มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 45 ช่วงเวลาที่สงบสุข ไม่เล่นหมากที่น่าเบื่อ
หยวนฉวี่ไม่ได้ขี่กระบี่บินออกมา หากแต่เดินลงมาจากยอดเขาอวิ๋นสิง
ตอนนี้กระบี่เล่มนั้นยังไม่มีชื่อ เขาคิดจะขอให้อาจารย์หรือไม่ก็อาจารย์อาเจ้าสำนักช่วยตั้งชื่อให้มันสักชื่อหนึ่ง
เมื่อมีชื่อแล้วถึงจะสามารถแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็จะทำให้คนกระบี่รวมเป็นหนึ่งได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม รีบร้อนเกินไปก็ล้วนแต่ไม่ดี
เมื่อมาถึงด้านล่างยอดเขาอวิ๋นสิง ศิษย์ร่วมสำนักที่ทราบข่าวต่างพากันมาแสดงความยินดี แม้แต่ผู้อาวุโสสองสามท่านก็ยัง มาร่วมแสดงความยินดีด้วย ดูค่อนข้างอบอุ่นทีเดียว
หลังจากจิ๋งจิ่วเป็นเจ้าสำนัก เขาก็ไม่ได้ย้ายไปยังยอดเขาเทียนกวงตามธรรมเนียมที่ผ่านมา หากแต่ยังอาศัยอยู่บนยอดเขาเสินม่อ คนบนยอดเขาเสินม่อและเหล่าวานรย่อมต้องรู้สึกภูมิใจต ตามไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อหลายวันก่อน นักพรตกว่างหยวนและลูกศิษย์ของยอดเขาซื่อเยวี่ยได้ถูกส่งไปยังทะเลตะวันตกเพื่อแทนที่ยอดเขาปี้หู ว่ากันว่ากระทั่งงานเลี้ยงฉลองการรับตำแหน่งเจ้าส สำนักครั้งนี้ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมา
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? นี่ย่อมต้องมีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตอนที่อ่านคำสั่งเสียเมื่อหลายปีก่อนครั้งนั้น
เหล่าศิษย์ชิงซานมั่นใจอีกครั้งว่าท่านเจ้าสำนักเป็นคนที่คิดเล็กคิดน้อย ท่าทีที่มีต่อเหล่าลูกศิษย์ของยอดเขาเสินม่ออย่างหยวนฉวี่จึงย่อมต้องยิ่งมีความระมัดระวัง
……
……
กระบี่ที่บิดงอและมีน้ำค้างแข็งเกาะอยู่เล่มนั้นถูกจิ๋งจิ่วหล่อเลี้ยงเอาไว้บนยอดเขาอวิ๋นสิงมาเป็นเวลาห้าปี
ฝนฤดูใบไม้ผลิครั้งนั้นผ่านมาแล้วหกปี
เรื่องวุ่นวายภายในสำนักเสวียนหลิงผ่านมาแล้วเจ็ดปี
สงครามในทะเลตะวันตกผ่านมาแล้วเก้าปี
การแบ่งน้ำชาในตระกูลลู่ผ่านมาแล้วสิบปี
แล้วก็ในปีเดียวกันนั้นเองที่จิ๋งจิ่วออกมาจากชิงซาน เที่ยวแสวงหาของวิเศษมาลับกระบี่ ด้วยคิดอยากจะซ่อมแซมมือขวาของตนเองให้กลับมาเป็นเหมือนกัน เขาลงไปยังใต้ดินด้านล่างภูเขา เหลิ่งซาน ก่อนจะได้เจอกับหมิงซือตรงด้านหน้ากำแพงยักษ์โปร่งแสงแถบนั้น จากนั้นทำการนัดหมายเป็นเวลาสิบปี
ตอนนี้เวลาที่นัดหมายได้มาถึงแล้ว
ในวันที่ฤดูหนาวมาเยือน ริมทะเลตะวันออกมีลมที่เย็นยะเยือกชั่วร้ายพัดขึ้นมา กระดาษยันต์ที่อยู่ริมบ่อผ่านฟ้าลอยขึ้นมาเล็กน้อย แผ่กระจายแรงกดดันอันรุนแรงออกมา
ด้านล่างหน้าผาอันมืดมิดมีเสียงคำรามที่คล้ายเสียงฟ้าร้องดังขึ้นมา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ สัตว์ประหลาดที่หน้าตาน่าเกลียด ดูคล้ายเป็นการผสมผสานกันระหว่างก้อนหินและพืชตัวหน นึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมา
ต่อให้เป็นกุ่ยไชก็ไม่สามารถฝ่าข่ายพลังที่ยอดฝีมือรุ่นก่อนของวัดกั่วเฉิงและสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยวางเอาไว้ออกมาได้ มันทำได้เพียงหยุดอยู่ตรงหน้าผาที่อยู่ต่ำลงไปหลายสิบจ้าง เ เงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่มืดสลัว
ใบไม้ใบหนึ่งปลิวออกมาจากบนหน้าผากของกุ่ยไช ลอยตามลมที่ชั่วร้ายเยือกเย็นขึ้นมา ข้ามข่ายพลังเหล่านั้นมาอย่างเงียบๆ ก่อนจะตกลงริมบ่อผ่านฟ้า
ความจริงแล้วใบไม้ใบนั้นคือคนผู้หนึ่ง
คนผู้นั้นใบหน้าขาวซีด หน้าตาดูอ่อนเยาว์ ขนคิ้วบางเป็นอย่างมาก สายตาดูเฉยชา นั่นคือถงเหยียน
ในมือของถงเหยียนถือลังอยู่ใบหนึ่ง ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ด้านในคืออะไร
เขาใช้วิชาหลบหนีฟ้าดิน แต่ยังคงสัมผัสถูกข่ายพลัง อักขระที่อยู่บนผนังบ่อเหล่านั้นเริ่มเปล่งแสงที่ร้อนแรงราวดวงอาทิตย์ออกมา
กุ่ยไชที่อยู่ด้านล่างตัวนั้นส่งเสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดออกมา มันหมุนตัวแล้วปีนลงไปยังโลกด้านล่างอันมืดมิด
ถงเหยียนมองไปรอบๆ ภายในใจรู้สึกค่อนข้างแปลกใจ
ก่อนหน้านี้ในที่สุดการโจมตีของเหล่าปุโรหิตก็เบาบางลงไป หมิงซือได้พูดถึงเรื่องที่จะให้เขากลับไปบนแผ่นดินเพื่อทำเรื่องใหญ่เรื่องนั้น
แล้วก็ในเวลานี้เอง เขาถึงได้รู้เรื่องการนัดหมายสิบปีระหว่างจิ๋งจิ่วกับหมิงซือ
ทำไมตอนนี้จิ๋งจิ่วถึงไม่อยู่ที่นี่? ริมบ่อผ่านฟ้าไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว?
ต่อให้อักขระเหล่านั้นจะแยกแยะพลังของสำนักจักรวาลของตนองได้ แต่พวกมันจะปล่อยลังใบนั้นไปได้อย่างไร
ถงเหยียนสีหน้าคร่ำเคร่ง คิ้วทั้งสองค่อยๆ เข้มขึ้น ทันใดนั้นพลันพบว่าแสงสว่างอันร้อนแรงจากอักขระยันต์เหล่านั้นค่อยๆ หดหายไป
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวหลังหนึ่งบินมาตามลม ค่อยๆ ลอยลงมาตรงหน้าเขา
ถงเหยียนมองดูเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียว นิ่งเงียบเป็นเวลานาน สุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อ จึงยกลังใบนั้นเดินเข้าไป
ภายในเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวไม่มีคน ดูปกติธรรมดาเป็นอย่างมาก แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน
ถงเหยียนไม่ได้ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ว่าผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยไปไหน เขาเอาลังใบนั้นวางไว้ใต้เท้า จากนั้นหลับตาลง
เกี้ยวเล็กสั่นไหวเล็กน้อย น่าจะกำลังลอยขึ้นจากพื้น จากนั้นบินออกไป
หลังจากนั้นครู่หนึ่งถงเหยียนก็ลืมตาขึ้นมา เขาลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ยื่นมือไปเลิกผ้าม่านขึ้นมา
โลกแห่งการบำเพ็ญพรตต่างรู้ว่าเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวนั้นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย ไม่รู้ว่าจิ๋งจิ่วใช้วิธีอะไรถึงยืมเอามาใช้ได้
ผ้าม่านถูกเลิกขึ้นมา แต่กลับไม่มีลมลอยเข้ามา แล้วก็ไม่มีเสียงใดๆ
ทุ่งกว้างและภูเขาที่อยู่ด้านล่างเคลื่อนผ่านไปด้านหลังอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดได้
ถงเหยียนไม่ได้วางผ้าม่านลง เขามองดูทิวทัศน์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเหล่านั้นอย่างเงียบๆ
อยู่ในดินแดนหมิงมาเป็นเวลาหลายปี มองเห็นสีขาวดำและเปลวเพลิงเหล่านั้นมาเป็นเวลานาน สีสันที่เขียวขจีเช่นนี้ไม่ได้เห็นมาเป็นเวลานานมากแล้วจริงๆ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวก็ค่อยๆ ลดความเร็วลง ความสูงเองก็ค่อยๆ ลดลงจนมาถึงพื้น
ภายในเมืองเต็มไปด้วยไอหมอก ผู้คนเดินไปเดินมาอยู่ภายในหมอก บางคนเคยชิน บางคนบนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ยื่นมือออกไปคว้าจับไอหมอกไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าเป็นแขกต่างถิ่ นที่มาเยือน
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสียงพูดคุยกันของผู้คนลอยเข้ามาอย่างชัดเจน
แต่ที่น่าแปลกก็คือคนเหล่านั้นคล้ายมองไม่เห็นเกี้ยวหลังนี้ ไม่ได้มีสีหน้าแปลกใจหรือตกใจใดๆ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยย่อมต้องมีความมหัศจรรย์ของมันอยู่
ภายในเมืองคึกคักเป็นอย่างมาก เสียงพูดคุยเหล่านั้นดังขึ้นไม่ขาดสาย ใช้เวลาไม่นานเท่าไร ถงเหยียนก็รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนและเกิดอะไรขึ้น
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากชิงซาน มีชื่อว่าเมืองอวิ๋นจี๋ ช่วงนี้ภายในเมืองมีเทศกาลเฉลิมฉลองครั้งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองให้กับเรื่องที่ราชสำนักยกเว้นการเก็บภาษีดินแดนทางใต้เป็นเวลาสามปี
และที่ราชสำนักใจกว้างเช่นนี้ ก็เป็นเพราะว่านักพรตที่ชื่อจิ๋งจิ่วผู้นั้นกำลังเตรียมรับตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานอย่างเป็นทางการ
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวลอยผ่านไอหมอกและผู้คน ทิ้งเสียงพูดคุยเหล่านั้นเอาไว้เบื้องหลัง มาถึงในเรือนหลังใหญ่หลังหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าภูเขาทางด้านนอกเมือง
ภายในภูเขามีลำธารเล็กๆ สายหนึ่งไหลลงมา ทะลุผ่านเรือนหลังนั้น ต้นไม้และดอกไม้ริมสองฝั่งมิได้เยอะแยะอะไร แต่ก็พบเห็นได้ตลอดริมสองฝั่งของลำธาร เห็นๆ อยู่ว่าตั้งใจออกแบบขึ นมา แต่กลับให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ
ไอหมอกไหลตามลำธารไปในเรือนและหมู่ไม้ เงียบสงัดและทำให้จิตใจสงบ เรียกได้ว่าเป็นดินแดนเซียนบนโลกมนุษย์จริงๆ
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวหยุดลงภายในเรือน ความหมายชัดเจนเป็นอย่างมาก ที่นี้คือสถานที่ที่ถงเหยียนจะอาศัยอยู่หลังจากนี้
ถงเหยียนมองดูลังที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นกล่าวว่า “ข้าจะไปคุกกระบี่”
ภายในลังคล้ายมีเสียงกระแทกดังขึ้นมา ไม่รู้ว่าโกรธหรือว่าหวาดกลัว
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย มันบินขึ้นไปอีกครั้ง แหวกเมฆหมอกขึ้นไปบนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังหมู่เขาอันงดงามตรงเบื้องหน้า
ผ่านไปไม่นาน ลำแสงกระบี่จำนวนหลายสายก็ส่องสว่างท้องฟ้า กั้วหนานซานพาศิษย์ชิงซานสองสามคนเข้ามาต้อนรับ
เมื่อก่อนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักชิงซานและสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ประเดี๋ยวเป็นมิตรประเดี๋ยวเป็นศัตรู ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเหลียนซานเยวี่ย แต ต่สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างไปจากเมื่อก่อนนี้อย่างสิ้นเชิง ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นพันธมิตรที่มีความมั่นคงเหนียวแน่น ภายในงานชุมนุมในวัดกั่วเฉิง สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยได้ยืนอยู่ข้างสำนั กชิงซานอย่างชัดเจน มิได้สนใจความรู้สึกของนักพรตไป๋เลยแม้แต่น้อย
กั้วหนานซานและคนอื่นๆ ย่อมต้องนึกว่าภายในเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวมีผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยนั่งอยู่ พวกเขาย่อมต้องไม่เข้าไปสอบถามตรวจค้น หากแต่ทำการคารวะอย่าง นอบน้อม จากนั้นเปิดทางให้ผ่านไป
พวกเขาไหนเลยจะรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ภายในเกี้ยวหลังนั้นจะเป็นถงเหยียนที่หายตัวไปเป็นเวลาหลายปี
……
……
เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวบินไปในหมู่เขา แต่กลับไม่ได้ตรงไปยังยอดเขาเทียนกวงตามที่กั้วหนานซานนำทาง หากแต่เปลี่ยนทางตรงไปยังยอดเขาซั่งเต๋อ
กั้วหนานซานงุนงง ในใจครุ่นคิดว่าหรือผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยจะมีธุระอะไรกับอาจารย์ลุงกฎแห่งกระบี่?
ผู้อาวุโสกับอาจารย์อยากจะเจอหน้ากันล่วงหน้าเพื่อพูดคุยอะไร พวกเขาที่เป็นศิษย์รุ่นหลังย่อมไม่กล้าเข้าไปขัดขวาง จึงได้แต่บินตามไปยังยอดเขาซั่งเต๋อ
หิมะอันหนาวเหน็บบนยอดเขาซั่งเต๋อไม่เคยละลายหายไปไหน หนาวเย็นเสียดกระดูก ยิ่งไปกว่านั้นที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างยอดเขาซั่งเต๋อกับยอดเขาเทียนกวงก็มิค่อยสู้ดีเท่าไร กั้วหนาน ซานส่งคนเสร็จแล้วก็เดินทางออกไปโดยมิได้หยุดรอ
หยวนฉีจิงมองดูเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียว คิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจ
เขาไม่ชอบเรื่องแผนการและกลอุบายมากที่สุด แล้วก็ไม่อยากไปข้องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เขาหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่ได้ไปดูเลยว่าภายในเกี้ยวมีใครนั่งอยู่
เพียงแต่ก่อนที่จะออกไป เขาก็ไม่ลืมที่จะสั่งกำชับฉือเยี่ยนว่าก่อนที่เกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวหลังนี้จะจากไป ห้ามไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ถ้ำแม้แต่ก้าวเดียว
ถงเหยียนหิ้วลังเดินออกมาจากในเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวมาถึงริมบ่อ จากนั้นยื่นมือไปพิงผนังบ่อที่มีน้ำค้างแข็งเกาะพลางก้มหน้ามองดูก้นบ่อที่มืดมิด ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อย
เพิ่งจะปีนออกมาจากในบ่อผ่านฟ้าอันมืดมิดก็ต้องลงไปในบ่อน้ำที่หนาวเย็นนี้อีกแล้ว เขาคิดในใจว่าตนเองเหมือนจะไม่ค่อยถูกชะตากับคำว่าบ่อน้ำ[1] สักเท่าไร
ต่อให้ไม่ชอบอย่างไร สุดท้ายก็ต้องลงไป เขาหิ้วลังใบนั้นกระโดดลงไปในบ่อ ลอยตามแสงสว่างลงไปเบื้องล่าง
ไม่รู้ว่าลอยอยู่นานเท่าไร ในที่สุดเขาก็มาถึงก้นบ่อ
ซือโก่วที่ตัวใหญ่คล้ายภูเขาสีดำค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา มันมองดูถงเหยียน สายตาอ่อนโยนเป็นอย่างมาก คล้ายว่าเห็นใจเด็กหนุ่มผู้นี้
ใช้ชีวิตอยู่ในโลกอันมืดมิดมานานขนาดนี้ มันย่อมต้องรู้ว่านั่นเป็นความรู้สึกอย่างไร
ถงเหยียนมองเห็นสายตาของมัน ภายในทรวงอกเองก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา จึงคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะหิ้วลังใบนั้นเดินเข้าไปในส่วนลึกของคุกกระบี่
……
……
อุโมงค์ภายในคุกกระบี่เงียบสงัดเป็นอย่างมาก ดูคล้ายสุสาน เหมือนกับตอนที่ถงเหยียนเคยเข้ามาเมื่อหลายปีก่อน
ทันใดนั้นเอง ประตูของห้องขังห้องหนึ่งพลันมีเสียงทึบๆ ดังขึ้นมา เห็นได้ชัดว่านักโทษที่อยู่ด้านในกำลังกระแทกประตู
หลังจากนั้นภายในห้องขังอีกสองสามห้องก็มีเหตุการณ์คล้ายๆ กันปรากฏขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ยังได้ยินเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของนักโทษเหล่านั้นด้วย
ถงเหยียนคิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นสายเลือดของราชวงศ์ แม้จะมีลังและห้องขังกั้นอยู่ แต่ก็ยังทำให้ประชาชนในเผ่าได้กลิ่นของตัวเอง
ยิ่งเดินตรงเข้าไปในอุโมงค์ ภายในอุโมงค์ก็ยิ่งแห้งและสว่างขึ้น เมื่อมาถึงโถงใหญ่แห่งนั้น ถงเหยียนก็หยุดฝีเท้า ก่อนจะมองไปยังห้องขังที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดียวแห่งนั้น คิ้วข ขมวดขึ้นมาเล็กน้อย
เขาครุ่นคิดมาโดยตลอดว่าสำนักชิงซานจะเอาเสวี่ยจีไปขังไว้ที่ไหน
คุกกระบี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่มีทางเป็นไปได้มากที่สุด
เสวี่ยจีจะยอมเป็นนักโทษได้อย่างไร?
ถงเหยียนดึงสายตากลับมา มุ่งหน้าต่อไปในอุโมงค์ ผ่านไปไม่นานก็มาถึงหมู่เขาที่งดงาม
ท้องฟ้าฟ้าอย่างมาก แสงอาทิตย์อ่อนโยนอย่างมาก หญ้าเขียวอย่างมาก งดงามจนคล้ายมิใช่ความจริง ที่นี่ก็คือยอดเขาซ่อนเร้นของชิงซาน
เบื้องหน้ามีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง ดอกไม้เบ่งบาน ภายในกิ่งไม้ที่เกี่ยวพันกันอย่างสะเปะสะปะดูคล้ายมีกฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง
ถงเหยียนขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกเหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
ด้านนอกถ้ำที่อยู่ในภูเขาลูกนั้น อัญมณียังคงเปล่งแสงสีแดงออกมาอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่ามีคนเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ด้านใน
……
……
ถงเหยียนกลับมาถึงถ้ำของตัวเอง จากนั้นวางข่ายพลัง แล้วก็ไม่ลืมที่จะยื่นมือไปใต้โต๊ะเพื่อทำให้อัญมณีที่อยู่ด้านนอกถ้ำเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง ก่อนจะเปิดลังออก
อาเพียวบินออกมาจากในลัง ผมสีดำที่เป็นเหมือนใบไม้ปรกอยู่ตรงหน้าผาก ใบหน้ากึ่งโปร่งแสงดูขาวซีด คล้ายกับปะแป้งมาอย่างไรอย่างนั้น มองดูเหมือนเด็กน้อยธรรมดาๆ ทั่วไปคนหนึ่ง
ถงเหยียนกล่าวว่า “หลังงานฉลองจบลง เจ้าสำนักจะมาหาท่าน”
อาเพียวมองดูกระดานหมากล้อมที่วางอยู่บนโต๊ะหิน พลางกล่าวว่า “ที่นี่มีหมากกระดานหนึ่งที่ยังเล่นไม่จบ”
หมากที่กระจัดกระจายเหล่านั้นเป็นหมากที่จิ๋งจิ่วและถงเหยียนวางเอาไว้เมื่อหลายปีก่อนเพื่อแสดงถึงสถานการณ์ระหว่างสำนักชิงซานและสำนักจงโจว
ถงเหยียนมองดูเขา พลางกล่าวว่า “ท่านยังอยากจะเล่นหมากล้อม?”
อาเพียวกล่าวว่า “ตอนที่อยู่ด้านล่างไม่เคยเอาชนะเจ้าได้ ก็เลยไม่ได้รู้สึกอยากเล่นอะไร แต่ว่าครั้งนี้คนที่วางหมากมิใช่ข้า”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ถงเหยียนก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนกล่าวว่า “ตอนนี้เขาเป็นเจ้าสำนักชิงซาน พวกท่านจะเอาชนะได้อย่างไร?”
อาเพียวมาตรงหน้าเขา ฝ่ามือฟาดไปที่หน้าอกของเขา
การเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนธรรมดา แต่เป็นเพราะรวดเร็วเกินไป เร็วจนดูคล้ายสายฟ้า จึงให้ความรู้สึกที่เหมือนไม่อาจหลบได้
ถงเหยียนอยู่ในดินแดนหมิงมาเป็นเวลาหลายปี ปราณก่อกำเนิดหลั่งไหลออกไปเป็นจำนวนมาก กำลังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ จึงยิ่งไม่สามารถหลบได้
เสียงผัวะเบาๆ ดังขึ้น ฝ่ามือที่ดูเหมือนใบไม้ของอาเพียวฟาดลงไปที่หน้าอกของถงเหยียน
ใบหน้าของถงเหยียนยิ่งดูขาวซีด โลหิตสองสายไหลออกมาจากในหูของเขา
“เจ้าเองก็น่าจะถือเป็นอาจารย์ของข้าด้วยครึ่งหนึ่ง แต่ขอโทษด้วย มีเรื่องบางเรื่องที่ข้าจำเป็นต้องทำ จึงได้แต่ต้องล่วงเกินเจ้าแล้ว”
อาเพียวมองดูเขาพลางกล่าวอย่างจริงจัง
ถงเหยียนยกมือขึ้นมาเช็ดหยดเลือดที่อยู่บนแก้ม ก่อนกล่าวว่า “ท่านเลือกเวลาลงมือไม่ถูกต้อง”
อาเพียวเบิ่งตาที่ดูไร้เดียงตา กล่าวถามว่า “ทำไม?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ท่านน่าจะชิงลงมือตอนที่อยู่ข้างนอก”
ในดวงตาของอาเพียงมีความรู้สึกหวาดกลัวปรากฏขึ้นมา “เกี้ยวหลังนั้นมันแปลกประหลาด ทำให้ข้ารู้สึกกลัว”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ที่นี่คือยอดเขาซ่อนเร้นของชิงซาน ต่อให้ท่านฆ่าข้า ท่านก็ไม่สามารถออกไปได้อยู่ดี”
“อย่างนั้นหรือ?”
อาเพียวเดินไปตรงหน้าประตูถ้ำ ไม่รู้ว่าหยิบเอาขลุ่ยไม้ไผ่ออกมาจากไหนอันหนึ่ง จากนั้นเอาขลุ่ยไม้ไผ่มาจ่อที่ริมฝีปากแล้วเป่าเป็นเสียงออกมาสองสามเสียง
ประตูหินเปิดออก
อาเพียวหมุนตัวกลับมามองถงเหยียน ยิ่งเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เจ้าบอกว่าข้าจะเป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าสำนัก แต่ความจริงก่อนหน้านี้ข้าก็มีอาจารย์อยู่คนหนึ่งแล้ว”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ดูเหมือนอาจารย์ผู้นั้นจะไม่ธรรมดา”
อาเพียวกล่าวว่า “อาจารย์ของข้านักพรตไท่ผิง ย่อมไม่ธรรมดา”
………………………………………………………………
[1]บ่อน้ำ คำว่าจิ๋งในชื่อของจิ๋งจิ่วนั้นแปลว่าบ่อน้ำ