มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 402 ต่างฝ่ายต่างมีแผน
“สิ่งที่ผู้นำทั้งสามกล่าวมาล้วนมีเหตุผล! นี่คือเรื่องความเป็นความตายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดของเรา เขาคือจักรพรรดิเทพปีศาจ ผู้ใดจะต้านทานได้?”
“มีเพียงการรวมพลังของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดเท่านั้นจึงจะต่อกรได้! ข้าได้ยินมาว่าครั้งนี้ถึงขั้นมีบรรพบุรุษระดับจักรพรรดิเทพยุทธ์แห่งนิกายไร้เริ่มต้นออกโรงด้วย มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะกดข่มจักรพรรดิเทพปีศาจได้และกวาดล้างทะเลเหวลึก!”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ซูเฉินช่างเห็นแก่ตัวนัก สมบัติทั้งสองชิ้นนั้นเกี่ยวพันกับชีวิตของพวกเราทุกคน!”
“ใช่แล้ว! มอบมันออกมา เจ้าต้องมอบมันออกมา!”
“…”
สายตาของผู้คนรอบด้านล้วนไม่เป็นมิตรยิ่งนักขณะจ้องมองซูเฉิน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ล้วนดังเข้าหูของซูเฉินอย่างชัดเจน
เฉินเมี่ยเต๋าถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวอย่างช้า ๆ ว่า “บุตรศักดิ์สิทธิ์ซูเฉิน ข้ามิได้โลภในสมบัติของเจ้า เพียงแต่สมบัติทั้งสองนั้นเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของพวกเราทุกคน!
ตราบใดที่เจ้าพร้อมมอบมันออกมา ไม่ว่าเจ้าจะมีเงื่อนไขอันใด เพียงเอ่ยมา หากเราทำได้ ย่อมต้องตอบสนองเจ้าแน่นอน!”
น้ำเสียงของเฉินเมี่ยเต๋านั้นจริงใจยิ่ง
ผู้คนรอบข้างต่างเผยสีหน้าชื่นชมอย่างยิ่ง
ช่างสูงส่งเสียนี่กระไร!
สมแล้วที่เป็นผู้นำพันธมิตรเจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์!
จากนั้นพวกเขาต่างหันไปมองซูเฉินด้วยสายตาที่ไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า……”
ซูเฉินพลันหัวเราะออกมาเสียงดัง ดวงตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง
“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของทุกผู้คน แม้สมบัติทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับผนึกจักรพรรดิเทพปีศาจดำ แต่ใครล่ะว่ามันจะปลอดภัยกว่าเมื่อตกอยู่ในมือพวกเจ้าแทนที่จะอยู่กับข้า?
ในเมื่อพวกเจ้าช่างชอบอ้างความชอบธรรม แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่มอบศาสตราจักรพรรดิในครอบครองให้แก่นิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าและนิกายปราบอสูรเสียเล่า? หากพวกเจ้ามอบ ‘ไข่มุกสุริยันแท้’ กับ ‘ผังพยัคฆ์ขาว’ ออกมา ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนคงจะยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้นมิใช่หรือ?”
ซูเฉินจ้องเขม็งไปยังจงหลินและไป๋เสี่ยวซานด้วยสายตาคมกล้าไร้ความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
เขามองทะลุได้อย่างชัดเจนว่า นิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าและนิกายปราบอสูรได้ผูกสัมพันธ์กับนิกายไร้เริ่มต้นไปแล้ว หรือจะกล่าวว่า เดิมทีก็เป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว
“ยิ่งไปกว่านั้น นิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าของเจ้าร่วมมือกับอสูรร้ายจากต่างแดน บัดนี้ยังมีหน้ามานั่งกล่าวหาข้าว่าไม่ยุติธรรมอีกหรือ? ข้าว่านิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าของเจ้านั่นแหละคือกบฏตัวจริงของดินแดนตะวันออก!”
ซูเฉินจ้องมองจงหลินพร้อมหัวเราะเย้ยหยัน
“อะไรนะ?!”
คำพูดของซูเฉินดุจฟ้าผ่า ทำให้ผู้คนทุกผู้ต้องตะลึงพรึงเพริด
นิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าร่วมมือกับอสูรร้ายจากต่างแดน?
แม้ผู้นำระดับสูงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดจะเคยได้ยินข่าวลือนี้ แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด ใครก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา
บัดนี้ ซูเฉินกลับกล่าวอย่างเปิดเผยว่านิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าร่วมมือกับอสูรร้ายจากต่างแดน
นี่เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งนัก!
“บังอาจนัก!”
จงหลินตบโต๊ะลุกพรวดขึ้น
ดวงตาเขาเย็นเยียบ พลังกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกจากร่าง กดทับมายังซูเฉินอย่างรุนแรง
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ซูเฉิน เจ้าต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของเจ้า! เจ้ามีหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่านิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าของข้าร่วมมือกับอสูรร้ายจากต่างแดน? หากเจ้าไม่มีหลักฐาน วันนี้เจ้าหมิ่นประมาทนิกายของข้า เช่นนั้นข้าย่อมไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
จงหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ซูเฉิน ข้าว่าเจ้านั่นแหละที่ร่วมมือกับอสูรร้ายจากต่างแดน เจ้าไม่ยอมส่งมอบสมบัติทั้งสอง นี่เจ้าคิดจะปล่อยจักรพรรดิเทพปีศาจออกมา เพื่อจับพวกเราทั้งหมดให้สิ้นหรือไม่?”
ซุนฉีหยางก็กล่าวเย้ยหยัน
“หากไม่อยากให้ใครรู้ ก็อย่าคิดจะทำ! เจ้าเคยส่งอสูรร้ายจากต่างแดนไปลอบสังหารคนของนิกายเทียนเต๋า เจ้าลืมแล้วหรือ?”
ซูเฉินหัวเราะเยาะ ดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบ
พันธมิตรเจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?
ตั้งแต่นิกายไร้เริ่มต้นกับนิกายเทพสุริยันเก้าชั้นฟ้าร่วมมือกัน ซูเฉินก็รู้แล้วว่า พันธมิตรเจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เป็นเพียงเรื่องล้อเล่นเท่านั้น
บางทีนิกายไร้เริ่มต้นอาจร่วมมือกับอสูรร้ายจากต่างแดนไปนานแล้ว
ฉะนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร เขาย่อมไม่ยอมส่งมอบเพลิงห้าธาตุอัคคีและกระดูกนิ้วเทพเจ้าโบราณให้เด็ดขาด
แม้จะต้องแตกหักกันตรงนี้ก็ตาม!
“พี่จ้านเหยียน เหตุใดเจ้าจึงไม่ร้อนใจบ้างเลย? บุตรศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ากำลังถูกผู้อื่นจ้องเล่นงานอยู่ เจ้ายังนิ่งเฉยอยู่ได้อีกหรือ?”
กู่หยวนหันไปมองจ้านเหยียนที่ยังคงสงบนิ่งแล้วเอ่ยถามพลางยิ้มเจื่อน ๆ
“จะร้อนใจไปไย ยังไม่มีการต่อสู้เสียหน่อย! วางใจเถิด ซูเฉินรับมือได้ เรื่องแค่นี้เล็กน้อยเท่านั้น!”
จ้านเหยียนยิ้มบางอย่างสงบ
แต่กู่หยวนหาได้สังเกตเห็นแววตาคมกริบของจ้านเหยียนไม่ มันราวกับพร้อมจะลงมือทุกเมื่อหากเกิดการขัดแย้งขึ้น
“พอแล้ว! หุบปากให้หมด!”
ขณะนั้นเอง เฉินเมี่ยเต๋าก็ตวาดเสียงกึกก้อง กลบเสียงทุกคนจนเงียบกริบ
รอยยิ้มบนใบหน้าเขาหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะในดวงตาที่ฉายแสงคมกล้า จนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ซูเฉิน ข้าขอถามเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เจ้าแน่ใจแล้วหรือไม่ ว่าไม่ยอมส่งมอบสมบัติทั้งสองนั้น?”
เฉินเมี่ยเต๋าจ้องมองซูเฉิน เอ่ยถามเสียงเรียบ
ทันใดนั้น สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมายังซูเฉิน รอคอยคำตอบจากเขา