มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 69 สู้คนอื่นไม่ได้ ก็เรียนรู้ที่จะเงียบปากเสีย
หนทางที่มุ่งไปสู่ชิงซานนั้นมีอยู่หลายเส้นทาง แต่สำหรับตระกูลและพ่อค้าที่พึ่งพาชิงซานอย่างพวกเขานี้ ขอเพียงไม่รับปากคำขอของชิงซาน เช่นนั้นก็เท่ากับหมดอนาคต
แต่เขาก็ไม่อาจรับปากคำขอของชิงซานได้เช่นกัน เพราะถ้าทำแบบนั้น คนในเรือนจิ่งหยวนก็จะต้องเอาเขาตายเป็นแน่ — ถ้าหากมีแค่กู้ชิง บางทีอีกฝ่ายอาจจะเข้าใจถึงความทุกข์ของเขาก็เป็นได้ แต่เขาเคยรับใช้เจ้าล่าเยวี่ยมาก่อน เขารู้ดีว่าเจ้าแห่งยอดเขาที่เหมือนสาวน้อยผู้นั้นเป็นคนที่น่ากลัวเพียงใด
ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วว่ายอดเขาเสินม่อจะช่วยเขาให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้หรือไม่
กู้ชิงรู้ว่าสัดส่วนที่จะทำการกำหนดในวันพรุ่งนี้ ความจริงแล้วก็คือการจัดสรรทรัพยากรของตระกูลนอกของสำนักชิงซานเหล่านั้น
เขาจำเป็นต้องช่วยเรือนเป่าซู่ให้ผ่านปัญหาในครั้งนี้ไปให้ได้ เพราะในบรรดาตระกูลนอกเหล่านั้นมีตระกูลกู้อยู่ด้วย
……
……
หลายๆ ตระกูลได้ทรัพย์สินเงินทองมากมายจากการส่งทรัพยากรเข้าไปในชิงซาน ในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา ตระกูลที่มีสถานะสูงที่สุด และหาเงินได้เยอะที่สุดก็คือตระกูลฟาง ตระกูลหยวนที่อยู่ในจังหวัดเล่อหลางรับผิดชอบเรื่องของล้ำค่าในทะเล พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างมากกับทางเกาะเผิงไหล แต่พวกเขากลับไม่เคยเข้ามาข้องเกี่ยวกับการค้าของดินแดนทางใต้ ส่วนตระกูลหลิ่วนั้นแทบจะไม่เคยได้ยินมาก่อน
ตระกูลที่โดดเด่นที่สุดในช่วงหลายปีมานี้คือตระกูลกู้ และความกดดันที่ตระกูลกู้แบกรับอยู่ในตอนนี้ก็ย่อมต้องมากที่สุดเช่นเดียวกัน
ตระกูลนอกของชิงซานมิใช่คนนอก ยิ่งไปกว่านั้นคนที่มาก็มิใช่คนงานทั่วๆ ไป เวลานี้ผู้นำของแต่ละตระกูลต่างมากันพร้อมหน้าแล้ว ต่อให้เป็นคนที่มีตำแหน่งต่ำที่สุดก็ยังเป็นก้งเฟิ่ง[1]รุ่นที่สาม ดังนั้นทุกคนต่างรู้จักกัน เพียงแต่บรรยากาศในตอนนี้ตึงเครียดเช่นนี้ ภายในโถงที่เงียบสงัดไม่มีเสียงทักทายใดๆ มีแค่เพียงเสียงพูดคุยเบาๆ ที่ดังขึ้นมาเป็นบางครั้งเท่านั้น
“ผู้นั้นคือหม่าซื่อเซียงแห่งเฉิงเซียงหรือ? ตระกูลหม่าไม่ใช่ว่าจบสิ้นไปแล้วหรือ?”
“คนยังไม่ตาย ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าจบสิ้น….อันที่จริงอาจารย์เซียนหม่าหวาเป็นมันสมองของยอดเขาเหลี่ยงว่าง สถานะมิได้ต่ำต้อย ท่านไม่เห็นหรือว่าคนของทางตระกูลเจี่ยนต่างออกมาจากเขาแล้ว? อาจารย์เซียนเจี่ยนเองก็ออกมาจากคุกกระบี่แล้ว ได้ยินว่าเขาได้รับความชื่นชมจากเจ้าแห่งยอดเขาอวิ๋นสิงอย่างมากทีเดียว”
“แม่น้ำจั๋วไหลมาสามพันปียังเปลี่ยนทิศได้ง่ายๆ เรื่องราวบนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ”
“ตระกูลกู้รุ่งเรืองมาหลายปีก็ถือว่ามากพอแล้วล่ะ เพียงแต่เมื่อคิดถึงว่าจะถูกตระกูลหม่ากับตระกูลเจี่ยนเขี่ยออกไป สุดท้ายก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไร”
ไม่ว่าจะในอดีตหรือว่าตอนนี้ ตระกูลหม่ากับตระกูลเจี่ยนล้วนแต่เป็นตระกูลที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาตระกูลนอกของชิงซาน ตอนนี้ดูแล้วพวกเขากำลังจะได้รับผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ย่อมต้องทำให้หลายๆ ตระกูลรู้สึกไม่ค่อยพอใจ เพียงแต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ภายในชิงซานช่วงนี้ ถึงแม้ในตระกูลเหล่านั้นจะมีอาจารย์เซียนชิงซานเช่นเดียวกัน แต่พวกเขาก็คิดที่จะก้าวออกมาในเวลานี้เพื่อพูดอะไร
ผ้าม่านขยับแผ่วเบา โหยวซือลั่วแห่งยอดเขาเหลี่ยงว่างเดินนำศิษย์ร่วมสำนักจำนวนหลายคนเข้ามา
ผู้นำของตระกูลต่างๆ และก่งเฟิ่งต่างรีบลุกขึ้นยืนคารวะอย่างนอบน้อม
โหยวซือลั่วยิ้มเล็กน้อยเพื่อบอกทุกคนว่าไม่ต้องมากพิธี ต่างคนต่างกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ส่วนตัวเองก็เดินไปทางแท่นเวที
บนเวทีชั้นหนึ่งของเรือนเป่าซู่ที่ปกติจะใช้จัดการประมูลมีฉากกั้นวางอยู่บานหนึ่ง ด้านหลังฉากกั้นมีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่ง นั่นคือโต๊ะตำแหน่งประธานที่เตรียมเอาไว้ให้อาจารย์เซียนจากชิงซานในวันนี้
หม่าหวาไม่ได้เดินเข้าไป เขายังคงยืนอยู่ในโถง สายตามองไปทางห้องส่วนตัวห้องหนึ่งที่อยู่ทางด้านข้าง หรี่ตายิ้มขึ้นมา
ผู้นำตระกูลกู้โค้งตัว ยังคงอยู่ในท่าคารวะ อย่าว่าแต่จะกลับไปยังที่นั่งของตัวเองเลย กระทั่งยืดตัวตรงขึ้นมาเขาก็ยังไม่กล้าทำ ดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
เจี่ยนหรูอวิ๋นมองดูคนผู้นี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้บอกให้เขายืดตัวขึ้นมา คล้ายคิดจะให้เขาอยู่ในท่านี้ไปตลอด
ผู้นำของตระกูลกู้คิดถึงเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนในช่วงหลายวันมานี้ ใบหน้ายิ่งขาวซีด ร่างกายส่ายโงนเงน
เจียนหรูอวิ๋นมองดูคนผู้นี้ สายตาที่อยู่ในส่วนลึกของดวงตายิ่งเย็นชา
ในช่วงเวลาหลายปีมานี้ ตระกูลเจี่ยนและตระกูลหม่าถูกกระกูลกู้กดหัวเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นตระกูลล่มจมหรือมีคนตาย แต่ก็ถือยากลำบากเป็นอย่างมาก
หม่าหวายิ้มพลางกล่าวว่า “คนที่สมควรตาย เอาไว้เจ้ากลับไปแล้วก็บอกให้พวกเขาจัดการตัวเองก็แล้วกัน หรือว่ายังอยากให้มือของพวกข้าสกปรก?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ โหยวซือลั่วหยุดฝีมือ เหลียวหน้ากลับไปมอง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ศีรษะของผู้นำตระกูลกู้ยิ่งก้มต่ำลง เขากล่าวว่า “หลายวันมานี้ เรื่องราวภายในตระกูลจัดการได้ไม่ค่อยราบรื่น มีคนตายไปแล้วเจ็ดคน….ได้ยินว่าอาจารย์เซียนกับคุณชายกู้มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ขออาจารย์เซียนได้โปรดเห็นใจด้วย”
หม่าหวาตบไหล่เขาพลางกล่าวว่า “นี่ล้วนแต่เป็นความคิดของอาจารย์ ศิษย์พี่กู้หานและข้าต่างก็สะดวกที่จะพูดอะไร ที่ข้าแนะนำพวกเจ้าเช่นนี้ก็เพราะหวังดีต่อพวกเจ้า พวกเจ้าจัดการตัวเองเสีย ดีกว่าทำให้อาจารย์ต้องโมโห”
ศีรษะของผู้นำตระกูลกู้ก้มต่ำจนใกล้จะติดพื้น แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดอะไร เพราะเรื่องแบบนี้ไม่สามารถรับปากได้ แล้วก็ไม่สามารถขัดขืนได้ หากอยู่ในโลกมนุษย์ ตระกูลกู้นั้นเป็นตระกูลที่มีอำนาจบารมีอย่างมาก ในตระกูลเลี้ยงก้งเฟิ่งเอาไว้หลายคน มีทั้งผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนักและผู้ดูแลที่ออกมาจากชิงซาน แต่พวกเขายังยังไม่มีสิทธิ์เจรจากับหม่าหวา
ตอนนี้หม่าหวาเป็นเพียงศิษย์ธรรมดาของยอดเขาเหลี่ยงว่าง แต่เขาเป็นตัวแทนของคนสำคัญคนหนึ่งในชิงซาน
“ไม่รู้ว่าเป็นอาจารย์ท่านไหนกันที่อารมณ์ไม่ดีถึงเพียงนี้”
ภายในมุมหนึ่งของโถงมีเสียงที่สุขุมและนุ่มนวลเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ร่างกายของผู้นำตระกูลกู้ก็ค่อยๆ ยืดตรงขึ้นมา สีหน้าเองก็ดูผ่อนคลายลง
หม่าหวามองไปทางมุมมืดมุมนั้น คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ไม่ได้กล่าวกระไร
กู้ชิงเดินออกมาจากมุมมืด มองเขาพลางกล่าวต่อว่า “ผู้อาวุโสไป๋หรูจิ้งหรือ? แขนสองข้างเขาถูกตัดขาด ชีวิตนี้สิ้นหวังในการบำเพ็ญเพียร การที่อารมณ์เขาร้ายไปหน่อยมันก็เป็นเรื่องปกติ”
หม่าหวารู้ว่ากู้ชิงจะต้องปรากฏตัวอย่างแน่นอน จึงไม่ได้แปลกใจอะไร เขายิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “คำพูดสองประโยคนี้ของเจ้าถือเป็นการล่วงเกินอาจารย์หรือเปล่า?”
กู้ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ล่วงเกินอาจารย์มีโทษถึงตาย แต่ข้าเป็นศิษย์ของนักพรตจิ่งหยาง ในชิงซานตอนนี้ใครมีสิทธิ์เป็นอาจารย์ของข้า?”
หม่าหวามองดูเขาคล้ายมองคนปัญญาอ่อน กล่าวว่า “เขาเป็นปีศาจกระบี่ ต่อให้เจ้าอยากจะหลอกตัวเอง แต่คนอื่นไม่มีทางยอบรับเขาอย่างแน่นอน”
“นี่พวกท่านจะเถียงกันอีกแล้วหรือยังไง? น่ารำคาญรู้หรือเปล่า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง จัดการเร็วๆ หน่อยได้ไหม?”
เสียงที่ฟังดูเกียจคร้านเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ทุกคนต่างฟังออกว่านี่เป็นเสียงของใคร เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดวันนี้เสียงกลับฟังดูอู้อี้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร
สายตาทุกคนมองไปยังตำแหน่งที่เสียงดังขึ้นมา พบว่าอยู่บนแท่นเวที
ฉากกั้นบานนั้นไม่รู้ว่าถูกย้ายออกไปตั้งแต่เมื่อไร เผยให้เห็นโต๊ะที่อยู่ด้านหลัง
บนโต๊ะมีกับข้าววางอยู่หลายจาน จัวหรูซุ่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือถือตะเกียบกำลังคีบอาหารกินไม่หยุด ด้านหนึ่งก็เคี้ยวไป อีกด้านหนึ่งก็ไม่ลืมที่จะพูด
สถานกาณณ์มาถึงขั้นนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้ว สายสืบทอดของยอดเขาเสินม่อที่ออกมาจากชิงซานกับยอดเขาเหลี่ยงว่างที่เป็นตัวแทนของชิงซานกำลังเผชิญหน้ากัน
โหยวซือลั่วรู้จักนิสัยของศิษย์น้องดี จึงส่ายศีรษะ ไม่ได้กล่าวกระไร แล้วก็ไม่ได้เดินขึ้นไปบนเวที
เจี่ยนหรูอวิ๋นมองจัวหรูซุ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า “ศิษย์น้องจัว เจ้ามั่นใจหรือว่าจะไปอยู่ฝ่ายเดียวกับปีศาจกระบี่นั่น?”
“ข้าเคยบอกแล้ว ไม่ต้องเถียงกัน มันวุ่นวาย สู้กันซะก็สิ้นเรื่อง”
จัวหรูซุ่ยใช้มือซ้ายหยิบเอาผ้าขนหนูเปียกขึ้นมาเช็ดปาก พบว่าอุณหภูมิกำลังพอดี จึงมองไปทางเจ้าเรือนเป่าซู่อย่างชื่นชม จากนั้นมองไปทางเจี่ยนหรูอวิ๋นแล้วกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ท่านเป็นอันดับที่เท่าไรของยอดเขาเหลี่ยงว่าง?”
เจี่ยนหรูอวิ๋นกล่าวว่า “ที่สี่”
“อย่างนั้นท่านก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า เอาคนอื่นมา” จัวหรูซุ่ยมองไปทางโหยวซือลั่ว กล่าวว่า “ศิษย์พี่ท่านอยู่อันดับที่สอง ไม่อย่างนั้นท่านมาสู้ดีไหม?”
โหยวซือลั่วกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ศิษย์พี่ใหญ่สู้เจ้าได้ไหม?”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ก่อนที่ข้าจะออกมาจากการเก็บตัว เขาสู้ได้ หลังข้าออกมาจากการเก็บตัว เขาสู้ไม่ได้”
โหยวซือลั่วกล่าว “อย่างนั้นยอดเขาเหลี่ยงว่างยังจะมีใครสู้เจ้าได้อีก?”
จัวหรูซุ่ยวางผ้าเปียกในมือลง ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อไม่มีใครสู้ข้าได้ อย่างนั้นพวกท่านยังจะอยู่ที่นี่ทำอะไร? จะเลี้ยงข้าวข้าหรือ?”
เขาคือศิษย์คนสุดท้ายของนักพรตหลิ่วฉือ มีสภาวะสูงที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ของชิงซาน ความสามารถแข็งแกร่ง เรียกได้ว่าในบรรดาศิษย์ของเก้ายอดเขาไม่มีใครสู้เขาได้
หากจะใช้การต่อสู้มาตัดสินแพ้ชนะในวันนี้ อย่างนั้นผลลัพธ์ก็ไม่มีทางที่จะเป็นอื่นได้
“ศิษย์พี่หนานซานให้เจ้าตามพวกนั้นไปเรือนจิ่งหยวนก็เพื่อให้เจ้าคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของทางนั้นเอาไว้ ไม่ใช่ให้เจ้าเป็นศัตรูกับสำนัก ไม่ใช่ให้เจ้าเป็นศัตรูกับยอดเขาเหลี่ยงว่าง”
หม่าหวามองจัวหรูซุ่ยพลางกล่าวอย่างจริงจัง ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหลบเลี่ยงกู้ชิงแม้แต่น้อย นั่นเป็นเพราะเขาจงใจให้กู้ชิงได้ยิน
นับตั้งแต่ที่จัวหรูซุ่ยปรากฏตัวขึ้นบนเวที การประชุมที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งสัดส่วนของทรัพยากรครั้งนี้ก็ได้จบลงแล้ว ตัวแทนจากตระกูลใหญ่ๆ รวมไปถึงตัวแทนจากตระกูลฟางต่างทยอยเดินออกไปจากเรือนเป่าซู่ ไม่กล้าแอบมองการต่อสู้ของเหล่าอาจารย์เซียน
“พวกท่านเหมือนจะลืมเรื่องหนึ่งไป ข้าไม่เคยเป็นคนของยอดเขาเหลี่ยงว่าง”
จัวหรูซุ่ยคีบผักขึ้นมาพลางกล่าวว่า “ดังนั้นอย่าเอากฎเกณฑ์หรือคุณธรรมอะไรของยอดเขาเหลี่ยงว่างของพวกท่านมาใช้กับข้า แล้วก็อย่าได้พยายามใช้ลูกไม้นี้ต่อหน้าข้า ข้าจะบอกอะไรท่านอย่าง กู้ชิงผู้นี้เห็นซื่อๆ แต่ความจริงแล้วฉลาดกว่าท่านมากนัก”
สีหน้าหม่าหวาคร่ำเคร่ง กล่าวว่า “เจ้าอยากจะทำอะไรกันแน่?”
จัวหรูซุ่ยเงยหน้าขึ้นมามองดูเขา กล่าวว่า “ท่านห้ามข้าได้หรือ?”
หม่าหวากล่าวว่า “อย่างไรก็ต้องมีอาจารย์ที่ห้ามเจ้าได้”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ข้าเป็นศิษย์ชิงซาน แต่ตอนนี้ชิงซานไม่มีเจ้าสำนัก ข้าเป็นศิษย์ยอดเขาเทียนกวง ยอดเขาเทียนกวงไม่มีเจ้าแห่งยอดเขา แล้วใครจะมาห้ามข้าได้?”
เจี่ยนหรูอวิ๋นวกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ชิงซาน กฎของชิงซานก็สามารถจัดการเจ้าได้”
จัวหรูซุ่ยมองดูเขาอย่างเห็นใจ กล่าวว่า “อยู่ในคุกกระบี่มันทุกข์ทรมานมากใช่ไหม? เสียดายที่ข้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับยอดเขาซั่งเต๋อ อยากจะเข้าไปลองสัมผัสชีวิตในนั้นดูหน่อยก็คงเป็นเรื่องยาก”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็ดึงสายตากลับมา คุ้ยหาพริกหอมในปลาราดพริกที่ตนเองชื่นชอบมากที่สุดต่อ
เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วก็ย่อมไม่มีอะไรให้พูดต่อได้อีก
เจี่ยนหรูอวิ๋นมองดูจัวหรูซุ่ยที่ทำตัวเหมือนอยู่ในบ้านตัวเอง ในดวงตามีเปลวพลิงแห่งความไม่พอใจปรากฏขึ้นมา หลังจากที่เขาสูญเสียน้องชายแท้ๆ ไป นิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เขาไม่สนใจสายตาของโหยวซือลั่ว มือขวาร่ายเคล็ดกระบี่ ใช้กระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุดในเพลงกระบี่วิหคสวรรค์ออกมา ฟันไปทางแท่นเวที!
ลำแสงกระบี่ที่สว่างเจิดจ้าปรากฏผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในโถง ดูคล้ายวิหคที่โบยบินอยู่ในหมู่เมฆ ก่อนจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเวทีโดยไม่ทันตั้งตัว ร่องรอยของกระบี่ี้นี้ยากมองตามได้ทัน เช่นนั้นก็เป็นไปได้ยากที่จะป้องกัน ทว่าการมีอยู่ของเจตน์กระบี่ไม่มีทางที่จะหายไปเพราะความคล่องแคล่วรวดเร็ว ถ้าหากถูกฟันเข้าใส่ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นแหวกทะเลก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้เช่นเดียวกัน
จัวหรูซุ่ยไม่แม้กระทั่งจะเงยศีรษะขึ้นมา ตะเกียบที่อยู่ในมือขวาเลื่อนออกจากปลาราดพริกที่อยู่ในจาน คราบน้ำแกงเปื้อนอยู่บนตัวตะเกียบเล็กน้อย ชี้เฉียงๆ ไปยังที่หนึ่งในอากาศ
เสียงชิ้งดังขึ้นเบาๆ ตรงด้านหน้าเวทีมีประกายไฟสว่างวาบขึ้นมา นั้นคือร่องรอยการปะทะกันของกระบี่บิน
เจี่ยนหรูอวิ๋นส่งเสียงอึกออกมา พยายามจะบังคับกระบี่ให้ฟันลงไปอีกครั้ง
จัวหรูซุ่ยไหนเลยจะปล่อยให้เขาได้มีโอกาสนั้น ปลายตะเกียบจิ้มสะเปะสะปะไปในอากาศ กระบี่กลืนเรือแปลงเป็นเงากระบี่สีเทาสายหนึ่ง เพียงพริบตาก็พุ่งไปถึงตรงหน้าเจี่ยนหรูอวิ๋น
สองมือของเจี่ยนหรูอวิ๋นโอบอากาศที่อยู่ตรงหน้า เรียกกระบี่บินกลับมากันไว้ตรงหน้าตนเองอย่างรวดเร็ว
เสียงตูมดังสนั่น
กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกัน
เจี่ยนหรูอวิ๋นกระเด็นลอยเฉียงๆ ออกไป เท้าทั้งสองข้างลากไปกับพื้นจนกลายเป็นร่องลึก กระแทกเข้ากับกำลังแพงอย่างแรง
บนกำแพงของเรือนเป่าซู่ไม่มีหน้าต่าง แล้งก็ยังมีข่ายพลังป้องกันเอาไว้ แข็งแรงแน่นหนาเป็นอย่างมาก แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ มันก็ยังสั่นไหวขึ้นมาอย่างรุนแรง คล้ายจะพังถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น
สีหน้าของเจี่ยนหรูอวิ๋นดูแย่เป็นอย่างมาก ใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ ตรงหน้าอกเต็มไปด้วยโลหิตที่กระอักออกมาจากปาก กระบี่บินที่หยุดอยู่ตรงหน้าสั่นไหวเบาๆ บนตัวกระบี่มีรอยแตกขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็นรอยหนึ่งอย่างชัดเจน
สำหรับผู้ฝึกระบี่ของชิงซานแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือกระบี่บินของตนเอง
กระบี่บินเสียหายอย่างหนักเช่นนี้ เห็นทีโอสกระบี่ของเขาเองก็คงจะต้องมีรอยแตกร้าวอย่างแน่นอน หากคิดจะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม อย่างน้อยก็ต้องบำเพ็ญเพียรไปอีกสิบกว่าปี
กระบี่กลืนเรือลอยนิ่งๆ อยู่ตรงหน้าเจี่ยนหรูอวิ๋น ห่างกันแค่ไม่กี่ฉื่อ ปลายกระบี่เบี่ยงลงเล็กน้อย คล้ายปลาที่ยังนอนไปตื่นตัวหนึ่ง ดูไม่มีชีวิตชีวา
แต่ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่กระบี่กลืนเรือแผ่กระจายออกมา พร้อมที่จะสะบั้นลงไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า ฟันเข้าใส่เจี่ยนหรูอวิ๋นอีกครั้งหนึ่ง
ภายในเรือนเป่าซู่เงียบสงัด
ศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่าง รวมไปถึงหม่าหวาต่างรู้ถึงความแข็งแกร่งของจัวหรูซุ่ย แต่พวกเขากลับคิดไม่ถึงว่าเขาจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
แม้นจะเผชิญหน้ากับเจี่ยนหรูอวิ๋นที่อยู่ในอันดับสี่ของยอดเขาเหลี่ยงว่าง เขาก็ยังเอาชนะได้อย่างง่ายดายโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
โหยวซือลั่วรู้ว่าศิษย์น้องจัวออมมือเอาไว้ มิเช่นนั้นแล้วในการโจมตีก่อนหน้านี้เขาสามารถฟันกระบี่ของเจี่ยนหรูอวิ๋นให้หักไปได้เลย
เจี่ยนหรูอวิ๋นจ้องมองจัวหรูซุ่ย ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขากล่าวว่า “เจ้าฆ่าข้าเลยสิ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะอธิบายต่อบรรพจารย์รุ่นก่อนๆ ของชิงซานอย่างไร”
“ข้าเกลียดการยกเอาบรรพจารย์มาพูดที่สุด ศิษย์ชิงซานต้องใช้กระบี่พูดสิ”
จัวหรูซุ่ยเงยหน้าขึ้นมา ยกตะเกียบชี้ไปที่เขาและศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างคนอื่นๆ แล้วพูดว่า “หากสู้คนอื่นไม่ได้ ก็เรียนรู้ที่จะเงียบปากซะ”
………………………………………………………….
[1]ก้งเฟิ่ง คือ ชื่อตำแหน่งขุนนาง