็กน้อยให้เขา แล้วนั่งลงตรงข้ามกับซู่ม่าน
“เสวี่ยยวน อาการเสด็จพี่เป็นอย่างไรบ้าง”
พอถามถึงเรื่องซูหว่าน ซูม่านก็มีท่าทีจริงจังและระแวดระวังขึ้นมาทันที นางมักรู้สึกว่า สองสามวันมานี้ ท่าทีของเสด็จพี่ผิดปกติมาก จึงต้องป้องกันไว้ก่อน
“จางกงจู่ทรง…”
ฉือเสวี่ยยวนเหลือบมองเย่ว์ชิงที่กำลังดีดพิณอย่างลังเลใจ “จ่างกงจูดูไปแล้วป่วยไม่เบา แต่นางก็ยังฝากคำพูดมากับหม่อมฉัน อวยพรให้ฝ่าบาทกับคุณชายเย่ว์มีความสุข”
ผึง
เสียงพิณที่ดังอยู่อีกด้านพลันหยุดลง สายพิณขาด
“เย่ว์ชิง!”
ซูม่านพลันตกใจ ลุกขึ้นก้าวเข้าไปยืนข้างกายเย่ว์ชิง แล้วยกมือจับมือทั้งสองข้างของเขา “เจ้าไม่เป็นไรนะ บาดเจ็บหรือเปล่า เหตุใดเถึงไม่ระวังเช่นนี้”
“ข้าไม่เป็นไร ฝ่าบาทไม่ต้องตกใจ เพียงเสียดายพิณนี้…”
เย่ว์ชิงหลุบตาลงมองสายพิณเส้นที่ขาด ด้วยแววตาเสียดายอยู่บ้าง น้ำเสียงเสียใจกับการสูญเสีย
“เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เราสั่งคนให้ไปหาพิณที่ดีกว่านี้มาให้เจ้าได้”
ซูม่านลูบมือเย่ว์ชิง พลางยิ้มโอ๋เขา
นางในฐานะจักรพรรดินีแห่งยุค ย่อมสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดทั้งหมดให้กับผู้ชายของตนเอง
หลิ่วลั่วที่อยู่อีกด้านยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตาใสๆ จ้องมองมือของซูม่านกับเย่ว์ชิง แต่สุดท้ายก็ยังคงหันสายตาตนเองคืนกลับอย่างไร้ร่องรอย
พอซูม่านปลอบเย่ว์ชิงเสร็จ ค่อยหันกายเดินกลับมายืนข้างฉือเสวี่ยยวนอีกครั้ง “เสวี่ยยวน เจ้ารู้สึกว่าคำพูดของเสด็จพี่มีกี่ส่วนจริง กี่ส่วนเท็จ”
“จ่างกงจู่เจ้าเล่ห์เสมอมา ต่อให้นางยอมทำเพื่อผู้ชายคนหนึ่ง…อืม ข้ากำลังจะพูดว่า ต่อให้นางหมกมุ่นอยู่กับความรักจริงๆ นางก็ไม่มีทางละทิ้งความทะเยอทะยานในหลายปีที่ผ่านมาของตนเองไปได้ ฝ่าบาท ทรงป้องกันไว้ก่อนเป็นดี”
พอได้ยินคำพูดของเสวี่ยยวน ซูม่านก็พยักหน้า “เย่ว์ชิง”
นางหันไปมองเย่ว์ชิงที่อยู่ข้างกายอย่างอ่อนโยนและจริงใจ “ตอนนี้เรื่องของเสด็จพี่เป็นที่โจษขานไปทั่วทั้งเมืองหลวง เกรงว่าระยะนี้เรายังไม่สามารถแต่งเจ้าเข้าวังได้ เจ้าไม่โกรธเรานะ”
“จะโกรธได้อย่างไรกัน”
เย่ว์ชิงก้มหน้าลง “เย่ว์ชิงเป็นคนของฝ่าบาท ฝ่าบาทย่อมมาเป็นอันดับแรกของทุกสิ่งอย่าง”
“อืม เรารู้ว่าเจ้าเอาใจใส่และรู้ใจเราที่สุด”
พอได้ยินคำตอบของเย่ว์ชิง ซูม่านก็อารมณ์ดีขึ้นทันที “เสวี่ยยวน ใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว เจ้าอยู่ทานข้าวเป็นเพื่อนเราด้วยกันสิ พอดีเราอยากหารือกับเจ้าเรื่องสกุลเฟิงหน่อย”
“สกุลเฟิง?”
เมื่อได้ยินซูม่านพูดถึงสกุลเฟิง ฉือเสวี่ยยวนก็อึ้ง “ฝ่าบาท หรือทรงคิดจะ…”
“หลังจากเฟิงอู๋ซวงเสียชีวิต เฟิงฮูหยินก็มีอคติกับเรามาตลอด ส่วนเฟิงอู๋เฉิน…เราไม่กล้าหลับหูหลับตาเชื่อใจเขาจริงๆ แต่ถ้าเสวี่ยยวนเจ้ายอมแต่งเขาเข้าบ้าน ต่อไปเขาย่อมทำงานให้เราด้วยความภักดี”
แต่งเฟิงอู๋เฉินเข้าบ้าน?
ฉือเสวี่ยยวนตะลึงงันชั่วขณะ นางมีความรู้สึกดีกับญาติผู้พี่จริง และญาติผู้พี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ชายไม่กี่คนที่เข้าตาฉือเสวี่ยยวนอย่างแท้จริง
แต่ญาติผู้พี่นั่นแข็งแกร่งกว่าผู้ชายทั่วไปมาก สำหรับลูกผู้ชายตัวจริงที่แข็งแกร่งเกินไปเช่นนี้ ภรรยาทั่วไปยากที่จะกำราบจริงๆ
พอเห็นฉือเสวี่ยยวนมีท่าทีลังเลใจ ซูม่านก็อดไม่ได้ที่จะจ้องนางนิ่งอย่างขึงขัง
“ทำไมล่ะเสวี่ยยวน หรือเจ้าดูแคลนเฟิงอู๋เฉิน แม้เขาไม่ใช่คนโดดเด่นแห่งยุค แต่ก็เป็นคนที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ นับเป็นคู่ที่เหมาะสมอันดับต้นๆ ในแคว้นหลวนเฟิ่งแล้ว”
“ญาติผู้พี่ย่อมเป็นคนที่ดีมาก เพียงแต่…หม่อมฉันยังไม่คิดที่จะมีครอบครัวเร็วเช่นนี้” ฉือเสวี่ยยวนลังเลอยู่สักพัก ค่อยตอบเสียงต่ำๆ ออกมา
“เจ้านี่นะ!”
เมื่อได้ยินคำตอบของนาง ซูม่านก็ยิ้มสดใส “เจ้าเป็นถึงเสนาบดีฝ่ายขวาที่สูงส่งแล้ว ตอนนี้เจ้าก็ควรใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ผลิดอกออกผลให้กับสกุลฉือเสียที ต่อไปเจ้าต้องมีลูกสาวหลายคนหน่อย เพิ่มจำนวนนักสู้หญิงให้กับแคว้นหลวนเฟิ่งเรา!”
“เพคะ”
สุดท้ายฉือเสวี่ยยวนก็ผงกศีรษะ หรือนางควรเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วจริงๆ และญาติผู้พี่เป็นตัวเลือกที่ดีสุด…
จวนกงจู่
วันนี้ตลอดทั้งวัน มีคนมาเยี่ยมเยียนคนป่วยไม่ขาดสาย ไม่ทันไรฟ้าก็มืดแล้ว จวนกงจู่จึงเตรียมปิดประตูขอบคุณแขก แต่ก็ยังมีแขกที่มาโดยมิได้บอกกล่าว
“ฝ่าบาท เสนาบดีหลิ่วมาเพคะ”
“หลิ่วเสวียน?”
พอได้ยินเสียงปี้ลั่ว ซูหว่านยังไม่ทันตอบ ซูรุ่ยที่อยู่ด้านข้างก็โบกมือปฏิเสธอย่างไม่เกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อย “ไม่พบ ไม่พบ ส่งแขก!”
ปี้ลั่วนึกในใจ ‘ใต้เท้าเสนาบดีกลาโหม ท่านรู้สึกว่าจวนกงจู่เป็นบ้านสกุลเฟิงของพวกท่านไปแล้วหรือไร’
“ฝ่าบาท?”
ปี้ลั้วยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ รอฟังคำสั่งของซูหว่านต่อ
“ฟ้ามืดค่ำแล้ว บอกให้เสนาบดีหลิ่วกลับไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน”
“เพคะ”
พอได้รับคำสั่งของซูหว่าน ปี้ลั่วค่อยเชื่อฟังแล้วถอยออกไป
ส่วนซูรุ่ยที่อยู่ด้านข้างกลับอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก “พรุ่งนี้? พรุ่งนี้เจ้ายังจะพบเขาจริงหรือ”
“ทำไมไม่พบเล่า นี่เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของเราเชียว!”
“ภรรยา ผมจะบอกคุณว่า หลิ่วเสวียนคนนี้น่ะ ไม่ใช่ตัวดีอะไร คุณต้องระวังเขาหน่อย”
“อ้อๆ”
พอได้ยินคำพูดของแม่ทัพซู ซูหว่านก็ผงกศีรษะอย่างอดไม่ได้ “ฉันรู้ เขาคือลาสบอสใช่ไหม”
“ไม่ใช่แค่เป็นบอสตัวร้าย จริงๆ แล้วยังเป็นคนโรคจิตด้วย”
ซูรุ่ยได้รับเนื้อเรื่องใหม่จากสำนักงานใหญ่ ย่อมรู้บุคลิกบริบูรณ์ของหลิ่วเสวียน เขาคือผู้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมสตรีนิยม แต่จิตใจกลับมีความเป็นบุรุษนิยมสุดๆ ผู้ชายเช่นนี้มีนิสัยสุดโต่งทั้งนั้น
ซึ่งหลิ่วเสวียนยิ่งซ่อนตัวตนได้ดีเท่าไหร่ ก็บ่งบอกว่าจิตใจของเขามืดมนและเกินขอบเขตมากเท่านั้น น้ำแข็งในบ่อลึกเช่นนี้ ต้องเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤตอย่างแน่นอน
ซูหว่าน “…”
ที่แท้ก็มีคนถูกแม่ทัพซูเรียกว่า ‘น้ำแข็งในบ่อลึก’ ด้วย ไม่ง่ายเลยจริงๆ
สำหรับดัชนีความอันตรายของหลิ่วเสวียน ซูหว่านก็ไม่ได้ดูแคลนและลำพองใจ แต่นางกลับไม่กังวลใจสักนิด “ต่อให้เขาบ้าขึ้นมาจริงๆ ฉันก็ไม่กลัวเขา ฉันไม่ใช่ยังมีท่านใต้เท้าเสนาบดีกลาโหมอยู่ทั้งคนหรอกเหรอ”
“เอ่อ นั่นก็แน่นอน”
ต้องบอกว่า ตนถูกภรรยาเยินยอแล้วสิ
แม่ทัพซูรู้สึว่าตนเองเก่งกาจไปหมด “ภรรยา ฟ้ามืดค่ำแล้วจริงๆ ด้วย ผมไม่กลับแล้ว คืนนี้จะอยู่กับคุณต่ออีกหนึ่งคืน”
ว่าแล้วซูรุ่ยก็ถอดรองเท้า ขึ้นไปนอนบนเตียง
เตียงของจวนกงจู่นี่สบายจริงๆ เลย ติดที่ว่า ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เข้าออกที่นี่อย่างสง่าผ่าเผยสักที
แม่ทัพซูรู้สึกหงุดหงิดใจมาก…
เห็นที ตนต้องรีบจัดการฉือเสวี่ยยวน ผู้หญิงนั้นซะแล้ว
พอเห็นซูรุ่ยนอนบนเตียงอย่างเกียจคร้าน ซูหว่านก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปห่มผ้าให้เขา “คุณนอนก่อนเถอะ รอให้ปี้ลั่วกลับมา ฉันกับเขา…โอ้”
ซูหว่านยังไม่ทันพูดจบ ซูรุ่ยที่นอนอยู่บนเตียงพลันยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ออกแรงลากซูหว่านให้มาอยู่ตรงหน้าตนเอง แล้วไม่พูดพล่ามทำเพลง เริ่มกัด ไม่สิ นั่นเรียกว่าจูบ
ขณะปี้ลั่วกลับมาจากด้านนอก ก้าวเข้าไปในห้อง ก็เห็นทั้งสองกำลังพัวพันกันบนเตียงอย่างเร่าร้อน
ปี้ลั่ว “…”
ใต้เท้าเสนาบดีกลาโหมดุดันจัง ทว่า จุดที่ข้าสนใจ เหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ใช่ ใต้เท้าเสนาบดีกลาโหมลักลอบยุ่งเกี่ยวกับนายข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมสาวใช้คนสนิทควบตำแหน่งองครักษ์อย่างข้าถึงไม่รู้เรื่องเลย