มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 31 เหยี่ยวเหนือเขาเหลิ่งซาน
สิ้นเสียงของฉานจึ บรรยากาศภายในตำหนักก็เปลี่ยนแปลงไม่หยุด
ผู้คนต่างรู้สึกตกตะลึง ขณะเดียวก็รู้สึกเหลวไหลอย่างมากด้วย
ก่อนหน้านี้สถานการณ์ดูวุ่นวายขนาดนั้น จดหมายจากสำนักต่างๆ และราชสำนักทยอยมาส่งข่าว คล้ายฝนกำลังจะตกลงมา เผ่าหมิงกำลังจะบุกขึ้นมา ปู้ชิวเซียวตบโต๊ะลุกขึ้น แต่หลังจากนั้นยอด ดฝีมือจากเผ่าหมิงผู้นั้นก็ตายไปง่ายๆ แบบนี้
แมวป่าสีดำตัวนั้นรู้สึกแปลกๆ มันส่งเสียงร้องเมี้ยวออกมาอย่างหวาดกลัว ก่อนจะวิ่งหนีออกไปอีกครั้ง
ทุกคนพลันคิดถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ ฉานจึบอกว่าปุโรหิตที่สิบสองคนนั้นปรากฏตัวขึ้นที่เหลิ่งซาน จากนั้นก็ถูกสหายของชิงซานสังหาร แต่ชิงซานอยู่ทางใต้ ห่างจากเขาเหลิ่งซาน หลายหมื่นลี้….เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ เพียงแต่หลายคนยังตั้งตัวไม่ทัน ต่อให้คิดได้ก็ไม่กล้าถามออกมาเช่นกัน
แสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงทอดลงมาด้านนอกตำหนัก เสียงระฆังหยุดไปแล้ว เสียงของไป๋เจ่าดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ทำไมสหายชิงซานจึงไปอยู่ที่นั่น?”
ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ไม่ทางที่นกสองตัวจะบินชนกัน ยกเว้นก็แต่เหยี่ยวนกเขาที่เตรียมพร้อมโจมตีแต่แรกแล้ว
จิ๋งจิ่วไม่ได้ตอบคำถามนี้ คนที่ตอบคำถามคือกู้ชิง
เขากล่าวด้วยเสียงราบเรียบว่า “เพราะนี่เป็นเรื่องที่พวกเราควรทำ”
คำตอบนี้เหมาะสมกับฐานะของเจ้าสำนักชิงซานอย่างมาก เป็นบุคลิกของผู้นำแห่งฝ่ายธรรมะ แต่ก็เป็นคำพูดที่ไม่มีความหมายอะไรเช่นกัน
กู้ชิงเองก็คาดเดาได้ถึงแผนการของจิ๋งจิ่วเหมือนอย่างเจ้าล่าเยวี่ยแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่ได้เห็นถงเหยียนลงไปยังดินแดนหมิงด้วยตาตัวเองก็ตาม
เหตุผลที่สำนักจงโจวขอให้สำนักชิงซานถอยนั้นมีความตรงไปตรงมาอย่างมาก นั่นก็คือตอนนี้บนแผ่นดินเฉาเทียนไม่มีมารเผ่าหมิงบุกขึ้นมา ตอนนี้ก็มีแล้วไม่ใช่หรือ?
จิ๋งจิ่วลุกขึ้นเตรียมเดินออกไป
ไป๋เจ่ามองเขาพลางกล่าวถามว่า “นี่แค่เริ่มต้นขึ้น?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ถูกต้อง”
ไป๋เจ่ากล่าวว่า “อย่างนั้นทุกคนพักอยู่ที่วัดกั่วเฉิงต่ออีกสองสามวัน?”
จิ๋งจิ่วพยักหน้าอย่างเงียบๆ จากนั้นเดินออกไปนอกตำหนัก
จัวหรูซุ่ยเดินกอดอกตามออกไป หนังตายังคงห้อยตกลง แต่ศีรษะกลับเชิดขึ้น ท่าทีที่ใช้รูจมูกมองคนนั้นชัดเจนเป็นอย่างมาก
กู้ชิงกอดกระบี่คมจักรวาลเดินตามไปด้านหลัง ความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากในผ้าที่ห่อเป็นชั้นๆ นั้นไม่ใช่ความรู้สึกที่เย็นยะเยือกอีกแล้ว หากแต่เป็นจิตสังหารจางๆ
เจ้าล่าเยวี่ยอุ้มอาต้าเดินตามออกไปเป็นคนสุดท้าย แมวขาวหรี่ตามองดูคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเหล่านั้น ในสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกดูถูกและเย้ยหยัน
สำนักชิงซานออกไปแล้ว งานชุมนุมได้แต่ต้องจบลงเช่นนี้
มีบางคนวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของเผ่าหมิงอย่างตื่นเต้น มีบางคนเข้าไปกราบขอพบฉานจึ ด้วยคิดอยากจะขอทราบข้อมูลที่แน่ชัด มีบางคนกล่าวอะไรเสียงเบาๆ กับปู้ชิวเซียว
แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ความจริงแล้วคนที่เป็นที่จับตาดูมากที่สุดก็คือนักพรตไป๋
เมฆหมอกที่ดูเหมือนจริงกลุ่มนั้นทำให้ทุกคนไม่สามารถมองเห็นใบหน้าและสีหน้าของนักพรตไป๋ได้ เช่นนั้นก็ย่อมไม่สามารถวิเคราะห์ความคิดและอารมณ์ของนางได้
ทุกคนเพียงแต่รู้ว่านอกจากเรื่องที่บอกให้สำนักคุนหลุนล้มเลิกความคิดที่จะสืบคดีนั้นแล้ว วันนี้นางก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เจินเถาเองก็สังเกตเห็นถึงความแปลกประหลาดของเรื่องนี้ นางฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่อยู่รอบๆ ก่อนกล่าวออกมาอย่างเป็นกังวลว่า “นี่มันบังเอิญเกินไปแล้ว ไม่ว่าใครก็มองออกว่ามันม มีปัญหา”
เชวี่ยเหนียงที่อยู่ข้างๆ ยิ้มเล็กน้อยไม่ได้กล่าวกระไร ในใจครุ่นคิดว่าก่อนที่จะมายังวัดกั่วเฉิงจะต้องคำนวณเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้แล้วอย่างแน่นอน ไหนเลยจะมีคนที่คาดการณ์ได้เหน นือกว่าคนที่เป็นหนึ่งในวิถีหมากล้อมได้?
เซ่อเซ่อมองดูนาง เดิมคิดอยากจะดึงเจินเถาออกมาให้ไกลหน่อย แต่เมื่อคิดถึงข่าวลือในโลกแห่งการบำเพ็ญพรตข่าวนั้น นางก็ถามอย่างสงสัยขึ้นมาว่า “ได้ยินว่าเจ้ากราบเขาเป็นอาจารย ย์แล้ว?”
เชวี่ยเหนียงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ถูกต้อง”
เซ่อเซ่อพลันมองนางในแง่ดีขึ้น ท่าทีเองก็ดูเป็นมิตรขึ้น จึงกล่าวถามนางกับเจินเถาว่า “พวกเจ้ารู้จักปุโรหิตที่สิบสองหรือเปล่า?”
เชวี่ยเหนียงกับเจินเถาส่ายศีรษะ
“ท่านแม่เคยบอกว่านั่นเป็นคนที่ร้ายกาจอย่างมาก ทั้งทะเยอทะยานและโหดเหี้ยม มีผู้สนับสนุนในดินแดนหมิงจำนวนมาก เพียงแต่ไม่เคยขึ้นมาบนพื้นดิน”
เซ่อเซ่อเลิกคิ้วขึ้นมา ก่อนกล่าวอย่างภูมิใจว่า “คนแบบนี้ึขึ้นมาบนพื้นดิน แต่ผลสุดท้ายกลับต้องตายลงไปทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ก่อความวุ่นวายอะไร นี่ย่อมต้องเป็นเพราะสำนักชิงซาน นมีการเตรียมการเอาไว้”
เจินเถากล่าวถามว่า “อย่างนั้นชิงซานจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร?”
เซ่อเซ่อกล่าวว่า “สังหารปุโรหิตที่สิบสอง นี่เป็นการทำความดีความชอบอย่างใหญ่หลวงให้แก่เผ่าพันธุ์มนุษย์ ยังมีอะไรให้อธิบายอีก?”
……
……
ว่ากันว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูสีทอง แต่ฤดูใบไม้ผลิของเขาเหลิ่งซานเป็นสีขาว เป็นเพราะต้นหญ้าที่มีน้ำค้างแข็งเกาะจนเป็นสีขาวและหิมะที่ตกลงมาล่วงหน้า ลมหนาวที่เย็นยะเยือกพัด ดผ่านทุ่งกว้าง เก็บเกี่ยวความเขียวขจีไปจนหมด ทุกสิ่งที่กระจ่างใสจับตัวแข็ง มีเพียงตำแหน่งที่เป็นรอยแตกบนพื้นดินถึงจะมีสายลมอันอบอุ่นจากลาวาลอยขึ้นมา แต่มันกลับไม่อาจเปลี่ยน นสีขาวที่เป็นสีหลักของที่นี่ได้
ในโลกที่เป็นสีขาวแห่งนี้ สีแดงแถบนั้นดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก ต่อให้มองลงมาจากบนท้องฟ้าก็ยังมองเห็นได้
ชายรูปร่างเตี้ยเล็กคนหนึ่งนอนอยู่บนทุ่งกว้างที่รกร้าง บนร่างสวมชุดสีแดง
นี่คือการแต่งกายที่พบเห็นได้บ่อยๆ ของปุโรหิตเผ่าหมิง แตกต่างจากชุดที่มีสีสันต่างๆ ของราชวงศ์เผ่าหมิงอย่างเห็นได้ชัด
รอยแตกที่ร้าวลึกจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายตัวออกไปยังภูเขาที่รอบๆ โดยมีร่างกายของเขาเป็นจุดศูนย์กลาง มองไม่เห็นว่าปลายอีกด้านหนึ่งของรอยแตกเหล่านั้นอยู่ที่ใด
ในรอยแตกที่ไกลออกไปมีลาวาไหลทะลักออกมา หน้าผาที่อยู่ใกล้ๆ พังถล่มลงมาแถบหนึ่ง ฝุ่นควันตกลงมาปกคลุมพื้นดินที่อยู่รอบๆ แสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้ที่นี่ได้เกิดการต่อสู้ระดับส สูงที่รุนแรงอย่างมากขึ้น
ในร่างกายของชายรูปร่างเตี้ยผู้นั้นมีพลังที่แปลกประหลาดและแข็งแกร่งอย่างมากอยู่สายหนึ่ง ในเวลานี้พลังสายนั้นก็ค่อยๆ หลั่งไหลออกไปในฟ้าดินตามรอยแตกเหล่านั้นเช่นกัน
เขาคือปุโรหิตที่สิบสองของดินแดนหมิง
เขาลืมตา มองดูท้องฟ้าที่เป็นสีเทาอึมครึม สีสันภายในดวงตาค่อยๆ ขุ่นมัวขึ้นมา พลังชีวิตเองก็ค่อยๆ หลั่งไหลออกไป หลงเหลือเพียงอารมณ์สับสน
จนกระทั่งในเวลานี้ เขายังคงไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ครั้งนี้เขาเสี่ยงออกมาจากดินแดนหมิง เดินทางผ่านอุโมงค์ลับมาถึงพื้นดินของแผ่นดินเฉาเทียน เพื่อที่จะมาหาลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง
จากคำบอกเล่าของสำนักจงโจว มหาปุโรหิตและหมิงซือล้วนแต่ถูกจิ๋งจิ่วหลอก ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงไม่ได้อยู่ที่ชิงซาน
เขาต้องหาปลาไนเพลิงตัวหนึ่งที่อยู่ในเส้นปราณเพลิงใต้เขาเหลิ่งซาน ว่ากันว่าปลาไนเพลิงตัวนั้นมีเศษชิ้นส่วนของธงสุริยันอยู่ชิ้นหนึ่ง
จากนั้นเขาก็จะเจอผู้บำเพ็ญพรตวิถีมารของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ชื่อซูจึเย่ และได้ร่องรอยของนักพรตไท่ผิงจากคนผู้นี้ และสุดท้ายก็จะได้ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง
เบาะแสเหล่านี้ชัดเจนเป็นอย่างมาก ดูแล้วไม่มีปัญหาใดๆ แต่ว่า…ตัวเองเพิ่งจะออกมาจากดินแดนหมิง เหตุใดถึงเจอกับการซุ่มโจมตีของยอดฝีมือของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ล่ะ?
ปุโรหิตที่สิบสองมองดูท้องฟ้า ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าในเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ดวงนั้นคล้ายมีแม่น้ำหมิงที่ไร้รูปร่างสายหนึ่งแอบซ่อนอยู่ มันกำลังไหลลงมาอย่างช้าๆ นั่นคือสัญ ญญาณของความตายกำลังมาเยือนอย่างนั้นหรือ?
ตัวเองฝึกฝนอย่างยากลำบากมาร้อยปี หลอมร่างกายอยู่ในแม่น้ำหมิงมาสามหมื่นวัน แต่ผลสุดท้ายต้องกลับไปยังแม่น้ำหมิงง่ายๆ แบบนี้? เขารู้สึกไม่อาจยอมรับได้จริงๆ เพราะเขายังมีอีกห หลายเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ เขาอยากกลายเป็นมหาปุโรหิต กระทั่งอยากจะเป็นจักรพรรดิแห่งหมิงองค์ใหม่ เขาถึงขนาดคิดที่จะนำพากองทัพเผ่าหมิงขึ้นไปบนแผ่นดินเฉาเทียนอีกครั้ง เพื่อฟื้ นฟูเกียรติยศของบรรพบุรุษ…..
อาาา นั่นคือแสงอาทิตย์ที่เล่าลือกันอย่างนั้นหรือ?
เขาหรี่ตาอย่างยากลำบาก ในใจครุ่นคิดว่าพระอาทิตย์ไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่เล่าลือกันเลย แสงเองก็แสบตาอย่างมาก ไม่สบายเหมือนเพลิงสวรรค์ในดินแดนหมิง
ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต จู่ๆ เขาพลันเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมาสั้นๆ ในใจครุ่นคิดว่าเหตุใดตนเองและเผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องมาต่อสู้กันเพราะลูกเพลิงที่แสบตาดวงหนึ่งด้วย? เมื่อ คิดถึงคำถามนี้เสร็จ ลมหายใจเขาก็ขาดหายไป ดวงตาหลับลง เพลิงวิญาณสลายกลายเป็นจุดแสง ก่อนจะถูกเพลิงกระบี่ที่ตกลงมาจากบนท้องฟ้าสายหนึ่งเผาไหม้จนกลายเป็นควัน ไม่หลงเหลือร่องรอย ยใดๆ อีก
ในบรรดายอดฝีมือยุคใหม่ของเผ่าหมิง ปุโรหิตที่สิบสองคือภัยอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย
เขาทะเยอะทะยาน จิตใจมุ่งมั่น สายตายาวไกล ฝีมือโหดเหี้ยม และที่สำคัญที่สุดก็คือเขายังมีอนาคตอีกไกลให้เติบโต
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นมายังแผ่นดินเฉาเทียน
แล้วก็เป็นครั้งสุดท้าย
ความจริงสถานการณ์ที่เขาพบเจอมิอาจเรียกว่าการซุ่มโจมตีได้ เพราะคนที่ลงมือมีเพียงคนเดียว
บนเขารกร้างที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้แห่งหนึ่งมีนักพรตสวมชุดสีเขียวยืนอยู่ผู้หนึ่ง
ใบหน้าของนักพรตชุดเขียวดูธรรมดา ไม่ค่อยเข้ากับสภาวะที่สูงส่งและลึกล้ำของเขาเท่าไร
หลังมั่นใจว่าปุโรหิตที่สิบสองตายไปแล้ว เพลิงวิญญาณสลายหายไปจนหมด นักพรตชุดเขียวก็ยื่นมือเรียกกระบี่กลับมา
ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนเป็นอึมครึม ดวงอาทิตย์เองก็ไม่ได้แสบตาเหมือนอย่างก่อนหน้านี้
กระบี่บินเล่มนั้นสว่างเจิดจ้าเป็นอย่างมาก คล้ายแย่งชิงแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ไปหลายส่วน
ลมหนาวพัดขึ้นมาเบาๆ ประมุขนิกายเฟิงเตาบินลงมายืนบนยอดเขา
เขาประสานมือคารวะนักพรตชุดเขียว ก่อนกล่าวถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่า “ใช่นักพรตกว่างหยวนหรือไม่?”
นักพรตกว่างหยวนเป็นเจ้าแห่งยอดเขาซื่อเยวี่ยของชิงซาน แต่ไหนแต่ไรมาไม่ชอบทำตัวโดดเด่น จนกระทั่งในสงครามทะเลตะวันตกเมื่อหลายปีก่อน โลกบำเพ็ญพรตถึงได้รู้ว่าที่แท้เขาแข็งแกร่งเ เพียงใด ตอนนี้ฟางจิ่งเทียนเก็บตัวไม่ยอมออกมา อย่างนั้นถ้าว่ากันตามความแข็งแกร่งแล้ว เขาก็เป็นคนที่มีฝีมือสูงส่งเป็นอันดับสองของชิงซาน
ประมุขนิกายเฟิงเตาไม่เคยพบนักพรตกว่างหยวนมาก่อน ล้วนแต่อาศัยกระบี่บินที่สว่างเจิดจ้าเล่มนั้นในการคาดเดาตัวตนของอีกฝ่าย
กล้าฉายแสงแข่งกับดวงสุริยัน ย่อมต้องมีเพียงกระบี่สุริยันหวนกลับของยอดเขาซื่อเยวี่ยเท่านั้น
นักพรตกว่างหยวนคารวะกลับไป ท่าทียังคงดูเฉื่อยชาเหมือนอย่างปกติ น้ำเสียงเองก็ไม่มีอารมณ์ใดๆ แฝงเอาไว้อยู่ “ได้ยินว่ามีมารเผ่าหมิงแอบขึ้นมาที่นี่ ข้าก็เลยรีบมาฆ่า”
ประมุขนิกายเฟิงเตาหงุดหงิดเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่าที่นี่คือเขาเหลิ่งซาน สำนักชิงซานอยู่ไกลถึงทางใต้ ต่อให้เป็นกระบี่มิคำนึงที่เร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลาวันกว่าถึงจะมาถึงท ที่นี่ แต่ท่านรู้ว่ามีมารเผ่าหมิงก็เลยรีบมาฆ่าเนี่ยนะ? ท่านฆ่าอย่างไร? ใครๆ ต่างก็รู้ว่าท่านจะต้องแอบซ่อนตัวอยู่ที่นี่แน่ แต่ปัญหาก็คือสำนักชิงซานของพวกท่านช่วยจริงจั งหน่อยได้ไหม หาเหตุผลที่มันดีๆ หน่อย?
เขาสังเกตเห็นว่าบนชุดสีเขียวของนักพรตกว่างหยวนมีรอยฉีกขาด เจตน์กระบี่ค่อนข้างปั่นป่วน ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายน่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงมองดูสีแดงที่อยู่บนทุ่งรกร้าง สีหน้าเปล ลี่ยนไปเล็กน้อย ในใจครุ่นคิดว่ามารเผ่าหมิงผู้นี้กล้าปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ช่างเหิมเกริมยิ่งนัก หรือว่าจะเป็นลูกศิษย์คนไหนของหมิงซือ?
“ปุโรหิตที่สิบสองของเผ่าหมิง”
นักพรตกว่างหยวนหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมว่า “เหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
นี่เห็นได้ชัดว่าหลุดปากพูดออกมา
ประมุขนิกายเฟิงเตาไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องนี้ เขาบินไปทางทุ่งกว้าง
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขากับนักพรตกว่างหยวนก็มายืนอยู่ข้างศพของปุโรหิตที่สิบสอง มองดูรอยแตกร้าวบนทุ่งกว้างและหน้าผา รับรู้ได้ถึงไอพลังอันรุนแรงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ประมุ ขนิกายเฟิงเตาก็มั่นใจอีกครั้งว่าปุโรหิตที่สิบสองผู้นี้แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หากอาศัยกำลังของตัวเขาเพียงคนเดียว น่าจะยากที่จะรั้งตัวอีกฝ่ายเอาไว้ได้ เมื่อคิดถึงจุดนี้ เ เขาก็อดรู้สึกเลื่อมใสในสภาวะและพลังของนักพรตกว่างหยวนขึ้นมาไม่ได้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่เข้าใจในความมั่นใจของสำนักชิงซาน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมารเผ่าหมิงที่แข็งแกร่งขนาด นี้ แต่ชิงซานกลับส่งคนมาแค่คนเดียว?
ในขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ เขาพลันได้ยินเสียงร้องของเหยี่ยวดังมาจากบนเขาลูกหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป….ไม่สิ เหมือนมีคนกำลังร้องเพลง
ในที่สุดสีหน้าเฉื่อยชาของนักพรตกว่างหยวนก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คำพูดก็ไม่ได้ลื่นไหลเท่าไร “ศิษย์น้องหญิง…กำลังดื่มสุรา”
ประมุขนิกายเฟิงเตามองไปทางภูเขาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ลูกนั้น ในใจครุ่นคิดว่าที่แท้เจ้าแห่งยอดเขาหนานว่างก็มาด้วย
จากนั้นเขามองเห็นพายุหิมะที่ตกลงมาอย่างโดดเดี่ยวที่อยู่ห่างออกไปสายหนึ่ง ถึงได้รู้ว่าสำนักชิงซานนั้นเตรียมตัวมาพร้อมขนาดนี้