มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 112 ตำหนักสวรรค์มรดกมังกรเพลิง
ฟิ้ว!
ฟิ้ว!
ฟิ้ว!
ทันทีที่เล่ยตงกล่าวจบ เล่ยหมิงที่ยืนอยู่ข้างกายก็พลันพุ่งตัวออกไปอย่างว่องไว แววตาเปล่งประกาย มุ่งตรงเข้าสู่ตำหนักสวรรค์มรดกทันที
เจียงอวิ๋นเหอ องค์ชายเก้า รวมถึงองครักษ์ยุทธ์ขององค์ชายก็ตามเข้าไปติด ๆ
“ตำหนักสวรรค์มรดกเปิดแล้ว รีบเข้าไปเร็ว!”
“ข้าต้องได้มรดกนักบุญ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า… โอกาสเช่นนี้มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต ข้าต้องเข้าไปให้ได้!”
ผู้คนต่างตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด แต่ละคนกระโจนทะยานขึ้นสู่เวหา มุ่งเข้าสู่ตำหนักสวรรค์มรดก
ซูเฉินเหินขึ้นกลางอากาศพร้อมกระบี่ นำหลินชิงชิง จวินจื่อหลิง และจ้าวซวี่ติดตามเขาไป
“เจ้าหนู หากเจ้าสามารถได้รับมรดกนักบุญ ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์!”
ในขณะนั้นเอง เสียงของลั่วเสวี่ยนพลันดังขึ้นในโสตประสาทของซูเฉิน
ซูเฉินยิ้มบาง ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยตอบกลับว่า “ตกลงตามนั้น!”
ทุกคนทยอยเข้าสู่ตำหนักสวรรค์มรดก
เหลือเพียงจักรพรรดิยุทธ์ทั้งสาม หลินลั่วเวย หยวนฮ่าวหราน และราชายุทธ์ระดับสูงอีกไม่กี่คนอยู่ภายนอก
“ศิษย์น้องลั่ว เจ้าดูเหมือนจะให้ความสนใจกับซูเฉินไม่น้อย ถึงกับจะรับเป็นศิษย์เลยหรือ?”
หยวนฮ่าวหรานเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“เด็กคนนั้นน่าสนใจไม่น้อย อีกทั้งยังมีวิญญาณกระบี่ที่ทรงพลังมาก น่าจะได้โอกาสบางอย่างจากแดนลับ! แต่จะเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่ ก็ต้องผ่านบททดสอบก่อน!”
ลั่วเสวี่ยนยิ้มบาง ๆ ตอบ
“บททดสอบที่เจ้าหมายถึง… ก็คือตำหนักสวรรค์มรดกนี้สินะ?”
“คงใช่! เล่ยหมิงหลานชายของเล่ยตงก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ หากซูเฉินสามารถแย่งมรดกนักบุญมาจากเล่ยหมิงได้ ข้าก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับเขาเป็นศิษย์!”
ลั่วเสวี่ยนกล่าวด้วยแววตาลึกล้ำ
…
ตำหนักมังกรเพลิง!
ตัวอักษรใหญ่สามคำที่เขียนด้วยลายมือทรงพลังปรากฏอยู่เหนือประตูตำหนักสวรรค์มรดก
เมฆสีทองล้อมรอบ พลังอำนาจแห่งมังกรแผ่ซ่าน ทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพเกรงกลัว
“เป็นมรดกของนักบุญยุทธ์มังกรเพลิงจริง ๆ!”
ซูเฉินมองคำว่า “ตำหนักมังกรเพลิง” ด้วยสายตาสงบ ก่อนจะพึมพำ
เล่ยหมิง เจียงอวิ๋นเหอ องค์ชายเก้า ต่างก็เข้าไปในตำหนักก่อนแล้ว
คนอื่น ๆ ก็ทยอยเข้าไปเช่นกัน
จนกระทั่งเหลือเพียงซูเฉินและพวกเขาอีกสามคนอยู่หน้าตำหนัก
“พี่ซูเฉิน ข้ารู้สึกว่าตัวอักษรสามคำนี้คุ้นตามาก ราวกับมีบางอย่างอยู่ในนั้น…”
หลินชิงชิงกล่าวช้า ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“คุ้นตา? องค์หญิง ลองกระตุ้นสายเลือดดูสิ เผื่อจะสัมผัสอะไรได้บ้าง!”
ซูเฉินกล่าวขึ้นด้วยแววตาลึกซึ้ง
เขาไม่ได้รีบร้อนเข้าไป เพราะเขารู้ดีว่า หลินชิงชิงเป็นทายาทโดยตรงของนักบุญยุทธ์มังกรเพลิง หากให้นางเป็นผู้เปิดทาง อาจมีโอกาสมากกว่าคนอื่น
“ได้เจ้าค่ะ!”
หลินชิงชิงพยักหน้าเบา ๆ แล้วเริ่มกระตุ้นพลังโลหิต รัศมีมังกรจาง ๆ พลันแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง
ฮึ่มมม!
ตัวอักษรสามคำเหนือประตูตำหนักพลันสั่นสะเทือน แสงสีแดงเจิดจ้าส่องออกมา ราวกับตอบสนองต่อพลังโลหิตของหลินชิงชิง
“เป็นจริงอย่างที่คิด!”
ซูเฉินสายตาเปล่งประกาย
โฮ่กกกก!
แสงจากตัวอักษรทั้งสามยิ่งสว่างจ้า แผ่พลังมังกรรุนแรงออกมา ก่อนจะรวมตัวกลายเป็นกระแสน้ำวนสีแดงหมุนวนกลางอากาศ
“พี่ซูเฉิน ข้ารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเรียกข้าอยู่ในน้ำวนนั้น…”
หลินชิงชิงกล่าวเบา ๆ
“ไปกันเถอะ!”
ซูเฉินจับกระบี่พุ่งทะยานเข้าสู่น้ำวนทันที พร้อมพาหลินชิงชิง จวินจื่อหลิง และจ้าวซวี่เข้าไปด้วย
แสงสว่างจ้าฉาบเข้าตา เสียงคำรามของมังกรโบราณสะท้านเข้าในจิตวิญญาณ โลหิตในกายลุกโชน
จากนั้นภาพเบื้องหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้น พวกเขาปรากฏตัวอยู่ภายในตำหนักโบราณที่ลึกลับโอ่อ่า
เสาหินมังกรที่สูงตระหง่านตั้งเรียงราย แกะสลักเป็นรูปมังกรเพลิงพันรอบ ดูราวกับมีชีวิต
และ ณ ใจกลางตำหนัก มีแอ่งโลหิตขนาดยักษ์ตั้งอยู่ แสงสีเลือดพวยพุ่ง ดูลี้ลับน่าหวาดหวั่น
“ทายาทของข้า… เจ้าได้มาแล้ว”
เสียงเก่าแก่เปี่ยมด้วยพลังดังก้องขึ้น
เหนือแอ่งโลหิต แสงสีแดงรวมตัวกันกลายเป็นชายวัยกลางคน ผมเงินระยับ ใส่ชุดมังกร ล้อมรอบด้วยรัศมีมังกรเพลิงคำรามโบราณ
“ท่านคือ… บรรพบุรุษของข้าหรือ?”
หลินชิงชิงถามอย่างลังเล แต่แววตานางกลับอบอุ่นราวกับสายเลือดผูกพัน
“เศษเสี้ยววิญญาณของนักบุญยุทธ์…”
ซูเฉินกล่าวพลางเบิกตา เขารู้ได้ทันทีว่าเบื้องหน้าคือเศษวิญญาณของนักบุญยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่
จวินจื่อหลิงกับจ้าวซวี่ต่างซีดเผือดด้วยแรงกดดัน เว้นเพียงหลินชิงชิงที่ดูสงบเป็นธรรมชาติ
ชายชุดมังกรเบื้องหน้านั้น มิใช่ใครอื่น…
เขาคือนักบุญยุทธ์มังกรเพลิง!