มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1389: เข้าครอบครองเมืองไท่กู่
ซูเฟยกับฮัวเหนียงกำลังเดินเข้ามา คนหนึ่งสวมชุดสูทสีดำ อีกคน
หนึ่งสวมชุดกระโปรงสีสันสดใส
มันกลายเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองคนไปแล้ว
ส่วนกลุ่มคนที่ตามหลังพวกเธอมา ทุกคนสวมใส่เสื้อคลุมสีดำ
พร้อมทั้งถือกระบี่อยู่ในมือ
พวกเขาคือศิษย์ฝีมือดีของนิกายหลัวซา แต่ละคนมีระดับพื้นฐาน
การฝึกตนอยู่ในขั้นความสามารถเทวะ แต่หากอยู่รวมกันและใช้ค่ายกล
กระบี่หลัวซาก็สามารถสังหารผู้ที่มีระดับพื้นฐานการฝึกตนอยู่ในขั้น
กายทองคำได้เช่นกัน
ที่ส่งพวกเขาไปด้วย ไม่ใช่ว่าจะให้พวกเขาไปต่อสู้ แต่ประเด็น
สำคัญคือต้องการให้พวกเขาคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ทั้ง
ฮัวเหนียงและซูเฟยจะได้มีคนเอาไว้ใช้งาน
ไม่อย่างนั้นพวกเธอจะมีกันอยู่เพียงสองคนเท่านั้น หากไม่มีคนที่
สามารถไว้ใจได้ แล้วจะควบคุมเมืองไท่กู่ที่ใหญ่โตแห่งนี้ได้ยังไง?
เมื่อเป็นเช่นนั้น สู้หาผู้ติดตามให้กับซูเฟยและฮัวเหนียงเลยจะไม่
ดีกว่าเหรอ?
“ทั้งสองท่านคงจะเป็นตัวแทนพิเศษจากนิกายหลัวซา ข้าคือยินเห
ยียนเผิง ลูกชายบุญธรรมของจ้าวเหวินเยว่ จ้าวเมืองไท่กู่ ส่วนพวกเขา
คือผู้พิทักษ์ของเมืองไท่กู่แห่งนี้ พวกเรารอคอยพวกท่านที่นี่กันมานาน
แล้ว”
เมื่อเห็นพวกเธอเดินมาแต่ไกล ยินเหยียนเผิงก็ก้าวเข้าไปกล่าว
ต้อนรับด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นทันที
“โอ้ พวกท่านทั้งสองช่างมีลักษณะราวกับเซียนจริง ๆ สมแล้วที่
เป็นนิกายหลัวซาในตำนาน ต่อไปหากเมืองไท่กู่อยู่ภายใต้การบริหาร
ของนางเซียนทั้งสองท่าน มันจะต้องยิ่งดีขึ้นและเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
เป็นแน่”
ยินเหยียนเผิงหัวเราะออกมา เหล่าผู้พิทักษ์ก็พากันฉีกยิ้มด้วย
ความกระตือรือร้น
“ต้องลำบากสหายทั้งหลายในเมืองไท่กู่จริง ๆ แล้ว”
ฮัวเหนียงพาซูเฟยก้าวเข้ามา ก่อนที่จะประสานมือคำนับ “ข้าคือ
ซุนเจ่อมังกรอสูร ฮัวเหนียง และนี่คือซุนเจ่อพยัคฆ์ปีศาจ ซูเฟย ต่อไป
พวกเราสองพี่น้องจะมาปกครองเมืองไท่กู่ และหวังว่าสหายทั้งหลายจะ
ให้การสนับสนุนพวกเราอย่างใจกว้าง”
“เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้น ฮ่า ๆ ๆ”
ยินเหยียนเผิงฝืนทนกล˺ากลืนความเจ็บปวดแล้วหัวเราะออกมา
แต่ที่จริงแล้วเขากำลังตะโกนคำว่า ‘มารดามันเถอะ!’ อยู่ภายในใจ
มารดามันเถอะ!
เมืองไท่กู่เป็นของบิดา ไม่ว่าใครจะมาแย่งชิงมันไป บิดาก็จะไม่
ปล่อยให้มันมีชีวิตรอด
ถึงจะเป็นสาวงามที่มีเสน่ห์ก็จะต้องตายเหมือนกัน!
ทั้งที่ในใจกำลังคิดแบบนั้น แต่ใบหน้ากลับยังคงยิ้มแย้มราวกับสาย
ลมในฤดูใบไม้ผลิ เขาเดินนำซูเฟยและฮัวเหนียงเข้าไปยังเมืองไท่กู่ที่
แสนเจริญรุ่งเรืองแห่งนี้
ถึงแม้ว่าจะมาที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว แต่ครั้งแรกที่มา ตอนนั้น
ซูเฟยกำลังไม่ได้สติ
ในเวลานี้ซูเฟยรู้สึกราวกับว่า เธอกำลังเล่นน˺าในสระบนเนินเขา
ซูโจวอย่างสนุกสนาน
ทุกที่ล้วนดูราวกับอยู่ในหนังย้อนยุค ไม่ว่าจะเป็นศาลาหรือว่า
ตรอกซอกซอย ร้านรวงริมถนนล้วนดูคึกคักไปหมด
เหมือนว่าได้กลับเข้ามาสู่ยุคโบราณจริง ๆ
นี่คืออาณาจักรของผู้ฝึกตน
บนท้องฟ้ามีผู้คนมากมายที่กำลังท่องกระบี่
บนพื้นดินมีหญิงและชายที่สวมชุดโบราณเดินอยู่ทั่วทุกที่
กลับกลายเป็นว่าชุดสูทของเธอดูเด่นสะดุดตามากขึ้นเมื่ออยู่ที่นี่
“อาณาจักรของผู้ฝึกตน ฉันมาแล้ว……”
ซูเฟยเงยหน้ามองโลกที่มีสีสันตรงหน้าแล้วกล่าวออกมา
ทั้งเสื้อผ้าและรูปร่างหน้าตาอันงดงามของซูเฟยได้ดึงดูดสายตา
ของผู้คนจำนวนมาก
“โอ้ สาวงามคนนั้นเป็นใครกัน?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มองไม่เห็นระดับพื้นฐานการฝึกตนของ
เธอเลย”
“สวมเสื้อผ้าของมนุษย์มาเสียด้วย”
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างพากันพูดถึงและจ้องมองมายังซูเฟย
กับฮัวเหนียง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สาวงามก็ยังเป็นหัวข้อสนทนาของทุกคน
และมันยังเป็นจุดสนใจอีกด้วย
พวกเขาไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้แต่งตัวประหลาดคนนี้จะกลายเป็นเจ้า
เมืองของพวกเขาในอนาคต
“พวกเขามองเรากันเต็มเลย”
ซูเฟยใช้วิธีที่ฮัวเหนียงสอนให้กับเธอ นั่นก็คือการโทรจิตกับหญิง
สาวผู้สวมชุดกระโปรงหลากสีคนนี้
“อืม นั่นเป็นเพราะว่าชุดของเจ้าดูพิเศษมากเมื่ออยู่ที่นี่น่ะสิ”
ฮัวเหนียงยกมือขึ้นปิดปาก แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ “แต่ว่าไม่มี
อะไรหรอก บางคนก็แต่งตัวเช่นนี้เข้ามาที่นี่เหมือนกัน ถึงยังไงผู้คนใน
ยุคปัจจุบันก็แต่งตัวเช่นนี้กันอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นผู้คนที่อยู่ที่นี่ก็คงจะถูก
สังคมลบล้างไปอย่างไม่รู้ตัวแล้วล่ะ”
“นางเซียนซู นางเซียนฮัว พวกท่านเชิญดูที่นี่ได้ตามใจชอบเลย
หลังจากนี้พวกท่านก็จะต้องมาดูแลพื้นที่แห่งนี้แล้ว”
ยินเหยียนเผิงกล่าวแนะนำหญิงสาวทั้งสองคนไปตลอดทาง ราว
กับเป็นไกด์เที่ยวมืออาชีพ
จะต้องทำให้พวกเธอตายใจกันก่อน
เพราะว่ายินเหยียนเผิงมองไม่เห็นพื้นฐานการฝึกตนของหญิงสาว
ทั้งสองคนนี้
แต่เขามองเห็นเขตระดับของศิษย์ในนิกายหลัวซาที่เดินตามมา
ด้านหลัง แต่ละคนอยู่ขั้นความสามารถเทวะกันหมด
ถึงแม้ว่านิกายหลัวซาจะเป็นหนึ่งในนิกายปีศาจทั้งหก แต่พวกเขา
ก็ตกต˹าลงไปแล้ว มีศิษย์ที่อยู่ในขั้นความสามารถเทวะเช่นนี้ได้ก็นับว่าดี
มากแล้ว
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขาจึงมองไม่เห็นเขตระดับของซุนเจ่อ
ทั้งสองคน
หรือว่าเขตระดับของพวกเธอจะอยู่สูงกว่าของเขา?
ถึงแม้ว่าจะดูไม่น่าเชื่อ แต่ว่ามันก็มีความเป็นไปได้สูง
ยินเหยียนเผิงระงับความโกรธเอาไว้ในใจ ก่อนที่จะกล่าวแนะนำ
สถานที่ให้สาว ๆ ทั้งสองคนฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ระวังคนคนนี้เอาไว้ด้วยล่ะ”
จู่ ๆ ซูเฟยก็กล่าวผ่านโทรจิตอย่างกะทันหัน
“ทำไมล่ะ? เขาก็ดูเป็นคนกระตือรือร้นดีไม่ใช่เหรอ?”
ฮัวเหนียงไม่เข้าใจว่าทำไมซูเฟยจึงกล่าวเตือนเธอเช่นนั้น
“เพราะว่าเรื่องนี้มันผิดปกติมากเลยน่ะสิ”
ซูเฟยกล่าวออกมา “ความผิดปกติคือปีศาจ”
“เจ้ากำลังหมายความว่ายังไง?”
ฮัวเหนียงยังไม่เข้าใจนัก
ถึงแม้ว่าเธอจะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ เรื่องการฝึกตนเป็นอย่างดี แต่หาก
เป็นเรื่องจิตใจของผู้คน ซูเฟยผู้มีประสบการณ์การต่อสู้ในแวดวงธุรกิจ
มาหลายปีย่อมเข้าใจได้มากกว่า
“ความเป็นจริงมันง่ายดายมาก ถ้าหากเธอมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับเมือง
นี้มาเป็นเวลานาน แต่อยู่ดี ๆ ก็มีคนมาแย่งชิงมันไป แล้วเธอก็กลายเป็น
แค่ผู้ติดตามของเขาเท่านั้น เธอจะยังมีความสุขอยู่หรือเปล่า?”
“ต้องไม่มีความสุขแน่นอน ถึงข้าจะไม่รู้สึกโกรธ แต่ข้าก็จะไม่มี
ความสุขอยู่ดี เพราะข้าเป็นคนทุ่มเทให้กับเมืองเมืองนี้มาด้วยตัวเอง”
ดูเหมือนว่าฮัวเหนียงจะเข้าใจความหมายของซูเฟยแล้ว
“ใช่ เพราะแบบนั้น ฉันถึงได้บอกว่าเรื่องนี้มันไม่ถูกต้อง”
ซูเฟยยังคงกล่าวต่อไป “เธอดูยินเหยียนเผิงสิ เขายิ้มแย้ม
ตลอดเวลา คนที่จะทำหน้ามีความสุขได้แบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เมืองของเขา
กำลังจะถูกพรากไป คนแบบนั้นมีอยู่แค่สองประเภทเท่านั้นแหละ”
“โอ้ ประเภทไหนบ้างล่ะ?”
ฮัวเหนียงรู้สึกว่าเมื่อเธออยู่กับซูเฟย เธอก็จะได้รับความรู้มากมาย
เช่นกัน
ถึงอย่างไรเธอก็เป็นเพียงอสูรงู ที่มีความคิดที่ซื่อตรงและเรียบง่าย
อยู่เสมอ ไม่ได้มีความคิดอันซับซ้อนเหมือนกับมนุษย์
เมื่ออยู่กับซูเฟยก็ทำให้เธอได้เปิดหูเปิดตาเช่นกัน
“หนึ่งคือคนที่วางแผนโจมตีเอาไว้แล้ว และรอที่จะเล่นงานพวก
เรา ในหัวของคนเจ้าเล่ห์ประเภทนี้จะมีแต่เรื่องแผนการเท่านั้น”
ซูเฟยกล่าว
“ถ้าอย่างนั้น อีกประเภทล่ะ?”
ฮัวเหนียงคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคนประเภทแรก แต่เธอก็
อยากฟังคนอีกหนึ่งประเภทเช่นกัน
“คนอีกประเภท คือคนโง่”
คำตอบนี้อยู่นอกเหนือไปจากความคิดของฮัวเหนียง
“ยินเหยียนเผิงคนนี้มีแววตาที่เปล่งประกายอยู่ตลอดเวลา มันคง
จะไม่เข้ากันเท่าไหร่ ถ้าหากจะบอกว่าเขาเป็นคนโง่ มันก็คงจะเป็นการ
ดูถูกเขาเกินไป ดังนั้นไม่ว่าเขาจะพูดอะไรออกมา พวกเราก็จะต้องระวัง
ทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้”
ซูเฟยกล่าวเตือน
“ฮัวเหนียงเข้าใจแล้ว”
ฮัวเหนียงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าตาม การวิเคราะห์ของซูเฟยนั้นฟัง
ดูสมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก
เธอยังคิดไปว่า หากคุณชายมาจัดการธุระที่นี่ด้วยตัวเอง พิธีส่ง
มอบก็คงจะง่ายดายขึ้นมา
ดูเหมือนว่าจะต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้นเสียแล้ว
“ทั้งสองท่านดูสิ ที่นี่คือตำหนักของเจ้าเมือง”
สิ่งปลูกสร้างตรงหน้านั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไท่กู่ ยินเหยียน
เผิงหยุดฝีเท้า แล้วกล่าวออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ที่นี่มีหอสังเกตการณ์ และมันยังเป็นอาคารที่สูงที่สุดในเมืองไท่กู่
เมื่ออยู่ด้านบนสุดของหอคอย พวกท่านก็จะสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุก
อย่างในเมืองไท่กู่แห่งนี้ เชื่อข้าสิว่ามันจะให้ความรู้สึกว่ากำลังประสบ
ความสำเร็จ”
ยินเหยียนเผิงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่เปลี่ยน
แต่ทันใดนั้นเอง ในใจของเขาก็กำลังกล่าวว่า ‘แต่น่าเสียดายที่พวก
เธอจะไม่ได้มีความสุขไปกับความรู้สึกนั้นอีกต่อไปแล้ว’
“ดีทีเดียว”
ซูเฟยพยักหน้า “ฉันเองก็ชอบทำงานในสถานที่เปิดโล่ง
เหมือนกัน”
“เหอ ๆ ๆ …..”
ยินเหยียนเผิงหัวเราะแห้ง ๆ และไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมา
มารดามันเถอะ เจ้าคิดจะครอบครองเมืองไท่กู่จริง ๆ งั้นเหรอ!
ฝันไปเถอะ เมื่อถึงเวลานั้นข้าเกรงว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจะไม่ใช่เมือง
ไท่กู่ แต่จะเป็นชีวิตของพวกเจ้าทั้งสองคนแทนน่ะสิ!
“นางเซียนทั้งสองท่าน เชิญเข้าไปด้านในเถิด”
ยินเหยียนเผิงผายมือเชื้อเชิญ
ซูเฟยและฮัวเหนียงหันมามองหน้ากัน จากนั้นจึงเดินเข้าไปใน
ตำหนัก
ภายในตำหนักของเจ้าเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างงดงาม
ประณีต และให้บรรยากาศที่ดีมาก
ตลอดทางเดินมีเหล่าผู้พิทักษ์กำลังยืนเรียงแถวและกล่าวต้อนรับ
คนที่เดินเข้ามาด้วยความนอบน้อม
“ด้านหน้าที่อยู่ไม่ไกลนั้นคือศาลารสสวรรค์ เป็นห้องรับประทาน
อาหาร ข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงเอาไว้แล้ว เชิญนางเซียนทั้งสองชะล้าง
ฝุ่นเสียก่อนเถิด”
ยินเหยียนเผิงกล่าวอย่างกระตือรือร้น
“คุณชายยินช่างมีน˺าใจจริง ๆ”
ฮัวเหนียงกล่าวออกมาเบา ๆ
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะก้าวเดินต่อ ผู้พิทักษ์ที่อยู่ใกล้ ๆ ก็
กระโจนออกมา และใช้วิชาฝ่ามือโจมตีใส่ซูเฟยทันที
“นังสารเลว รับฝ่ามือของข้าไปซะ!”
ซูเฟยที่สังเกตเห็น ได้หันกลับไปกระแทกฝ่ามือใส่อีกฝ่ายเพื่อตอบ
โต้
ตูม!
ร่างของคนคนนั้นกระเด็นออกไปไกลลิบ
ยินเหยียนเผิงประหลาดใจมาก พลางคิดว่า เขาไม่ได้วางแผน
เอาไว้แบบนี้นี่
“บัดซบ พวกเจ้าเป็นแค่คนนอกเท่านั้น เมืองไท่กู่แห่งนี้ไม่ใช่
สถานที่ที่เจ้าควรจะเข้ามา ไสหัวออกไปซะ!”
ผู้พิทักษ์ที่ถูกจับได้ร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“เกิดอะไรขึ้น?”
ยินเหยียนเผิงเข้าใจได้ในทันที ที่แท้อีกฝ่ายก็เป็นคนของบิดา หึ ๆ
ช่างมีความจริงใจเสียจริง แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะมา
สร้างปัญหา
“ขออภัย ทำให้นางเซียนทั้งสองต้องตกใจเสียแล้ว”
เขาประสานมือให้ซูเฟยกับฮัวเหนียง และแสดงท่าทีรู้สึกผิดเป็น
อย่างมาก
“ช่างน่ารังเกียจจริง ๆ ข้าจะให้คนมาจัดการ พาตัวเขาไปลงโทษ
อย่างหนัก ทำให้เขารู้ว่าใครคือเจ้าเมืองที่แท้จริงของเมืองไท่กู่แห่งนี้”
มีความนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของยินเหยียนเผิง
“ขอรับ!”
ผู้พิทักษ์สองคนรีบพาตัวชายคนนั้นออกไปทันที
“ทำให้นางเซียนทั้งสองต้องหัวเราะเยาะเสียแล้ว”
“ไม่เลย เป็นพวกเราซะอีกที่เข้ามาอย่างกะทันหัน”
ซูเฟยลดฝ่ามือลงเอาไว้ข้างตัว ก่อนที่จะกำหมัดแน่น แล้วกล่าวว่า
“คราวนี้ไม่เป็นไร แต่ฉันหวังว่าคราวหน้าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้
เกิดขึ้นอีก”
“แน่นอนอยู่แล้ว นางเซียนทั้งสอง เชิญเข้ามาก่อน เชิญเข้ามา
ก่อน”
หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อสักครู่ไป ยินเหยียนเผิงก็ยิ่งดู
กระตือรือร้นมากขึ้น
ซูเฟยพยักหน้า และก้าวเดินไปยังศาลารสสวรรค์กับฮัวเหนียง
“เมื่อสักครู่นี้ชายคนนั้นส่งอะไรให้เจ้า?”
คนอื่นมีพื้นฐานการฝึกตนที่ลึกล˺าไม่เพียงพอ จึงมองเห็นไม่ชัดเจน
แต่พื้นฐานการฝึกตนของฮัวเหนียงอยู่ในระดับใด? ที่จริงแล้วตอน
ที่ผู้พิทักษ์คนนั้นกระแทกฝ่ามือเข้ามา เขาได้ฉวยโอกาสนี้ส่งเศษ
กระดาษใส่มือซูเฟย
“เศษกระดาษน่ะ มันเขียนเอาไว้ว่า ระวังธูปพิษในศาลารส
สวรรค์”
ซูเฟยกล่าวออกมา
“คนพวกนี้คิดจะโจมตีพวกเราจริง ๆ ด้วย แต่คนที่มาเตือนพวก
เราเป็นใครกันล่ะ?”
ฮัวเหนียงรู้สึกว่าเธอยังมีหัวไม่มากพอ
“ไม่มีที่ไหนที่รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์หรอก”
ซูเฟยกล่าวออกมาเบา ๆ “ไม่ว่ายังไง ตราบใดที่เป็นศัตรูของศัตรู
พวกเขาก็คือมิตรของพวกเรา”