มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1423: 1 ต่อ 3
ซูหรุ่ยรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติมาตั้งแต่ต้น
ทำไมชายวัยกลางคนคนนั้น ถึงได้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยขนาดนี้?
มันเป็นความคุ้นเคยราวกับพวกเราเคยอยู่ด้วยกันตลอดเวลา
“เจ้าเป็นใคร?”
เธอชี้ไปยังเซียวพ่าน แล้วเอ่ยถามออกมา
“เผยร่างที่แท้จริงของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”
หวังจุนที่อยู่ข้าง ๆ ปลดปล่อยปราณกระบี่ของตัวเองใส่เซียวพ่าน
ทันที
เซียวพ่านผงะ หากปราณกระบี่นี้โจมตีใส่เขาจะต้องแย่อย่าง
แน่นอน
แต่ถ้าหากเขาเปิดเผยวิชาเพื่อตอบโต้กลับไป อีกฝ่ายจะต้องรู้ว่า
เขาเป็นศิษย์ของสำนักไท่ยีเป็นแน่
แต่ในเวลานี้ มีมือข้างหนึ่งที่ยื่นออกไปสลายปราณกระบี่นั้น
เสียก่อน
เป็นฉินเฉานั่นเอง
“หึ ๆ มีฉันอยู่ทั้งคน จะไม่มีใครมาแตะต้องนายได้ทั้งนั้น”
เขากล่าว พร้อมกับยิ้มให้เซียวพ่าน “ถอยออกไปก่อน ตอนนี้มัน
คือการต่อสู้ของฉัน”
“อืม…..”
เซียวพ่านพยักหน้า แล้วก้าวถอยหลังออกไป เขาต้องการที่จะ
ออกไปจากสนามต่อสู้แห่งนี้อย่างเงียบ ๆ
“ปกป้องท่านประมุข!”
ตู้จินเผิงต้องการที่จะแสดงความจงรักภักดีของตัวเอง เขากับผู้
พิทักษ์ในชุดขาวคนอื่น ๆ กำลังตั้งท่าที่จะโรมรันเข้าหาอีกฝ่าย
“พวกนายแค่มองดูอยู่เฉย ๆ ก็พอ ไม่ต้องเข้ามาที่นี่”
แต่ทว่าฉินเฉากลับโบกมือ “คนพวกนี้ไม่ได้อยู่ในระดับที่พวกนาย
จะสามารถเผชิญหน้าได้”
ฝ่ายตรงข้ามล้วนอยู่ในขั้นเนื้อเซียนกันหมด ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขา
ยังครอบครองพลังเซียน
“ฉินเฉา เจ้าได้ยึดครองเมืองไท่กู่และสร้างความชิงชังให้กับ
สำนักไท่ยีไปแล้ว มาตอนนี้เจ้ายังปลุกปั่นให้สำนักไท่ยีและสำนักปีกเท
วะต่อสู้ห˺าหั่นกันอีก แผนการของเจ้ามันช่างลึกล˺าจริง ๆ”
หวังจุนหรี่ตาจ้องมองฉินเฉา
“เอาอะไรมาพูด ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องเลยสักนิด”
ฉินเฉายังคงยืนอยู่ที่นั่นอย่างสบายใจ ราวกับว่าการเผชิญหน้ากับ
เนื้อเซียนผู้มีพลังเซียนทั้งสามคนนั้น ไม่ได้สร้างความกดดันใด ๆ ให้กับ
เขา
“เรื่องเมืองไท่กู่ จ้าวเหวินเยว่เป็นคนมอบมันมาให้กับฉัน ส่วนเรื่อง
ที่เกิดขึ้นระหว่างนายกับสำนักปีกเทวะ มันก็เป็นเพราะว่าคนของสำนัก
ปีกเทวะไปด่าพวกนายเองไม่ใช่เหรอ? หรือนายจะบอกว่าฉินเฉาคนนี้มี
ความสามารถอันยิ่งใหญ่ ถึงขนาดทำให้ศิษย์ของสำนักปีกเทวะไปเปิด
ปากด่าใครได้ล่ะ?”
“…………..”
จางเจ๋อหยางหน้าดำหน้าแดง เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี
“เอ่อ… หวังจุน เรื่องของพวกเรานับว่าเป็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ
ภายใน อย่าได้ถูกเด็กคนนั้นปลุกปั่นเอาล่ะ”
เขาจำใจกล่าวเช่นนั้นออกไป
“ข้าจะระวังก็แล้วกัน”
สายตาของหวันจุนฉายแววลึกล˺า “ที่จริงแล้วข้าคิดไม่ออกจริง ๆ
ว่าใครกันที่มอบความกล้าหาญให้กับประมุขนิกายหลัวซาตัวเล็ก ๆ
อย่างเจ้า ให้บังอาจมายั่วยุสำนักไท่ยี หนึ่งในแปดสำนักบรรพกาลของ
พวกเราแบบนี้ เจ้าคงเตรียมใจที่จะรับความโกรธแค้นของพวกเราแล้ว
สินะ?”
“ที่จริงแล้วฉันไม่เข้าใจวิธีการพูดจาของนายเลยสักนิด”
ฉินเฉาเลิกคิ้ว “พวกนายคิดว่าตัวเองเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์โลกใบนี้
จริง ๆ เหรอ? พอได้อยู่ในแปดสำนักบรรพกาล พวกนายก็เลยไม่กลัว
ใครบนโลกใบนี้เลยงั้นสินะ? ความโกรธของพวกนายจะมีมากมาย
ขนาดไหน แสดงมันออกมาให้ฉันดูหน่อยเถอะ”
“แล้วเจ้าจะได้เห็น ว่าเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเราทั้งสามคนเลย
แม้แต่น้อย”
หวังจุนกล่าวโอ้อวดด้วยน˺าเสียงอันเย็นชา
“พวกเจ้าไม่ต้องเข้ามาหรอก เพียงแค่ข้าคนเดียวก็จัดการกับมันได้
แล้ว!”
จางเจ๋อหยางตะโกนออกมาด้วยความโกรธ ร่างของเขาหายไปจาก
อากาศในทันที
“รนหาที่ตาย!”
แต่ฉินเฉากลับระเบิดพลังเสียงออกมาอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งใช้
มือขวาคว้าอากาศที่ว่างเปล่าเอาไว้ จากนั้นร่างหนึ่งก็ถูกกราชาก
ออกมาจากความว่างเปล่านั้น แล้วถูกเหวี่ยงลงกระแทกกับพื้นดินอย่าง
รุนแรง
ตูม!
พื้นโลกพลันสั่นไหว รอยแตกร้าวได้กระจายออกไปทั่วทันที
จางเจ๋อหยางทำได้เพียงแค่คิดว่าตนกำลังฝันไป
เขาไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงถูกทุ่มลงไปกับพื้นแบบ
นี้
พลังอันมหาศาลได้ระเบิดเข้าใส่ร่างกายของเขา จนทำให้อวัยวะ
ภายในบาดเจ็บสาหัส เขากระอักเลือดออกมาทันที
ฉินเฉาเป็นเนื้อเซียนผู้ที่ได้ครอบครองพลังเทพ การโจมตีเนื้อเซียน
ผู้ที่ได้ครอบครองพลังเซียนก็เหมือนกับการตีเด็กเท่านั้น
พวกเขามักจะหลงระเริง ทำเหมือนว่าตัวเองนั้นไร้เทียมทาน
ดังคำกล่าวที่ว่า อย่าได้เสแสร้ง หากเสแสร้งจะถูกฟ้าผ่าตาย
ฉินเฉาขบคิดเรื่องนี้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน ว่าทำไมเขาถึงได้ลงมาอยู่บน
โลกใบนี้
แต่ในตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจแล้ว
ที่แท้เขาก็ลงมาเพื่อจัดการกับคนเสแสร้งเหล่านี้นี่เอง
“ปะ เป็นไปได้ยังไง?”
ทั้งหวังจุนและซูหรุ่ยต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก
ถึงแม้ว่าฝีมือของจางเจ๋อหยางจะไม่ได้ดีเท่ากับตัวเขา แต่หากเป็น
เรื่องความเร็ว อีกฝ่ายก็รวดเร็วได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
แม้แต่ตัวเขาก็ยังต้องทุ่มเทจนถึงขนาดถูกโจมตีหนึ่งกระบวนท่า
เพื่อที่จะดักจับตัวอีกฝ่ายให้ได้
แต่ว่าฉินเฉา ประมุขของนิกายที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นมาในภายหลัง
กลับคว้าตัวอีกฝ่ายได้โดยใช้เพียงแค่มือเปล่า
นี่คือโชคดีงั้นเหรอ?
“วิชาค่ายกลกระบี่สังหารมาร!”
หวังจุนไม่กล้าลังเลอีกต่อไป เขารีบโบกมือ เรียกกระบี่ทั้ง 49 เล่ม
ให้พุ่งเข้าหาฉินเฉาทันที
“วิชาค่ายกลกระบี่กระจอก ๆ แบบนี้ สมควรที่จะไปปราชันความ
สว่างกับแสงอาทิตย์ต่างหาก”
ฉินเฉาหัวเราะออกมา หลังจากนั้นจึงคว้ากระบี่สีขาวเอาไว้ข้าง
กาย และฟาดฟันเข้าใส่ค่ายกลกระบี่ที่พุ่งตกลงมาจากท้องฟ้าราวกับ
สายฝน
แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง!
เสียงฟาดฟันดังก้องไปทั่วบริเวณ วิชาค่ายกลกระบี่สังหารมารของ
หวังจุนนั้นไม่อาจที่จะตกลงมาได้ดั่งใจ
“ปะ เป็นไปไม่ได้…..”
เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สถานการณ์เช่นนี้เพิ่งจะเคย
เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
“อย่าได้ใจไปนักเลย!”
ซูหรุ่ยเองก็ลงมือเช่นเดียวกัน เธอโยนสิงโตหยกขาวคู่ของเธอ
ออกไป
ทันทีที่สิงโตหยกทั้งสองชิ้นตกลงไปบนพื้นดิน มันก็กลายเป็นสิงโต
สองตัวที่มีขนาดใหญ่ถึงห้าเมตรในชั่วพริบตา ตัวหนึ่งมีขนสีน˺าเงิน คอย
ปกป้องซูหรุ่ยเอาไว้ ส่วนอีกตัวหนึ่งซึ่งมีขนสีแดงคำรามดังลั่น แล้ว
กระโจนเข้าใส่ฉินเฉา
สิงโตสีแดงเพลิงพุ่งเข้าหาฉินเฉา พร้อมทั้งอ้าปากพ่นไฟออกมา
ราวกับคิดที่จะเผาฉินเฉาให้ไม่เหลือซาก
“เป็นแค่สัตว์ก็ไสหัวไปซะ!”
ฉินเฉาใช้วิชาฝ่ามือปีศาจเก้าเร้นลับบนฝ่ามือข้างซ้าย และ
กระแทกฝ่ามือสีขาวราวกับหยกข้างนั้นเข้าใส่สิงโตทันที
“หงิงง!”
สิงโตตัวนั้นร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ร่างกายอันใหญ่โต
ของมันบินกลับหัวกลับหางราวกับของเล่น จนสุดท้ายมันก็ตกลงไปในคู
น˺าที่อยู่ด้านหลังจนคลื่นน˺าขนาดใหญ่สาดกระจายไปทั่ว
“สิงโตเพลิงของข้า…..”
ซูหรุ่ยทำอะไรไม่ถูก
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดนี้
อีกฝ่ายก็อยู่ในขั้นเนื้อเซียนเช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้นยังโจมตีพวกเธอด้วยท่าทีสบายอกสบายใจได้ถึง
ขนาดนั้นด้วย
เรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ยังไง?
นี่มันไม่ปกติแล้ว
เซียวพ่านเองก็นึกประหลาดใจเช่นเดียวกัน เขาไม่คาดคิดว่า
ประมุขของตัวเองจะสามารถเล่นงานศิษย์พี่ทั้งสองคนจนหมดท่าได้
แบบนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังโจมตีอีกฝ่ายโดยที่ไม่นึกโกรธอะไรด้วยซ˺า
“ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอม! ข้าเป็นคนของสำนักไท่ยี จะพ่ายแพ้ง่าย ๆ
แบบนี้ได้ยังไง!”
หวังจุนคำรามออกมาดังลั่น ในขณะเดียวกันเขาก็กัดลิ้นตัวเอง
แล้วปลดปล่อยลูกศรโลหิตไปยังกระบี่ทั้ง 49 เล่มที่ลอยอยู่บนอากาศ
“แย่แล้ว……”
เซียวพ่านอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา
ศิษย์พี่กำลังจะเอาจริงแล้ว
เขาใช้เลือดเพื่อกระตุ้นพลังของอาร์ติแฟคให้เกิดความเคลื่อนไหว
ประสิทธิภาพของมันจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
และเป็นเช่นนั้นจริง ๆ กระบี่ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นราวกับได้เสพ
ยาเข้าไป พวกมันสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง แล้วบุกโหมโรมรันทำลายวิชา
ค่ายกลกระบี่ทำลายล้างของฉินเฉาจนพุ่งตกลงมารอบตัวของฉินเฉา
ทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
เมื่อเห็นแบบนี้ หวังจุนก็พลันหัวเราะออกมา โดยที่ไม่แม้แต่จะ
สนใจหยดเลือดที่กำลังไหลลงมาจากมุมปาก
“ทีนี้เจ้าก็จะต้องตาย ต้องตายแน่ ๆ! ฮ่า ๆ ๆ!”
ค่ายกลกระบี่สังหารมารมุ่งเป้าไปยังฉินเฉา ก่อนที่ปราณกระบี่
เหล่านั้นจะพุ่งเข้าใส่ร่างของเขาทันที
“ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะตายได้หรือยัง”
หวังจุนกล่าวอย่างมีชัย
“กระจอกจริง ๆ ……”
ฉินเฉาส่ายหน้า ก่อนที่จะระเบิดเสียงออกมาดังลั่น
“จงสลาย!”
ฟู่ววว!
ปราณกระบี่ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าพลันสลายหายไป และกลายเป็น
เพียงความว่างเปล่าในทันที
หวังจุนตะลึงงัน เขายังคงไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
นี่เป็นครั้งแรก
ที่ปราณกระบี่ของเขาหายไปเช่นนี้
“นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น…..”
“นี่เรียกว่าค่ายกลกระบี่งั้นเหรอ? น่าขันจริง ๆ”
ฉินเฉาโบกมือ จากนั้นกระบี่ปทุมพิสุทธิ์เล่มหนึ่งก็พุ่งลงมาจาก
ท้องฟ้า แทงกระบี่เล่มหนึ่งแล้วปักมันลงไปกับพื้นดิน
“ฉันจะทำลายมันซะ”
ยิ่งกระบี่ปทุมพิสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยพลังของหลิงเอ๋อ ก็ยิ่งทำให้มันไร้
เทียมทานมากขึ้นกว่าเดิม
ได้ยินเพียงเสียงแตกหักเท่านั้น จากนั้นกระบี่ที่หวังจุนทุ่มเท
ปรับแต่งมันอยู่นานก็กลายเป็นเศษซากกระบี่ไปทันที
“กระบี่ของข้า!”
ดวงตาของหวังจุนแดงก˹าเพราะความทุกข์ใจ
“ไม่เป็นไรหรอก นายยังมีอีกเยอะไม่ใช่เหรอ? พวกเรามาต่อกัน
ดีกว่าน่า”
ฉินเฉากล่าว พร้อมทั้งยกมือขึ้น ชี้นิ้วไปยังกระบี่อีกเล่ม “จงถูก
ทำลายไปซะ”
กระบี่ปทุมพิสุทธิ์พุ่งลงมาทำลายกระบี่ให้แตกหักอีกครั้งภายในชั่ว
พริบตาเดียว
“ไม่นะ!”
หวังจุนรู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เขารีบเก็บกระบี่ที่เหลืออยู่เพียง
แค่ 47 เล่มกลับมาในทันที
กระบี่ของเขาหักเสียแล้ว
เรื่องนี้มันไม่ต่างอะไรไปจากการพรากชีวิตของเขา
เลือดได้ไหลออกมาจากภายในหัวใจ
ซ่า!
ในขณะนั้นเอง สิงโตเพลิงของซูหรุ่ยก็กระโดดขึ้นมาจากคูน˺า
ส่งผลให้คลื่นน˺าซัดสาดขึ้นมาบนพื้นดินทันที ทั่วทั้งร่างกายของมันเริ่ม
มีเปลวไฟสีแดงฉานเผาไหม้อย่างองอาจและสง่างาม
“กล้ารังแกศิษย์พี่ของข้างั้นเหรอ เปลวไฟของข้าจะแผดเผา
ทำลายเมืองไท่กู่ของเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ!”
คนที่ซูหรุ่ยยอมรับนับถือมากที่สุด ก็คือหวังจุน ศิษย์พี่ใหญ่ของเธอ
เมื่อได้เห็นหวังจุนพ่ายแพ้อย่างหมดท่าแบบนี้ เธอจึงสะกดอารมณ์
ไม่อยู่ ต้องนำอาร์ติแฟคออกมาและใช้ทักษะของตัวเองทันที
และทันใดนั้นสิงโตเพลิงก็ได้อ้าปาก พ่นเปลวไฟสีแดงฉานนับ
หลายพันครั้ง ให้ลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้าและกระจัดกระจายไปทั่วเมืองไท่กู่
ราวกับลูกไฟ
เชี่ย
ฉินเฉาคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้ช่างโหดเหี้ยมจริง ๆ
“ใครบังอาจมาแตะต้องเมืองไท่กู่ของข้า!”
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังก้องขึ้นมาจาก
ท้องฟ้า
คลื่นพลังสีฟ้าใสก็ปรากฏออกมาราวกับกำแพง ซึ่งสามารถสกัดกั้น
เปลวไฟทั้งหมดเอาไว้ได้ในพริบตาเดียว
“กลับมา!”
จากนั้นร่างหนึ่งก็พลันปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้า เท้าของเธอเหยียบ
อยู่บนเมฆ พร้อมทั้งกำลังเขย่าแขนเสื้อม่านหมอกเมฆาหลากสีของ
ตัวเอง
แล้วคลื่นน˺าทั้งหมดก็ม้วนเอาเปลวไฟกลับเข้าไปอยู่ในแขนเสื้อ
ของเธอ
“ผู้อาวุโสฮัว!”
ทันทีที่ได้เห็นหญิงสาวคนนี้ ผู้พิทักษ์ในชุดขาวทุกคน รวมไปถึงตู้
จินเผิงก็ได้คุกเข่าลงทันที
แต่ฉินเฉานั้นรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก
ฮัวเหนียง เธอมาที่นี่จนได้
“เจ้าเป็นใคร!”
ซูหรุ่ยไม่คาดคิดว่าวิชาที่เธอภาคภูมิใจจะถูกคนอื่นทำลายภายใน
พริบตาเดียวเช่นนี้ เธอจ้องมองหญิงสาวที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงมาจาก
ท้องฟ้าด้วยความตกใจเป็นอย่างมาก
“ข้าคือฮัวเหนียง ซุนเจ่อมังกรอสูรของนิกายหลัวซา และตอนนี้ข้า
ยังเป็นผู้อาวุโสด้านกฎหมายของเมืองไท่กู่แห่งนี้”
ฮัวเหนียงที่เหยียบอยู่บนเมฆมงคล ค่อย ๆ ลงมาอยู่ข้างกายฉินเฉา
“คุณชาย เป็นเพราะข้าควบคุมกฎหมายในเมืองได้ไม่ดี ทำให้
คุณชายต้องหัวเราะจนได้”
“จะพูดแบบนั้นได้ยังไง?”
ฉินเฉาจับมือที่เนียนนุ่มของฮัวเหนียงอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งมอง
ฮัวเหนียงที่กำลังหน้าแดงเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ถ้าจะให้พูดตามตรง
ฉันเป็นคนไปยั่วยุคนพวกนี้เอง เป็นฉันเองที่สร้างปัญหาให้กับงานของ
พวกเธอ”
“คุณชาย…..”
ฮัวเหนียงมักจะทำตัวไม่ถูกเสมอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับถ้อยคำ
ของฉินเฉาในแต่ละครั้ง
“พลอดรักกันอยู่ได้ ไม่รู้จักอายซะบ้าง!”
ซูหรุ่ยค่อนแคะออกมาอย่างอดไม่ได้
“ฉันจะพลอดรักกับภรรยาของฉัน มันมีอะไรที่น่าอาย?”
ฉินเฉาชี้นิ้วไปยังซูหรุ่ย “พวกเธอต่างหากล่ะ เป็นแปดสำนักบรรพ
กาลภาษาอะไร กลับมีความคิดที่จะมาโจมตีเมืองไท่กู่ของฉัน ไม่รู้จัก
อายกันซะบ้าง”