มหาจักรพรรดิราชันย์เทพ - ตอนที่ 75 เจียงอวิ๋นเหอ
“นั่นมัน…ซูเฉิน?!”
เสียงอุทานดังขึ้นจากผู้คน
“ซูเฉิน! เขาคือซูเฉินที่ทำลายตระกูลจางทั้งตระกูลในคืนเดียวใช่ไหมเนี่ย?! ฮึ่ย…เป็นเขาจริงๆ ด้วย!”
“หญิงสาวที่ถูกชายชุดดำจับไว้ดูเหมือนจะเป็นน้องสาวของซูเฉิน…เขากล้าล่วงเกินเทพมรณะอย่างซูเฉินงั้นรึ? หมอนั่นได้เจอดีแน่!”
ฝูงชนพากันซุบซิบเบา ๆ สายตาเต็มไปด้วยความหวาดเกรงยามมองซูเฉิน แล้วจึงหันไปมองชายชุดดำด้วยแววตาสมเพชปนเยาะเย้ย
“พี่ชาย…!”
แววตาของซูหลิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความดีใจอย่างยิ่ง
“เจ้าเป็นใคร?!”
ชายชุดดำหรี่ตามองซูเฉินด้วยความระแวดระวัง พร้อมกระชากตัวซูหลิงเอ๋อร์กลับมาใกล้
เพียงหนึ่งกระบวนท่าเมื่อครู่ ซูเฉินสามารถเล่นงานจ้าวยุทธ์ระดับเก้าได้ถึงสองคน ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เขาย่อมไม่อาจต้านได้
แต่…ยังโชคดีที่ซูหลิงเอ๋อร์ยังอยู่ในมือของเขา
“ข้าไม่พูดซ้ำ…ปล่อยนาง ไม่เช่นนั้น…ตาย!”
ซูเฉินจ้องชายชุดดำอย่างเย็นเยียบ พลังสังหารปะทุจากแววตาโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
หลังได้ถือกำเนิดใหม่ มีเพียงไม่กี่คนที่เขาให้ความสำคัญ และน้องสาวผู้นี้คือหนึ่งในนั้น ชายชุดดำผู้นี้กล้าล่วงเกินนาง เท่ากับเหยียบเกล็ดมังกรของเขาโดยตรง
ต้องตาย!
“ไอ้เด็กบ้านนอก อย่าทำอวดดีนัก! อาจารย์ของข้าโปรดปรานน้องสาวเจ้า นั่นคือวาสนาแท้จริง! เจ้าปฏิเสธแก้วแล้วยื่นหม้อ หรือไม่รู้จักปรมาจารย์โอสถกัน? ถ้าทำให้อาจารย์ข้าโกรธ ครอบครัวเจ้าจะไม่มีที่กลบฝังแน่!”
ชายชุดดำพูดปนหวาดหวั่น
“ปรมาจารย์โอสถ? ไม่แปลกใจเลยที่กล้าหยิ่งทระนงนัก!”
ผู้คนบางส่วนอุทานขึ้น
ปรมาจารย์โอสถ คือยอดคนที่มีอำนาจทัดเทียมจ้าวสงคราม แม้แต่ราชันย์แห่งต้าหลี่ก็ยังต้องให้ความเคารพ ไม่แปลกที่ชายชุดดำจะกล้าลักพาตัวหญิงกลางถนน
แต่…ซูเฉินจะเกรงกลัวหรือไม่?
“ไม่ปล่อย? งั้น…ตาย!”
แววตาของซูเฉินวาบขึ้นด้วยพลังสังหาร พลังกระบี่แผ่ซ่านขึ้นสูง ฟาดทะลวงออกไปตรงหน้าชายชุดดำทันที
ต่อให้เป็นปรมาจารย์โอสถ…เขาก็หาได้เกรงกลัวไม่!
แม้แต่ ‘นักบุญโอสถ’ เขาก็ไม่ไว้หน้า!
ผู้ใดบังอาจแตะต้องน้องสาวของเขา…ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!
ชายชุดดำตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด คาดไม่ถึงว่าซูเฉินจะกล้าลงมือจริง เขาตกใจและโกรธจัด รีบดันร่างซูหลิงเอ๋อร์ออกไปทางซูเฉินทันที
จากนั้นจึงระเบิดพลังหลบหนีด้วยความเร็วเต็มกำลัง
เขารู้ดีว่าไม่อาจต้านทานซูเฉินได้ จึงตัดสินใจถอยหนีทันที
ชายชุดดำกัดฟันแน่นในใจ เขาจะต้องไปฟ้องอาจารย์ให้ได้ แล้วให้ซูเฉินได้รับบทเรียนอย่างสาสม!
ทว่าเขายังประเมินซูเฉินต่ำเกินไป…
ฟึ่บ!
แสงกระบี่สว่างวาบใต้เท้าของซูเฉิน พลังกระบี่ที่ปลายนิ้วแตกกระจายออก เขาโอบรับร่างของซูหลิงเอ๋อร์ไว้แนบอกอย่างมั่นคง ก่อนลงสู่พื้นอย่างสง่างาม
“รอพี่ตรงนี้!”
ซูเฉินกล่าวกับซูหลิงเอ๋อร์ พลางเหยียบกระบี่บินทะยานขึ้นฟ้า ไล่ตามชายชุดดำทันที
เหินเวหาด้วยกระบี่!
“เหินเวหา? ซูเฉิน…ซูเฉินถึงกับเป็นจ้าวยุทธ์?!”
ผู้คนร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
แม้พวกเขาจะไม่รู้จักวิชาควบคุมกระบี่ แต่ทุกคนรู้ว่า การเหินเวหาได้ คือสัญลักษณ์ของผู้ที่เข้าสู่ขอบเขตจ้าวยุทธ์แล้วโดยแท้
ไม่แปลกใจเลยที่ซูเฉินจะล้างตระกูลจางได้ในคืนเดียว!
ชายชุดดำหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นซูเฉินไล่ตามเขามาทางอากาศ ความหวาดกลัวเต็มตา เขาไม่คิดเลยว่าซูเฉินจะถึงขั้นเป็นจ้าวยุทธ์
เขารีบเร่งพลังปราณหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต
ทว่า…
ตูม!
ซูเฉินตามทันในพริบตา ฝ่ามือกระแทกกลางอากาศ ปราณแฝงไว้ด้วยพลังมังกรโบราณ แผ่กระจายปานอสูรเทพจุติ ทำให้ชายชุดดำตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว
แม้พยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจรับพลังฝ่ามือของซูเฉินได้ ถูกฟาดเข้าเต็มอก กระดูกซี่โครงหักไม่รู้กี่ท่อน ร่างปลิวกระแทกพื้น!
“อย่า…อย่าฆ่าข้า…อาจารย์ข้าคือเจียงอวิ๋นเหอ ปรมาจารย์โอสถ ว่าที่ศิษย์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์! หากเจ้ากล้าลงมือ เขาไม่มีวันปล่อยเจ้าไว้แน่…!”
ชายชุดดำนอนอยู่บนพื้น เลือดไหลเต็มปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เขากลัวจนสิ้นสติแล้ว
จึงรีบเอ่ยนามของอาจารย์ตนออกมา หวังว่านั่นจะทำให้ซูเฉินหวาดหวั่นและยั้งมือ
“ปรมาจารย์โอสถ? ศิษย์แดนศักดิ์สิทธิ์? ต่อให้เป็นราชันย์สวรรค์ หากแตะน้องสาวข้า…ก็ต้องตาย!”
ซูเฉินหัวเราะเยาะ
ฝ่าเท้ากระทืบอกชายชุดดำอีกครั้ง จนอีกฝ่ายร้องโหยหวน ร่างสั่นเทา น้ำตาไหลอาบแก้ม
“หยุด!”
ในตอนนั้นเอง เสียงเรียบนิ่งและเย่อหยิ่งดังขึ้น
ในระยะไกล ชายหนุ่มรูปงามในชุดดำ ลายเปลวเพลิงห้าแฉกปักอยู่ที่แขนเสื้อ เดินเข้ามาพร้อมเหล่าผู้อารักขาผู้แข็งแกร่งหลายคน
เจียงอวิ๋นเหอ!
“ท่านอาจารย์ ช่วยข้าด้วย!”
ชายชุดดำตัวสั่นทันที เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นเหอปรากฏตัว ดวงตาเต็มไปด้วยความหวังและตะโกนร้องเสียงหลง
“ปล่อยเขา…แล้วคุกเข่าตบหน้าตัวเองเสีย ข้าจะละเว้นชีวิตให้!”
เจียงอวิ๋นเหอมองซูเฉินด้วยสายตาเฉยเมย น้ำเสียงทรงอำนาจดั่งสั่งข้ารับใช้
ราวกับว่าเขาไม่เห็นซูเฉินอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวออกมาโดยไม่ถามว่าอะไรถูกหรือผิดเลย เสมือนว่าชีวิตของซูเฉินนั่นเป็นของไร้ค่า