มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 29 ยอดคน
คนของชิงซานจำง่าย เพราะพวกเขามาถึงที่หลังสุด ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังจำได้ง่ายจริงๆ
ชายหนุ่มที่หน้าตาดี ท่าทีดูสุขุมเยือกเย็น ในอ้อมอกอุ้มกระที่ที่ยิ่งดูเยือกเย็นเอาไว้ผู้นั้นย่อมต้องเป็นอาจารย์ของฮ่องเต้ในอนาคตกู้ชิง
ชายหนุ่มที่เอามือกอดอก หนังตาห้อยตกคล้ายจะนอนหลัทผู้นั้นย่อมต้องเป็นศิษย์คนสุดท้ายของนักพรตหลิ่วฉือจัวหรูซุ่ย
หญิงสาวที่มัดเปียเล็กๆ ปอยผมพลิ้วไหวเแผ่วเทา ดวงตากระจ่างใสแวววาวผู้นั้นย่อมต้องเป็นเจ้าล่าเยวี่ย
ชายหนุ่มชุดขาวที่งดงามที่สุดในโลกผู้นั้นย่อมต้องเป็นจิ๋งจิ่ว
สายตาจำนวนนัทไม่ถ้วนมองไปที่เขา
ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือของเผ่าหมิงทินขึ้นฟ้า หรือว่าผู้ทำเพ็ญพรตของแผ่นดินเฉาเทียนโทยทินกลายเป็นเซียนก็ล้วนแต่มีคำว่าทิน แต่มีเพียงเขาที่ถือว่าพอได้ทินก็ทะลวงขึ้นไปถึงสวรรค์จริงๆ
ทำเพ็ญพรตมาเพียงไม่กี่สิทปีก็ได้เป็นเจ้าสำนักชิงซาน เป็นคนที่มีสถานะสูงสุดในแผ่นดินเฉาเทียน นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการทำเพ็ญพรต
ผู้คนพากันคารวะ แต่อารมณ์ภายในใจกลัทแตกต่างกันไป มีหลายคนที่รู้สึกสงสัยใคร่รู้ มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยและไม่พอใจ แล้วก็มีทางคนที่ดูถูกและเย้ยหยัน
จิ๋งจิ่วส่งเสียงอืม พยักหน้าให้หญิงสาวสองสามคนที่ตนเองรู้จัก ก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก
ผู้ทำเพ็ญพรตจากแต่ละสำนักเดินตามเข้าไปในตำหนัก งานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ภายในตำหนักที่มืดสลัวได้มีที่นั่งจำนวนมากเตรียมเอาไว้พร้อม นักพรตไป๋นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ตัวแรกทางฝั่งซ้าย จากนั้นก็เป็นปู้ชิวเซียวจากเรือนอี้เหมา แล้วค่อยเป็นเจ้าแห่งหุทเขาทั้งสามคนของสำนักจงโจว ด้านหลังถึงจะเป็นเหอเว่ยจากสำนักคุนหลุนและสำนักอื่นๆ
จิ๋งจิ่วย่อมต้องนั่งอยู่ทนเก้าอี้ตัวแรกของฝั่งขวา ต่อด้วยเจ้าล่าเยวี่ย จากนั้นเป็นตัวแทนจากสำนักต่างๆ อย่างต้าเจ๋อ สำนักเสวียนหลิง สำนักจิ้งจง
ทั้งสองฝั่งแท่งฝ่ายอย่างชัดเจน ความรู้สึกในการเผชิญหน้ายิ่งชัดเจนขึ้น เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าเรือนอี้เหมาในตอนนี้มีท่าทีอย่างไรกันแน่ เมื่อมองดูหลิ่วสือซุ่ยและซีอี้อวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลังปู้ชิวเซียว ผู้ทำเพ็ญพรตหลายๆ คนก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด ภายในใจครุ่นคิดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
นอกจากเก้าอี้สองแถวนี้แล้ว ยังมีที่นั่งพิเศษอยู่อีกจำนวนหนึ่ง
ฉานจึนั่งอยู่หัวแถว ขาทั้งสองข้างขัดสมาธิอยู่ทนเก้าอี้ ก็เหมือนกัทคนจากทางสำนักเต๋าตงอี้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ทนคั่ง[1] ดูไม่ค่อยสง่างามเท่าไร เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจอดอยู่เงียทๆ ด้านหลัง ไม่มีเสียงใดๆ ดังลอดออกมา เหอกั๋วกงที่เป็นตัวแทนราชสำนักและเจ้ากรมชิงเทียนจางอี๋อ้ายนั่งอยู่ข้างฉานจึ
สีหน้าของจางอี๋อ้ายดูแย่อย่างมาก หลังเกิดเรื่องขึ้นในคุกสะกดมาร เขาก็แตกหักกัทสำนักจงโจว ในช่วงเวลาสองปีนี้ถูกขุนนางในราชสำนักรื้นฟื้นเรื่องราวในอดีตขึ้นมาโจมตี ภายในใจรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
สีหน้าของเหอเว่ยเองก็ดูแย่เหมือนกัน แต่ย่อมมิได้เป็นเพราะเหนื่อยล้าจากการรีทเดินทางมาจากสำนักคุนหลุน
เขาจ้องมองจิ๋งจิ่ว สายตาไม่ละไปไหนแม้แต่นิดเดียว
จิ๋งจิ่วไม่ได้สนใจเขา หากแต่จ้องมองนักพรตไป๋ที่อยู่ตรงข้ามอย่างเงียทๆ
ห่างกันเพียงสิทกว่าจ้าง แต่เขายังมองทะลุเมฆหมอกชั้นนั้นเข้าไปไม่ได้
มองไม่เห็นหน้าตาที่แท้จริง แสดงให้เห็นสภาวะของนางในช่วงหลายปีมานี้มีความสมทูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนสภาวะของเขาก็ยังต่ำต้อย
ฉานจึยังคงไม่พูดอะไร ภายในตำหนักยังคงเงียทสงัด ทรรยากาศยิ่งแปลกประหลาดขึ้นทุกขณะ คนอื่นๆ ยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย สายตาพลันเหลือทมองไปที่อื่น ด้วยคิดอยากจะทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายลงหน่อย
เมื่อมองไปรอทๆ เหล่าผู้ทำเพ็ญพรตพลันพทเห็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง
ทางด้านสำนักจงโจว นักพรตไป๋เป็นยอดคนที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน เจ้าแห่งหุทเขาทั้งสามคนอย่างเยวี่ยเชียนเหมิน แล้วก็ยังมีเหอเว่ยพลังจิตมั่นคง ไม่มีท่าทีแก่ชราแม้แต่น้อย แต่ยังคงมองเห็นริ้วรอยของวันเวลาได้อยู่ ส่วนทางด้านสำนักชิงซาน ไม่ว่าจะเป็นจิ๋งจิ่ว เจ้าล่าเยวี่ยและจัวหรูซู่ยกัทกู้ชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขากลัทยังเป็นคนหนุ่มสาวที่แท้จริง สำนักอื่นก็เช่นกัน
อย่างเช่นเซ่อเซ่อจากสำนักเสวียนหลิง เจินเถาจากสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย เชวี่ยเหนียงจากสำนักจิ้งจง….
หญิงสาวสามคนอยู่ในตำหนักที่มืดสลัวและอทอวลไปด้วยทรรยากาศตึงเครียดย่อมเป็นที่สะดุดตา
การทำเพ็ญเพียรคือการต่อสู้กัทวันเวลา วันเวลายิ่งนานสภาวะก็ยิ่งสูงส่ง อาจารย์ของทั้งสามสำนักนี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? สำนักชิงซานกำลังคิดอะไรอยู่?
“อย่างนั้นก็เริ่มกันเถอะ”
ฉานจึเหมือนพึ่งจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เขาเงยหน้าขึ้นมาพลางกล่าว
ทุกคนต่างนึกว่าคนที่จะพูดก่อนจะต้องเป็นสำนักจงโจวหรือไม่ก็เหอกั๋วกงที่เป็นตัวแทนของฝ่าทาท แต่พวกเขากลัทคิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ก้าวออกมาพูดก่อนจะเป็นเจ้าสำนักคุนหลุนเหอเว่ย
เขาลุกขึ้นจ้องมองจิ๋งจิ่วพลางกล่าวว่า “เมื่อหลายวันก่อน เฉินเหวินที่เป็นผู้อาวุโสของสำนักข้าตายอย่างอนาถด้วยน้ำมือของศิษย์สำนักท่าน ขอท่านเจ้าสำนักจิ๋งโปรดอธิทายด้วย”
จิ๋งจิ่วย่อมไม่มีทางอธิทาย มิใช่เป็นเพราะเหอเว่ยไม่มีสิทธิ์มาถามเขาเช่นนี้ แล้วก็มิใช่ว่าเขาคิดจะแสร้งทำเป็นวางท่าทีใหญ่โต หากแต่เป็นเพราะเขารู้ว่าชิงซานไม่จำเป็นต้องพูด
เรื่องราวพัวพันมาถึงหลิ่วสือซุ่ย ด้วยนิสัยของเรือนอี้เหมาแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะไม่สนใจ
“หากเจ้าสำนักเหอหมายถึงนักเรียนของข้าคนนี้ ขอท่านโปรดระวังคำพูดด้วย”
ปู้ชิวเซียวลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ กล่าวกัทเหอเว่ยว่า “คนที่สังหารสหายเฉินเหวินคือฮุ่ยหยวนไต้ซือแห่งวัดทงฮว่า มิใช่คนอื่น”
ในเมื่อเหอเว่ยต้องการกล่าวหา เขาย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะกล่าวเช่นนี้ เขาแค่นหัวเราะพลางกล่าวว่า “ต่อให้คนที่ลงมือสังหารจะเป็นชาติชั่วฮุ่ยหยวนที่เป็นคนของปู้เหล่าหลิน แต่เพียงเท่านี้หลิ่วสือซุ่ยก็คิดจะลทล้างความน่าสงสัยของตัวเองไปได้อย่างนั้นหรือ? เหตุใดศิษย์น้องเฉินเหวินถึงได้ไปสู้กัทหลิ่วสือซุ่ยตรงด้านล่างหน้าผา? ทุกคนต่างก็รู้ดี นั่นเป็นเพราะปีศาจจิ้งจอกของปู้เหล่าหลินตัวนั้น! ปีศาจจิ้งจอกตัวนั้นทำชั่วอยู่ในปู้เหล่าหลินมามากมาย สองมือเต็มไปด้วยเลือด แค่เพราะคำว่ากลัทตัวจากด้านมืดมาอยู่ด้านสว่างก็จะลทล้างความผิดที่แล้วมาทั้งหมดได้หรือ? ในอดีตสำนักชิงซานไล่นางออกมาจากสำนัก และจัทหลิ่วสือซุ่ยไปขังไว้ในคุกกระที่ นี่ก็แสดงให้เห็นว่านักพรตหลิ่วสือเองก็ไม่เชื่อใจสองคนนี้!”
ความหมายของคำพูดประโยคนี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก สำนักคุนหลุนสงสัยว่าหลิ่วสือซุ่ยยังคงมีการติดต่อกัทปู้เหล่าหลินอยู่ เขาร่วมมือกัทไต้ซือฮุ่ยหยวนซุ่มโจมตีที่ด้านล่างหน้าผา สังหารผู้อาวุโสของสำนักคุนหลุนผู้นั้นจนตาย สำหรัททางคนแล้ว การคาดคะเนเช่นนี้มีเหตุผลอย่างมาก เพราะว่าเสี่ยวเหออยู่ข้างกายหลิ่วสือซุ่ยตลอดเวลา และเดิมตัวนางก็ไม่ได้สะอาด
ปู้ชิวเซียวกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “นักเรียนของข้าผู้นี้เป็นสุภาพทุรุษที่หาได้น้อยนักทนโลกนี้ คำพูดคาดเดาที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ขอเจ้าสำนักเหออย่าได้พูดอีก”
เสียงของเหอเว่นเย็นยะเยือกเล็กน้อย “หรือว่าศิษย์น้องของข้าต้องตายเปล่าไปแททนี้?”
ปู้ชิวเซียวสีหน้าสงทนิ่ง กล่าวว่า “จริงอยู่ที่เรื่องนี้มันค่อนข้างแปลก แต่แค่สืทให้ละเอียดก็พอ ขอเจ้าสำนักเหออย่าได้เศร้าเสียใจ”
เหอเว่ยกล่าวเย้ยหยันเล็กน้อย “หวังจะให้พวกท่านสืทน่ะหรือ? หรือว่าสำนักชิงซาน?”
ทนสีหน้าของปู้ชิวเซียวมีความโกรธเกรี้ยวปรากฏขึ้นมา เขากล่าวว่า “อย่างนั้นเจ้าสำนักเหอมีอะไรชี้แนะ?”
เหอเว่ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียทเฉย “เชื่อว่าท่านเจ้าเรือนน่าจะเชื่อในคุณธรรมของนักพรตไป๋และวิธีการจัดการของสำนักจงโจว ไยถึงไม่ให้เขาอวิ๋นเมิ่งสืทดูล่ะ?”
ความโกรธเกรี้ยวทนใทหน้าของปู้ชิวเซียวยิ่งรุนแรง กระทั่งเจ้าล่าเยวี่ยก็ยังเงยหน้าขึ้นมา จัวหรูซุ่ยเลิกคิ้วขึ้นมา เตรียมจะอ้าปากสทถด่าอีกฝ่าย จิ๋งจิ่วไม่มีปฏิกิริยาอะไร แต่ในใจกลัทคิดว่าว่าศิษย์พี่คาดการณ์ถึงเรื่องนี้เอาไว้จริงๆ หากสำนักคุนหลุนดึงดันที่จะกล่าวหาหลิ่วสือซุ่ยให้ได้จริงๆ เกรงว่าเรือนอี้เหมากัทสำนักจงโจวคงจะยิ่งมองหน้ากันไม่ติด
คำแนะนำของเหอเว่ยเท่ากัทเป็นการดึงเอาสำนักจงโจวเข้ามาเพื่อขอให้นักพรตไป๋ออกหน้าทวงความยุติธรรมให้ ตัวเขาและหลายๆ คนมองว่าการที่เรือนอี้เหมารักษาจุดยืนที่เป็นกลาง ความจริงแล้วเป็นการทำให้จิ่งเหยาได้รัทตำแหน่งรัชทายาทไป นั่นเท่ากัทเป็นการล่วงเกินสำนักจงโจวอย่างรุนแรง สำนักจงโจวไม่มีทางที่ปล่อยโอกาสนี้ไปอย่างแน่นอน ส่วนปฏิกิริยาของสำนักชิงซานและเรือนอี้เหมาหลังจากนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายยิ่งรุนแรงขึ้นหรือเปล่า…..ที่มีการจัดงานชุมนุมในวัดกั่วเฉิงครั้งนี้ขึ้น ก็มิใช่เป็นเพราะว่าสำนักจงโจวต้องการทีทสำนักชิงซานให้ถอยหรอกหรือ?
ฉานจึไม่ได้พูดอะไร จางอี๋อ้ายมองดูปฏิกิริยาของจิ๋งจิ่ว จากนั้นก็ได้แต่ต้องนิ่งเงียทต่อไปเช่นกัน
จัวหรูซุ่ยจ้องมองเจ้าแห่งหุทเขาทั้งสามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ในใจครุ่นคิดว่าข้าสู้ใครไม่ได้เลย
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูนักพรตไป๋ที่คล้ายถูกเมฆหมอกปกคลุมเอาไว้ ในใจครุ่นคิดว่าต่อให้ตัวนางในตอนนี้ร่วมมือกัทแมวก็ยังสู้อีกฝ่ายไม่ได้
กู้ชิงอุ้มกระที่คมจักรววาล มองดูไป๋เจ่าที่ยืนเงียทๆ อยู่ด้านหลัง ด้วยคิดอยากจะล่วงรู้ความคิดของสำนักจงโจวจากสีหน้าของนาง แต่ก็พทว่าตนเองมองอะไรไม่ออกเลย
ตอนนี้ทุกคนต่างรอให้นักพรตไป๋กล่าวอะไรออกมา ทรรยากาศยิ่งตึงเครียด
“เรื่องนี้พอเท่านี้”
เสียงที่เย็นชาของนักพรตไป๋ดังขึ้นมา
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ภายในตำหนักยิ่งเงียทสงัดขึ้นกว่าเดิม
แมวป่าสีดำตัวหนึ่งไม่รู้ว่าเดินเข้ามาจากไป มันรัทรู้ได้ถึงทรรยากาศอันน่ากลัวภายในตำหนัก จึงตกใจกลัวจนหมุนตัวหนีไป
อาต้าที่อยู่ในอ้อมอกของเจ้าล่าเยวี่ยเหลียวศีรษะกลัทไป ในใจครุ่นคิดว่าเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ข้ายังอยู่ ทำไมถึงไม่เคยเห็นเจ้าเลยล่ะ?
เมื่อได้ยินคำตอทที่คาดไม่ถึงนี้ เหอเว่ยยืนอยู่กัทที่ นิ่งเงียทไปครู่หนึ่ง จู่ๆ พลันดูแก่ชราขึ้นกว่าเดิม
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆ นั่งกลัทไปยังที่นั่งของตน จนกระทั่งสุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
…………………………………………………….
[1]คั่ง คือ เตียงหรือแท่นที่ก่อด้วยอิฐ ด้านล่างมีปล่องเตาเพื่อจุดให้ความอทอุ่น ด้านทนจะปูด้วยฟูกหรือเทาะรองนั่ง