มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 414 รูปสลักเทพปีศาจ
“ที่แท้เป็นพระองค์เทพธิดา เช่นนั้น ข้าจะเข้าไปพร้อมกับพระองค์เอง! ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์ทั้งเก้าจะเฝ้ารอบนอก ห้ามผู้ใดเข้าไปโดยข้าไม่อนุญาต พวกเราต้องร่วมมือกันปลุกองค์จักรพรรดิ!”
ซูเฉินกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“ปลุกองค์จักรพรรดิ? หรือว่า…”
นักบุญปีศาจทั้งสองตนพลันตกตะลึง ดวงตาเผยความตื่นตระหนกปนยินดี
“ใช่แล้ว ข้าได้สมบัติเพื่อปลุกองค์จักรพรรดิแล้ว! จงจำไว้ให้ดี ไม่ว่าในวิหารเทพปีศาจจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามพวกเจ้าบุกรุกเข้าไป เข้าใจหรือไม่?”
ซูเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“ขอรับ ๆ ๆ!”
นักบุญปีศาจทั้งสองตอบรับทันที
จากนั้นพวกเขาก็เรียกนักบุญปีศาจผู้พิทักษ์ที่เหลืออีกเจ็ดตนออกมา ทั้งเก้าตนเฝ้ารอบนอกของวิหารเทพปีศาจพร้อมกัน
พวกเขามองดูซูเฉินและเย่วั่นหว่านก้าวเข้าไปในวิหารเทพปีศาจ
“สารเลว! ราชันย์เทพปีศาจผู้นี้โผล่มาจากไหน? คิดจะมาทำลายแผนข้ารึ? หรือว่าข้าควรหาทางสังหารเขาก่อนดี?”
เย่วั่นหว่านเดินตามซูเฉินเข้าไปในวิหารเทพปีศาจด้วยสีหน้าหม่นหมอง ความคิดมากมายพลันพรั่งพรูในใจ
นางรู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะไม่สู้ดี
เดิมคิดว่าจะสามารถแทรกซึมเข้าไปในวิหารเทพปีศาจอย่างเงียบ ๆ ใครจะคาดคิดว่าจะมีทูตของจักรพรรดิปรากฏตัวกลางทาง
ที่สำคัญ ราชันย์เทพปีศาจผู้นี้ยังทรงพลังยิ่งนัก มิใช่คนที่สามารถลบหลู่ได้
ครืนนน!
ประตูวิหารเทพปีศาจทั้งสองบานค่อย ๆ ปิดลง
ฉากภายในวิหารเทพปีศาจก็เผยชัดแก่สายตาของซูเฉินและเย่วั่นหว่าน
สิ่งแรกที่เห็นคือรูปสลักโบราณสององค์ หนึ่งมีปีกอยู่ด้านหลัง ใบหน้าเหี้ยมเกรียม ร่างกายดำสนิทปกคลุมด้วยเกล็ด ดวงตาคมกริบ
อีกองค์หนึ่งมีเขาคู่บนศีรษะ ยืนเหยียบความว่างเปล่า รอบกายแผ่รัศมีปีศาจเข้มข้น ราวกับมาจากนรกจิ่วโยว ดวงตาแดงฉานดั่งจันทราโลหิต
แต่สิ่งที่แปลกคือ ภายในร่างของพวกมันมิได้มีเพียงพลังปีศาจอันเข้มข้น ยังแฝงด้วยคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ซูเฉินยังมองเห็นทันทีว่าดวงตาของรูปสลักปีกนั้นแปลกประหลาดนัก ดวงตาหนึ่งดำสนิท อีกดวงเป็นลูกแก้วคริสตัล
“ลูกแก้วนั้นคงเป็นที่ซ่อนเนตรเทพบรรพกาล! ทว่ารูปสลักนี่หรือ? พวกมันคือเทพปีศาจแท้ ๆ ชัด ๆ!”
ซูเฉินครุ่นคิดในใจอย่างหนัก
นอกจากรูปสลักทั้งสอง ยังมีแท่นบูชาโบราณอยู่ในวิหาร ดำสนิทดั่งหมึก ปรากฏอักขระดำประหลาดล้อมรอบ ดูลี้ลับเกินหยั่ง
จากแท่นบูชานั้น แผ่คลื่นพลังที่ทำให้หัวใจของซูเฉินเต้นรัวอย่างไม่อาจควบคุม
“หรือว่าใต้แท่นบูชานี้ คือสถานที่ผนึกจักรพรรดิเทพปีศาจดำ?”
ซูเฉินนึกในใจอย่างลับ ๆ
ขณะนั้น เขาเห็นแววตาเย่วั่นหว่านกวาดมองไปรอบด้าน พลางแผ่คลื่นอันตรายรุนแรงออกมา คล้ายกำลังจะโจมตีเขา
“เย่วั่นหว่าน เจ้าคิดจะทำอะไร?!”
ซูเฉินรับรู้ถึงอันตรายและตะโกนออกมาอย่างกะทันหัน น้ำเสียงราวฟ้าร้อง
เสียงของซูเฉินทำเอาเย่วั่นหว่านแทบสะดุ้งจนวิญญาณหลุด
นางเพิ่งจะเตรียมตัวลงมือเล่นงานซูเฉิน แต่ไม่คาดว่าเขาจะตะโกนเรียกชื่อออกมาทันที
ทว่าทำไมนางถึงถูกเปิดโปงได้?
ราชันย์เทพปีศาจตนนี้รู้ชื่อของนางได้อย่างไร?
ตูม!
เย่วั่นหว่านแผ่คลื่นพลังปีศาจอันรุนแรง เตรียมจะโจมตีโดยไม่ลังเล แต่จู่ ๆ นางก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ พลันหยุดชะงัก
“เจ้า… คือซูเฉิน?!”
เย่วั่นหว่านจ้องมองซูเฉินอย่างแน่วแน่
นางมั่นใจว่าวิชาลับที่ใช้ปลอมตัวเป็นเทพธิดานั้นล้ำเลิศยิ่ง ต่อให้นักบุญปีศาจยังไม่อาจมองออก ด้วยเหตุนี้นางจึงลวงนักบุญผู้พิทักษ์ทั้งเก้าของวิหารเทพปีศาจได้โดยง่าย
แต่ในทะเลอเวจีนี้ มีเพียงคนเดียวที่สามารถเปิดโปงตัวตนของนางในพริบตา และแปลงกายเป็นปีศาจนอกแดนได้เช่นกัน
ซูเฉิน
“เย่วั่นหว่าน ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะยังจำข้าได้ ไม่เลว ๆ ข้านึกว่าเจ้าถูกจักรพรรดิเทพปีศาจจิ่วโยวสังหารไปแล้วตั้งแต่หนนั้น!”
ซูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ซูเฉิน เป็นเจ้าจริง ๆ!”
เย่วั่นหว่านรู้สึกทั้งตกใจและดีใจ แต่เมื่อนึกถึงตอนที่ซูเฉินจงใจแกล้งแหย่นางเมื่อครู่ ก็พลันโกรธจนแทบอยากพุ่งเข้าไปกัดเขาเสียเดี๋ยวนั้น
“แม้จักรพรรดิเทพปีศาจจิ่วโยวจะฆ่าไม่ตาย ข้าก็ไม่มีทางตาย! ซูเฉิน เจ้ากล้าแปลงเป็นราชันย์เทพปีศาจได้เช่นนี้ คราวนี้คิดจะก่อเรื่องอะไรอีก?”
เย่วั่นหว่านกล่าวพลางเชิดหน้าด้วยท่าทีทะนงตน