มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1380: เจ้าเมืองไท่กู่
“อะไรนะ!”
เขาสามารถสลายพลังของคนอื่นได้ โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกมา
แม้แต่คำเดียวเลยเหรอ!
ตู้จินเผิงประหลาดใจมาก
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า คือสิ่งที่ชายคนนั้นได้กล่าวออกมา
ที่แท้เขาก็คือฉินเฉาตัวจริง
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเส้นทางปีศาจ
ช่างน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
“ฉันแก้ปัญหาของตัวเองเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นก็มาพูดถึงธุระของ
เรากันต่อเถอะ”
ฉินเฉายังคงควบคุมเจดีย์มหาแก้ว ในขณะที่กล่าวกับกุนซือ ซึ่ง
กำลังดูเรื่องสนุกอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยน˺าเสียงเย็นชา “คืนผู้หญิงของฉัน
มาซะ”
“เยี่ยมจริง ๆ ไม่เพียงแต่จะได้สมบัติมาครอบครอง แต่วันนี้ข้ายัง
ได้ชมละครโดยที่ไม่ต้องเสียเงินด้วย ไม่เลวเลย”
กุนซือปรบมืออย่างพึงพอใจ
“ส่งเจดีย์มหาแก้วที่อยู่ตรงหน้าของเจ้ามาให้ข้าซะ แล้วข้าจะคืน
ผู้หญิงให้กับเจ้า”
“ถ้าหากแกไม่คืนจะทำยังไงล่ะ?”
ฉินเฉากำหมัดแน่น “คืนผู้หญิงของฉันมาก่อน”
“หึ ๆ ตอนนี้คนที่ได้เปรียบมันไม่ใช่เจ้า”
กุนซือกล่าว ในขณะที่วางมือลงบนศีรษะของซูเฟยไปด้วย “เจ้าคิด
ว่าหากข้าทำให้สาวสวยคนนี้กลายเป็นราชาผีดิบ เธอจะน่ารักขึ้นหรือ
เปล่า?”
“ไอ้เวรเอ๊ย!”
ทันทีที่ฉินเฉาแผ่จิตสังหารออกมา คนรอบข้างต่างก็รู้สึกเย็นวาบ
และเหงื่อออก
ช่างเป็นจิตสังหารที่รุนแรงจริง ๆ
แม้แต่ตู้จินเผิงผู้อยู่ในขั้นกายทองคำชั้นที่สี่ ก็ยังรู้สึกว่าแข้งขาของ
ตนกำลังอ่อนแรง
สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์ใหญ่ขั้นประกายแสง ยามที่เขาโกรธมัน
ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
จะไปล่วงเกินเขาไม่ได้ พยายามอย่าไปยั่วโมโหอีกฝ่ายจะเป็นการ
ดีที่สุด
ฉินเฉาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของซูเฟย เขาจึงไม่มีทางเลือก
ได้แต่จำใจควบคุมเจดีย์มหาแก้วให้ลอยผ่านระยะทางสามเมตรไปหยุด
อยู่ตรงหน้ากุนซือ
“มันอยู่ตรงหน้าของแกแล้ว เพราะฉะนั้นรีบคืนซูเฟยมาให้ฉัน
ซะ!”
ฉินเฉาตะโกนออกมาดังลั่น
เสียงของเขานั้นมีพลังเทพแทรกซึมเข้าไป มันจึงดังก้องเข้าไปถึง
สมองของชาวเมืองไท่กู่ทันที
แม้แต่ตึกรามบ้านช่องที่อยู่รอบ ๆ ก็สั่นสะเทือนไปด้วยเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าพลังอันมหาศาลนี้ มันมาจากความโกรธในจิตใจของ
ฉินเฉา
“งั้นก็เอาคืนไปสิ”
กุนซือยื่นมือออกไปคว้าเจดีย์มหาแก้วที่ลอยอยู่บนอากาศ ส่วนมือ
อีกข้างก็ผลักแผ่นหลังของซูเฟย ทำให้ร่างของเธอลอยข้ามระยะทาง
หลายเมตร ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของฉินเฉา
“ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดเจดีย์มหาแก้วก็มาอยู่ในกำมือของข้าแล้ว!”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านกุนซือ ขอแสดงความยินดีกับท่านกุน
ซือ!”
มู่หว่านชิวที่อยู่ข้าง ๆ รีบกล่าวแสดงความยินดีออกมา
“ซูเฟย…..”
ในเวลานี้ซูเฟยยังคงไม่ได้สติ ฉินเฉารีบตรวจร่างกายของเธอทันที
และเมื่อพบว่าเธอไม่มีอันตรายใด ๆ เขาจึงโล่งอกได้ชั่วคราว
จากนั้นเขาก็คว้าร่างของซูเฟยมากอดไว้ในอ้อมแขนด้วยมือเดียว
และยกมืออีกข้างเล็งไปยังกุนซือกับมู่หว่านชิวที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม
“กล้ามาแตะต้องผู้หญิงของฉัน ฉันจะฆ่าไม่เลี้ยงแน่!”
ฉินเฉาโจมตีใส่อีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้น การโจมตีนั้นพลัน
รุนแรงขึ้นด้วยการกระตุ้นจากพลังเทพ
“สลาย!”
พลังของหลิงเอ๋อได้สำแดงฤทธิ์เดชออกมา
“ไปเร็ว!”
ดูเหมือนว่ากุนซือจะคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าฉินเฉาจะต้องลงมือ
เขาดึงมู่หว่านชิวเข้ามา ร่างของคนทั้งคู่พลันเปล่งแสงสว่างวาบ ก่อนที่
จะหายลับออกไปจากโรงน˺าชาภายในเสี้ยววินาที
แต่หลังจากนั้นโรงน˺าชาก็พลันพังทลายกลายเป็นผุยผงและ
หายไปเช่นเดียวกัน
ผู้คนที่อยู่ด้านล่างส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตกใจ
การทำลายล้างของวิชาจิตก่อเกิดช่างโหดเหี้ยมจริง ๆ
“ไปหยุดเขาเอาไว้เร็วเข้า!”
ตู้จินเผิงรู้ดีว่าไม่อาจที่จะอยู่เฉย ๆ ได้ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้
ต่อไป ฉินเฉาอาจจะทำลายเมืองไท่กู่แห่งนี้ก็เป็นได้
เหล่าผู้พิทักษ์จึงพุ่งเข้าหาฉินเฉาโดยปราศจากความลังเล
“หยุดนะ!”
ตู้จินเผิงเป็นฝ่ายเปิดฉากการโจมตีก่อน เมื่อเขาเงื้อมแทงหอกสี
ทองเล่มยาวในมือออกไป มังกรทองก็พุ่งตรงเข้าใส่ฉินเฉา
“สลายไปซะ!”
ฉินเฉายื่นมือขวาออกมา ฝ่ามือทองคำได้ระเบิดมังกรทองที่ยาวถึง
2 เมตรให้กระเด็นออกไปทันที
จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว มองเหล่าผู้พิทักษ์ในชุดขาวที่กำลังตั้งท่า
ต่อสู้
“จะเข้ามาขวางฉันงั้นเหรอ?”
“ประมุขฉิน การกระทำของท่านถือเป็นการละเมิดต่อกฎระเบียบ
ในเมืองไท่กู่ ท่านจะต้องมากับพวกเรา”
ตู้จินเผิงกล่าวด้วยความเคร่งเครียด
ฝีมือของฉินเฉาช่างลึกล˺านัก จนเขาเองก็ยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
เลยจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม กฎต้องเป็นกฎ ถึงแม้ว่าคนที่กำลังละเมิดกฎอยู่จะ
เป็นประมุขนิกายหลัวซา เขาก็จะต้องถูกลงโทษเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้น ในอนาคตเมืองไท่กู่แห่งนี้จะยังสามารถตั้งกฎระเบียบ
ต่าง ๆ ได้อีกเหรอ?
ฉินเฉาหันหน้ากลับไป และพบว่ากุนซือกับมู่หว่านชิวได้หนีหายไป
อย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะวางแผนการเอาไว้แล้ว จึงได้ใช้วิธีนี้มารั้งเขา
เอาไว้ที่นี่
หากฆ่าสองคนนั้นไม่ได้ มันจะต้องเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของ
เขาเป็นแน่
แต่ความรู้สึกที่มีมากกว่านั้น คือความรู้สึกผิดและกังวลใจ
เขาจะต้องพัฒนาจี้หยกภูตผีหลัวซาของเขาให้ดีขึ้น จะได้ไม่มีใคร
มาแตะต้องผู้หญิงของเขาได้อีก
ส่วนคราวนี้ทำได้แค่ปล่อยมันไปเท่านั้น
“ขอโทษด้วย ฉันเป็นฝ่ายหุนหันพลันแล่นเอง”
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นฝ่ายทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นจริง ๆ “โรง
น˺าชาแห่งนี้ราคาเท่าไหร่ล่ะ? ฉันจะเป็นฝ่ายจ่ายค่าชดเชยเอง”
เขามีอาร์ติแฟคอยู่มากมายนับไม่ถ้วน และทุกสิ่งก็ล้วนเป็นของมี
ค่าทั้งสิ้น มันจึงไม่เป็นปัญหาหากจะชดใช้ให้กับโรงน˺าชาแห่งนี้
อีกทั้งนิกายหลัวซาก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับเมืองไท่กู่ เขาจึงไม่จำเป็นที่
จะต้องวางตัวเป็นศัตรูกับอีกฝ่าย
“หึ ๆ …..”
ในขณะนั้นเอง เสียงหัวเราะก็ดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
เมื่อฉินเฉาหันหน้าไปมองก็พบกับชายผู้สวมใส่อาภรณ์สีขาว ปัก
ดิ้นลายมังกรทองเก้าตัว ซึ่งกำลังเหยียบอยู่บนเมฆมงคลที่กำลังลอยมา
ทางนี้
“ท่านเจ้าเมือง!”
“เป็นท่านเจ้าเมืองจริงด้วย!”
เหล่าผู้พิทักษ์ต่างคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้เห็นชายคนนี้
เจ้าเมืองแห่งเมืองไท่กู่
จ้าวเหวินเยว่
ฉินเฉาเลิกคิ้ว และยังคงยืนนิ่งงัน
“ประมุขฉินงั้นหรือ? ข้าได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว ข้าคือเจ้าเมือง
ไท่กู่ จ้าวเหวินเยว่”
ชายวัยกลางคนก้าวลงมาจากเมฆมงคล ลงมาเหยียบอยู่บนหลังคา
ที่อยู่ใกล้ ๆ พลางจ้องมองฉินเฉาที่อยู่ไกลห่างออกไป
“ฉันก็ได้ยินกิตติศัพท์ของเจ้าเมืองมานานเช่นกัน”
ฉินเฉากอดซูเฟยเอาไว้ จึงไม่สะดวกที่จะคำนับให้อีกฝ่าย เขาเอ่ย
ถามออกไปเพียงแค่ว่า “โรงน˺าชานั้นมีราคาเท่าไหร่ เจ้าเมืองจ้าวกล่าว
มาเถิด”
“หึ ๆ …..”
จ้าวเหวินเยว่หัวเราะออกมาอีกครั้ง ฉินเฉาที่ได้ยินเช่นนั้น กลับคิด
ว่ามันฟังดูมืดมนอย่างมาก
“โรงน˺าชาที่ว่านี้ก่อตั้งมาเป็นพันปี หากจะกล่าวถึงคุณค่าของมัน
คงจะไม่อาจประเมินค่าได้จริง ๆ ถึงอย่างไรโรงน˺าชานี้ก็อยู่มาตั้งแต่
ก่อนที่เจ้ากับข้าจะเกิดเสียอีก”
จ้าวเหวินเยว่รู้สึกไม่สบอารมณ์
เขาเป็นถึงเจ้าเมืองแห่งเมืองไท่กู่ เมื่อคนของแปดสำนักใหญ่มาที่นี่
คนเหล่านั้นก็ยังต้องไว้หน้าให้กับเขา
แต่ประมุขนิกายหลัวซาผู้นี้กลับก่อปัญหาขึ้นมา โดยที่ไม่ได้สนใจ
เขาเลยแม้แต่น้อย
ทั้ง ๆ ที่เห็นว่าเขามา แต่กลับไม่คิดที่จะคำนับสักนิด
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาจริง ๆ
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาเพิ่งจะทำลายโซ่ตรวนระดับของขั้นกาย
ทองคำชั้นที่เก้า และได้เข้าสู่ขั้นประกายแสงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากไม่สั่งสอนเด็กคนนี้ให้ดี อีกฝ่ายก็คงจะไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต˹า
“แต่สิ่งที่มีคุณค่าจริง ๆ นั้นไม่ใช่โรงน˺าชา”
เขากล่าวต่อไปว่า “ทว่ามันคือกฎระเบียบของเมืองไท่กู่ที่คงอยู่มา
อย่างยาวนานต่างหาก ประมุขฉินผู้มีความสามารถอันลึกล˺ากลับไม่
สนใจและทำลายกฎระเบียบของพวกเรา สิ่งที่ประมุขฉินจะต้องชดใช้
จริง ๆ มันคือเรื่องนี้”
“โอ้?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเฉาก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดี
“เช่นนั้นเจ้าเมืองจ้าวกำลังหมายความว่าอะไร?”
“ในเมื่อทำผิดกฎของเมืองไท่กู่ พวกเราก็ไม่อาจที่จะลืมเรื่องนี้ไป
ได้ ไม่อย่างนั้นเมืองไท่กู่ของพวกเราจะยืนหยัดอยู่บนอาณาจักรของผู้
ฝึกตนได้ยังไง? หากประมุขฉินไม่ชดใช้เรื่องนี้ให้เหมาะสม มันก็คงจะไม่
เพียงพอที่จะใช้ตักเตือนคนอื่น ๆ”
“ชดใช้ให้เหมาะสมเหรอ?”
น˺าเสียงของฉินเฉาเริ่มฟังดูเย็นชาขึ้น “เจ้าเมืองจ้าวพูดออกมา
ตามตรงเถอะ ว่าต้องการอะไรจากฉันกันแน่?”
“ฝ่ามือพระโพธิสัตว์กับเจดีย์มหาแก้ว”
คำพูดของจ้าวเหวินเยว่ทำให้ทุกคนพากันตกตะลึง
แม้แต่ผู้พิทักษ์ของเขาก็ยังตื่นตระหนกไปด้วยเช่นกัน
แม่เจ้า ท่านเจ้าเมืองช่างโลภมากจริง ๆ!
อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ถึงอย่างไรฉินเฉาก็เป็น
ฝ่ายละเมิดกฎของที่นี่ หากไม่ชดใช้ มันก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนอื่น
ๆ เชื่อฟัง
แต่ตู้จินเผิงเองก็เข้าใจเป็นอย่างดีเช่นกัน ว่าความโลภของท่านเจ้า
เมืองกำลังจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา
เมื่ออยู่ต่อหน้าสมบัติแห่งธาตุทั้งห้า แม้แต่ท่านเจ้าเมืองก็ไม่อาจที่
จะอยู่เฉย ๆ ได้
“หึ ๆ น่าเสียดายที่เจดีย์มหาแก้วถูกขโมยไปแล้ว”
มือขวาของฉินเฉาเปล่งแสงสีทองออกมา “ส่วนฝ่ามือพระโพธิสัตว์
ยังอยู่นี่ เพียงแต่ว่าฉันจะไม่ส่งมันให้กับแกเป็นอันขาด”
“ประมุขฉินไม่สนใจกฎระเบียบในเมืองไท่กู่ของข้าเลยสินะ?”
แววตาของจ้าวเหวินเยว่ได้ปลดปล่อยรังสีสังหารออกมา
“อย่ามาเล่นลิ้นนักเลย”
ฉินเฉาเบ้ปาก “ฉันอุตส่าห์ไว้หน้าแก แต่แกกลับหน้าไม่อาย คิด
อยากได้สมบัติแห่งธาตุทั้งห้าของฉันซะได้”
“ดีมาก ดีมาก”
จ้าวเหวินเยว่พยักหน้า ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มเอาไว้ แต่ทว่า
แววตากลับปลดปล่อยจิตสังหารออกมา “เช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวโทษว่า
ข้าเป็นคนหยาบคาย ไอ้หนู เจ้าเป็นคนรนหาที่ตายเอง!”
สิ้นเสียงนั้น พลังลมปราณก็พลันเอ่อล้นออกมาจากทั่วร่างกายของ
เขา
และในขณะเดียวกัน หอกมังกรทองก็ได้ปรากฏอยู่ในมือของเขา
ทันที
หอกมังกรทะลวงฟ้าดิน คืออาร์ติแฟคของเจ้าเมืองไท่กู่ที่ตกทอด
กันมาหลายชั่วอายุคน
ยิ่งไปกว่านั้นอิทธิฤทธิ์ของหอกมังกรทะลวงฟ้าดิน ก็นับว่าเป็น
รากฐานที่ทำให้เมืองไท่กู่สามารถยืนหยัดมาได้เป็นเวลานานอีกด้วย
จ้าวเหวินเยว่เป็นฝ่ายเปิดฉากการโจมตี
ทันทีที่เขาเหวี่ยงหอกมังกร มังกรทองทั้งเก้าตัวก็พุ่งทะยานออกมา
ส่งเสียงคำราม ก่อนที่จะพุ่งเข้าหาฉินเฉา
“เก้ามังกรถล่มสวรรค์!”
เขาเปล่งเสียงออกมาดังลั่น
เมฆครึ้มพลันบังเกิดขึ้นบนท้องฟ้า
“ขั้นประกายแสง!”
“นี่มันพลังของขั้นประกายแสงนี่!”
ผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านล่างรู้จักพลังเช่นนี้ดี พวกเขาพากันอุทานออกมา
ทันที
ฝ่ายตู้จินเผิงแอบคิดภายในใจ ไม่แปลกใจเลยที่ท่านเจ้าเมืองคิดที่
จะช่วงชิงสมบัติของคนอื่น ที่แท้เขาก็มีพลังอยู่ในขั้นประกายแสงแล้ว
ดูเหมือนว่า สาเหตุที่เขาต้องการจะช่วงชิงฝ่ามือพระโพธิสัตว์ ก็
เพื่อที่จะให้สมบัติชิ้นนั้นมาช่วยให้เขาข้ามผ่านสายฟ้าลงทัณฑ์ทั้งเก้า
ชั้นได้ในอนาคต
ผู้ฝึกตนทั่วไปจะต้องข้ามผ่านสายฟ้าลงทัณฑ์ทั้งเก้าชั้น ซึ่งถือว่า
เป็นความรุนแรงระดับแรก
แต่บาปกรรมของฉินเฉาได้หยั่งรากลึกจนเกินไป สายฟ้าลงทัณฑ์
ทั้ง 81 ชั้นจึงผ่าโครมลงมา
เขามองไปยังจ้าวเหวินเยว่ที่กำลังแสดงพลังออกมาอย่างเต็มพิกัด
จนทำให้เกิดทัณฑ์สายฟ้าชั้นแรกขึ้นมารางๆ
“น่าขันจริง ๆ”
ฉินเฉาโอบกอดซูเฟยเอาไว้ พร้อมกับยืนนิ่งงัน “แกกล้าเรียกมันว่า
เก้ามังกรงั้นเหรอ?”
เขากอดซูเฟยเอาไว้ด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างได้ยื่นออกไป
ด้านหน้า “หลิงเอ๋อ มาแสดงให้เขาได้เห็นทีสิ ว่ามังกรที่แท้จริงมันเป็น
ยังไง มังกรเพลิงนรก!”
“โฮกกกก!”
เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วผืนฟ้า
จากนั้นมังกรเพลิง ซึ่งมีความยาวประมาณ 100 เมตร ก็เหาะเหิน
ออกมาจากฝ่ามือของฉินเฉา และบินไปรอบ ๆ เพื่อทำลายร่างของ
มังกรทองทั้งเก้าตัว
และแล้วมังกรเพลิงก็ได้พุ่งทะยานฝ่าหมู่เมฆขึ้นไปสู่ท้องฟ้า
ร่างกายขนาดมหึมาทำให้ผู้คนรู้สึกเหน็บหนาวขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“นะ นั่นมันอะไรกัน?”
“เป็นมังกรที่ทรงพลังเหลือเกิน……”
แม้แต่จ้าวเหวินเยว่ก็ชาวาบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
เก้ามังกรถล่มสวรรค์ของเขาถูกทำลายไปง่ายๆ เช่นนี้เลยเหรอ?
“ดูเหมือนว่าข้าจะต้องแสดงพลังที่แท้จริงออกมาเสียแล้ว!”
เขาร้องตะโกนออกมา ก่อนที่จะควงหอกเพื่อเรียกมังกรทองทั้งเก้า
ตัวออกมาอีกครั้ง
แต่ในคราวนี้มังกรทองทั้งเก้าตัวไม่ได้พุ่งเข้ามาโจมตีใส่ฉินเฉา
หากแต่พุ่งเข้าหาตัวเขาแทน