มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 40
ณ เบื้องหลังของพระราชวังกลางแห่งอาณาจักรต้าหลี่ มีภูเขาโบราณลูกหนึ่ง ตั้งอยู่กลางม่านหมอกงดงาม ราวกับแดนสวรรค์
เบื้องหน้าธารน้ำตกกลางหุบเขาเงียบสงบ มีเรือนไม้ไผ่หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่
สถานที่แห่งนี้คือที่พำนักขององค์หญิงหลินลั่วเวย องค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าหลี่
และเพราะหลินลั่วเวยพำนักอยู่ ณ ยอดเขาด้านหลังนี้ สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นเขตหวงห้ามของเมืองหลวง แม้แต่องค์ชายก็ยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต
แต่หลินชิงชิงกลับดูคุ้นเคยยิ่งนัก นางเดินตรงไปยังเรือนไม้ไผ่และเข้าสู่ห้องลับด้านในอย่างรวดเร็ว
“ชิงชิง ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าอย่ามารบกวนข้าหากไม่มีเรื่องด่วน ข้าต้องเร่งปิดด่านฝึกฝน!”
เสียงหวานเย็นแผ่วเบาดังขึ้นจากในห้องลับ
สตรีผู้หนึ่งในชุดขาว ใบหน้างดงามสะคราญ มาดอันสง่างามดุจนางฟ้าแห่งวังจันทรา แววตากระจ่างสุกใสราวดวงดารา ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา
นางคือองค์หญิงหลินลั่วเวย องค์หญิงใหญ่แห่งอาณาจักรต้าหลี่!
“ชิงชิงขอคารวะท่านน้า!”
แม้แต่หลินชิงชิงที่ปกติหยิ่งผยองยังต้องโค้งคำนับด้วยความเคารพ
“ข้าไม่มารบกวนท่านน้าฟุ่มเฟือดแน่นอน! ที่ข้ามาวันนี้…เพราะมีผู้หนึ่งหลอมโอสถไท่อินหลอมจิตสำเร็จ!”
หลินชิงชิงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“โอสถไท่อินหลอมจิตงั้นหรือ?! หรือว่า…ผู้นำหอการค้าว่านเป่ากลับมาแล้ว?”
แววตาของหลินลั่วเวยพลันสั่นไหวเล็กน้อย
ในอาณาจักรต้าหลี่ ผู้ที่มีคุณสมบัติหลอมโอสถระดับนี้ได้ มีเพียงผู้นำลึกลับแห่งหอการค้าว่านเป่าเพียงผู้เดียว แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังด้อยกว่า
“ไม่ใช่เขา!”
หลินชิงชิงส่ายหน้า
“หรือว่าจะเป็นผู้อาวุโสใหญ่อวิ๋นอี๋? ไม่สิ แม้เขาจะอยู่ห่างจากระดับปรมาจารย์เพียงก้าวเดียว แต่การหลอมโอสถไท่อินหลอมจิตนั้นเกินกว่าที่เขาจะทำได้แน่… แม้แต่ปรมาจารย์หลอมโอสถทั่วไปก็ยังยากจะทำสำเร็จ!”
หลินลั่วเวยครุ่นคิดและส่ายหน้า สีหน้าฉายแววงุนงง
“ท่านน้าคงคาดไม่ถึงแน่ ๆ เพราะผู้ที่หลอมโอสถไท่อินหลอมจิตได้ในครั้งนี้ คือชายหนุ่มนามว่าซูเฉิน เขามาจากเมืองหยุนเจียง อายุราวข้าเอง ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะมีความสามารถด้านโอสถถึงเพียงนี้!
เมื่อวานเขาเพิ่งใช้เวลาเพียงชั่วยามเดียว หลอมโอสถหุนหยวนหลิงตันให้ข้า ข้าจึงคิดลองขอให้เขาหลอมโอสถไท่อินหลอมจิตดู และเขาก็หลอมสำเร็จจริง ๆ!”
หลินชิงชิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง
“ซูเฉิน?! เมืองหยุนเจียง?!”
ทั้งร่างของหลินลั่วเวยพลันสั่นสะท้าน ดวงตาฉายแววตะลึงพรึงเพริด
ชื่อที่ทั้งแปลกทั้งคุ้นนี้ ทำให้นางนึกถึงค่ำคืนอันบ้าคลั่งในหุบเขากู่เยว่ ใบหน้านางพลันขึ้นสีเรื่อโดยไม่รู้ตัว
…เป็นเขาจริง ๆ หรือ?
“เป็นไปไม่ได้! เจ้าหมายถึงซูเฉิน แห่งตระกูลซูในเมืองหยุนเจียงใช่หรือไม่? ข้าเคยพบเขามาก่อน เขามีจุดตันทะเลปราณถูกทำลาย ต่อให้มีโอสถรักษาจากปรมาจารย์หลอมโอสถ ก็ยังยากจะฟื้นฟูกลับคืนมาได้ แล้วเขาจะบ่มเพาะได้ยังไงกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหลอมโอสถระดับนั้นได้?”
หลินลั่วเวยกล่าวอย่างไม่เชื่อ
ตอนที่นางพบซูเฉิน เขายังอยู่ในขอบเขตร่างกายแท้ ไม่มีแม้แต่ปราณกำเนิดติดกาย จุดตันทะเลปราณแตกละเอียดสิ้น
อย่าว่าแต่หลอมโอสถเลย แม้แต่ฝึกฝนยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
“ท่านน้าก็รู้จักเขาด้วยหรือ? ซูเฉินที่ข้าพูดถึง ก็คือคนเดียวกันนั่นแหละ ข้าได้สืบประวัติมาแล้วจริง ๆ เขาเคยมีจุดตันทะเลปราณถูกทำลายก็จริง แต่ไม่รู้เหตุใด จู่ ๆ ก็ฟื้นคืน และตอนนี้บรรลุถึงขอบเขตชำระลมปราณขั้นเก้าแล้ว!
เขายังเคยสังหารจางคุนแห่งตระกูลจางในเมืองหยุนเจียง ทำให้ถูกหมายหัวโดยตระกูลจางและท่านโม่หลัว! ข้าเองยังแปลกใจ ว่าทำไมเขาถึงมีความสามารถด้านโอสถถึงขั้นนี้ได้!”
หลินชิงชิงเอ่ยด้วยความงุนงง
“เป็นเขาจริง ๆ…”
หลินลั่วเวยตกอยู่ในความตกตะลึงอย่างแท้จริง
จากคำพูดของหลินชิงชิง นางมั่นใจได้ว่า คนที่หลอมโอสถให้หลินชิงชิง คือชายหนุ่มผู้นั้น
แต่…เขาเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน?
หรือว่า…เขามีผู้อาวุโสระดับสูงอยู่เบื้องหลัง?
“ผู้ที่สามารถสอนปรมาจารย์หลอมโอสถได้… มีเพียงแต่…”
หลินลั่วเวยพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“นักบุญโอสถ?!”
หลินชิงชิงอุทานอย่างตกใจ
นัยน์ตานางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ แต่ก็รู้ว่านี่คือคำอธิบายเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุด
นักบุญโอสถ คือตำแหน่งสูงสุดของสายหลอมโอสถ เป็นผู้ที่แม้แต่ปรมาจารย์ยังต้องก้มศีรษะคารวะ
และมีเพียงนักบุญโอสถเท่านั้น ที่จะทำให้ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้ภายในเวลาอันสั้น!
“อย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดรู้! ซูเฉินมิใช่คนธรรมดา หากมีโอกาส เจ้าควรสร้างสัมพันธ์กับเขาไว้ให้ดี!”
หลินลั่วเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านน้าวางใจได้ ข้าเข้าใจดี! แต่เรื่องของท่านโม่หลัวล่ะ?”
หลินชิงชิงเอ่ยถาม
“โม่หลัวหรือ? ราชวงศ์ต้าหลี่อดทนกับเขามานานแล้ว ปล่อยให้เขาอวดดีอีกไม่กี่วันเถอะ…รอข้าทะลวงขอบเขตได้เมื่อไร ข้าจะจัดการเขาด้วยตัวเอง!”
แววตาของหลินลั่วเวยพลันเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง กล่าวออกมาช้า ๆ
“เจ้าค่ะ!”
หลินชิงชิงก้มหน้าคารวะอย่างเคารพ