มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1464: สุดยอดบอดี้การ์ดสาว
“เจ้าเป็นใคร ถึงได้กล้ามาตีตนเสมอพวกเรา?”
เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะกล่าวเหยียดหยามออกมา
“อันดับแรก”
ฉินเฉาสูบบุหรี่ พลางพ่นควันรูปวงแหวนออกมา แล้วกล่าวว่า “ฉัน
ไม่รู้ว่ากุ่ยหมู่คืออะไร ฉันรู้จักอยู่แค่คนเดียว นั่นก็คือคนที่ชื่อหลูเหม่ย
จวน สาเหตุที่ฉันมาที่นี่ ก็เพราะว่าฉันต้องการที่จะให้เกียรติหลูเหม่ย
จวนคนนั้น ส่วนกุ่ยหมู่อะไรนั่น บิดาไม่รู้จัก”
“เจ้า!”
หวงฝู่อิงลั่วขมวดคิ้วด้วยความขุ่นเคือง เธอกำลังจะปลดปล่อยอสูร
โลหิตออกมา ผู้ชายหยาบคายคนนี้จะได้หัดพูดจาดี ๆ บ้าง
แต่ในขณะนั้นเอง กลับมีมือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของเธอเบา ๆ
ลมหายใจที่เย็นยะเยือกนี้ ราวกับจะสามารถแช่แข็งหัวใจของเธอเอาไว้
ได้ นั่นทำให้หวงฝู่อิงลั่วตัวสั่นเทิ้มและไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน
แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ เธอกลับไม่เจอใครทั้งสิ้น
แปลกจริง ๆ
ใครกันน่ะ? หรือว่าจะเป็นคนของสำนักสวรรค์เร้นลับ?
เป็นไปไม่ได้ พวกเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับเธอ แล้วพวกเขาจะไปช่วย
ฉินเฉาได้ยังไง?
ใครกันแน่…..
“และต่อไปคือนายเป็นใคร ถึงได้กล้ามาพูดแบบนี้กับฉัน?”
“เจ้าบังอาจนัก!”
เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะโกรธมาก นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้ามา
พูดแบบนี้กับเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้แต่กุ่ยหมู่ก็ยังให้ความเคารพเขาอยู่บ้างในยามที่คุยกับเขา
แต่เด็กคนนี้กล้ามาดูหมิ่นเขาได้ยังไง?
หากไม่สั่งสอนอีกฝ่าย เจ้าเด็กนี่ก็คงจะไม่รู้ว่าท้องฟ้านั้นอยู่สูง
ขนาดไหน และคงจะไม่รู้ว่าแปดสำนักบรรพกาลน่ากลัวเพียงใด
“แล้วยังไง? ถ้าฉันบังอาจ แล้วนายจะทำยังไงกับฉัน?”
หลังจากที่ฉินเฉารู้ว่าเหล่าปรมาจารย์ใหญ่ของแปดสำนักบรรพ
กาลไม่กล้าออกมาจากม่านพลังป้องกันตามใจชอบ เขาก็โพล่งออกไป
ทันที
เด็กน้อย บิดารู้ว่าพวกนายไม่กล้าออกมาหรอก ดังนั้นบิดาจะยั่ว
โมโหพวกนายอยู่อย่างนี้แหละ
ฉันจะปั่นหัวพวกนายเอง!
“ถ้ามีฝีมือมากนักก็ออกมากัดฉันซะเลยสิ มาเลย!”
ฉินเฉากระดิกนิ้วผ่านกระจก เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะนั้นโมโห
จนแทบจะตายให้ได้
“เจ้าคิดว่าข้าจะไม่มีปัญญาทำอะไรเจ้างั้นเรอะ! เป็นแค่นิกายหลัว
ซากระจอก ๆ กลับกล้าทำตัวยิ่งใหญ่คับฟ้า!”
เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะคำรามออกมาทันที “เจ๋อหยาง จงไป
สั่งสอนมันให้ข้า ไปตบปากมันสักทีสองที ให้มันได้รู้สำนึกซะบ้าง!”
“เอ่อ ข้า…..”
จางเจ๋อหยางนึกถึงช่วงเวลาที่เขาถูกฉินเฉาเล่นงานด้วยความ
เจ็บปวด เขาก็ตัวสั่นอย่างช่วยไม่ได้
“ข้าบอกให้เจ้าไป เจ้าก็ต้องไป เจ้าจะขัดคำสั่งอาจารย์ของเจ้า
ใช่มั้ย!”
เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะไม่รู้ว่าศิษย์ในสำนักของตนเคยพ่าย
แพ้มาแล้ว ในเมื่อจางเจ๋อหยางไม่เคยพูดเรื่องนี้ เขาจึงเร่งเร้าให้อีกฝ่าย
ทำตามคำสั่ง
“ท่านเจ้าสำนัก คือว่าข้า ข้า…..”
“เจ้าเป็นอะไรไป? เจ้าจะยั่วโมโหข้าใช่มั้ย!”
ฝ่ายเจ้าสำนักกล่าวต่อว่าเขาด้วยความโกรธอีกครั้ง
“โอ้! ลดเสียงลงหน่อย”
ฉินเฉาวาดมือลง “อย่าทำให้เด็กกลัวแบบนั้นสิ จางเจ๋อหยางเป็น
ศิษย์ของนายไม่ใช่หรือไง นายอยากเห็นเขาเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งงั้น
เหรอ?”
“เอาชีวิตไปทิ้ง? ฮ่า ๆ ๆ!”
เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะหัวเราะออกมาดังลั่น “เจ้ารู้หรือเปล่า
ว่าแปดสำนักบรรพกาลคืออะไร? แล้วเจ้ารู้หรือเปล่าว่าศิษย์ของข้าอยู่
ในเขตระดับไหน? เนื้อเซียน เนื้อเซียนเชียวนะ! เจ้าเข้าใจหรือเปล่า?
มันคือเขตระดับที่เจ้าเฝ้าใฝ่ฝันมาทั้งชีวิตยังไงล่ะ ประมุขอย่างเจ้าจะ
อยู่ในระดับไหนกันเชียว? ขั้นกายทองคำ? หรือว่าขั้นประกายแสงล่ะ?
คนที่ยังไม่รู้จักพลังเซียนอย่างพวกเจ้าก็เป็นเพียงแค่กบก้นบ่อเท่านั้น
แต่กลับคิดว่าตัวเองมีจานอาหารอยู่ในมือซะได้”
ฉินเฉาสูบบุหรี่ในขณะที่ฟังเขาพูดไปด้วย เขารู้สึกเพียงแค่ว่า
สหายคนนี้ช่างพูดจาได้น่าสนใจจริง ๆ
“เจ๋อหยาง เจ้าจงไปทำให้มันได้รู้ซึ้งว่าความแข็งแกร่งคืออะไร เจ้า
อยู่ในเขตระดับเนื้อเซียน ยังต้องไปเกรงกลัวประมุขของนิกายกระจอก
ๆ แค่เพียงคนเดียวอีกเรอะ? รีบไปได้แล้ว อย่าทำให้สำนักปีกเทวะของ
พวกเราต้องขายหน้า”
แต่ทว่าจางเจ๋อหยางกลับคิดขึ้นมาในใจ ท่านเจ้าสำนักนะท่านเจ้า
สำนัก หากให้ข้าออกไป แล้วถูกเล่นงานกลับมาจนดูไม่ได้ มันก็ทำให้
สำนักปีกเทวะของพวกเราต้องขายหน้าเหมือนกันนั่นแหละ!
“รีบไปเร็วเข้า หากเจ้ากล้าขัดคำสั่งของอาจารย์อีกล่ะก็ ระวังตัว
เอาไว้เถอะ ข้าจะไล่เจ้าออกไปจากสำนัก!”
เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะตะโกนออกมาเสียงดังลั่น
จางเจ๋อหยางไม่มีทางเลือก ในเมื่อเจ้าสำนักของเขาพูดแบบนั้น
เขาเองก็ต้องออกไปอย่างกล้าหาญเหมือนกัน
“จงออกมา เทพมาร!”
เขาจำเป็นที่จะต้องปลดปล่อยจิตเทพมารของตัวเอง
เงาสีขาวได้พุ่งออกมา ก่อนที่จะจมลงสู่ร่างกายของเขาในชั่ว
พริบตา
นี่คือเทพมารของจางเจ๋อหยาง เทพมารผู้ครอบครองความเร็ว
“เริ่มต้นก็ให้เทพมารครอบครองร่างเสียแล้ว”
ผู้คนจากสำนักอื่นกระซิบกระซาบกันอย่างอดไม่ได้ “จางเจ๋อหยาง
คนนี้ช่างเป็นคนที่ระแวดระวังจริง ๆ”
“ย่ามันเถอะ ให้เทพมารครอบครองร่างเลยเหรอ? เจ้าจะทำให้
สำนักต้องขายหน้าหรือไง?”
เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะกล่าวตำหนิออกมาอย่างอดไม่ได้
“เจ้า… เชี่ย…..”
เขากำลังจะกล่าวตำหนิอีกสองสามคำ แต่เมื่อพูดไปได้แค่นั้นก็ต้อง
หยุดปากเสียก่อน
เพราะว่าร่างของจางเจ๋อหยางได้หายไปในอากาศในชั่วพริบตา นี่
คงจะเป็นการโจมตีของฉินเฉา
แต่ในเวลานี้ฉินเฉาไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย คนที่ขยับก็คือ
ผู้หญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา
เขาเห็นเธอยื่นมือข้างหนึ่งออกมา แล้วสะบัดเท่านั้น
เพียะ!
ร่างของจางเจ๋อหยางปรากฏกายออกมา เขาพลิกตัวอยู่กลาง
อากาศหลายต่อหลายรอบ และในที่สุดก็กระแทกลงกับโต๊ะเสียงดัง ปัง!
บนใบหน้าด้านขวาของเขามีรอยนิ้วมือทั้งห้านิ้วปรากฏอยู่อย่าง
ชัดเจน
“ปะ เป็นไปได้ยังไง?”
ผู้คนจากสำนักต่าง ๆ พากันอุทานออกมาอย่างอดไม่ได้
แต่คนที่ประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือเจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะ จาง
เจ๋อหยางผู้นี้รวดเร็วมากเท่าไหร่ และโหดเหี้ยมมากแค่ไหน?
แต่ฝ่ายตรงข้ามที่ดูเหมือนกับผู้หญิงธรรมดาสามัญ กลับสามารถ
ยกมือขึ้นตบหน้าเขาได้อย่างจัง
นี่มันพลังแบบไหนกันแน่?
หรือว่าพื้นฐานการฝึกตนของฝ่ายตรงข้ามจะข้ามผ่านมาถึงระดับ
อันลึกล˺าแล้ว?
แต่จะเป็นไปได้ยังไง? อีกฝ่ายเป็นแค่คนของนิกายเล็ก ๆ เท่านั้น
เธอจะสามารถตามความเร็วศิษย์ของเขาทันได้ยังไง?
เขารู้สึกราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องจริง
แต่ว่าคนที่รู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้ามากที่สุดก็คือจางเจ๋อหยาง
นี่คือสำนักของสาวงาม
เมื่อศิษย์หญิงที่อยู่รอบ ๆ เหล่านี้เห็นเขาร่วงลงบนโต๊ะ พวกเธอก็
พากันหัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่มีการปิดบัง
มารดามันเถอะ เขาบอกแล้วไงว่าไม่อยากไป แต่เจ้าสำนักผู้โง่เขลา
คนนี้ก็เอาแต่เร่งเขาอยู่ได้!
คราวนี้ยังโชคดีที่ฉินเฉาไม่ได้เป็นคนลงมือด้วยตัวเอง เขาจึงถูกตบ
หน้าแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แต่มันจบสิ้นแล้ว เกียรติของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างถูกโยนทิ้งไปในโถ
ส้วมซะแล้ว
เขาคงจะไม่มีหน้าออกไปจากสำนักอีกต่อไป
เขาไม่ได้หวาดกลัวคู่ต่อสู้ที่ราวกับพระเจ้า แต่ตอนนี้เขากลัวผู้นำที่
ไม่ต่างอะไรไปจากหมู
ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน
“หาเรื่องให้ตัวเองเสียเกียรติแท้ ๆ”
ฉินเฉาหันหน้าไปมองจางเจ๋อหยางที่กำลังนอนอยู่ พร้อมกับพ่น
ควันบุหรี่รูปวงแหวนออกมา
ฮือ บิดาอยากหาเรื่องให้ตัวเองที่ไหนกันล่ะ?
นั่นไม่ใช่การตัดสินใจของเจ้าสำนักหรอกเหรอ?
จางเจ๋อหยางอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ไม่มีน˺าตา
เขาเป็นลูกน้อง แต่ต้องมีชะตากรรมแสนเจ็บปวดขนาดนี้
คำพูดของเจ้าสำนักทำให้ลูกน้องของตัวเองต้องทุกข์ทรมานอย่าง
แสนสาหัส
เขาปฏิบัติต่อสำนักราวกับรักครั้งแรก แต่สำนักกลับทำร้ายเขาเป็น
ร้อยเป็นพันครั้ง
หายนะชัด ๆ
ศีลธรรมของโลกใบนี้มันคืออะไรกันแน่?
ในขณะที่จางเจ๋อหยางกำลังพร˹าบ่นถึงความอยุติธรรมบนโลกนี้อยู่
นั้น เจ้าสำนักของสำนักปีกเทวะก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
ศิษย์ในสำนักของเขาถูกคู่ต่อสู้มาสั่งสอน แถมตอนเผชิญหน้ากันก็
ยังถูกตบจนหน้าหันซะได้
มารดามันเถอะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!
“จางเจ๋อหยาง นี่เจ้าให้หมามาฝึกตนหรือไง!”
เขาตะโกนด่าทอออกมาด้วยความโกรธ
จางเจ๋อหยางอยากจะด่ากลับไปเหลือเกิน
แม่งเอ๊ย ถ้าเก่งนักก็กระโดดออกมาจากกระจกเลยสิวะ!
ทำอะไรไม่ได้ก็เอาแต่เรียกใช้บิดาอยู่ได้!
บิดาเป็นหมาที่แกเลี้ยงอยู่หรือไง?
อยากให้เห่าให้ฟังเลยมั้ย!
ในขณะที่เขากำลังหดหู่ใจอยู่นั้น ประมุขของศาลาปราบเซียนก็
เอ่ยปากออกมาเสียก่อน
“มีฝีมือดี ไม่แปลกใจเลยที่กุ่ยหมู่จะเชิญเจ้ามาด้วย จื่อซู เจ้าลอง
ไปทดสอบเขาดูหน่อย”
“ครับ”
ศิษย์ผู้ถือกระบี่เล่มใหญ่ลุกขึ้นยืนในทันที
ศิษย์คนนี้ยังดูอายุน้อยมาก เขากล่าวกับฉินเฉาว่า
“คำนับประมุขฉิน ผู้น้อยคือโหวจื่อซู เป็นศิษย์ของพยัคฆ์มังกรเต้า
เหรินแห่งศาลาปราบเซียน ผู้น้อยยังคงไร้ความสามารถจึงอยากขอ
คำแนะนำ ต้องขออนุญาตด้วย”
สิ้นเสียง เขาก็พลิกมือดึงกระบี่ที่เปล่งแสงสีทองออกมาจาก
ด้านหลังทันที ที่จริงแล้วควรจะกล่าวว่ามันคือร่างมังกรเคลือบทองคำ
เสียมากกว่ากระบี่ ส่วนหางของมังกรกำลังชี้มาที่ฉินเฉา
“คนคนนี้คือศิษย์ของพยัคฆ์มังกรเต้าเหรินแห่งศาลาปราบเซียน”
ก่อนที่จะเริ่มลงมือต่อสู้กัน ซวนหยวนอิงจี๋ได้กล่าวกับฉินเฉาผ่าน
ทางกระแสจิต “ในศาลาปราบเซียนมีคนอยู่ทั้งหมดแปดคน พวกเขาจะ
มีเพียงแค่แปดคนเสมอ และจะไม่เพิ่มจำนวนคนไปมากกว่านี้ แต่ละคน
จะรับศิษย์เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ส่วนกระบี่ที่อยู่ในมือของโหวจื่อซู ที่
จริงแล้วมันคือกระบี่พยัคฆ์มังกรจำลอง ที่มีพลังเพียงหนึ่งในสิบ”
“เป็นแบบนี้เอง…..”
ฉินเฉาพยักหน้ารับ ศาลาปราบเซียนเป็นสถานที่ที่น่าสนใจจริง ๆ
มีกันแค่แปดคนและไม่เคยเปลี่ยนแปลงซะด้วย
“โปรดให้คำชี้แนะด้วย”
โหวจื่อซูยังคงความสุภาพเอาไว้ หลังจากที่กล่าวเช่นนั้น เขาก็
ขว้างกระบี่ออกไปทันที
กระบี่ในมือของเขาได้กลายร่างเป็นมังกรทอง มันทะยานไปรอบ
ห้องโถงแห่งนี้ ก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่ฉินเฉา
“มังกรประกายแสง!”
โหวจื่อซูตะโกนออกมาเสียงดังลั่น มังกรทองได้กระโจนเข้าใส่ฉิน
เฉา ราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไป
พลังของมันช่างรุนแรงมาก
ฉินเฉาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ รู้สึกได้ถึงพลังเซียนอันแข็งแกร่งที่แผ่
ออกมาปะทะใบหน้าได้ทันที
นี่คือพลังของเซียนทองคำ
แม่เจ้า ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงศิษย์ของพยัคฆ์มังกรเต้าเหริน
แต่พลังของเขาก็ไม่ได้อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังอยู่ในระดับ
เดียวกับหานหยู่เจ๋ออีกด้วย
หากฉินเฉาไม่ได้สวมเกราะเก้ามังกรเพื่อเสริมพลัง เขาก็คงไม่อาจ
ที่จะเอาชนะอีกฝ่ายได้
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะด้านหลังของเขาไม่ได้มี
สุดยอดบอดี้การ์ดอยู่ด้วยหรอกเหรอ?
ตูม!
ในชั่วพริบตาที่มังกรทองกำลังจะพุ่งตัวลงมา ซวนหยวนอิงจี๋ได้ยื่น
มือข้างหนึ่งไปคว้าศีรษะของมันเอาไว้ แล้วออกแรงบีบ
จากนั้นแสงสีทองอร่ามก็พลันสว่างวาบ ก่อนที่ร่างของมังกรทอง
จะระเบิดและหายไปในทันที
โหวจื่อซูมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย แต่การโจมตีของเขาก็ไม่ได้
หยุดชะงักไปเพราะความตกตะลึงนั้น
ทันใดนั้นร่างของเขาก็ปรากฏตัวขึ้นบนโต๊ะ เขากำลังยืนอยู่
ตรงหน้าฉินเฉา
ในขณะเดียวกันฝ่ามือข้างขวาก็ได้ยื่นออกมาจากแขนเสื้อ
เขากำลังถือกระบี่สั้นสีเงินขนาดเล็กเล่มหนึ่งเอาไว้
“พยัคฆ์คำราม!”
เสือสีเงินตัวหนึ่งเปล่งเสียงคำรามลั่น ก่อนที่จะกระโจนเข้ามากัด
คอฉินเฉา
เมื่อได้เห็นใบหน้าตกตะลึงของฉินเฉา โหวจื่อซูก็พลันเกิดรู้สึก
ภาคภูมิใจขึ้นมา
นี่คือท่าไม้ตายของเขา คนทั่วไปไม่สามารถหลบหนีไปได้พ้น
แม้แต่พยัคฆ์มังกรเต้าเหรินผู้เป็นอาจารย์ของเขาก็ยังกล่าวชื่นชม
ท่านี้
แต่ใช้ท่านี้ในการเอาชนะประมุขของนิกายหลัวซา มันช่างเสีย
เปล่าเหลือเกิน
ในสายตาของเขา ฉินเฉาควรจะนอนหมอบลงกับพื้นและคุกเข่า
ขอความเมตตาแล้ว
ชิ้ง!
แต่ในขณะนั้นเอง สาวสวยที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ยื่นนิ้วชี้อันเรียวยาว
เข้าไปขวางกระบี่สีเงินเล่มนั้นเอาไว้
และแล้วพยัคฆ์คำรามที่ถูกสกัดกั้นก็หายไปในอากาศทันที
คราวนี้โหวจื่อซูได้แต่นิ่งอึ้ง
“เป็นวิชากระบี่ที่ดี แต่เจ้ากลับไปบอกให้อาจารย์ของเจ้าหลอมมัน
ขึ้นมาใหม่อีกครั้งเสียเถอะ”
ในขณะที่กล่าวออกมาแบบนั้น มุมปากของซวนหยวนอิงจี๋ก็ยกขึ้น
และแย้มรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย