มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1413: จอมยุทธ์ผู้นี้จะไว้ชีวิตเจ้า
“ป้าฉิน!”
ฉินหลิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างยืนรอข้างนอกด้วยความกังวลใจ
หากจะกล่าวว่าฉินหลิงดูกังวลยิ่งกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านี้ก็ไม่
ผิดนัก เพราะว่าเสี่ยวอิงยังคงอยู่ด้านในนั้น
ตอนนี้ทั้งซูเฟยและซูจีก็ไม่อยู่ที่นี่ ดังนั้นเธอจึงต้องเป็นคนที่คอย
ดูแลเสี่ยวอิง
แต่อยู่ ๆ เสี่ยวอิงกลับหายไปอย่างไม่ทันคาดคิด เธอจึงกังวลใจจน
แทบจะบ้าตายอยู่รอมร่อ
โชคดีที่มีฉินเฉาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเธอเองก็คงไม่รู้ว่าจะต้องทำ
อย่างไรต่อไป
ถ้าหากไม่ใช่เพราะฉินเฉาสั่งไม่ให้เธอเข้าไปในธนาคาร เธอก็คงจะ
รีบเข้าไปต่อสู้และพาตัวเสี่ยวอิงออกมาด้วยตัวเอง
หากทำแบบนั้นไม่ได้ เธอก็จะใช้ตัวเองเป็นตัวประกันแทนเสี่ยวอิง
จากนั้นก็จะพูดจาดี ๆ กับคนร้าย พยายามใช้ความรู้สึกและเหตุผล
เข้าสู้จนสามารถเจรจากับพวกเขาได้
แต่ในขณะที่เธอและคนอื่น ๆ กำลังรอคอยด้วยความทุกข์ร้อนใจ
ทันใดนั้นร่างเล็ก ๆ ก็เดินออกมาจากธนาคาร
เมื่อได้เห็นร่างเล็ก ๆ และเสียงของเด็กที่คุ้นเคยนั้น ฉินหลิงก็น˺าตา
ไหลลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ในทันที
“เสี่ยวอิง ป้าฉินอยู่นี่ อยู่ตรงนี้!”
เธอรีบโบกไม้โบกมือ และอ้าแขนรับเสี่ยวอิงให้กลับเข้ามาอยู่ใน
อ้อมกอดของเธออีกครั้ง
ในช่วงเวลาที่ได้กอดฉินอิง ฉินหลิงก็รู้สึกได้ถึงความอิ่มเอมใจที่
ท่วมท้นเข้ามาสู่ร่างกาย
“ป้าฉินร้องไห้ทำไมเหรอคะ?”
ฉินอิงยื่นมือเล็ก ๆ ไปเช็ดน˺าตาให้ฉินหลิง
“ใครรังแกป้าฉิน บอกเสี่ยวอิงมาได้เลย เสี่ยวอิงจะบอกให้ป๊ะป๋าไป
สั่งสอนมันเอง!”
“เสี่ยวอิง เธอไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ดีแล้วจริง ๆ ……”
ฉินหลิงไม่ต้องการที่จะร้องไห้ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เธอเป็น
ผู้หญิงที่มักจะรักษาสีหน้าของตัวเองเอาไว้เสมอ
แต่ว่าตอนนี้เธอสกัดกั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ได้จริง ๆ
เธอไม่มีความคิดอะไรอย่างอื่น มีเพียงแค่อยากร้องไห้ อยาก
ร้องไห้ออกมาดัง ๆ เท่านั้น
บางทีเธอคงจะกักเก็บอารมณ์เอาไว้นานจนเกินไป หยดน˺าตาเย็น
ๆ ถึงได้ถูกปลดปล่อยออกมาแบบนี้
“ป้าฉิน… อย่าร้องไห้เลย ร้องไห้แบบนี้ ใบหน้าสวย ๆ จะไม่น่ามอง
เอานะคะ”
เสี่ยวอิงกล่าวออกมาว่า “พวกคนเลวถูกป๊ะป๋าจัดการไปหมดแล้ว
ไม่มีใครมารังแกป้าฉินได้แล้วนะ……”
พวกคนเลวถูกจัดการไปแล้วงั้นเหรอ?
เซี่ยจุนที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินประโยคนี้เข้า
นี่คือประโยคที่สำคัญที่สุด
“หน่วยปราบปรามพิเศษ ตามฉันมา”
เขาหยิบปืนพกประเภทที่ 92 ขึ้นมา และมุ่งหน้าไปยังธนาคาร
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบปรามพิเศษเดินตามหลังมาอย่างชื่น
ชม นี่น่ะเหรออดีตหัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาชญากรรม ช่างมีความ
กล้าหาญจริง ๆ
คนร้ายถือปืนอยู่ด้านใน ระดับความอันตรายย่อมไม่ธรรมดาเป็น
แน่
แต่พวกเขาจะรู้ได้ยังไง ว่ารองอธิบดีกรมตำรวจคนนี้จะรู้
รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านในแล้ว
แม้แต่ลูกสาวของฉินเฉายังเดินออกมาได้ ข้างในจะยังมีอันตรายได้
ยังไง?
เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไปข้างในก็พบกับศพที่
นอนเรียงรายอยู่สามร่าง
ศพแรกถูกกัดคอ อีกสองศพนั้นไม่มีศีรษะ ส่วนคนอื่น ๆ ที่อยู่ใน
ธนาคารแห่งนี้ต่างพากันซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัว
ฉินเฉาล่ะ?
แล้วคนร้ายที่เหลืออยู่อีกคนหนึ่งล่ะ?
“สองคนนั้นหายไปไหน?”
เซี่ยจุนเอ่ยถามออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“หยะ อยู่ดี ๆ พวกเขาก็หายตัวไปครับ……”
วันนี้ผู้จัดการธนาคารรู้สึกราวกับกำลังฝันไป
ตอนแรกธนาคารกำลังจะถูกปล้น กลุ่มอันธพาลที่เข้ามาได้ตบปาก
ตัวเองในขณะที่กำลังปล้นเงินไปด้วย
จากนั้นก็มีคนเข้ามาช่วยพวกเขา ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำ
อะไร แต่หัวของอันธพาลเหล่านั้นกลับระเบิดออกมา
และสุดท้ายเขาก็เข้าไปคว้าตัวอันธพาลคนสุดท้ายเอาไว้ แล้วทั้ง
สองคนก็หายตัวไป ราวกับระเหยไปในอากาศเฉย ๆ เท่านั้น
นี่เขากำลังฝันไปหรือเปล่า?
แต่ทำไมตอนที่หยิกหน้าตัวเอง มันถึงได้รู้สึกเจ็บล่ะ?
“เข้าใจแล้ว”
ท่าทีของเซี่ยจุนดูสงบนิ่งเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฉินเฉา เขาก็ไม่รู้สึกตกใจทั้งนั้น
“เอาร่างของสามคนนี้ออกไป และใช้หัวของคนที่เหลืออยู่มา
ยืนยัน เพื่อดูว่าเขาเป็นใคร”
“ครับ หัวหน้าเซี่ย!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปราบปรามได้กลายเป็นพนักงานยก
กระเป๋า ขนย้ายศพเหล่านี้ออกไปในทันที
ว่าแต่พวกฉินเฉาไปอยู่ที่ไหน?
ในขณะเดียวกัน ณ ป่าในเขตชานเมืองของเมืองซู่หนาน
เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาว พืชพรรณที่เคยเขียวชอุ่มจึงกลายเป็น
ต้นไม้ที่แห้งแล้ง
จากที่เคยเป็นสีเขียวในอดีต ในวันนี้จึงเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน
ฤดูหนาวในภาคเหนือทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกห่อหุ้มไปด้วยสีขาว
เงินไปตลอดกาล
บนต้นไม้ที่อยู่รอบ ๆ นั้นมีเกล็ดหิมะสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วทุกที่ ภาพ
ที่เห็นนี้ช่างสวยงามอย่างน่าประหลาดใจ
แต่ในตอนนี้ คนสองคนที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางหิมะกลับไม่มี
อารมณ์มามองดูวิวทิวทัศน์ที่อยู่รอบ ๆ
หิมะในเขตชานเมืองนั้นหนามาก จนสามารถสัมผัสกับข้อเท้าได้
แต่ทั้งฉินเฉาและเซียวพ่านต่างก็เป็นยอดฝีมือในโลกของผู้ฝึกตน
เมื่อทั้งคู่เหยียบย่างกายลงบนหิมะ ก็สามารถยกร่างกายขึ้นมาได้ด้วย
พลังของตัวเอง จึงไม่จมลงไปในพื้นหิมะนั้น
ฤดูหนาวในเวลานี้จึงทำได้เพียงแค่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ ข้อเท้า
เท่านั้น
ตอนที่ฉินเฉายังเป็นเด็ก หน้าหนาวของมหาวิทยาลัยทางเหนือนั้น
มีหิมะหนาขึ้นมาจนถึงเอว
แต่น่าเสียดาย หลังจากที่หน้าหนาวในครั้งนั้นได้ผ่านพ้นไป หิมะใน
ฤดูหนาวก็ยิ่งเบาบางลงไปเรื่อย ๆ
“เจ้าเป็นคนของสำนักไหนกัน?”
เซียวพ่านก้าวเดินอยู่บนหิมะ พลางจ้องมองชายตรงหน้าที่ไม่อาจ
ตรวจสอบความลึกล˺าของระดับได้ จึงเอ่ยถามออกมา “ทำไมข้าถึงได้
มองความลึกล˺าของเขตระดับของเจ้าไม่ออกเลย?”
“หึ ๆ ฉันไม่ได้เปลี่ยนชื่อ ไม่ได้เปลี่ยนแซ่”
ฉินเฉาเอามือไขว้หลัง แล้วเอ่ยออกไปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉัน
คือประมุขของนิกายหลัวซา ฉินเฉา”
“น่าแปลก…..”
เซียวพ่านยกมือขึ้นมาเกาศีรษะ “ข้ารู้สึกคุ้นหูกับชื่อนี้เหลือเกิน…..
ยิ่งไปกว่านั้น นิกายหลัวซา นิกายหลัวซา คุ้นจริง ๆ … ข้าเคยไปได้ยินที่
ไหนมานะ?”
สำนักไท่ยีก็ยังได้ยินชื่อนิกายของเขางั้นเหรอ?
“เจ้าหนุ่มฉิน ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าจะมีชื่อเสียงโด่งดังแล้วล่ะ คน
ของแปดสำนักบรรพกาลแต่ละคนล้วนทะนงตน และดูถูกเหยียดหยาม
สำนักในโลกของผู้ฝึกตนในปัจจุบัน การที่คนเหล่านั้นพูดถึงนิกายของ
เจ้าแบบนี้ มันช่างน่าแปลกใจจริง ๆ”
“ก็แค่พูดถึง มันจะมีอะไรดีนักหนา”
ฉินเฉาเบ้ปาก ก่อนที่จะเอ่ยกับเซียวพ่าน
“นายเป็นศิษย์ของแปดสำนักบรรพกาล แต่กลับไปช่วยโจรปล้น
ร้านเครื่องประดับและธนาคารเนี่ยนะ? นี่เป็นวิธีการสั่งสอนของ
อาจารย์ของนายหรือไง?”
“อย่างเจ้าจะไปรู้อะไร”
เซียวพ่านยังคงกล่าวอย่างไม่ยอมรับ “จอมยุทธ์ผู้นี้ช่วยพวกเขา
ปล้นคนรวยช่วยคนจนต่างหากล่ะ เจ้าของร้านเครื่องประดับเป็นคน
รวยที่มีจิตใจโหดเหี้ยม ไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรงให้กับพวกเขา พวกเขา
เลยจำเป็นที่จะต้องออกไปเป็นโจรอย่างไม่มีทางเลือก จอมยุทธ์อย่าง
ข้าทนมองดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ จึงเข้าไปช่วยพวกเขายังไงล่ะ”
“นายช่วยเอาของห่วย ๆ ที่อยู่บนหัวนั่นออกไปก่อน แล้วค่อยมา
พูดอีกทีเถอะ!”
ฉินเฉาเห็นถุงน่องดังกล่าว แล้วอยากจะอัดคนจริง ๆ
“เอ่อ…..”
เซียวพ่านจำของสิ่งนี้ได้ เขาเองก็ได้รับสัญลักษณ์ของการปล้นคน
รวยช่วยคนจนมาด้วยเช่นกัน
“อืม ถึงยังไงตอนนี้ข้าก็ไม่ได้ปล้นคนรวยช่วยคนจนแล้ว แต่ข้าจะ
เก็บของสิ่งนี้เอาไว้ และเอากลับไปให้อาจารย์ของข้าดู เขาจะต้องภูมิใจ
ในตัวข้าอย่างแน่นอน”
เซียวพ่านกล่าว พร้อมกับถอดถุงน่องออกมา และกำลังจะเก็บเข้า
ไปในถุงสมบัติทรัพย์อนันต์ของตัวเอง
“เนี่ยน่ะเหรอ สัญลักษณ์ของการปล้นคนรวยช่วยคนจน? นายบ้า
หรือเปล่าเนี่ย!”
ฉินเฉาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราจะใส่มันเอาไว้ ตอนที่กำลังปล้นคนรวย
ช่วยคนจนยังไงล่ะ”
เซียวพ่านกล่าว
“โง่จริง ๆ นายลองมองดูให้ดี ๆ สิ นั่นมันสิ่งที่เอาไว้ใช้ห่อหุ้มขา
ของผู้หญิงต่างหาก”
“หา!”
เซียวพ่านได้ยินดังนั้นก็พลันตกใจขึ้นมาทันที
เขาก้มหน้ามองสัญลักษณ์ของการปล้นคนรวยช่วยคนจนอย่าง
ระมัดระวังอีกครั้ง แล้วเอามาเทียบกับขาของเขา ทันใดนั้นใบหน้าของ
เขาก็พลันซีดเผือด
“เชี่ย ฉันไม่รู้ว่านายแกล้งโง่ หรือว่าโง่จริง ๆ กันแน่”
“เหลวไหล! พวกเขาต้องการที่จะปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจนจริง ๆ
ข้าเชื่อใจพวกเขา!”
“แค่พูดเพียงไม่กี่คำ นายก็ไปเชื่อใจเขาแล้วเหรอ? นายได้เห็นเอง
กับตาหรือยัง ว่าเจ้าของร้านเครื่องประดับเป็นคนรวยที่มีจิตใจ
โหดเหี้ยมจริง ๆ?”
ฉินเฉาเอ่ยถาม
“เอ่อ เรื่องนี้ ที่จริงแล้วข้าก็ไม่ได้เห็นเองกับตา…..”
เซียวพ่านพึมพำออกมา “แต่ข้ารู้สึกได้ว่าท่าทางของพวกเขา…
มันดูไม่เหมือนกับคนโกหก…..”
“อีกอย่าง ถึงพวกนายต้องการที่จะปล้นคนรวยเพื่อช่วยคนจนจริง
ๆ แต่พวกนายจะจับตัวเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ไปเพื่ออะไร?”
“เธอเป็นลูกสาวของเจ้าของร้านเครื่องประดับ พวกเราแค่จะใช้
เธอเพื่อออกไปเท่านั้น… ไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายเธอเลย…..”
เซียวพ่านรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อต้องพูดถึงเรื่องนี้
“เหอะ! จะบอกอะไรให้นะ เธอคือลูกสาวของบิดา และบิดาก็ไม่ใช่
เจ้าของร้านเครื่องประดับด้วย! นายนี่มันโง่จริง ๆ ถูกหลอกแล้วยังไม่
รู้ตัว กลับไปคิดว่ากำลังปล้นคนรวยช่วยคนจนอยู่ได้ นายลองเอาถุง
น่องนั่นกลับไปดูสิ อาจารย์ของนายจะได้เสื่อมเสียชื่อเสียง สำนักไท่ยี
ของพวกนายดันสั่งสอนคนโง่แบบนี้ออกมาซะได้ ท่าทางคงจะเป็นได้
แค่สำนักโง่ ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้นแหละ!”
“เจ้าห้ามมาดูหมิ่นสำนักของข้าเป็นอันขาด!”
ในเวลานี้ท่าทีของเซียวพ่านดูจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
“คนอย่างเจ้าไม่เข้าใจศักดิ์ศรีของสำนักไท่ยีหรอก”
“แน่นอน ฉันเข้าใจเพียงแค่ว่าจะต้องประพฤติตนตามหลักความ
เป็นจริง ไม่ทำเรื่องที่ขัดต่อมโนธรรม และฉันก็ยังเข้าใจเพียงแค่ว่าผู้ฝึก
ตนจะต้องรักษาท่าทีของตัวเองเอาไว้ และไม่ไปช่วยเหลือคนธรรมดา
ให้ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมา”
ฉินเฉากล่าวออกมาทีละคำอย่างชัดเจน
“ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ก็ข้าไม่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในโลกมนุษย์นี่นา…..”
“ในเมื่อไม่เข้าใจ แล้วนายยังออกไปก่อเรื่องอีกเหรอ? นายเกือบจะ
ทำให้ลูกสาวของฉันได้รับบาดเจ็บแล้ว เข้าใจหรือเปล่า?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉินเฉาก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้
ถ้าหากไม่ใช่เพราะว่ามีหมอนี่ช่วยเอาไว้ ลูกสาวของเขาจะถูก
อันธพาลโง่ ๆ พวกนั้นจับตัวเอาไว้ง่าย ๆ ได้ยังไง?
เสี่ยวอิงคือสมบัติที่อยู่ในฝ่ามือของฉินเฉา
เพียงแค่คิดว่าเธอถูกคนร้ายจับตัวไป เขาก็รู้สึกทนไม่ได้แล้ว
“ดูเหมือนว่าเธอเองก็เป็นผู้ฝึกตนเหมือนกัน…. จะเกิดอันตรายขึ้น
ได้ยังไง? ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่”
เซียวพ่านกล่าวออกมาด้วยความไม่เข้าใจ
“หุบปากไปซะ!”
ฉินเฉาคำรามออกมา ดวงตาพลันแดงก˹าเล็กน้อย แล้วจ้องมอง
เซียวพ่านที่อยู่อีกด้านอย่างไม่ละสายตา “นายมีลูกงั้นเหรอ? นาย
เข้าใจความคิดของคนเป็นพ่อแม่หรือไง? ไอ้เด็กคนนี้ ไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้ว
ยังวิ่งโล่ออกมาก่อเรื่อง ช่างโง่เขลาจริง ๆ วันนี้ฉันจะสั่งสอนนายแทน
อาจารย์ในสำนักของนายเอง!”
“อย่างเจ้าน่ะเหรอ?”
เซียวพ่านโบกมือพลางนึกดูถูก “ถึงข้าจะมองไม่เห็นเขตระดับของ
เข้าก็จริง แต่ข้าก็เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการสกัดกลั่นอาร์ติแฟคที่สุดใน
สำนักไท่ยี ข้ามีอาร์ติแฟคอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน หากจะจัดการเจ้า มันก็
ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอก”
กล่าวดังนั้น เขาก็หยิบเชือกทองคำเส้นหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ
ทรัพย์อนันต์ ที่อยู่บนเอวออกมาทันที
นี่คือเชือกผูกวิญญาณ
เด็กหนุ่มคนนี้มีอาร์ติแฟคอยู่มากมายอย่างไม่คาดคิด
“ไปเลย!”
เขากล่าวออกมา และโยนเชือกผูกวิญญาณของตัวเองออกไปทันที
เชือกทองคำพลันไล่ตามฉินเฉาไปราวกับงู
“เชือกผูกวิญญาณเส้นนี้จะต้องจัดการเจ้าได้ง่าย ๆ แน่นอน!”
ร่างของฉินเฉาเปล่งแสง ก่อนที่จะไปปรากฏตัวอยู่บนกิ่งไม้ในชั่ว
พริบตา
เนื่องจากการปรากฏตัวของฉินเฉา หิมะที่อยู่ด้านบนจึงร่วงหล่นลง
มาด้านล่างอย่างต่อเนื่อง
เชือกผูกวิญญาณมัดได้เพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น แต่ทว่ามันก็
สามารถบิดงอได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมทั้งกลายเป็นแสงสีทองที่ขดตัวเข้า
หาฉินเฉาอีกครั้งหนึ่ง
“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้าหนีไปไหนไม่พ้นหรอก!”
เซียวพ่านกล่าวออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ “เชือกผูกวิญญาณเส้น
นี้จะไล่ตามวิญญาณของเจ้าไปทุกที่”
“เป็นแบบนี้นี่เอง”
ฉินเฉายืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่หลบเลี่ยงไปไหน ปล่อยให้เชือกผูกวิญญาณ
เข้ามาพันธนาการร่างกายของเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา
“เห็นหรือยังล่ะ? เมื่ออยู่ต่อหน้าอาร์ติแฟคของสำนักไท่ยี เจ้าก็
เป็นได้แค่ลูกไก่ในกำมือเท่านั้นแหละ”
เซียวพ่านกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ “ดังนั้นเจ้าจงยอมแพ้แต่
โดยดีซะ หากจอมยุทธ์ผู้นี้อารมณ์ดีก็อาจจะไว้ชีวิตของเจ้าก็ได้”