มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 28 ชิงซานมาแล้ว
หมิงซือมองดูร่างที่หายไปในท้องฟ้าอันมืดมิดอันห่างไกลร่างนั้น จู่ๆ พลันเกิดความรู้สึกทอดถอนใจขึ้นมา จากนั้นกล่าวว่า “ในโลกของพวกข้า เรียกการทำแบบนั้นว่าการบินขึ้นฟ้า”
แผ่นดินเฉาเทียนและดินแดนหมิงเคยมีอุโมงค์ที่เชื่อมต่อถึงกันอยู่มากมายหลายสาย แต่สิ่งที่สามารถทะลุผ่านหุบเหวลึกเข้าไปในอุโมงค์เหล่านั้น และไปถึงพื้นดินบนแผ่นดินได้ก็มีแต่สิ งมีชีวิตบางอย่างที่เดิมทีอาศัยอยู่ในอุโมงค์อยู่ก่อนแล้ว และดวงวิญญาณที่อ่อนแอที่สุด
แต่ต่อให้ดวงวิญญาณที่อ่อนแอเหล่านั้นไปถึงแผ่นดินใหญ่ได้ พวกมันก็ทำได้แค่เพียงทำให้มนุษย์เจ็บป่วยเล็กน้อยหรือว่าทำให้คนขวัญอ่อนสองสามคนหวาดกลัว นอกเหนือจากนั้นไม่มีประโยชน์อื่ นใด
หากยอดฝีมือของดินแดนหมิงคิดอยากจะอาศัยพลังของตัวเองขึ้นไปยังแผ่นดินเฉาเทียน พวกเขาจะต้องพบเจอกับอุปสรรคที่ยากลำบากอย่างมาก ความยากที่ว่านั้นมิได้ต่างอะไรกับการบรรลุกล ลายเป็นเซียนของผู้บำเพ็ญพรตของมนุษย์เท่าไร
บ่อผ่านฟ้าตรงริมทะเลตะวันออกก็ได้ชื่อนี้มาด้วยเหตุนี้
กระทั่งภายหลังยอดฝีมือของดินแดนหมิงมีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ อุโมงค์เหล่านั้นมีความคงที่ขึ้นเรื่อยๆ การเดินทางขึ้นมาบนแผ่นดินจึงมีความง่ายขึ้นกว่าเดิม
และนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าหมิงมีความตึงเครียดมากที่สุด และมีสงครามมากที่สุด
ในวันเวลาเหล่านั้นย่อมต้องมียอดฝีมือของเผ่าพันธุ์มนุษย์จำนวนไม่น้อยที่เดินทางผ่านอุโมงค์มายังดินแดนหมิง และทำลายความหวังทั้งหมดของดินแดนหมิงลงเช่นกัน
หมิงซือกล่าวว่า “พวกข้าเรียกยอดฝีมือของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ลงมายังดินแดนของพวกข้าเหล่านั้นว่ามารจากนอกโลก”
สงครามระหว่างมนุษย์และดินแดนหมิงหยุดลงไปนานแล้ว ถงเหยียนไม่มีความรู้สึกทอดถอนใจอะไรในเรื่องนี้ เขากล่าวถามว่า “ตอนนี้ยังมีอุโมงค์ลับแบบนี้อยู่อีกเยอะไหม?”
หมิงซือไม่มีทางตอบคำถามเขา หากแต่กล่าวว่า “กระบี่นั้นของนักพรตหลิ่วฉือได้ทำให้เส้นปราณแผ่นดินเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย อุโมงค์โบราณบางเส้นได้เปิดขึ้นมาใหม่”
ถงเหยียนรู้ว่าคำพูดประโยคนี้ของเขามิใช่ว่าไม่จริงไปเสียทั้งหมด แล้วก็มิได้บอกความจริงออกมาทั้งหมด เขากล่าวว่า “ข้าจำเป็นต้องมั่นใจว่าตำแหน่งของปากทางออกของอุโมงค์เหล่านั้น จะไม่มีปัญหา”
หมิงซือกล่าวว่า “สิ่งที่พวกเราควรจะทำการยืนยันให้มั่นใจก่อนก็คือปุโรหิตเหล่านั้นมีความกล้าที่จะกินเหยื่อของเจ้า ขึ้นไปยังโลกด้านบนจริงๆ หรือเปล่า เพราะคนที่มีความทะเยอะทะ ะยานอย่างรุนแรงเหมือนอย่างปุโรหิตที่สิบสองนั้นมีไม่มาก”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ท่านเคยอ่านแผนการของข้าแล้ว ท่านคิดว่าได้ผลหรือไม่?”
หมิงซือนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “หากมิเป็นเพราะรู้ถึงความสัมพันธ์ของเจ้ากับเจ้าสำนัก กระทั่งข้าก็คงคิดว่าเจ้าคิดจะช่วยมหาปุโรหิตชิงเอาลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงจริงๆ”
สิ่งที่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะทำให้เหล่าปุโรหิตของดินแดนหมิงเหล่านั้นเสี่ยงอันตรายขึ้นไปยังแผ่นดินเฉาเทียนได้ก็มีเพียงลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงเท่านั้น
แต่แน่นอนว่าย่อมไม่มีทางใช้ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงมาเป็นเหยื่อล่อตรงๆ ตั้งแต่ตอนแรกสุด สิ่งที่นำมาใช้เป็นเหยื่อล่อนั้นเป็นเพียงแค่ข่าวที่เกี่ยวข้องกับลัญจกรแห่งจักรพรรดิหม มิงและการเตรียมการล่วงหน้าเท่านั้น
แผนการที่ถงเหยียนวางขึ้นมาแผนนั้นมีขนาดที่ใหญ่อย่างมาก แล้วก็มีรายละเอียดต่างๆ ที่สมบูรณ์แบบ หากเหล่าปุโรหิตของดินแดนหมิงทำตามแผนการนั้น พวกเขาก็มีโอกาสที่จะได้เห็นลัญจกร แห่งจักรพรรดิหมิงจริงๆ
แต่ปัญหาก็คือแผนการนี้มันเป็นเรื่องหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น
เรื่องที่ถงเหยียนต้องทำก็คือหลอกล่อคนของทางมหาปุโรหิตให้ไปปรากฏตัวบนแผ่นดินเฉาเทียนในวันเวลาและสถานที่ที่เขากำหนดเอาไว้
หมิงซือรับผิดชอบเรื่องระบุตัวคนและช่วยเขาวางแผน
ส่วนหลังจากที่ปุโรหิตเหล่านั้นขึ้นไปปรากฏตัวอยู่บนแผ่นดินเฉาเทียนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น นั่นมันเป็นปัญหาของจิ๋งจิ่ว
ถงเหยียนกล่าวว่า “หากปุโรหิตเหล่านั้นยังลังเลอยู่ ข้าอยากจะเจอมหาปุโรหิตเสียหน่อย”
บนใบหน้ากึ่งโปร่งแสงของหมิงซือมีแสงสว่างแปลกๆ ปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง เขากล่าวว่า “เจ้าอยากตายหรือ?”
ถงเหยียนมองดูใบหน้าของเขา กล่าวว่า “ในที่สุดตอนนี้ข้าก็เชื่อข่าวลือนั่นแล้ว…ท่านเป็นลูกศิษย์ของนักพรตไท่ผิงจริงๆ ด้วย”
หมิงซือกล่าวว่า “นักเรียน”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักจงโจว ขอเพียงมหาปุโรหิตไม่รู้ว่าข้าออกมาจากสำนักจงโจวแล้ว แค่เจอหน้าสักครั้งก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ก่อนอื่นคือต้องมั่นใจก่อนเขาไม่ รู้เรื่องนี้จริงๆ”
หมิงซือกล่าวว่า “คนของข้าคอยจับตาดูเขาอยู่ตลอดเวลา เพลิงวิญญาณของเขามีปัญหาเล็กน้อย เวลานี้ล้างตัวอยู่ในแม่น้ำหมิง ไม่ได้ติดต่อกับนักพรตไป๋”
ถงเหยียนพลันถามขึ้นมาว่า “การจะติดต่อโลกด้านบนจากที่นี่เป็นเรื่องที่ยากมาก เช่นนั้นท่านติดต่อกับจิ๋งจิ่วอย่างไร?”
หมิงซือกล่าวว่า “เจ้าสำนักเชื่อใจเจ้าขนาดนี้ เจ้าอย่าได้ถามมากเลย”
……
……
วัดกั่วเฉิงมีลมพัดขึ้นมา ครั้งนี้มิใช่ลมฤดูใบไม้ร่วงที่หนาวเย็น หากแต่เป็นลมที่ค่อนข้างเค็มและชื้นที่พัดมาจากทะเล
เรือเมฆของสำนักจงโจวค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้ามาทางมั่วชิว นี่คือสัญญาณว่างานชุมนุมเหมยฮุ่ยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เรือนอี้เหมา สำนักฌานเป่าทง สำนักเต๋าตงอี้ ต้าเจ๋อ สำนักจิ้งจง สำนักเสวียนหลิง…สำนักที่มีสิทธิ์ที่เข้าร่วมงานชุมนุมเหมยฮุ่ยล้วนแต่ทยอยเดินทางมาถึงวัดกั่วเฉิงตั้งแต่เมื่ อหลายวันก่อนแล้ว
นกหานเฮ่าบินมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ เจ้าสำนักคุนหลุนเหอเว่ยทราบข่าวการตายอย่างน่าเศร้าของศิษย์น้อง จึงรีบเดินทางมาที่นี่ด้วยความโกรธแค้น
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยลอยลงมาตรงหน้าห้องฌานห้องหนึ่งอย่างเงียบๆ
เมื่อเทียบกับงานชุมนุมเหมยฮุ่ยที่จัดขึ้นตอนฤดูใบไม้ผลิครั้งนั้นและงานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งก่อนๆ แล้ว สำนักที่มาเข้าร่วมงานชุมนุมครั้งนี้มีจำนวนไม่มากนัก แต่ระดับชั้นกลับมีค ความสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกคนต่างรู้ว่างานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำนักชิงซานและสำนักจงโจวที่เป็นสองผู้นำแห่งฝ่ายธรรมะกำลังเดินจากสถานการณ์ที เผชิญหน้ากันไปสู่สถานการณ์ที่มีความอันตรายยิ่งกว่านั้น
เพื่อความสงบของแผ่นดินเฉาเทียนแล้ว สำนักต่างๆ ย่อมต้องอยากจะเกลี้ยกล่อมทั้งสองฝ่ายให้ประณีประนอมกัน หากเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้ เช่นนั้นก็ต้องเลือกฝ่า าย
วัดกั่วเฉิงไม่มีสุรา แล้วก็ไม่มีทิวทัศน์อะไรให้ชมมากนัก เหล่าผู้บำเพ็ญพรตของแต่ละสำนักมารวมตัวกัน เรื่องที่พูดคุยก็ย่อมต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้
“ไต้ซือฮุ่ยหยวนเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของวัดทงฮว่า ทำไมจู่ๆ ถึงปรากฏตัวขึ้นที่นั่น? หรือว่าเขาเป็นคนของปู้เหล่าหลินจริงๆ? ปู้เหล่าหลินฝังรากเอาไว้ลึกขนาดนี้เลยหรือ? แล้วทางว วัดทงฮว่าว่าอย่างไรบ้าง?”
“เมื่อสามวันก่อนเจ้าอาวาสวัดทงฮว่ารีบเดินทางมาถึงริมทะเลตะวันออกเพื่อขอพบนักพรตไป๋ แต่ทางเรือเมฆยังไม่ได้ตอบอะไร”
“แต่ยังไงเรื่องนี้มันก็เกี่ยวข้องกับหลิ่วสือซุ่ย หรือว่าไม่มีใครไปถามเลย?”
“ตอนนั้นผู้อาวุโสเยวี่ยเชียนเหมินจะพาตัวหลิ่วสือซุ่ยไป แต่กลับถูกคนของสำนักชิงซานขวางเอาไว้”
“ในช่วงสองสามปีนั้นสำนักชิงซานรับเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าไปเป็นศิษย์ทีเดียวสามคน คิดๆ ดูแล้วมันก็น่าเหลือเชื่อจริงๆ ในบรรดาศิษย์หนุ่มสาวเป็นพวกเขาที่แข็งแกร่งที่สุด แล้วก็ไม่ร รู้ว่าเมื่อไรถงเหยียนถึงจะออกมาจากการเก็บตัวได้ ”
“พูดถึงเรื่องอายุน้อยแล้ว…เจ้าสำนักชิงซานตอนนี้่ต่างหากถึงจะเรียกว่าอายุน้อยจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสคนหนึ่งจากสำนักหนึ่ง บรรยากาศตรงนั้นพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาทันที มีผู้บำเพ็ญพรตบางคนเดินออกไปอย่างเงียบๆ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากหรือว่าไม่กล้าว วิพากษ์วิจารณ์จิ๋งจิ่วลับหลัง แต่ก็มีบางคนที่ยิ่งวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงขึ้น
จิ๋งจิ่วอายุเท่านี้ก็ได้เป็นเจ้าสำนัก นี่เป็นเรื่องที่พบเห็นได้น้อยมากในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการบำเพ็ญพรต ยิ่งไปกว่านั้นสำนักชิงซานก็ไม่ใช่สำนักธรรมดาทั่วไปด้วย
“ตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์ของสำนักชิงซานจะเป็นรองสำนักจงโจว ทว่าในอนาคตเกรงว่ายังคงเป็นสำนักชิงซานที่มีความได้เปรียบ แต่เมื่อยิ่งเป็นแบบนี้ ในเวลานี้ชิงซานก็ยิ่งควรทำตัวสงบเส สงี่ยมเพื่อรอเวลา”
“ถูกต้อง หากอยากจะหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า เกรงว่าครั้งนี้สำนักชิงซานคงต้องยอมไปก่อน”
“เดิมสำนักชิงซานก็ไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว ทำไมต้องไม่ยอมด้วย? หลายปีมานี้สำนักต่างๆ ต้องสูญเสียยันต์ หินผลึกและของวิเศษไปมากน้อยเท่าไรเพื่อสะกดอุโมงค์เหล่านั้นเอาไว้ แล้วสำนัก กชิงซานฆ่ามารเผ่าหมิงไปกี่คน?”
“นั่นเป็นเพราะสำนักชิงซานไม่อยากฆ่าหรือเปล่า? ความจริงแล้วตอนนี้มันก็ไม่มีมารจากเผ่าหมิงโผล่มาให้ฆ่านี่นา มาคิดๆ ดูแล้วตอนนั้นสำนักชิงซานต้องสูญเสียคนไปมากน้อยเท่าไรกัน?”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ ในเมื่อไม่มีมารเผ่าหมิงให้ฆ่า อีกทั้งยังไม่มีอุโมงค์ที่ต้องสะกด แล้วสำนักชิงซานมีสิทธิ์อะไรถึงยังจะแบ่งเอาทรัพยากรไปตั้งมากมายเหมือนเมื่อหกร้อยปีก่อน? ? เจ้าไม่ได้ทำอะไร แล้วทำไมต้องเอาของไป ยิ่งไปกว่านั้นยังเอาไปเยอะที่สุดด้วย! ต่อให้คนธรรมดาแยกบ้านก็ยังไม่ทำแบบนี้เลยใช่หรือเปล่า?”
เมฆขาวกระจายตัว เรือยักษ์บินขึ้นไปอีกครั้ง คนจากสำนักจงโจวเดินเข้าไปในตำหนักใหญ่แล้ว
เหล่าผู้บำเพ็ญพรตมองเห็นอย่างชัดเจน นอกจากศิษย์หนุ่มสาวอย่างไป๋เจ่าและไป๋เชียนจวินแล้ว ครั้งนี้สำนักจงโจวส่งเจ้าแห่งหุบเขาอย่างเยวี่ยเชียนเหมินมาถึงสามคน แต่ละคนล้วนแต่เป็นย ยอดฝีมือขั้นศูนยตา
ส่วนคนที่อยู่ด้านหน้าสุดที่เหมือนมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ทั่วทั้งร่างกายจนไม่สามารถมองทะลุเข้าไปได้…ย่อมต้องเป็นนักพรตไป๋ที่เล่าลือกัน
จงโจวมากันมากขนาดนี้ สำนักชิงซานจะรับมืออย่างไร?
นักพรตกว่างหยวนต้องมา ฟางจิ่งเทียนเกรงว่าคงต้องออกมาจากการเก็บตัวก่อนกำหนด แล้วก็ยังต้องให้หยวนฉีจิงมานำทัพด้วยตัวเองด้วย ถึงจะสามารถรับมืออีกฝ่ายได้
เสียงระฆังพลันดังขึ้น ม้วนวนขึ้นไปด้านบนแล้วสลายหายไป เหมือนกับหมอกควันที่อยู่ในป่าเจดีย์
วัดกั่วเฉิงเงียบสงัด เหล่าผู้บำเพ็ญพรตจากแต่ละสำนักไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์กันต่อ แต่ละคนมองไปทางป่าเจดีย์ พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งเดินออกมาจากทางด้านนั้น
เจ้าล่าเยวี่ยอุ้มแมวขาวเดินอยู่ข้างหน้า
กู้ชิงอุ้มกระบี่ที่ใช้ผ้าห่อเป็นชั้นๆ แต่ยังแผ่ไอเย็นยะเยือกและอ้างว้างออกมา
จัวหรูซู่ยกอดตัวเอง
จิ๋งจิ่วเดินอยู่ด้านหลัง
ชิงซานมากันแค่นี้