มหาจักรพรรดิสวรรค์ - ตอนที่ 10 จิตมั่นดั่งศิลา
ช่วงเวลาพักผ่อนหนึ่งเค่อผ่านไป หลินเทียนฝากหลินซี่ไว้กับคนรู้จักที่เขาพอไว้ใจได้ในเมือง ก่อนจะรวมกลุ่มกับผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ภายใต้การนำของเจ้าหน้าที่สอบ มุ่งหน้าไปยังจุดทดสอบด่านที่สอง
ด่านที่สองนี้ เป็นการทดสอบจิตใจ!
เส้นทางแห่งยุทธ์เต็มไปด้วยขวากหนาม พรสวรรค์นั้นสำคัญก็จริง แต่จิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน หากมีเพียงพรสวรรค์อันล้ำเลิศแต่ไร้เจตจำนงอันแน่วแน่ ย่อมยากจะประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า บางครั้งยังอาจด้อยกว่าผู้ที่มีพรสวรรค์ต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำ
ต้องเข้าใจว่าสิ่งล่อใจในโลกมนุษย์นั้นมีมากมาย ทั้งอำนาจ ทรัพย์สิน และสตรี ซึ่งล้วนเป็นกับดักร้ายแรงสำหรับนักยุทธ์ หากจิตใจไม่มั่นคง ย่อมถูกกลืนกินได้โดยง่าย
ดังนั้น พรสวรรค์เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้นเท่านั้น
หากไม่มี “ใจแห่งยุทธ์” ที่หนักแน่น ต่อให้พรสวรรค์สูงส่งเพียงใดก็ไร้ความหมาย
สนามทดสอบจิตใจตั้งอยู่ในสวนกว้างด้านหลังนิกายยุทธ์เก้าหยาง ใจกลางสวนมีค่ายกลภาพลวงตาขนาดใหญ่ที่จารึกไว้โดยผู้ฝึกปราณขอบเขตรู้แจ้ง ใช้สำหรับทดสอบจิตใจของผู้เข้าสอบโดยเฉพาะ
หลินเทียนเดินตามกลุ่มผู้เข้าสอบมาจนถึงสนามทดสอบด้านหลัง
โม่เซินกับเซียวหยุนก็ตามมาเช่นกัน ทั้งคู่มีใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาเปล่งประกายราวอสรพิษที่จ้องจะกัดเหยื่อ ไม่ละสายตาจากแผ่นหลังของหลินเทียนแม้แต่น้อย
“ผู้อาวุโสโม่ ท่านกลับมาแล้วหรือ”
เจ้าหน้าที่สอบประจำด่านที่สองหยุดลงทันทีเมื่อเห็นชายวัยกลางคนราว 47 ปีเดินตรงเข้ามา บุคลิกของชายผู้นี้สงบเยือกเย็น พลังปราณทรงพลังแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง
โม่เซินเห็นคนผู้นี้ก็รีบยิ้ม เดินเข้าไปใกล้แล้วร้องเรียก
“ลุงครับ!”
ชายวัยกลางคนนามว่าโม่อี้ เป็นคนของตระกูลโม่ในเมืองคุกเฟิง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งนิกายยุทธ์เก้าหยาง
เมื่อได้ยินคำทักของโม่เซิน เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปมองกลุ่มผู้เข้าสอบโดยไม่ได้สนใจใครเป็นพิเศษ ก่อนจะกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า
“พาพวกเขาไปยังจุดทดสอบ และแจ้งกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน”
จากนั้นเขาก็เดินนำไปทางด้านหลังนิกาย
ในบางครั้ง ผู้อาวุโสแห่งนิกายจะมาสังเกตการณ์ด้วยตนเอง และครั้งนี้ โม่อี้เลือกมาด้วยตนเองเพราะหลานชายของเขา โม่เซิน เข้าร่วมการสอบ อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ระดับห้าดาว
“หึ!”
โม่เซินแค่นเสียงเย้ยหยัน ขณะกวาดตามองหลินเทียนหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินตามหลังโม่อี้ไป
หลินเทียนไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง ยังคงสงบนิ่งเช่นเคย และเดินตามกลุ่มผู้เข้าสอบต่อไป เมื่อมาถึงจุดทดสอบด่านที่สอง เจ้าหน้าที่สอบจึงเริ่มอธิบาย
“ต่อไป พวกเจ้าจะเข้าสู่ภาพลวงตาอันใหญ่ ภาพลวงตานี้จะเป็นบททดสอบจิตใจ ซึ่งมีทั้งหมดสามด่าน ระยะเวลาจำกัดคือสองชั่วยาม ผู้ที่สามารถออกจากภาพลวงตาได้เร็วกว่าผู้อื่น แสดงว่าจิตใจแข็งแกร่งกว่า หากหมดเวลาแล้วยังไม่สามารถหลุดออกมาได้ จะถือว่าไม่ผ่านการทดสอบ”
เมื่อสิ้นเสียงคำอธิบาย ผู้เข้าสอบก็ทยอยเข้าไปในค่ายกลภาพลวงตา
“เริ่มต้น!”
เมื่อเสียงเจ้าหน้าที่ดังขึ้น ทุกสิ่งรอบตัวหลินเทียนก็พลันแปรเปลี่ยนไป
พื้นที่สีแดงฉานปรากฏขึ้นตรงหน้า ปีศาจดุร้ายและวิญญาณร้ายกู่ร้องก้อง พวกมันพุ่งเข้ามาใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง เชือกเหล็กและขวานใหญ่ฉีกทะลุอากาศ ราวกับจะบดขยี้เขาให้เป็นชิ้น ๆ
แต่หลินเทียนยังคงนิ่งเฉย ยืนอยู่กับที่ไม่ไหวติง
ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว เขาย่อมไม่กลัวสิ่งใดอีก ปีศาจและภาพหลอนทั้งหมดพุ่งทะลุร่างเขาไปอย่างไร้ผล
ด่านแรก ผ่าน!
“ไร้สาระ”
เขาพึมพำในใจ
ไม่นาน ภาพลวงตาก็เปลี่ยนอีกครั้ง
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า กองทัพนักรบหลายพันคนควบม้าถาโถมเข้ามา กลิ่นอายสงครามแผ่กระจายไปทั่วผืนดิน ธงรบโบกสะบัด เสียงม้าศึกกระหึ่มสะเทือนใจ
หลินเทียนยังคงนิ่งเงียบ สายตาไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
เพียงไม่กี่วันก่อน เขาเคยฝันถึงการต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งเก้าคน พวกเขาฉีกท้องฟ้า ทำลายแผ่นดิน ฟาดฟันจนจักรวาลบิดเบี้ยว
เมื่อเทียบกับภาพในความฝันนั้น กองทัพเบื้องหน้าก็นับว่ายังอ่อนนัก
เมื่อนักรบหลายพันคนพุ่งถึงตัวหลินเทียน ภาพลวงตาก็พังทลายทันที ทหารทั้งหมดสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ด่านที่สอง ผ่าน!
“ด่านสุดท้ายแล้ว”
หลินเทียนพูดกับตัวเอง
ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นพระราชวังอันหรูหรา กลิ่นหอมเย้ายวนลอยคละคลุ้ง สตรีนับสิบคนในชุดบางเบาเผยเนื้อหนัง ยั่วยวนเย้ายวนใจ พวกนางก้าวเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ
เรือนร่างเปลือยเปล่าเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางบรรยากาศเย้ายวนที่สามารถเขย่าจิตใจบุรุษได้แทบทุกคน
“มาเถอะ…”
เสียงหวานเอ่ยชวน ร่างอ่อนช้อยทั้งสิบแนบชิดหลินเทียนอย่างยั่วเย้า ชุดบางหลุดร่วงเผยผิวเนียนนุ่ม ร่างเปลือยไหวระริกอยู่ตรงหน้า
นี่คือบททดสอบแห่งกิเลสตัณหา สิ่งที่สามารถทำให้บุรุษแทบทุกคนลุ่มหลงจนจิตใจลุกเป็นไฟ
หลินเทียนยังคงยืนนิ่งมิเคลื่อนไหว มุมปากยกยิ้มเย้ย
ผ่านความตาย และประสบกับเรื่องราวของเซียวหยุน ทำให้เขาเข้าใจสัจธรรมหนึ่งอย่างแจ่มชัด
หากไร้อำนาจและทรัพย์สมบัติ ต่อให้สตรีงามล่มเมืองก็เป็นเพียงหมอกควันลวงตา
ในเมื่อเขายังไม่มีสิ่งใด ภาพเบื้องหน้าก็เป็นเพียงม่านมายาลวงตา
ท่ามกลางปราสาทแห่งกิเลสนี้ จิตใจของเขากลับหนักแน่นมั่นคงดั่งศิลา ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้
สิ่งเดียวที่เขาต้องทำ คือฝึกฝน และแข็งแกร่งขึ้น!
ขณะเดียวกัน ที่แท่นหยกขาวด้านข้างสวน โม่อี้ยืนมองค่ายกลภาพลวงตาอย่างสงบนิ่ง ข้างกายเขายังมีผู้อาวุโสอีกสองคน ได้แก่ มู่ชิง และสือตง
“ผู้เข้าสอบรอบนี้มีพรสวรรค์ดีอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่าผู้ใดจะออกจากภาพลวงตาเป็นคนแรก?”
มู่ชิงเอ่ยพลางจับจ้องไปยังค่ายกลโดยไม่กะพริบตา โดยเฉพาะตำแหน่งที่หลินเทียนยืนอยู่
ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบการทดสอบด่านแรกได้แจ้งผลเรื่องพรสวรรค์กับผู้อาวุโสทั้งสามแล้ว ดังนั้นมู่ชิงจึงมีความหวังกับหลินเทียนมาก
“อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน พรสวรรค์กับจิตใจนั้นไม่ได้เกี่ยวกันเสมอไป บางคนพรสวรรค์ต่ำแต่จิตใจมั่นคงยิ่งกว่าหินผา ในขณะที่บางคนพรสวรรค์สูงแต่จิตใจอ่อนปวกเปียก”
สือตงกล่าวพลางส่ายหน้า
“แล้วท่านคิดว่าใครจะออกมาเป็นคนแรก?”
“ถ้าวัดกันแค่จิตใจ ยังไงก็ไม่มีใครเทียบโม่จี้ได้แน่นอน เด็กนั่นคือผู้ฝึกยุทธ์ที่หัวใจมั่นคงที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ”
“จริง ดวงใจแห่งยุทธ์ของเด็กคนนั้นราวกับเหล็กกล้า มีชีวิตอยู่เพื่อการต่อสู้”
มู่ชิงเห็นด้วย
โม่จี้เป็นหลานของโม่อี้ เมื่อได้ยินคำชมจากทั้งสองคน สีหน้าของโม่อี้ก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“โม่เซินได้รับอิทธิพลจากพี่ชายของเขา เรื่องจิตใจก็ไม่เลว ข้าว่าคนที่ออกมาเป็นคนแรกน่าจะเป็นเขา”
“มีความเป็นไปได้สูง”
“ว่าแต่ตอนโม่จี้เคยทดสอบ ใช้เวลาเท่าไรนะ?”
“หนึ่งเค่อ”
“เวลานี้ผ่านไปครึ่งเค่อแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงรู้ผล”
ทั้งสามหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ทว่าไม่นาน สีหน้าของทั้งสามก็แข็งค้างขึ้นพร้อมกัน
เบื้องหน้า ณ ค่ายกลภาพลวงตา หลินเทียนลืมตาขึ้นช้า ๆ
“อะไรกัน!?”
“นั่นมัน…”
ทั้งสามคนแสดงสีหน้าตกตะลึงพร้อมกัน
หลินเทียนกวาดตามองผู้เข้าสอบคนอื่นในค่ายกลอย่างสงบ ก่อนจะเดินออกมาด้วยตนเองต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่สอบ
“นี่มัน…!”
เจ้าหน้าที่สอบผู้รับผิดชอบถึงกับตะลึงงัน ราวกับกลายเป็นหินไปในบัดดล
ผ่านด่านภาพลวงตาได้ในเวลาเพียงครึ่งเค่อ!