มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 70 คล้ายเพื่อนเก่ามา มาฆ่าคนอีกครั้ง
เรียนรู้ที่จะเงียบปาก ยังมีอีกความหมายถึงก็คือเรียนรู้ที่จะหยุดมือ
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลกู้หรือว่าเรือนเป่าซู่ ขอเพียงมีความเกี่ยวข้องกับยอดเขาเสินม่อ คนในชิงซานก็ต้องเรียนรู้ที่จะไม่สอดมือเข้ามายุ่ง
มิเช่นนั้นแล้วมือของพวกเขาก็จะถูกจัวหรูซุ่ยตัดออกเหมือนอย่างกระบี่ของเจี่ยนหรูอวิ๋นในวันนี้
โฆยวซือลั่วมองดูจัวหรูซุ่ยที่อยู่บนเวทีพลางถอนใจออกมา กล่าวว่า “ต่อให้เจ้าไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนของยอดเขาเหลี่ยงว่าง แต่เจ้าเองก็ไม่ใช่ศิษย์ของยอดเขาเสินม่อเช่นเดียวกัน”
ในเมื่อเจ้าไม่ใช่คนของยอดเขาเสินม่อ แล้วทำไมถึงใช้วิธีการที่รุนแรงเช่นนี้มาออกหน้าแทนพวกเขา
จัวหรูซุ่ยวางตะเกียบลงแล้วหยิบเอาผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดปาก แต่กลับพบว่าผ้าขนหนูในเย็นลงแล้ว จึงส่งสายตามองไปทางเจ้าเรือนเป่าซู่อย่างเงียบๆ จากนั้นกล่าวว่า “ตอนที่ศิษย์พี่หนานซานให้ข้าตามปรมาจารย์อาจิ่งหยางออกไป เขาก็รู้แล้วว่าข้าจะทำอย่างไร”
หม่าหวากล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่รู้ว่าดีใจหรือผิดหวังว่า “ต่อให้วันนี้พวกเจ้าไล่พวกข้ากลับไปได้ แล้วถ้าหากอาจารย์ออกหน้าจะทำอย่างไร?”
“หากถึงวันนั้นจริงๆ พวกข้าก็คงได้แต่ต้องขอให้ท่านไป๋กุ่ยออกหน้า ให้ทุกคนค่อยๆ คุยกัน”
คนที่สามารถพูดจาข่มขู่ได้อย่างเป็นมิตรเช่นนี้ย่อมต้องเป็นกู้ชิง
หม่าหวาและศิษย์ของยอดเขาเหลี่ยงว่างนิ่งเงียบไปอีกครั้ง
หากเป็นแบบนั้น สำนักชิงซานก็ได้แต่ต้องเชิญให้ท่านเย่เซี่ยวออกหน้าเท่านั้นแล้ว แต่ปัญหาก็คือใครจะไปเชิญท่านเย่เซี่ยวได้?
คนที่สามารถเอาผู้พิทักษ์ของชิงซานมาเฝ้าบ้าน แล้วก็ยังเอามาใช้ต่อสู้ได้….ก็คงจะมีแค่เพียงคนของยอดเขาเสินม่อเท่านั้น
เจี่ยนหรูอวิ๋นยืนขึ้นมา เช็ดคราบเลือดบนใบหน้าแล้วเก็บกระบี่ที่เสียหายอย่างหนักกลับมา จากนั้นจ้องมองจัวหรูซุ่ยแล้วกล่าวว่า “สักวันข้าต้องฆ่าเจ้าปีศาจกระบี่ัตัวนั้นให้ได้”
จัวหรูซุ่ยกล่าวอย่างเห็นใจว่า “ขอให้ท่านทำสำเร็จ”
ด้านนอกเรือนเป่าซู่พลันมีเสียงโวยวายดังขึ้นมา คล้ายมีคนกำลังคุกเข่าอยู่หน้าเรือนพลางตะโกนอะไรบางอย่าง
หม่าหวาเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที เขาหันมามองกู้ชิงและจัวหรูซุ่ย
ในคืนนี้เอง ตระกูลเจี่ยนและตระกูลหม่าได้มีคนสำคัญตายไปเจ็ดคน คนเหล่านั้นบางคนเป็นก้งเฟิ่ง บางคนเป็นคนสำคัญในตระกูล
หลายปีมานี้ตระกูลเจี่ยนและตระกูลหม่าถูกกดขี่เอาไว้อย่างหนัก ไม่ง่ายเลยกว่าที่ช่วงนี้จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก และในการฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาอย่างยากลำบากนี้ คนเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นคนที่มีความสำคัญอย่างมาก จู่ๆ คนเหล่านี้มาตายไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ พวกเขาจะทำอย่างไร?
หม่าหวาสูดหายใจลึกๆ บังคับให้ตนเองสงบสติอารมณ์พลางกล่าวว่า “พวกเจ้าฆ่าคนอย่างนี้ มันจะมากเกินไปแล้ว!”
เจี่ยนหรูอวิ๋นเองก็รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น สายตาโกรธแค้นเป็นอย่างมาก
กู้ชิงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “หลายวันมานี้ตระกูลกู้มีคนตายไปเจ็ดคน พวกเจ้าแต่ละตระกูลก็มีคนตายไปเจ็ดคน ยุติธรรมดี”
จัวหรูซุ่ยเดินลงมาจากบนแท่น ยืนอยู่ข้างกายเขาพลางกล่าวแนะนำว่า “หากพวกท่านคิดว่ามันไม่ยุติธรรม พวกท่านก็ไปฆ่าคนของตระกูลหยวนที่จังหวัดเล่อหลางเจ็ดคนสิ”
หยวนฉวี่เป็นลูกหลานของตระกูลหยวนที่อยู่ในจังหวัดเล่อหลาง แล้วยังเป็นศิษย์ของยอดเขาเสินม่อ จริงอยู่ที่การทำแบบนั้นมันยุติธรรม
แต่ปัญหาก็คือหยวนฉีจิงก็แซ่หยวนเหมือนกัน
“พวกเจ้าล้ำเส้นแล้ว”
โหยวซือลั่วมองพวกเขาสองคนพลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่ว่าใครเป็นคนทำ พวกอาจารย์ก็ต้องการคำอธิบายอย่างแน่นอน”
“ไม่ใช่พวกข้า แล้วก็ไม่ใช่คนในเรือนจิ่งหยวน แล้วก็ไม่ใช่ท่านไป๋กุ่ย เพราะว่าพวกข้าไม่มีวันทำเรื่องแบบนี้ ที่เมื่อครู่กล่าววไปแบบนั้นเป็นเพราะอารมณ์”
จัวหรูซุ่ยเดินมาข้างหน้า ตบไหล่หม่าหวาแล้วกล่าวว่า “อาจจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักไหนสักสำนักที่ไม่อาจทนดูเรื่องเลวทรามต่ำช้าที่พวกท่านทำก็เป็นได้”
เมื่อเห็นจัวหรูซุ่ยและกู้ชิงเดินออกไปจากเรือนเป่าซู่ ศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างคนหนึ่งก็ไม่อาจควบคุมตัวเองต่อไปได้อีก เขากล่าวถามว่า “จะปล่อยให้พวกเขาออกไปแบบนี้จริงๆ หรือ?”
หม่าหวากล่าวกับโหยวซือลั่วว่า “สืบพบเบาะแสบางอย่าง ข้าอยากไปดูหน่อย”
โหยวซือลั่วเข้าใจความหมายของเขา จึงกล่าวเตือนว่า “จัดการมือสังหารพอ เรื่องอื่นอย่าไปยุ่ง”
……
……
หอเด็ดดาวเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองซางโจว แล้วก็เป็นหอที่สูงที่สุด เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน กระทั่งจิ๋งจิ่วกับเจ้าล่าเยวี่ยก็ยังเคยมาเยือนเมื่อในอดีต
เพียงแต่เมื่อถึงตอนนั้นพวกไม่ได้มาดูหอเด็ดดาว หากแต่ยืนอยู่บนชั้นบนสุดของหอ มองไปทางเหลาสุราที่มีไฟส่องสว่างที่อยู่ไม่ไกลแห่งนั้น
เหลาสุราแห่งนั้นคือหอนางโลม ผ่านมาสามสิบปีแล้ว การค้ายังคงเจริญรุ่งเรือง ดูแล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังคงจะไม่ธรรมดา
ชายสวมหมวกลี่เม่าผู้หนึ่งเดินเข้าไปในหอนางโลมแห่งนั้น ใช้ใบไม้ทองคำซื้อความประทับใจ แม่เล้าของหอนางโลมนั้นถึงขนาดออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง
แขกที่สวมหมวกลี่้เม่าเดินเข้าไปในห้อง แต่กลับไม่ได้รีบเรียกหญิงสาวและสั่งสุราอาหารเลิศรสมา หากแต่บอกว่าตนเองค่อนข้างหิว ต้องการหมั่นโถวลูกใหญ่สามสิบลูก
ในสถานที่อย่างหอนางโลมนี้ คนแปลกประหลาดแบบไหนก็ล้วนแต่เคยเห็นมาแล้วทั้งสิ้น ขอเพียงแขกที่สวมหมวกลี่เม่าผู้นี้จ่ายเงินมากพอ อย่าว่าแต่มองดูเขากินหมั่นโถวสามสิบลูกเลย ต่อให้มองดูเขาเขียนนิยายเป็นเวลาสี่สิบวันก็ไม่มีปัญหา แม่เล้าผู้นั้นย่อมทำตามที่เขาต้องการ
แขกสวมหมวกลี่เม่าจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเขายังกินจุจนน่าตกใจด้วย ผ่านไปไม่นาน หมั่นโถวห้าลูกใหญ่ก็ถูกกินลงไปในท้อง แล้วก็ยังมีชาเข้มๆ อีกครึ่งเหยือก
แม่เล้าผู้นั้นดูแตกต่างจากแม่เล้าในหอนางโลมแห่งอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่านางแก่ชราแล้ว แม้นจะปะแป้งเอาไว้หนาๆ แต่ก็ยังมิอาจปิดบังริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ แต่ถึงจะมีหน้าตาเช่นนี้ก็ยังดูแลจัดการหอนางโลมแห่งนี้เอาไว้ได้ แสดงว่านางจะต้องมีวิธีการที่ยอดเยี่ยมบางอย่าง นางมองดูแขกที่สวมหมวกลี่เม่ากินหมั่นโถวอย่างเงียบๆ ใบดวงตาเผยให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร จึงเติมน้ำชาให้เขา อีกทั้งยังเรียกสาวใช้ให้ไปยกอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์สามผักห้า รวมทั้งหมดแปดอย่าง
แขกที่สวมหมวกลี่เม่ามองดูเครื่องเคียงราคาถูกที่อยู่ในชามเล็กๆ เหล่านั้น เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทั้งรู้สึกค่อนข้างชื่นชม จึงกล่าวกับแม่เล้าว่า “เต้าหู้ยี้อันนี้ดูแล้วไม่เลว”
แม่เล้ายิ้มพลางกล่าวว่า “ได้ยินว่าเป็นของขึ้นชื่อทางใต้ของเมืองอี้โจว หลายคนต่างก็รู้สึกว่าอร่อยดี แต่ข้ากลับกินไม่รู้รส ข้าเอามาเพิ่มให้ท่านอีกหน่อยดีไหม?”
แขกที่สวมหมวกลี่เม่าพยักหน้า ก่อนจะหยิบเอาใบไม้ทองคำมาอีกแผ่นหนึ่ง กล่าวว่า “กินเสร็จแล้วข้าจะนอนครู่หนึ่ง เอาไว้พักผ่อนเสร็จแล้วข้าค่อยเรียกเจ้า”
แม่เล้ารับเอาใบไม้ทองคำนั้นมา ลุกขึ้นพลางกล่าวว่า “เชิญคุณชายพักผ่อน”
ผ่านไปไม่นาน เต้าหู้ยี้รสเผ็ดก็ถูกยกเข้ามา มันวางกองอยู่บนตัวปลาที่วางอยู่บนจานใบใหญ่ กองจนสูงเหมือนภูเขาเปลวเพลิงอย่างไรอย่างนั้น
แขกที่สวมหมวกลี่เม่าผู้นั้นกินหมั่นโถวและเต้าหู้ยี้รสเผ็ดอย่างช้าๆ ภายในหัวคิดถึงวันเวลาที่อยู่ในสำนักฌานเป่าทงขึ้นมา
ถงหลูตายไปแล้ว
เหอจานเองก็ไปสู้กับสัตว์ประหลาดแคว้นเสวี่ยอยู่ทางเมืองไป๋เฉิง ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร
ถงหลูเงียบหายไปหลายปี ไม่แน่อาจจะถูกคนของยอดเขาเสินม่อเล่นงานจนตายไปแล้วก็เป็นได้
อย่างนั้นตนเองเมื่อไรถึงจะถูกคนของยอดเขาเสินม่อเล่นงานจนตายล่ะ?
เต้าหู้ยี้รสเผ็ดที่กองจนกลายเป็นภูเขาเพลิงพังลงมาครึ่งหนึ่ง หมั่นโถวสามสิบลูกเองก็หายไปอย่างเงียบๆ
แขกที่สวมหมวกลี่เม่ากรอกชาอุ่นๆ เข้าปากไปครึ่งกา จากนั้นปลดเชือกออก ถอดหมวกลี่เม่าและหน้ากากออก ก่อนจะนอนลงไปบนเตียงนุ่มๆ หลับตาแล้วเริ่มพักผ่อน
แสงไฟสีเหลืองนวลส่องสว่างใบหน้าที่เป็นสีเขียวของเขา ดูค่อนข้างแปลกประหลาด
การสังหารคนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลหม่าสิบสี่คนนั้นเป็นเรื่องง่าย สิ่งเดียวที่ยุ่งยากก็คือข่ายพลังเหล่านั้น แต่สำหรับอัจฉริยะวิถีมารอย่างเขาแล้วไม่ถือเป็นเรื่องยากลำบากอะไร
ซูจึเย่ลืมตาขึ้นมา มองดูเพดานพลางถอนใจ
เป็นถึงนายน้อยของสำนักเสวียนอิน เคยมีปฏิธานมุ่งมั่น คิดอยากจะออกไปแย่งชิงความยิ่งใหญ่กับสำนักฝ่ายธรรมะ อย่างน้อยก็ต้องชิงเอาเส้นปราณวิญญาณมาให้สำนักเสวียนอินสักเส้นหนึ่ง เพื่อที่สำนักเสวียนอินจะได้หลุดพ้นจากความยากลำบากที่เผชิญมาเป็นเวลาหลายพันปี….แต่ผลสุดท้ายตอนนี้ตัวเองกลับกลายเป็นมือสังหาร คนส่งจดหมายและคนทำงานสกปรกที่สำนักชิงซานเลี้ยงเอาไว้
เอาล่ะ เขาไม่ได้ถูกสำนักชิงซานเลี้ยงเอาไว้ แล้วก็มิได้ถูกยอดเขาเสินม่อเลี้ยงเอาไว้ แต่ถูกคนผู้นั้นเลี้ยงเอาไว้ต่างหาก
ก่อนหน้านี้เขายังมีความรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่ารู้สึกภาคภูมิใจ —- นั่นมันนักพรตจิ่งหยางเชียวนะ!
ถงเหยียนเคยบอกเอาไว้ว่าจิ๋งจิ่วอยู่เหนือพวกเขาขึ้นไป
ตอนนี้มาคิดดูแล้ว คำพูดของเขามันช่างเหลวไหลเสียจริง
หากนักพรตจิ่งหยางไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุด แล้วใครจะอยู่?
ซูจึเย่หยิบเอากระดานสองสามแผ่นออกมาจากในอก มองดูคำพูดบนกระดาษที่ยังไม่สามารถอ่านให้เข้าใจได้ทั้งหมดเหล่านั้น ภายในใจเกิดความหวังอย่างมากขึ้นมา
—–ก็เหมือนกับการที่จู่ๆ มองเห็นแสงสว่างยามเช้าหลังจากที่อาศัยอยู่ในความมืดมิดมาเป็นเวลานาน
คำพูดบนกระดาษเหล่านั้นเป็นวิธีการแก่พิษตานที่จิ๋งจิ่ว…ไม่สิ ที่นักพรตจิ่งหยางเขียนให้เขา มันช่วยเหลือเขาได้อย่างมากจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นผลอย่างรวดเร็วด้วย พิษตานที่แอบซ่อนอยู่ในไขกระดูกและอวัยวะภายในเหล่านั้นค่อยๆ ถูกขับออกมา จากนั้นก็กลายเป็นพลังที่คล้ายคลึงกับพลังวิญญาณ ค่อยๆ กระจายตัวเข้าไปในทุกๆ ส่วนของร่างกายเขา ตอนนี้พิษตานในร่างกายเขากำเริบช้าลงเรื่อยๆ กงล้อมารเองก็ค่อยๆ สมบูรณ์ขึ้น สภาวะและพลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นจัวหรูซุ่ยหรือว่าหลิ่วสือซุ่ย ตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
ซูจึเย่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ ไม่นานก็ฟื้นฟูพลังในร่างกายกลับมาได้พอสมควร เขาลุกขึ้นสวมหน้ากากและหมวกลี่เม่า จากนั้นเรียกแม่เล้าผู้นั้นเข้ามา
แม่เล้ามองดูเขา ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ท่านชื่นชอบความรื่นรมย์แบบไหนหรือคะ?”
ไม่ถามถึงหญิงสาว หากแต่ถามถึงความรื่นรมย์ตรงๆ นั่นเป็นเพราะว่านางมองออกว่าแขกที่สวมหมวกลี่เม่าผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
ซูจึเย่มองนาง ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ข้าชอบเจ้า ดังนั้นข้าไม่อยากฆ่าเจ้า”
รอยยิ้มของแม่เล้าหดหายไป มือขวาที่อยู่ในแขนเสื้อกำเครื่องมือวิเศษที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณเตือนเอาไว้ แต่บนใบหน้ากลับไม่มีความรู้สึกหวาดกลัว นางกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชาว่า “ความหมายของนายท่านเข้าใจได้ยาก”
ซูจึเย่กล่าวว่า “อย่าเข้าใจผิด ข้าเพียงแต่อยากจะถามเรื่องบางเรื่องกับเจ้า จากนั้นก็ทำเรื่องบางเรื่องเท่านั้น แต่ข้ากลับไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องเหล่านั้น”
สีหน้าของแม่เล้าดูเย็นยะเยือกเล็กน้อย นางกล่าวว่า “หากพูดได้ข้าย่อมต้องพูด มิเช่นนั้นแล้วก็คงได้แต่ต้องเชิญท่านออกไป”
“ประมาณสามสิบกว่าปีก่อน หอนางโลมแห่งนี้ได้เกิดคดีฆาตกรรมคดีหนึ่งขึ้น ผู้คุ้มกันของที่นี่สองสามคนถูกกระบี่บินสีแดงตัดหัว…”
ซูจึเย่มองดูแม่เล้า ก่อนกล่าวต่อว่า “ดูจากอายุของเจ้าแล้ว หากเจ้าทำงานอยู่ที่นี่มาโดยตลอด เจ้าก็น่าจะเคยได้ยินเรื่องนี้”
แม่เล้าจ้องมองดวงตาของซูจึเย่ นางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวถามขึ้นมาว่า “ทำไมท่านถึงรู้เรื่องนี้? ท่านคิดจะทำอะไร?”
ซูจึเย่กล่าวว่า “ข้าได้รับไหว้วานมา ให้มาฆ่าคนบางคนที่นี่…ในเมื่อหอแห่งนี้ยังคงเป็นหอเมื่อก่อนนี้ เจ้าของหอนี้ก็น่าจะเป็นเจ้าของหอในตอนนั้น?”
สายตาของแม่เล้าก้มต่ำลงเล็กน้อย กล่าวว่า “ถูกต้อง อีกทั้งเรื่องที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นก็คือวันนี้เจ้าของหอนางโลมวันนี้ก็อยู่ในหอพอดี”
ซูจึเย่มองดูดวงตาของนางอย่างเงียบๆ ก่อนกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะเข้าใจได้หรือไม่ว่า เจ้ารู้ดีว่าข้าควรจะฆ่าใครบ้าง?”
แม่เล้าเงยหน้าขึ้นมา จัดปอยผมตรงขมับเล็กน้อย กิริยาท่าทางยังคงดูคล้ายเมื่อตอนที่ยังเป็นหญิงสาว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เชิญตามข้ามาค่ะ”
……
……
ซูจึเย่เริ่มฆ่าคน
เขาเริ่มฆ่าจากชั้นสามลงมาที่ชั้นหนึ่ง ฆ่าจากด้านหน้าหอไปถึงด้านหลังหอ
นอกจากหญิงคณิกาและคนงานบางส่วนแล้ว ผู้ดูแลและผู้คุ้มกันของที่นี่แทบจะถูกเขาสังหารจนสิ้น
แม่เล้าผู้นั้นเดินตามอยู่ด้านหลังเขาตลอดเวลา
ในตอนที่เจ้าของหอนางโลมถูกซุจึเย่สังหาร ในที่สุดแม่เล้าก็รู้สึกโล่งในจนแทบจะล้มลงไปนั่งกับพื้น นางต้องเอามือยันต้นไม้ต้นหนึ่งภายในหอเอาไว้ถึงจะยังยืนอยู่ได้
นางเอามือกุมหน้าอก ในดวงตามีหยดน้ำตา
ซูจึเย่มองดูนาง รู้ว่านี่มิใช่ความเศร้าเสียใจ หากแต่เป็นความรู้สึกหลุดพ้น จึงกล่าวถามว่า “ทำไม?”
แม่เล้าถามกลับว่า “ทำไมท่านถึงทำเรื่องเหล่านี้?”
ซูจึเย่กล่าวว่า “ข้าไม่รู้ นี่เป็นความต้องการจากคนอื่น”
ในดวงตาของแม่เล้าพลันเปล่งประกายขึ้นมา กล่าวถามว่า “ข้าขอทราบได้ไหมว่าท่านผู้นั้นคือใคร?”
ซูจึเย่กล่าวว่า “ไม่ได้”
ประกายที่อยู่ในดวงตาของแม่เล้าค่อยๆ จางหายไป แต่มันมิได้เปลี่ยนเป็นความซึมเซา เพียงแต่นิ่งสงบเหมือนบ่อน้ำ
ซูจึเย่กล่าวว่า “มีหลายคนเห็นว่าเจ้าคอยเดินตามข้า อีกประเดี๋ยวข้าจะส่งเจ้าไปยังที่หนึ่ง ซ่อนตัวดีๆ ผ่านไปสักหลายวันค่อยเอาเงินที่ได้มาในวันนี้เปลี่ยนที่ซ่อนตัว ใช้ชีวิตที่เหลือที่นั่น”
แม่เล้าหมุนตัวมามองดูหอนางโลมที่กำลังลุกไหม้อยู่ใต้เปลวเพลิง นางกล่าวอย่างเนิบช้าว่า “ข้าเองก็อายุเกือบครึ่งร้อยแล้ว อาศัยอยู่ที่นี่มาชั่วชีวิต ไหนเลยยังจะมีชีวิตที่เหลืออะไรนั่นอีก?”
……………………………………………………………………….