มหาจักรพรรดิสวรรค์ - ตอนที่ 20 เคล็ดกระบี่ไร้คนเลือก
ระหว่างทางไปศาลาจัดเก็บเคล็ดวิชา ซูซูพองแก้ม จ้องหลินเทียนตาเขม็งด้วยความไม่พอใจ
“ขอโทษที ข้าร้อนใจเกินไปหน่อย”
หลินเทียนกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน
ตั้งแต่มาอยู่ที่นิกายยุทธ์เก้าหยาง สิ่งที่เขาเฝ้ารอมากที่สุดก็คือเคล็ดวิชาวรยุทธ์ หลังจากฝึกฝนทั้งคืนจนทะลวงถึงขอบเขตหลอมกายขั้นที่ 5 เขาก็ยิ่งตื่นเต้นจนรอไม่ไหว
ซูซูจิ้มหน้าผากหลินเทียนเบา ๆ พลางฮึดฮัด “การนอนหลับสำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับสาวงามอย่างข้า ถ้านอนไม่พอผิวพรรณจะเสียหมด! เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าทำผิดมหันต์แค่ไหน!”
หลินเทียนยิ้มแห้ง ๆ ไม่กล้าเอ่ยอะไร
อีกฝ่ายช่างขี้โวยวาย แถมยังดูหลงตัวเองไม่น้อย…
เมื่อมาถึงศาลาจัดเก็บเคล็ดวิชา หลินเทียนเงยหน้ามองอาคารสามชั้นตรงหน้า ความเรียบง่ายกลับแฝงไว้ด้วยความสง่างาม
“เจ้าเข้าไป ข้ารออยู่ด้านนอก”
หลินเทียนพยักหน้า เดินเข้าไปด้านใน
เมื่อเข้าไป เขายื่นป้ายหยกประจำตัวให้ผู้อาวุโสประจำศาลา ก่อนจะรออย่างสงบ ก่อนหน้านี้เขาได้ไปแจ้งข้อมูลที่ศาลาศิษย์เรียบร้อยแล้ว
ผู้อาวุโสรับป้ายหยกไปตรวจสอบด้วยพลังปราณแท้ แล้วเอ่ยอย่างแปลกใจเล็กน้อย “ขอบเขตหลอมกายขั้นที่ 5 ดีมาก ชั้นสอง เจ้าสามารถเลือกเคล็ดวิชาฝึกตนขั้นต้น และเคล็ดวิชาวรยุทธ์ระดับต่ำหรือระดับกลางได้ มีเวลาให้สองชั่วยาม”
เคล็ดวิชาวรยุทธ์มีการแบ่งระดับตามขอบเขตพลัง ได้แก่ เคล็ดวิชาระดับหลอมกาย ระดับชีพจรเทพ ระดับรู้แจ้ง และระดับทมิฬฟ้า โดยแต่ละระดับจะแบ่งย่อยเป็นขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง ส่วนเคล็ดวิชาฝึกตนก็มีลักษณะการแบ่งคล้ายกัน
ในนิกายยุทธ์เก้าหยาง เคล็ดวิชาฝึกตนส่วนใหญ่ระดับไม่ต่างกันมาก จึงไม่มีการแบ่งระดับชัดเจน
“ขอบคุณท่านอาวุโส”
หลินเทียนรับป้ายหยกคืน แล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสอง
ภายในมีชั้นวางตำรามากมาย เรียงรายด้วยเคล็ดวิชาหลากหลาย ทำให้เขารู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
“กระบวนท่าฟันน้ำแข็งเก้าชั้น ฟันพร้อมพลังเยือกแข็ง รุนแรงขึ้นตามชั้นของท่า”
“ฝ่าเมฆาเตะขาด ท่าฝ่าเท้าทรงพลัง ทำลายล้างสูง”
“กระบี่ราชันย์ กระบี่ดุดัน ฟาดฟันจนหินแหลกได้”
หลินเทียนไล่ดูไปทีละเล่ม ก่อนจะวางคืน
การเลือกเคล็ดวิชาเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเหมาะกับตัวเอง และมีพลังมากพอ เขาจึงไม่อาจเลือกโดยไม่ไตร่ตรอง
เมื่อเดินผ่านชั้นวางไปเรื่อย ๆ ดวงตาเขาก็สว่างวาบ
“เคล็ดกระบี่วายุสะท้าน ระดับกลาง เหมาะแก่การโจมตีที่รวดเร็ว ว่ากันว่าหากฝึกถึงขั้นสูงสุด กระบี่จะเร็วจนสามารถเฉือนวายุได้!”
ผ่าลมได้เลยหรือ?
หลินเทียนรู้สึกสนใจทันที นี่แหละใช่เลย!
ต่อมา เขายังพบเคล็ดหมัดอีกชุดหนึ่งนามว่า “หมัดเงาเพลิง” ระดับต่ำ เน้นการต่อสู้ระยะประชิด แบ่งเป็นสองขั้น ขั้นแรกเงาหมัด ปล่อยเงาหมัดมากมายด้วยพลังปราณแท้ ขั้นสองหมัดเพลิง เงาหมัดลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง ทรงพลังอย่างมาก
“ข้าฝึกเคล็ดวิชาก้าวสวรรค์ปฐพี หากใช้ร่วมกับหมัดเงาเพลิง คงได้ผลดีแน่”
สุดท้ายหลินเทียนเลือกเคล็ดกระบี่วายุสะท้าน และหมัดเงาเพลิง จากนั้นสุ่มเลือกเคล็ดวิชาฝึกตนมาเล่มหนึ่ง เขามีเคล็ดวิชาเทพหลอมกายา สวรรค์สี่ขั้ว อยู่แล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจเคล็ดวิชาฝึกตนของนิกาย เพียงแค่เลือกเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต
“ท่านอาวุโส ข้าเลือกเสร็จแล้ว”
เมื่อมาถึงชั้นหนึ่ง เขายื่นตำราที่เลือกให้กับผู้อาวุโส
เมื่อผู้อาวุโสมองเห็นเคล็ดกระบี่วายุสะท้าน ดวงตาก็ฉายแววแปลกใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงบันทึกข้อมูล แล้วส่งคืนให้หลินเทียน “คืนในสิบวัน ไปได้”
หลินเทียนรับตำราแล้วคารวะ จากนั้นจึงเดินออกจากศาลา
ทันทีที่เขาออกมา ซูซูก็รีบวิ่งเข้ามา “เลือกได้หรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้ว”
“ขอดูหน่อยสิ” ซูซูรับตำราไปดู พอเห็นชื่อเคล็ดกระบี่วายุสะท้านก็ขมวดคิ้วทันที “หมัดเงาเพลิงไม่เลวนัก แต่เคล็ดกระบี่วายุสะท้าน…ไม่ค่อยดีเท่าไร”
“ทำไมล่ะ? ข้าอ่านดูแล้วมันทรงพลังออก”
ซูซูกลอกตา “ก็พลังมันแรงจริง แถมยังถือว่าเป็นเคล็ดวิชาระดับกลางที่แข็งแกร่งที่สุดของระดับหลอมกายเลยก็ว่าได้ แต่ปัญหาคือ…มันฝึกยากมาก! หลายปีมานี้ยังไม่มีใครฝึกจนสำเร็จเลยนะ ไม่มีใครเลือกใช้ด้วยซ้ำ!”
“…”
หลินเทียนถึงกับเงียบ เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้อาวุโสถึงมองเขาแปลก ๆ ตอนเห็นชื่อเคล็ดวิชา
“จะทำยังไงดีล่ะทีนี้ เคล็ดวิชาเลือกแล้วเปลี่ยนไม่ได้ด้วยสิ ข้าควรบอกเจ้าก่อนจริง ๆ!”
หลินเทียนกลับไม่กังวล เขายิ้มปลอบ “ไม่เป็นไร คนอื่นฝึกไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าข้าจะฝึกไม่ได้ ข้าจะฝึกจนสำเร็จให้ดู!”
ซูซูเบ้ปาก “เชอะ มั่นใจตัวเองเกินไปหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่มั่นใจเกินไป แต่คือความเชื่อมั่นต่างหาก” หลินเทียนยิ้ม ก่อนถามต่อ “ว่าแต่ข้าควรไปฝึกเคล็ดวิชาที่ไหน?”
เคล็ดวิชาฝึกตนสามารถฝึกที่พักได้ แต่เคล็ดวิชาวรยุทธ์ใช้ต่อสู้ ต้องการพื้นที่ ไม่อาจฝึกในห้องแคบ ๆ
“ลานประลอง หรือยอดเขาสายลมคราม”
“ยอดเขาสายลมคราม?”
หลินเทียนเลิกคิ้ว เขารู้จักลานประลอง แต่ยอดเขาสายลมครามคือที่ใด?
ซูซูอธิบาย “อยู่หลังนิกาย เป็นป่ากว้างเต็มไปด้วยสัตว์อสูร ศิษย์ส่วนใหญ่ใช้ที่นั่นฝึกฝนวรยุทธ์ แต่ข้าแนะนำให้เจ้าไปลานประลองก่อนนะ ที่นั่นปลอดภัย แต่ยอดเขาสายลมครามกลับเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย ถ้าเจ้าควบคุมเคล็ดวิชาไม่ดี อาจบาดเจ็บหนัก หรืออาจถึงขั้นตายเลยก็ได้”
หลินเทียนไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ข้าเลือกยอดเขาสายลมคราม”
หนทางแห่งยุทธ์เต็มไปด้วยขวากหนาม หากกลัวเจ็บกลัวตาย จะเรียกตนว่าเดินบนเส้นทางแห่งยุทธ์ได้อย่างไร?
นักยุทธ์ ย่อมไม่เคยหวั่นไหว!
“เจ้าจริงจังเกินไปแล้ว…” ซูซูส่ายหน้า แม้อยากจะห้าม แต่พอเห็นแววตาแน่วแน่ของเขา นางก็ละความคิดนั้นทันที “ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปที่ทางเข้า”
“ขอบใจมาก”
แม้นางจะจู้จี้ขี้โวยวาย แต่หลินเทียนก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนดี เขารู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริง
ทั้งสองเดินไปด้วยกัน ไม่นานก็มีชายสามคนเดินสวนมา ชายในชุดทองยิ้มให้ซูซูทันทีที่เห็นนาง “ซูซูน้อย พอดีเลย หลายวันไม่เจอ เจ้ายิ่งน่ารักขึ้นนะ”
“โจวห่าว! ใครให้เจ้ามาเรียกข้าว่าซูซูน้อย! ข้าไม่สนิทกับเจ้าสักหน่อย!”
ชายชุดทองชื่อว่าโจวห่าว เป็นบุตรของผู้บัญชาการเมืองคุกเฟิง อยู่ในขอบเขตหลอมกายขั้นที่ 9 เป็นที่เกรงขามของศิษย์นิกายยุทธ์เก้าหยาง
โจวห่าวยิ้ม แล้วหันไปเห็นหลินเทียน เขาขมวดคิ้วนิด ๆ “คนนี้ใครหรือ ซูซูน้อย?”
“ไม่ขอตอบ!”
ซูซูว่าเสียงห้วน
โจวห่าวยิ้มบาง ๆ พูดเสียงนุ่ม “ว่าแต่ซูซูน้อย คืนนี้บิดาข้าจะจัดงานเลี้ยง ข้าก็พูดถึงเรื่องของเรากับเขา เขาดีใจมาก ขอให้ข้าเชิญเจ้ามาที่บ้านด้วย”
ซูซูไม่พอใจทันที “เรื่องของเรา? ข้ากับเจ้าไม่เคยมีอะไรทั้งนั้น! ข้าบอกแล้วไงว่าไม่มีทางชอบเจ้า อย่ามายุ่งกับข้าอีก!”
แววตาโจวห่าววูบไหวไปด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ยังยิ้มอยู่ “อย่าพูดแบบนั้นเลย ข้าเชื่อว่าวันหนึ่งเจ้าจะรับความจริงใจของข้าได้ เอาล่ะ เวลานี้งานเลี้ยงใกล้เริ่มแล้ว เรารีบไปกันเถอะ”
ขณะจะคว้ามือซูซู ก็มีมืออีกข้างหนึ่งยื่นเข้ามาก่อน
“สวัสดี! ข้าชื่อหลินเทียน เพิ่งเข้าร่วมเป็นศิษย์ของนิกายยุทธ์เก้าหยาง ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ!”
เสียงนั้นสดใสและร่าเริง พร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มของหลินเทียนที่คว้ามือของโจวห่าวไว้แน่น