มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1752: พลังแห่งฟ้าดิน
แผนผังแปดทิศขนาดมหึมาปกคลุมอยู่เหนือหอคอย และกดทับ
หอคอยสกัดกลั่นมารแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
ฉินเฉาตกตะลึงอยู่ภายในใจ สำนักเฟิงสุ่ยร่วมแรงร่วมใจกันถึง
ขนาดนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยับยั้งหอคอยแห่งนี้เอาไว้ไม่ได้…………..
ปีศาจที่อยู่ในหอคอยมีพื้นฐานการฝึกตนอยู่ขั้นไหนกันแน่
“เจ้าสำนัก………..พวกข้า………..จะต้านทานกันไม่ไหวแล้ว
…………”
“ไม่ไหวก็ต้องไหว!”
เจ้าสำนักหญิงตวาดออกมาทันที “หากราชาปีศาจตนนั้นออกมา
สำนักเฟิงสุ่ยของพวกเราจะต้องเกิดหายนะขึ้นแน่”
“โธ่เอ๊ย หากเฟิงเหล่ยซ่างเหรินอยู่ที่นี่ด้วยก็ดีน่ะสิ!”
“เฟิงเหล่ยซ่างเหรินบาดเจ็บจากการต่อสู้ในครั้งที่แล้ว จนตอนนี้ก็
ยังไม่หายดีเลย!”
ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งตะโกนออกมา “อีกไม่กี่วันกุ่ยหมู่ก็จะมาโจมตี
สำนักเฟิงสุ่ยของพวกเราแล้ว เขากำลังพักฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ภัยจาก
หอคอยสกัดกลั่นมารในคราวนี้ ข้าเกรงว่าเฟิงเหล่ยซ่างเหรินมา
ช่วยเหลือพวกเราไม่ได้หรอก”
“สมควรตายนัก พลังของข้าใกล้จะหมดอยู่แล้ว!”
“อดทน………อดทนเอาไว้………….”
เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์ของสำนักเฟิงสุ่ยเหล่านี้จะเริ่มต้านทานไม่
ไหวแล้ว
“เวลาล่วงเลยไปถึงสี่พันไป………..พื้นฐานการฝึกตนของเขาก็
สูงขึ้นเรื่อยๆ ………….”
อสูรผีเสื้อยืนนิ่งงัน แล้วถอนหายใจออกมาด้วยอารมณ์ “ค่ายกล
เจ็ดดาราใช้การไม่ได้แล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งเขาได้อีกต่อไป
แล้ว………….”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น ลำแสงสีแดงที่ปะทุออกมาจากยอดหอคอยก็
ได้เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าอย่างกะทันหัน
ในไม่ช้า แผนผังแปดทิศที่คอยยับยั้งหอคอยสกัดกลั่นมารแห่งนี้
เอาไว้ก็ถูกทำลาย
ชายรูปร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่ง ได้พุ่งทะยานตามแสงสีแดง
ออกมาจากยอดหอคอย
ทันทีที่เขาออกมา เสียงร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจก็พลันดังขึ้น
ทรายและฝุ่นรอบๆ พัดปลิวว่อนอย่างรุนแรง ก่อนที่จะก่อตัวขึ้น
เป็นพายุทรายสีดำทมิฬที่โอบล้อมอยู่รอบหอคอยสกัดกลั่นมาร
ชายร่างสูงใหญ่คนนั้นยืนอยู่เหนือพายุทอร์นาโดลูกนี้ ดวงตาสีแดง
เจิดจ้ากำลังจ้องมองศิษย์สำนักเฟิงสุ่ยที่อยู่ด้านล่าง
“ขะ เขาออกมาแล้ว………..”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งตัวสั่นเทา เกือบจะคุกเข่าลงไปกับพื้น
ดูเหมือนว่าชื่อเสียงอันอื้อฉาวของคนคนนี้จะฝังลึกอยู่ภายในจิตใจ
ของคนเหล่านี้ไปแล้ว
“ฆ่า ฆ่าทุกคนบนโลกใบนี้!”
ชายคนนั้นเปล่งเสียงคำรามออกมา แรงกดดันนี้ได้แพร่กระจายไป
ทั่วรัศมีหนึ่งร้อยเมตรรอบๆ หอคอยสกัดกลั่นมาร
ศิษย์ที่มีพื้นฐานการฝึกตนไม่มากนักต่างคุกเข่าลงไปกับพื้นดิน
หยดเหงื่อไหลไปทั่วหน้าผาก
ทั้งฉินเฉาและอู๋ชิงเย่ก็ต้องนั่งลงไปอย่างไม่เต็มใจเช่นกัน ในเมื่อจะ
แสดงละครทั้งทีก็ต้องแสดงให้เต็มที่สิ………….
ส่วนลิลลี่นั้นไม่จำเป็นต้องเล่นละครตบตา เธอนั่งหน้าซีด ตัวสั่น
เทิ้มและกอดแขนของอู๋ชิงเย่เอาไว้แน่น
ย่ามันเถอะ ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย บิดาก็อยากจะกอดบ้าง
เหมือนกันนะ!
“เขามีจิตอาฆาตแค้นมากเกินไป………..เขาย้อนกลับไปอยู่ใน
เส้นทางเดิมไม่ได้อีกแล้ว………….”
อสูรผีเสื้อสาวจ้องมองอดีตคนรักของเธอด้วยแววตาโศกเศร้า
“ฮ่าห์!”
เสียงคำรามของราชาปีศาจทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปทันที
“เจ้าสำนัก……..จะทำยังไงดี……….”
ผู้อาวุโสเอ่ยถามความคิดเห็นของเจ้าสำนักหญิง
“ในตอนนี้จะทำอะไรได้อีก ต้องฆ่าเขา………..นี่เป็นหนทางเดียว
เท่านั้น”
เจ้าสำนักหญิงกล่าวออกมา ในขณะเดียวกันเธอก็ยื่นมือซ้าย
ปลดปล่อยแผ่นยันต์ออกไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
“วิชาสายฟ้า!”
เปรี้ยง!
วิชาสายฟ้าของสำนักเฟิงสุ่ยก็เหมือนกับวิชาสายฟ้าของบู๊ตึ๊งใน
เวอร์ชันปรับปรุงแล้ว
สายฟ้าขนาดมหึมาผ่าลงมายังร่างของราชาปีศาจในทันที
แต่แสงสีแดงก็แผ่ออกมาจากร่างของราชาปีศาจ เพื่อปัดป้อง
สายฟ้านั้นออกไป
ตู้ม! สายฟ้าผ่าลงมายังพื้นดินที่อยู่ใกล้ๆ แทน มันระเบิดพื้นดินจน
กลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ไหม้เกรียม
“พวกเจ้า……..จะต้องตายกันให้หมด……….”
เมื่อเห็นวิชาสายฟ้าของเจ้าสำนักหญิงสำนักเฟิงสุ่ย ดวงตาของ
ราชาปีศาจก็เปล่งแสงวาวโรจน์ขึ้นมา
ฉินเฉาถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
“แม่เจ้า บางทีพลังของราชาปีศาจตนนี้อาจจะอยู่ในขั้นผู้ยิ่งใหญ่
เซียนฟ้าเลยก็ได้”
เขาลอบส่งกระแสจิตไปยังอู๋ชิงเย่ที่อยู่ข้างๆ
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก………”
อู๋ชิงเย่ก็ตะลึงงันไปด้วยเช่นกัน เธอไม่คาดคิดว่าจะได้มาเจอกับ
เรื่องแบบนี้ในสำนักเฟิงสุ่ย “ข้าคิดว่า อย่างน้อยๆ เขตระดับของเขาก็
ต้องใกล้เคียงกับขั้นสุดยอดผู้ยิ่งใหญ่เซียนฟ้า ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าไม่สังเกต
เหรอว่ากลิ่นอายที่อยู่รอบๆ หอคอยสกัดกลั่นมารมันดูแปลกไป………..”
“อืม นี่คงจะเป็นผลกระทบที่มาจากปราณปีศาจที่ถูกปลดปล่อย
ออกมาจากหอคอยสกัดกลั่นมาร………ที่นี่ถึงได้ไม่มีกฎแห่งฟ้าดิน
………..”
ฉินเฉาตระหนักได้ว่า ปราณปีศาจที่ถูกปลดปล่อยออกมาเหล่านี้ได้
ไปบิดเบือนห้วงมิติ จนทำให้ที่นี่กลายเป็นโลกแห่งความอิสระ และไม่มี
กฎของเหรินซุนกับซุนมาผูกมัด
“ใช่…………แบบนั้นก็ยิ่งทำให้คนของสำนักเฟิงสุ่ยเป็นฝ่าย
เสียเปรียบ…………ดูเหมือนว่าในศึกครั้งนี้ สำนักเฟิงสุ่ยจะต้องแย่
แน่นอน…………”
“มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ……..”
หัวใจของฉินเฉาเต้นราวกับรัวกลอง “ตอนที่ฉันอยู่ในหอคอยสกัด
กลั่นมาร ฉันรู้สึกได้ถึงพลังของเสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ด้วย………..นี่คือ
เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ต้นสุดท้ายของสำนักฝ่ายธรรมะ………….หากยัง
แก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ ถึงคนของสำนักราชันย์ภูตจะยังไม่มา สำนักเฟิงสุ่ยก็
อาจจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปก่อน”
“โธ่เอ๊ย………..ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้าโง่ปู้จิงเทียนไปสร้างปัญหา
เอาไว้แท้ๆ ………….ข้าน่าจะฆ่ามันให้ตายไปตั้งแต่แรก!”
อู๋ชิงเย่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันยกใหญ่
ในเวลานี้ เฟิงไป๋หลี่ได้คุกเข่าลงตรงหน้าราชาปีศาจด้วยความยินดี
เขารีบแย้มรอยยิ้มกล่าวออกมา
“ราชาของข้า นายท่านของข้า! ในที่สุดท่านก็ออกมาจากหอคอย
ได้เสียที โลกใบนี้เป็นของท่านแล้ว! ข้าคือทาสรับใช้ผู้ต้อยต˹าของท่าน
ราชาของข้า ให้ทาสรับใช้ผู้จงรักภักดีของท่านผู้นี้ รับใช้แทบเท้าท่าน
ด้วยเถอะ………….อึ่ก…………”
ยังพูดไม่ทันจบ แสงสีแดงก็ส่องแสงสว่างทะลุศีรษะของเฟิงไป๋หลี่
อย่างฉับพลัน
ยอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีระดับสุดท้ายถูกสังหารให้ตายคาที่ และล้ม
ตัวลงนอนราบกับพื้นดิน
ฝ่ายราชาปีศาจที่ยืนอยู่เหนือหอคอยได้ยกนิ้วกลับมาอย่างช้าๆ
เชี่ย!
ฆ่าเฟิงไป๋หลี่ให้ตายภายในกระบวนท่าเดียว!
หมอนี่ร้ายกาจจริงๆ!
ฉินเฉาเบิกตากว้างทันที
“ฆ่าได้แม้กระทั่งคนของตัวเอง…………ดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสีย
ความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้นแล้ว…………”
เจ้าสำนักหญิงกัดฟันกรอด แล้วกล่าวออกมาด้วยความโกรธ
“ศิษย์สำนักเฟิงสุ่ยรับคำสั่ง เริ่มใช้ค่ายกลลงทัณฑ์!”
หลังจากที่กล่าวจบ ทั้งเธอและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็กระจายตัว
กันออกไป
ค่ายกลหมูเนี่ยนะ?
ฟังดูแย่ชะมัด
ถึงแม้ว่าฉินเฉาจะได้ยินชื่อของค่ายกลนี้ผิดไป แต่ดูเหมือนว่าพลัง
ของมันจะมีไม่น้อยเลย
ผู้อาวุโสของสำนักเฟิงสุ่ยที่อยู่รอบๆ ต่างปลดปล่อยแสงสีฟ้า
ออกมาจากปลายนิ้ว
แสงสีฟ้าเหล่านี้ราวกับโซ่ตรวน ที่พุ่งเข้าไปพันรัดรอบข้อมือและ
ข้อเท้าของราชาปีศาจที่อยู่บนหอคอย
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสเริ่มต้นปลดปล่อยแสงสีฟ้าออกมา ในที่สุดศิษย์
ของสำนักเฟิงสุ่ยที่ยังสามารถต้านทานไหวก็รวมพลังใช้ค่ายกลลงทัณฑ์
ด้วย
ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีฟ้านับร้อยดวงก็พันธนาการรอบร่างกายของ
ราชาปีศาจตนนั้น
ดูเหมือนจะเป็นเพราะว่าถูกลำแสงสีฟ้าเหล่านี้ยับยั้ง พายุสีดำ
ทมิฬที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของราชาปีศาจจึงค่อยๆ สลายหายไป
หอคอยสกัดกลั่นมารกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง
“เฮ้อ………”
เมื่อเห็นว่าราชาปีศาจกำลังดิ้นรน อสูรผีเสื้อสาวก็ถอนหายใจ
ออกมาเล็กน้อย
“เจ้าสำนัก ค่ายกลลงทัณฑ์สามารถพันธนาการเขาเอาไว้ได้เพียง
ชั่วครู่เท่านั้น ท่านรีบคิดหาหนทางอื่นเถอะ!”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
แผนผังแปดทิศเมื่อครู่นี้ได้อธิบายทุกอย่างได้
ราชาปีศาจตนนี้อาจจะหลุดพ้นออกมาได้ทุกเมื่อ
“ต้านเอาไว้ก่อน ข้าต้องการเวลาครึ่งก้านธูป!”
เจ้าสำนักหญิงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาวาดอักขระพร้อมๆ กันอย่าง
ต่อเนื่อง
ฉินเฉาและอู๋ชิงเย่ที่เห็นดังนั้นรู้สึกประหลาดใจมาก
ใช้สองมือวาดอักขระพร้อมกัน
นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะสามารถทำได้
ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะกลายเป็นเจ้าสำนักของสำนักเฟิงสุ่ย ใน
เมื่อมีฝีมือขนาดนี้ เธอก็สามารถฆ่าคนที่มีความสามารถในสำนักเฟิงสุ่ย
ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
แข็งแกร่งมาก
วิชาของลัทธิเต๋า บางคนจะต้องวาดยันต์เอาไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็
วาดลงบนกระดาษสีเหลือง
แต่วิชาที่ทรงพลังบางวิชา กระดาษสีเหลืองไม่สามารถรองรับมัน
ได้ จำเป็นที่จะต้องวาดอักขราชั่วคราว
ยิ่งพลังของวิชานั้นมีมากเท่าไหร่ ก็จะต้องวาดอักขระมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น วิชาที่สลับซับซ้อนบางวิชา ไม่ว่านักพรตจะมือเร็ว
แค่ไหนก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงในการวาด
แต่ถ้าหากเป็นนักพรตที่แข็งแกร่ง ก็จะสามารถใช้วิชาเต๋าวิชาอื่นๆ
ได้ ในขณะที่กำลังวาดอักขระของอีกวิชาหนึ่งอยู่
แต่ทว่าเวลาครึ่งชั่วโมงมันนานเกินไป
และเจ้าสำนักหญิงอัจฉริยะคนนี้สามารถใช้มือทั้งสองข้างวาด
อักขระ และใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น เธอสามารถตัดเวลาไปได้
เกือบครึ่ง
ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าสำนักสาวจะกำลังร่ายวิชาของเธออยู่
“แค่ครึ่งก้านธูป พวกเราจะต้องถ่วงเวลาให้กับเจ้าสำนัก!”
“ต้านเอาไว้!”
ปรมาจารย์ใหญ่ของสำนักเฟิงสุ่ยต่างหน้าแดงหน้าดำ พวกเขา
ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อรักษาค่ายกลลงทัณฑ์กันอย่างเต็มที่
“หากข้าช่วยทุ่มเทพลังได้บ้างก็คงจะดี………….”
ลิลลี่กล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ “น่าเสียดาย………..แม้แต่เรี่ยวแรง
จะยืนข้าก็ยังไม่มีเลยด้วยซ˺า…………”
ภายใต้แรงกดดันของราชาปีศาจ มันไม่ง่ายเลยที่เธอจะสามารถ
พูดออกมาได้
“มันจะต้องไม่เป็นไร……….”
อู๋ชิงเย่กล่าวปลอบเธอ
“ข้าเกรงว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้นน่ะสิ………”
ทว่าอสูรผีเสื้อสาวกล่าวออกมาด้วยความกังวล “พลังในระดับนี้
……..มันยังไม่เพียงพอหรอก………เขาแข็งแกร่งเกินไป………..จนถึง
ตอนนี้ เขาก็ยังไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมาเลย……….”
“ว่าไงนะ!”
ฉินเฉาตกตะลึงในทันที “นี่ยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของเขาอีกเหรอ!”
อีกแค่นิดเดียวก็จะถึงขั้นสุดยอดผู้ยิ่งใหญ่เซียนฟ้าอยู่แล้ว
หมอนี่ยังซ่อนพลังเอาไว้อีกเหรอ?
พระเจ้า ผู้ชายคนนี้แข็งแกร่งจริงๆ!
ดูเหมือนว่าพลังที่แท้จริงของเขาจะอยู่ในจุดสูงสุดเสียแล้ว
ร้ายกาจมาก!
ฉินเฉาต้องกล่าวเชยชม
“เจ้าสำนัก………พวกข้าใกล้จะต้านทานไม่ไหวแล้ว……….”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เกือบจะมีใบหน้าเหมือนกับกวนอูตะเบ็งเสียง
ออกมา
“ข้ามาแล้ว!”
เจ้าสำนักหญิงยกมือทั้งสองขึ้นไปบนอากาศ ราวกับผีเสื้อที่กำลัง
โบยบิน
จากนั้นเธอก็เก็บมือทั้งสองข้าง แล้วขยับร่ายวิชา ชี้นิ้วไปยังเหนือ
ศีรษะของราชาปีศาจและกล่าวออกมาว่า
“มังกรเขียว หงส์แดง เสือขาว เต่าดำ! จงฟังคำสั่งของข้า จงปราบ
อสูร ลงทัณฑ์ปีศาจ ณ บัดนี้!”
เจ้าสำนักหญิงท่องคาถาออกมาอย่างง่ายๆ
ทันใดนั้นเอง บนท้องฟ้าทั้งสี่ทิศก็ปรากฏแสงสว่างออกมา
แสงสีเขียวปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก มังกรตัวหนึ่งได้พุ่งทะยาน
ออกมาจากหมู่เมฆ
เปลวเพลิงลุกโชนออกมาจากทางทิศใต้ จากนั้นวิหคสีแดงขนาด
ใหญ่ก็โผบินและพ่นไฟออกมา
แสงสีดำส่องสว่างขึ้นมาจากทางทิศเหนือ เต่าขนาดมหึมาปรากฏ
ตัวขึ้นมาจากก้อนเมฆ
แสงสีขาวที่พร่างพราวราวกับหมอกปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตก
จากนั้นเสือสีขาวที่ดูองอาจก็ได้ก้าวเท้าเหยียบอยู่บนสายลม
แสงทั้งสี่เหล่านี้พุ่งทะยานเข้ามารวมตัวกันและกลายเป็นลูกบอล
แสงลูกหนึ่ง ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของราชาปีศาจ
“ข้าขอโทษ………”
จู่ๆ เจ้าสำนักหญิงก็กล่าวขอโทษเสียงแผ่วเบา จากนั้นเธอก็เหวี่ยง
แขน ควบคุมให้บอลหลากสีนั้นกลายเป็นกระบี่ที่พุ่งลงมาเสียบแทง
ศีรษะของราชาปีศาจ
“เป็นกระบวนท่าที่แข็งแกร่งอะไรอย่างนี้……….”
อู๋ชิงเย่กล่าวออกมาทันที “กระบวนท่านี้เต็มไปด้วยพลังของผู้
ยิ่งใหญ่เซียนฟ้า ทั้งที่เจ้าสำนักอยู่ในขั้นเซียนฟ้าแท้ๆ …………ดูเหมือน
เรื่องที่บอกว่าสำนักเฟิงสุ่ยสามารถดึงพลังแห่งฟ้าดินมาได้ มันจะไม่ใช่
เรื่องโกหกเสียแล้ว……………”
ในระหว่างที่พูดอยู่นั้น กระบี่หลากสีก็ได้พุ่งลงมายังศีรษะของ
ราชาปีศาจ