มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 30 วิถีทางของคนอ่อนแอที่ไม่มีทางเลือก?
อาต้าฟุบหมอบอยู่ในอ้อมอกของเจ้าล่าเยวี่ย มองดูแมวป่าสีดำตัวนั้นวิ่งออกไปไกล
สายตาของหลายๆ คนก็มองตามมันออกไปเช่นกัน จากนั้นค่อยๆ เลื่อนขึ้น มองดูหมู่ อ่อยอดเขาที่ห่างออกไป
ไม่มีใครมองเหอเว่ย เพราะรู้สึกเห็นใจ ไม่อยากให้เขาต้องอับอายไปมากกว่านี้
ก่อนหน้านี้ภายในตำหนักมีบรรยากาศตึงเครียด แต่ตอนนี้กลับเป็นความรู้สึกกดดันและกระอักกระอ่วน
เป็นถึงเจ้าสำนักคุนหลุน เพื่อที่จะล้างแค้นให้กับศิษย์น้องแล้วถึงกับยอมล่วงเกินเรือนอี้เหมาและสำนักชิงซาน แต่สุดท้ายกลับต้องล้มเลิกความคิดเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของนักพรตไป๋
นี่คืออำนาจของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียนอย่างนั้นหรือ? แต่นักพรตไป๋ทำเช่นนี้ หรือว่าไม่กลัวพันธมิตรอย่างสำนักคุนหลุนจะตีตนออกห่าง?
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมาแต่ไกล พัดลอยเข้ามาในตำหนักที่เงียบสงัด ให้ความรู้สึกเย็นสบาย
เป้าหมายของการบำเพ็ญเพียรคืออายุที่ยืนยาว แต่พวกเขากลับต้องเอาเวลาอันล้ำค่าที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรมาดูเรื่องราวแบบนี้
หลายๆคนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา รู้สึกว่าในเวลานี้ตนเองไม่ควรจะอยู่ที่วัดกั่วเฉิง หากแต่ควรกลับไปสำนักเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
……
……
ในดินแดนหมิงไม่มีฤดูทั้งสี่ มีเพียงมืดและสว่างสองช่วงเวลา แบ่งตามเพลิงสวรรค์และการขึ้นลงของแม่น้ำหมิง ทีนี้ย่อมไม่มีลมฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นสบาย เมืองหลวงตั้งอยู่บริเวณภูเขาหินสีดำที่ใหญ่โตมโหฬารลูกหนึ่ง ตรงหน้าผาที่สูงชันที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้มีกระท่อมที่ดูธรรมดาอย่างมากอยู่หลังหนึ่ง ด้านบนปูเอาไว้ด้วยใบไม้สีทอง แต่กลับดูสวยงามและยิ่งใหญ่
ที่นี่คือเรือนวิญญาณของลูกศิษย์คนโตของหมิงซือ ย่อมไม่จำเป็นต้องมีคนคอยเฝ้า
สำหรับชาวเผ่าหมิงแล้ว ลูกศิษย์คนโตของหมิงซือนั้นเป็นเหมือนพระเจ้า แทบจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พวกเขาเพียงแค่กล้าคุกเข่าอยู่ด้านล่างหน้าผา โขกศีรษะคำนับขอพรไม่หยุด เมื่อมองดูชาวเผ่าหมิงที่มาออกันเหมือนมดอยู่ด้านล่างหน้าผา ถงเหยียนก็คิดถึงคนป่วยที่มาตั้งแถวเรียงรายอยู่สองข้างทางของถนนหลวงมั่วชิวเพื่อขอให้สมณะแพทย์ของวัดกั่วเฉิงช่วยรักษาอาการป่วย บนใบหน้าอันขาวซีดมีอารมณ์ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเล็กน้อยก่อนจะหายไป
เพลิงสวรรค์ค่อยๆ มืดลง แม่น้ำหมิงค่อยๆ สงบลง ช่วงเวลากลางคืนที่มิได้ต่างอะไรกับช่วงเวลากลางวันนักมาเยือนโลกใต้ดิน
ถงเหยียนดึงสายตากลับมาพลางเดินเข้าไปในกระท่อม ห้องที่มืดสลัวถูกใบไม้สีทองและหินผลึกส่องจนสว่างเจิดจ้า เกิดเป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนกับโลกที่อยู่ด้านนอกกระท่อม
เด็กคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ตรงหน้าโต๊ะ ผมสีดำที่ดูเหมือนใบไม้ตรงด้านหน้าหน้าผากพลิ้วไหวแผ่วเบา แต่มือที่จับพู่กันกลับมั่นคงดุจหิน
ตัวหนังสือที่อยู่บนกระดาษเหล่านั้นก็ดูชัดเจนเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าสวยงาม
ถงเหยียนค่อนข้างประหลาดใจ เด็กคนนี้คือสายเลือดของราชวงศ์ที่พลัดหายไปอยู่ข้างนอก หมิงซือใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าจะพากลับมาได้ เหตุใดถึงเชี่ยวชาญภาษาและตัวหนังสือของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้? ต่อให้หมิงซือตั้งใจสอนเขาอยู่สักหลายปี แต่การใช้เวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถเชี่ยวชาญภาษามนุษย์ได้ขนาดนี้ก็นับเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมอย่างมากเช่นเดียวกัน
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ถงเหยียนก็ยังไม่รู้ชื่อที่แท้จริงของจักรพรรดิแห่งหมิงในอนาคตผู้นี้ หมิงซือให้เขาเรียกเด็กคนนี้ว่าอาเพียว
อาเพียวเป็นชื่อที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
ในภาษาโบราณของแผ่นดินเฉาเทียน คำคำนี้มีความหมายว่าผี
ถงเหยียน มองดูท่าทางการเขียนหนังสือของอาเพียว รู้สึกเหมือนมีใครกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกระดานหมากล้อม จากนั้นวางหมากลงไปตัวหนึ่ง
เขาชอบเล่นหมากล้อมที่สุด เพียงแต่ไม่ชอบเล่นหมากล้อมกลับจิ๋งจิ่ว ดังนั้นเขาจึงนั่งลงตรงข้ามกับอาเพียว
อาเพียววางพู่กันในมือลง มองดูเขาอย่างเงียบๆ รอให้เขาพูด
“กรรมมิใช่สิ่งที่สำนักฌานเป็นคนกำหนด หากแต่เวลาจะเป็นคนให้คำตอบออกมาเอง”
ถงเหยียนหยิบเอาพู่กันแท่งนั้นขึ้นมาขีดเส้นที่ไม่มีอยู่จริงไปบนอากาศที่คั่นอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน ก่อนกล่าวว่า “ทิศทางของเวลาคือเส้นที่มีจุดเริ่มต้น แต่ไม่มีจุดจบ”
อาเพียวครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า “แล้วถ้าหากเป็นวงกลมล่ะ?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “หากหน้าหลังสามารถเชื่อมต่อกันได้ เช่นนั้นมันก็จะทำให้เกิดเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมากมาย แต่ถ้าหากมองจากประสบการณ์ของพวกเรา เส้นเส้นนี้ไม่มีทางที่จะเชื่อมต่อกันได้”
อาเพียวกล่าวว่า “ดังนั้นกรรมจึงไม่สามารถทำลายถูกทำลายได้?”
“อย่างน้อยพวกเราที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ทำไม่ได้ ผู้ที่บรรลุกลายเป็นเซียนก็ทำไม่ได้ ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามกรรมได้ อย่างมากทำได้เพียงตัดกรรม”
ถงเหยียนกล่าวว่า “หากเจ้าสำนักเห็นด้วย ท่านก็จะได้กลายเป็นจักรพรรดิแห่งหมิงองค์ต่อไป เช่นนั้นท่านจะนำพาโลกนี้เดินไปในทิศทางไหนกันแน่?”
อาเพียวกล่าวว่า “หลายปีมานี้ข้าอ่านหนังสือมากมาย ในเริ่มแรกสุดนั้นบรรพบุรุษของพวกข้าเพียงแต่คิดปกป้องตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ถูกมารจากนอกโลกอย่างพวกเจ้าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ภายหลังได้เกิดความไม่พอใจขึ้นเป็นจำนวนมาก คิดอยากจะแบ่ง แสงอาทิตย์ และสายฝนที่อยู่ด้านบน คิดอยากจะได้ที่ที่อุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกให้พืชผลจำนวนมากเหล่านั้น ข้าเคยกินข้าว มันอร่อยมากจริงๆ”
ถงเหยียนกล่าวว่า “นี่เป็นความคิดปกติและสามารถเข้าใจได้ง่าย แต่ข้าคิดว่ามันน่าจะไม่ใช่คำตอบที่เจ้าสำนักจะสามารถยอมรับได้”
อาเพียวกล่าวอย่างจริงจังว่า “แสงอาทิตย์และสายฝนอาจจะเป็นสิ่งที่ดี แต่มันไม่เข้ากับวิชา หรือกระทั่งอาจจะมีปัญหากับเลือดลมของพวกข้าเสียด้วยซ้ำ เผ่าพันธุ์ของพวกข้าใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี หลอมรวมเป็นหนึ่งกับที่นี่มาตั้งนานแล้ว แทบจะไม่มีทางแยกออกจากกันได้ แล้วไยจะต้องออกไปให้ได้ด้วย? เพียงแต่ที่นี่มันลำบากจริงๆ หรือไม่บางทีพวกท่านอาจจะยินดีแสดงความใจกว้างของตนเองออกมา?”
ถงเหยียนมองดูดวงตาเขาอย่างเงียบๆ และแสงไฟที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นเป็นบางครั้งบางคราว เขามองไม่ออกว่าเด็กคนนี้กำลังพูดโกหก หรือว่าคิดเช่นนี้จริงๆ
สิ่งเหล่านั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ว่าไม่เหมาะกับข้า ดังนั้นข้าจึงไม่ต้องการ
หลักเหตุผลนี้เข้าใจได้ง่าย แต่กลับมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำได้
“ได้ยินว่าตอนนี้รัชทายาทของเผ่าพันธุ์มนุษย์คนนั้นก็มีอาจารย์เหมือนกัน เป็นอาจารย์เซียนจากชิงซานเหมือนกันใช่หรือเปล่า?”
อาเพียวพลันยิ้มขึ้นมา จากนั้นถามว่า “จะว่าไปแล้ว ข้ากับเขาก็ค่อนข้างคล้ายกันจริงๆ”
ถงเหยียนกล่าวว่า “เหตุได้ถึงพูดเช่นนี้?”
อาเพียวลืมตาโต ดูค่อนข้างไร้เดียงสา กล่าวถามว่า “ท่านก็เป็นอาจารย์เซียนของชิงซานไม่ใช่หรือ?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “น่าจะถือว่าใช่”
สายตาที่ไร้เดียงสาที่อยู่ในดวงตาของอาเพียวพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย เขากล่าวเสียงเบาๆ ว่า “แต่ข้ารู้ว่าท่านคือถงเหยียนของสำนักจงโจวนะ”
ถงเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้กับข้า เพราะข้าไม่ใช่กรรมของท่าน”
อาเพียวกล่าวถามอย่างสงสัยว่า “อย่างนั้นคือใคร?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “หากไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย ท่านจะกลายเป็นลูกศิษย์ของเจ้าสำนัก”
อาเพียวค่อนข้างแปลกใจ กล่าวว่า “เขาจะลงมาที่ดินแดนหมิง?”
ถงเหยียนมองเขา กล่าวว่าา “ย่อมต้องเป็นท่านที่ขึ้นไป”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็เดินออกไปนอกกระท่อม มายังใต้ต้นไม้ต้นนั้นที่อยู่ริมหน้าผา
ต้นไม้ต้นนั้นไม่รู้ว่าคือต้นอะไร แม้จะอยู่ในดินแดนหมิงที่ไม่มีแสงอาทิตย์ก็ยังเติบโตได้อย่างสูงใหญ่ ดูคล้ายหมึกแท่งใหญ่ที่ดูสะดุดตาเมื่ออยู่ในโลกที่มืดสลัวแห่งนี้
หมิงซือยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ชุดสีน้ำเงินดูคล้ายหยดสีบนแท่งหมึก
“เรื่องสำคัญขนาดนี้ก็ยังไม่ยอมลงมาดูด้วยตนเองเสียหน่อย นี่เขากลัวหรือว่าขี้เกียจกันแน่?”
“ทั้งสองอย่าง”
ถงเหยียนมองตามสายตาของหมิงซือขึ้นไปบนท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกล
ในอุโมงค์เส้นหนึ่งที่อยู่ห่างไกลถูกส่องสว่าง เงาร่างหนึ่งบินขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
หมิงซือกล่าวว่า “ขึ้นไปอีกหนึ่งแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะเชื่อจริงๆ”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ข้าขอแนะนำว่าท่านอย่าได้ทำอะไรกับอาเพียว เจ้าสำนักไม่ชอบความยุ่งยาก”
หมิงซือกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “องค์ชายคืออนาคตของดินแดนหมิง ข้าไหนเลยจะกล้าทำอะไร”
……
……
แมวป่าสีดำตัวนั้นค่อยๆ กลับมายังด้านนอกตำหนัก มันรู้สึกเหมือนว่าด้านในมีพลังอะไรบางอย่างที่คอยดึงดูดตัวเองเอาไว้
สายตาของมันมองลอดช่องประตูเข้าไป มองเห็นแมวสีขาวขนยาวตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่ในอ้อมอกของหญิงสาวคนหนึ่งอย่างสง่างาม
หญิงสาวคนนั้นดูค่อนข้างเย็นยะเยือก ทำให้มันรู้สึกค่อนข้างหวาดกลัว ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับการที่นางกำลังมองดูหญิงสาวอีกคนหนึ่งหรือเปล่า
หญิงสาวคนนั้นกำลังกล่าวอะไรเบาๆ
ยันต์อะไร? หินผลึกอะไร? สมุนไพรของสำนักเต๋าตงอี้ฟังดูแล้วไม่อร่อย ตานปีศาจน่าจะไม่เลว
แมวป่าฟังคำพูดของหญิงสาวไม่เข้าใจ มันเพียงแต่รู้ว่าหญิงสามที่สวมชุดสีขาวนั่นงดงามเป็นอย่างมาก สีหน้าดูอ่อนแอ แต่น้ำเสียงกลับนุ่มนวล ฟังแล้วรู้สึกสบายเป็นอย่างมาก
คนที่อยู่ในตำหนักเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
สายตาจำนวนนับไม่ถ้วนมองไปยังไป๋เจ่า แววตามีความรู้สึกชื่นชม
เมื่อได้ฟังนางใช้น้ำเสียงที่เยือกเย็นบรรยายข้อเรียกร้องของสำนักจงโจว กระทั่งสายลมในฤดูใบไม้ร่วงก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง การลอยร่วงลงมาของใบไม้ก็ดูชัดเจนขึ้น
นางดูสุขุมและเยือกเย็น นั่นคือสัญญาณว่าสภาวะขั้นจิตทารกกำลังบริบูรณ์ ดูแล้วมีโอกาสที่จะบรรลุเข้าสู่ขั้นแปรจิตในอีกยี่สิบปีหลังจากนี้
ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพราะต่างรู้ว่านางสุขภาพไม่แข็งแรง มีหลายคนที่คิดว่าการบำเพ็ญเพียงของนางจะต้องพบเจอปัญหามากมาย ต่อให้ในตอนแรกจะสามารถอาศัยวิชาและยาวิเศษของสำนักจงโจวในการทำให้ตนเองสามารถไล่ตามอัจฉริยะของสำนักอื่นได้ แต่เมื่อถึงช่วงท้ายของการบำเพ็ญเพียร จะต้องถูกทิ้งห่างอย่างแน่นอน แต่ใครจะไปคิดบ้างว่าจนถึงตอนนี้แล้ว นางก็ยังไม่ได้ด้อยไปกว่าจัวหรูซู่ยและเจ้าล่าเยวี่ยเลย
นี่ย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับรากฐานที่หยั่งลึกของสำนักจงโจว แต่คนที่อยู่ในตำหนักจำนวนไม่น้อยต่างทราบถึงความลับบางอย่าง พวกเขาคิดไปถึงช่วงเวลาหกปีในที่ราบหิมะ สายตามองไปยังจิ๋งจิ่วโดยไม่รู้ตัว
เปลือกตาของจิ๋งจิ่วพริ้มลงเล็กน้อย แต่ทุกคนต่างรู้ว่าเขายังตื่นอยู่
ไป๋เจ่าไม่ได้จงใจที่จะหลบหลีกเขา หากแต่ยืนมองเขา พลางพูดอย่างเยือกเย็น
มือของเจินเถาสั่นเทาเล็กน้อย ออกแรงคว้าจับแขนเสื้อ รู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก
เชวี่ยเหนียงส่ายศีรษะ ทันใดนั้นพลันพบว่าเซี่ยงหว่านซูที่อยู่ในกลุ่มลูกศิษย์ของสำนักจงโจวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังมองมาที่ตน จึงยิ้มทักทายกลับไปเล็กน้อย
เซ่อเซ่อถอนใจ ในใจครุ่นคิดว่าถ้าไปชิงตัวพี่จานกลับมาจากเมืองไป๋เฉิง กินปลาย่างเคล้าสุรา นั่นมันจะมีความสุขแค่ไหนกัน ไยต้องมาพูดเรื่องน่าเบื่อเหล่านี้อยู่ที่นี่ด้วย ต้องโทษจิ๋งจิ่วนั่นแหละ ทำไมถึงเป็นเจ้าสำนักชิงซานเร็วขนาดนั้น?
ไม่ใช่แค่เพียงหญิงสาวเหล่านี้เท่านั้น กระทั่งอาจารย์เหล่านั้นก็ยังทอดถอนใจเมื่อได้เห็นท่าทางที่ไป๋เจ่ายืนพูดอยู่ตรงหน้าจิ๋งจิ่วอย่างเยือกเย็น
เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างชายหญิงคู่นี้นั้นมีชื่อเสียงในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตอย่างมากจริงๆ
ไป๋เจ่าเก็บพลัง
แผนที่ที่อยู่ในตำหนักเปลี่ยนเป็นจุดแสงก่อนจะหายไป
“แผ่นดินเฉาเทียนไม่ได้ถูกเผ่าหมิงบุกโจมตีมาเป็นเวลาสามร้อยกว่าปีแล้ว มีปรากฏตัวบ้างเป็นบางครั้ง แต่มีจำนวนที่น้อยอย่างมาก ในช่วงเวลาหกสิบปีที่ผ่านมานี้มีเพียงแค่ร่างเงาที่ปรากฏขึ้นมา ยากที่จะก่อความวุ่นวายอะไรได้ เขาอวิ๋นเมิ่งไม่เคยปฏิเสธความเสียสละของสหายชิงซานเมื่อในอดีต แล้วก็ไม่กล้าแสดงความไม่เคารพใดๆ แต่ถ้าจะมีคำพูดที่ไม่เคารพอยู่บ้างล่ะก็ นั่นก็คือในเมื่อนี่คือความผิดที่นักพรตไท่ผิงก่อเอาไว้ สำนักชิงซานก็ควรรับผิดชอบมากกว่านี้”
นางมองไปทางฉานจึพลางกล่าวว่า “พวกเราคงยืนยันตามคำเรียกร้องที่ได้ว่าเอาไว้ในตอนฤดูใบไม้ผลิ รายละเอียดของส่วนแบ่งที่เกี่ยวข้องก็ได้ส่งไปยังเมืองเจาเกอแล้ว”
ฉานจึนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ ส่งสัญญาณบอกว่าตนเองไม่มีอะไรอยากพูด
ไป๋เจ่ามองไปทางจางอี๋อ้ายก่อนกลาวว่า “อาจารย์อาจาง กรมชิงเทียนน่าจะเห็นรายละเอียดที่ข้าส่งไปให้แล้วกระมัง”
นางยิ่งเรียกขานอย่างเคารพ สีหน้าของจางอี๋อ้ายก็ยิ่งดูแย่
“ตามกฎของงานชุมนุมเหมยฮุ่ย ราชสำนักจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องเหล่านี้ ขอเพียงสำนักชิงซานตกลง กรมชิงเทียนก็จะจัดการตามที่ได้ตกลงกันใหม่”
ไม่ว่าจะเป็นหินผลึก ยาวิเศษ ไข่มุกทะเลหรือว่าเงิน หรือว่าทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรอย่างทองบริสุทธิ์ ตานปีศาจและเลือดอสูร ตั้งแต่เรื่องการเก็บรวบรวมไปจนถึงเรื่องการหลอมออกมา แล้วก็ไปจนถึงเรื่องการแจกจ่ายนั้นคือเรื่องที่ยุ่งยากเป็นอย่างมาก เมื่อหกร้อยปีก่อน นักพรตไท่ผิงได้อาศัยความสามารถในการคิดคำนวณที่ยอดเยี่ยมและการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย และการสนับสนุนอย่างลับๆ จากวัดกั่วเฉิง อีกทั้งยังได้ฮ่องเต้พระองค์ก่อนมาคอยช่วยเติมเชื้อไฟ ถึงได้เกลี้ยกล่อมสำนักจงโจวและสำนักใหญ่ๆ สำนักอื่นได้สำเร็จ ความสงบสุขอย่างแท้จริงของโลกบำเพ็ญพรตได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น
การที่สำนักจงโจวคิดจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนที่ได้ตกลงกันเอาไว้ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่ เพียงแต่สัดส่วนที่พวกเขาต้องการปรับเปลี่ยนนั้นมีจำนวนที่น้อยอย่างมาก แล้วก็ยังมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากสำนักกระบี่ซีไห่อีก เมื่อมองดูเผินๆ แล้ว สำนักชิงซานก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้ เพียงแต่ก็เหมือนอย่างที่หนานชวีที่เป็นปรมาจารย์แห่งเกาะหมอกได้กล่าวเอาไว้ หากชิงซานยอมถอยก้าวนี้ พวกเขาจะต้องถอยไปตลอดหรือไม่?
ไม่ว่าหนึ่งก้าวจะยาวแค่ไหน แต่การถอยมันก็คือการถอย
ใช้การถอยเป็นการก้าวไปข้างหน้า นั่นคือวิธีของผู้อ่อนแอเวลาอับจนหนทาง
ไป๋เจ่าเดินไปข้างหน้าจิ๋งจิ่ว รอคอยคำตอบของเขา
จิ๋งจิ่วเงยหน้าขึ้นมามองนาง ก่อนกล่าวว่า “อันดับแรก สัดส่วนของซีไห่นั้นเป็นของพวกข้า เรื่องอื่นไม่เปลี่ยน”
ไป๋เจ่ามองเขาอย่างเงียบๆ รู้ว่าน่าจะยังมีคำพูดหลังจากนี้อีก
เจ้าล่าเยวี่ยมองจิ๋งจิ่ว ทันใดนั้นพลันเข้าใจแล้วว่าเขาคิดจะทำอะไร ดวงตาเปล่งประกายขึ้นมา
เสียงหวึ่งเบาๆ ดังขึ้น เมฆฤดูใบไม้ผลิบนท้องฟ้าแหวกเป็นรูเล็กๆ รูหนึ่ง กระบี่บินเล่มหนึ่งบินลงมาอย่างรวดเร็ว
จดหมายกระบี่ฉบับนี้มาจากชิงซาน ตกลงในมือกู้ชิง จิ๋งจิ่วส่งสายตาบอกให้ส่งต่อให้ฉานจึ
จากนั้น ภายในวัดกั่วเฉิงก็มีเสียงระฆังดังขึ้นมา
นกหานเฮ่าแหวกอากาศลงมา นำเอาข่าวจากทางด้านนั้นมาแจ้ง
จดหมายจากกรมชิงเทียนลอยมา
สถานการณ์วุ่นวายขนาดนี้ ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่ในตำหนักต่างรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง
ปู้ชิวเซียวกล่าวถามว่า “หรือว่าเมืองไป๋เฉิงจะเกิดเรื่องขึ้น?”
เมื่ออ่านจดหมายกระบี่ฉบับนั้นจบ ฉานจึก็มองไปทางจิ๋งจิ่วด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง ก่อนกล่าวว่า “ไม่ เป็นยอดฝีมือจากเผ่าหมิงที่มา”
ปู้ชิวเซียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวถามว่า “ใคร?”
ฉานจึกล่าววว่า “ปุโรหิตที่สิบสอง”
ปู้ชิวเซียวเคยได้ยินชื่อของยอดฝีมือเผ่าหมิงที่ขึ้นชื่อเรื่องความทะเยอทะยานและกระหายเลือดผู้นี้ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงระมัดระวังว่า “ในเมื่อมิใช่มหาปุโรหิตกับหมิงซือ ต่อให้ส่งร่างเงามาที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
ฉานจึส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “เป็นร่างจริง”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ภายในตำหนักพลันแตกตื่นขึ้นมา
ยอดฝีมือของดินแดนหมิงใช่ร่างจริงมาที่แผ่นดินเฉาเทียน!
เป็นเวลานานแล้วที่ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณว่าเผ่าหมิงจะบุกมาบนโลก?
ปู้ชิวเซียวพลันลุกขึ้นยืนทันที เขากล่าวถามเสียงทุ้มต่ำว่า “อยู่ที่ไหน? มีชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายหรือเปล่า?”
“ปุโรหิตที่สิบสองปรากฏตัวขึ้นที่เขาเหลิ่งซาน จากนั้น…”
ฉานจึมองไปทางจิ๋งจิ่ว ก่อนกล่าวว่า “ถูกสหายชิงซานสังหาร”
…………………………………………………………….