มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1777: เจ้าของขวานผานกู่
“อามิตตาพุทธ ประสกฉิน จงรับกระบี่ของอาตมา!”
ในขณะนั้นเอง หลวงจีนหัวโล้น รูปร่างอ้วนท้วมผู้สวมแหวนหกวง
ได้คีบกระบี่สีทองขนาดเล็กเล่มหนึ่งเอาไว้ระหว่างนิ้ว
กระบี่เล่มนั้นมีขนาดเล็กพอๆ กับกระดุม มันเล็กเสียจนน่าตกใจ
ฉินเฉาคิดในใจ ไอ้ของเล็กๆ พรรค์นี้จะไปใช้ทำอะไรได้?
แต่ในเวลานี้ หลวงจีนรูปร่วงอ้วนท้วมได้ขว้างกระบี่เล่มนั้นออกไป
“คอยดูกระบี่พระสุเมรุของอาตมาให้ดี!”
กระบี่สีทองขนาดเล็กจิ๋วได้กลายเป็นกระบี่สีทองเล่มใหญ่ที่ยาว
กว่าห้าเมตรภายในชั่วพริบตา ในขณะเดียวกัน มันก็พุ่งลงมายังศีรษะ
ของฉินเฉา
แม่งเอ๊ย การจู่โจมอย่างหนักแบบนี้น่าจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
ฉินเฉาคิดที่จะหนีออกไปจากตรงนี้ แต่บ่อน˺าใต้ร่างของเขานั้น
คล้ายกับมีชีวิต มันพันรัดรอบตัวเขาแน่น ไม่ปล่อยให้เขาได้หนีไปไหน
นี่เป็นฝีมือของไอ้เวรอ่าวหวังใช่ไหม?
“อย่าลืมสิว่ายังมีข้าอยู่ด้วย!”
ในที่สุดพยัคฆ์มังกรเต้าเหรินก็เป็นฝ่ายลงมือบ้างแล้ว
เขาถือกระบี่สองเล่มในมือทั้งสองข้าง หนึ่งคือมังกร อีกหนึ่งคือ
พยัคฆ์ ปราณกระบี่ทั้งสองสายกำลังไหลพลุ่งพล่านออกมาจาก
ด้านซ้ายและด้านขวาของเขา พุ่งเข้าไปโจมตีฉินเฉาในทันที
แต่ทว่ามันยังไม่จบแค่นั้น ยังมีเซียนกระบี่อีกหลายคนที่ฉวยโอกาส
นี้พุ่งเข้าไปเช่นกัน
“โอกาสของการแก้แค้นมาถึงแล้ว!”
ถูหลงคว้ากระบี่กรงเล็บมังกรขึ้นมา แล้วเหวี่ยงกระบี่ที่ส่องแสงสี
ทองเป็นประกาย ฟันเข้าใส่เอวของฉินเฉา
“กระบี่หัวใจมาร ฉีกร่างของมันซะ!”
มารฝันถือกระบี่เล่มยักษ์สีม่วงดำของตัวเอง พุ่งเข้าไปด้านหลังฉิน
เฉา
“รับรองได้เลยว่าคราวนี้จะต้องไม่พลาดอีก!”
เซียนกระบี่มารคว้ากระบี่แปดสูญขึ้นมา พลังแปดสูญเตรียมพร้อม
ที่จะพุ่งเข้าสู่ร่างกายของฉินเฉา
“เจ้าจงสับสนหลงทางไปซะ……….”
นางเซียนจื่ออีเตรียมพร้อมที่จะลงมือเช่นกัน ร่างของเธอค่อยๆ
จางหายไป ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะใช้วิชามายากระบี่ของเธอ
เว้นแต่เพียงหลงว่านเฉิงที่ยังลุกไม่ขึ้นชั่วคราว อีกทั้งยังอยู่ใน
ระยะไกล เซียนกระบี่ทั้งหมดล้วนปลดปล่อยการโจมตีใส่ฉินเฉา
เมื่อเซียนกระบี่ทั้งเจ็ดคนผนึกกำลังกัน พลังนี้ไม่อาจมองข้ามไปได้
เลย
ฉินเฉาขมวดคิ้วมุ่น เขาเลิกดิ้นรนที่จะออกไปจากบ่อน˺า แต่เริ่ม
โคจรพลังของมังกรอสูรเก้าเร้นลับไปทั่วร่างกาย
อ่าวหวัง แกคิดที่จะใช้น˺ามาควบคุมฉันใช่ไหม? งั้นฉันก็จะใช้น˺ามา
จัดการกับพวกแก!
“มังกรอสูรเก้าเร้นลับ คลื่นวารีสาดซัด!”
ฉินเฉาตบฝ่ามือลงไปบนผิวน˺าที่อยู่ใต้ร่างกาย
ซู่ม!
น˺าในสระสาดซัดขึ้นมาทันที
คลื่นน˺าขนาดใหญ่ซัดขึ้นมา ก่อนที่จะก่อตัวขึ้นเป็นม่านน˺ารูป
วงกลม แล้วโจมตีเข้าใส่ร่างของเซียนกระบี่ที่อยู่รอบๆ
กระโจมตีของเหล่าเซียนกระบี่นั้นไร้ผลอย่างฉับพลัน พวกเขาถูก
ซัดให้กระเด็นตกลงไปบนพื้น ร่างกายเปียกชุ่ม สภาพอเนจอนาถเป็น
อย่างยิ่ง
“ใครหน้าไหนจะมาขวางทางฉันได้!”
ฉินเฉานึกถึงลิโป้ในศึกสามก๊ก จึงอดไม่ได้ที่จะแสร้งตะโกนขึ้นมา
ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ต้องเสแสร้งเอาไว้ก่อน อย่าปล่อยให้โอกาสนั้น
หลุดลอยไป
เหล่าเซียนกระบี่ต่างจ้องมองฉินเฉาด้วยความตื่นตระหนก
ผู้ชายคนนี้มันไม่ใช่คนปกติแล้ว!
ทำถึงขนาดนี้แล้ว ยังจัดการมันไม่ได้อีก!
“ดูเหมือนว่าจะเหลือแค่หนทางเดียวเท่านั้น”
ในเวลานี้หลงว่านเฉิงได้ลุกขึ้นมาจากเศษหินที่พังถล่มลงมา เขา
เช็ดเลือดที่ไหลบนมุมปาก แล้วกล่าวออกมาว่า “ศาลาปราบเซียน
เตรียมตัวใช้วิชาค่ายกลกระบี่ปราบเซียน!”
“รับทราบ!”
เหล่าเซียนกระบี่ต่างทำสีหน้าเคร่งเครียด แต่ละคนขยับเข้ามายืน
อยู่รอบตัวฉินเฉาในตำแหน่งแปลกๆ
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องใช้วิชาค่ายกลกระบี่ปราบเซียนมาจัดการ
กับผู้สืบทอดของหลัวเนี่ยแบบนี้”
พยัคฆ์มังกรเต้าเหรินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ดูเหมือนว่า
พวกเราเซียนกระบี่จะฝึกฝนกันมาไม่พอจริงๆ”
“ฮึ่ม! ขอเพียงแค่ฆ่าชายคนนี้ได้ ความแค้นของพวกเราก็จะจบสิ้น
ลง”
ดวงตาของนางเซียนจื่ออีเปล่งแสงวาวโรจน์ออกมาอย่างโหดเหี้ยม
เธอกล่าวต่อไปว่า “เนิ่นนานเหลือเกิน ความหดหู่ที่เกิดขึ้นในวันนั้นช่าง
เนิ่นนานเหลือเกิน กระบี่ฟ้างั้นเหรอ? กระบี่ฟ้าจะนับว่าอะไรได้? เมื่อ
อยู่ภายใต้วิชาค่ายกลกระบี่ปราบเซียนของพวกเรา กระบี่ฟ้าก็จะต้อง
พ่ายแพ้อยู่ดี มีเพียงวิชาค่ายกลกระบี่ปราบเซียนเท่านั้นที่แข็งแกร่ง
ที่สุด!”
เมื่อพูดจบ เธอก็เริ่มใช้วิชากระบี่และยืนนิ่งงันไม่ไปไหน
ตรงหน้าของเธอมีกระบี่สีเทาเล่มหนึ่งที่กำลังส่องแสงและปรากฏ
ออกมาอย่างเลือนราง
“วิชาค่ายกลกระบี่ปราบเซียนจะอยู่ยงคงกระพัน!”
ถูหลงระเบิดเสียงหัวเราะออกมา กระบี่กรงเล็บมังกรกำลัง
เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าเขาอย่างต่อเนื่อง
ฉินเฉาจ้องมองเซียนกระบี่ทั้งแปดคน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงแรง
กดดันอันมหาศาล
“ท่าไม่ดีแล้ว………”
หนานกงเหลียงที่อยู่ใกล้ๆ ขมวดคิ้วมุ่น พลางกล่าวออกมาว่า
“แปดคนนั้นจะไร้ยางอายเกินไปแล้ว ถึงกับใช้วิชาค่ายกลกระบี่ปราบ
เซียนเชียวเหรอ? แบบนี้สหายฉินจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่”
“บัดซบ ข้าจะไปช่วยเขา!”
อู๋ชิงเย่คว้ามีดจิตสังหารเล่มยาวขึ้นมา และเตรียมพร้อมที่จะพุ่ง
เข้าไปต่อสู้แทนฉินเฉา
แต่จิ่วเทียนเซียนเฟยกลับดึงแขนเสื้อของเธอเบาๆ แล้วกล่าว
ออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“ปล่อยให้ฉินเฉาจัดการเองเถอะ ข้าเชื่อมั่นในตัวเขา”
“แต่ว่านั่นคือวิชาค่ายกลกระบี่ปราบเซียนนะ ข้าได้ยินมาว่าตลอด
หลายปีที่ผ่านมา นอกจากหลัวเนี่ยแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะสามารถทำลาย
วิชาค่ายกลกระบี่นี้ได้อีก!”
“เขาคือฉินเฉา”
ดวงตาคู่สวยของจิ่วเทียนเซียนเฟยหันไปจับจ้องฉินเฉา สายตา
ของเธอเปล่งประกายระยิบระยับมาก “หากเขาผ่านอุปสรรคนี้ไปไม่ได้
เขาก็ไม่ใช่ฉินเฉาแล้วล่ะ”
“แต่ว่า…………”
“วางใจเถอะ เชื่อมั่นในตัวเขาเข้าไว้ หากเขาต้องการความ
ช่วยเหลือจากพวกเรา เขาจะเป็นคนพูดออกมาเอง”
จิ่วเทียนเซียนเฟยดึงอู๋ชิงเย่เข้ามาตบไหล่ แล้วกล่าวออกมาว่า
“ด้วยพลังของพวกเราในตอนนี้ ถึงเข้าไปก็มีแต่จะกลายเป็นภาระให้กับ
เขา ตอนนี้พวกเรายังมีภารกิจอื่นที่ต้องทำ”
เมื่อพูดจบ สายตาของเธอก็หันไปจ้องมองหลูเหม่ยจวน
ในเวลานี้หลูเหม่ยจวนกำลังเงยหน้าจ้องมองไปยังเหนือศีรษะของ
เธอ
“ชั้นที่ 18 สินะ…………….แม่ รอฉันก่อนนะ ฉันกำลังจะไปหาแม่
แล้ว”
เงาขวานผานกู่ในมือของเธอกำลังเปล่งแสงสีทองออกมา
“ขอโทษด้วย วันนี้ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้เธอขึ้นไปอย่างเด็ดขาด”
แต่ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธออย่าง
กะทันหัน
เสี่ยวไป๋ยกมือข้างขวาขึ้นมา ทันใดนั้นเส้นใยสีขาวจำนวนมากมาย
ก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แล้วถักทอต่อกันเป็นตาข่ายขนาดยักษ์ที่ขวาง
กั้นท้องฟ้าเอาไว้
“เธอจะมาขวางทางฉันงั้นเหรอ?”
หลูเหม่ยจวนเอียงคอ จ้องมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าด้วยความไม่
สบายใจ
ถึงแม้ว่าจะเป็นศัตรูกับผู้หญิง แต่หลูเหม่ยจวนก็ยังคงรักษา
มารยาทกับผู้หญิงอยู่ดี
แต่ถ้าหากว่าผู้หญิงคนนั้นมาขวางทางไม่ให้เธอไปช่วยแม่ นั่นก็
เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“สิ่งที่เธอคิดจะทำ มันคือการเพิ่มปัญหาให้กับนายท่านฉิน”
เสี่ยวไป๋พูดออกมาเบาๆ “คนที่สร้างปัญหาให้กับนายท่านฉินก็คือ
ศัตรูของเสี่ยวไป๋ ดังนั้นต้องขอโทษด้วย วันนี้ฉันจะไม่ยอมให้เธอผ่านไป
แม้แต่ก้าวเดียว”
“งั้นก็ให้ฉันลองดูหน่อยว่าเธอจะทำอะไรได้บ้าง”
หลูเหม่ยจวนกล่าวเย้ย ก่อนที่จะเหวี่ยงเงาขวานผานกู่เข้าใส่เสี่ยว
ไป๋
ลมปราณแห่งความวุ่นวายอันทรงพลังพุ่งเข้าหาเสี่ยวไป๋ในทันที
มีพลังเทพอยู่ภายในขวานผานกู่เล่มนี้ ท้ายที่สุดแล้วมันก็คืออาวุธ
ที่ผานกู่ใช้ในอดีต
“ตาข่ายสวรรค์!”
เสี่ยวไป๋ไม่หลบเลี่ยงไปไหน เธอยืนนิ่งงันแล้วโบกมือข้างหนึ่ง
ออกไป
ทันใดนั้นใยแมงมุมสีขาวก็ถักทอร้อยต่อกันอย่างแน่นหนา
เมื่อไอพลังของขวานผานกู่พุ่งเข้าใส่ใยแมงมุม มันก็สร้างรอยกรีด
ลึกขึ้นบนใยแมงมุมทันที
ใยแมงมุมยืดไปข้างหลังประมาณ 4 – 5 เมตร ก่อนที่จะเด้งกลับ
ทำให้พลังของขวานผานกู่สลายไป
“อะไรกัน!”
หลูเหม่ยจวนประหลาดใจมาก เธอคิดไม่ถึงเลยว่ากระบวนท่าที่
สามารถโค่นล้มหนานกงเหลียงลงได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที จะใช้ไม่
ได้ผลกับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอ
โชคดีที่ก่อนหน้านี้ ฉินเฉาได้แอบใช้วิชาปลดปล่อยหุ่นเชิดปีศาจ
ตอนนี้เสี่ยวไป๋จึงมีพลังอยู่ในขั้นผู้ยิ่งใหญ่เซียนฟ้าระดับสุดท้าย
นอกจากนี้เธอยังสามารถใช้ความยืดหยุ่นของใยแมงมุมได้อย่าง
ชาญฉลาด เธอจึงสามารถรับกระบวนท่าของหลูเหม่ยจวนได้
แต่เมื่อมองดูใยแมงมุมในเงามืดที่เสียหายไปมากมาย เสี่ยวไป๋ก็ได้
แต่ถอนหายใจออกมา
ถ้าหากว่าหลูเหม่ยจวนแสดงพลังของขวานผานกู่ออกมาอย่าง
เต็มที่ ตาข่ายสวรรค์ของเธอก็คงจะต้านทานมันไม่ได้
“ใครมาขวาง มันต้องตาย!”
หลูเหม่ยจวนเกิดความกังวลใจขึ้นมา
“ขอโทษด้วย ถึงฉันจะรู้สึกเห็นใจเธอมาก แต่ว่านายท่านฉินคือคน
ที่สำคัญที่สุด”
เสี่ยวไป๋กล่าวออกมา เธอกำลังประสานมือทั้งสองข้างเข้าหากันไม่
หยุด ราวกับว่ากำลังถักทออะไรบางอย่างอยู่
ทันใดนั้นใยแมงมุมสีขาวก็ลอยพุ่งออกไปพันรัดร่างของหลูเหม่ย
จวนอย่างต่อเนื่อง
ในไม่ช้าเสื้อคลุมสีเงินที่สร้างขึ้นมาจากใยแมงมุมก็ปรากฏอยู่บน
ร่างกายของเธอ
หากจะบอกว่ามันคือเสื้อคลุมป้องกัน ให้บอกว่าคือเสื้อคลุม
พันธนาการจะดีกว่า
หลูเหม่ยจวนรู้สึกว่าร่างกายของเธอถูกจำกัด เธอขยับไปไหนไม่ได้
เลย
แม้ว่าจะมีขวานผานกู่มาช่วยเหลือ แต่พลังของเธอก็อยู่ในขั้นผู้
ยิ่งใหญ่เซียนฟ้าระดับสุดท้าย ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเสี่ยวไป๋
เมื่อถูกเสี่ยวไป๋ใช้วิธีนี้ในการจำกัดอิสรภาพ เธอจึงสูญเสียหนทาง
ในการใช้พลัง
“แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว”
เสี่ยวไป๋คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “รอให้นายท่านฉินจัดการเรื่องอื่น
ให้จบก่อน แล้วฉันจะมาจัดการเรื่องของเธออีกครั้งก็แล้วกัน”
“บัดซบ!”
หลูเหม่ยจวนดิ้นรนที่จะออกไปให้ได้ แต่เธอก็ไม่สามารถหลุด
ออกไปจากเสื้อคลุมใยแมงมุมตัวนี้ได้เลย
ใยแมงมุมเหล่านี้ราวกับมีชีวิต ทุกครั้งที่หลูเหม่ยจวนเริ่มดิ้นรน มัน
ก็จะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสลายพลังของหลูเหม่ยจวนจนทำให้
เธอจนปัญญา
ต้องจบลงแบบนี้เหรอ?
หนทางที่จะช่วยเหลือแม่………..จะต้องจบลงที่นี่งั้นเหรอ?
หลูเหม่ยจวนกัดริมฝีปากของตัวเองแน่น เธอไม่ยินยอมเลยแม้แต่
น้อย………….
“เปล่าประโยชน์จริงๆ”
ในเวลานี้ น˺าเสียงอันเย็นชาได้ดังก้องเข้ามาในหูของหลูเหม่ยจวน
จากนั้นเงาร่างหนึ่งได้ก้าวเดินเข้ามา และคว้าเอาเงาขวานผานกู่
ออกไปจากมือของหลูเหม่ยจวนได้อย่างง่ายดาย
“อะไรน่ะ!”
ทุกคนต่างตกตะลึงทันทีเมื่อได้เห็นเงานี้
ผู้ชายคนนี้โผล่มาจากไหน?
“หึๆ ………ถึงแผนการจะผิดพลาดไปบ้าง แต่มันก็ยังอยู่ในการ
ควบคุมของข้าอยู่ดี”
กุนซือถือกระบี่หงจวินด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างกำลังถือเงา
ขวานผานกู่
แผนการของเขาก็คือขวานผานกู่เล่มนี้
เขาคิดที่จะใช้หลูเหม่ยจวนไปทำลายเสาหลักแห่งกฎเกณฑ์
จากนั้นก็แย่งชิงขวานผานกู่ที่แท้จริงออกมา
แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่หลูเหม่ยจวนนั้นน่าผิดหวังมาก ต่อสู้กันได้ไม่
เท่าไหร่เธอก็ล้มลงไปเสียแล้ว
ดังนั้นเขาจึงต้องเป็นคนทำลายเสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ด้วยตัวเอง
“ในที่สุดแกก็เปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาแล้วสินะ?”
หลูเหม่ยจวนกล่าวเย้ยหยันอย่างอดไม่ได้ “แต่ว่านั่นคือขวานที่แม่
ของฉันทิ้งเอาไว้ แกควบคุมมันไม่ได้หรอก”
“งั้นเหรอ?”
คิ้วที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของกุนซือขยับขึ้นมาเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็เหวี่ยงขวานนั้นเข้าใส่เสี่ยวไป๋ในทันที
เสี่ยวไป๋พลันตื่นตระหนกขึ้นมาในใจ เธอรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอัน
มหาศาล
ร่างของเธอหายไปกับความว่างเปล่า และไปปรากฏตัวขึ้นอีกด้าน
หนึ่งภายในชั่วพริบตา
ทันใดนั้นหลุมลึกก็ปรากฏขึ้นบนตำแหน่งที่เคยยืนอยู่
อิทธิฤทธิ์ของขวานผานกู่…………เมื่ออยู่ในมือของชายคนนี้ มัน
กลับทรงพลังมากขึ้นกว่าเดิม
“ดูเหมือนว่าขวานผานกู่เล่มนี้ ใครที่สามารถปลดปล่อยมันได้ มัน
ก็จะช่วยคนคนนั้นสินะ?”
กุนซือถือขวานผานกู่เอาไว้ในมือ เมื่อเห็นสายตาตกตะลึงของหลู
เหม่ยจวน เขาก็หัวเราะลั่นออกมา
“ไอ้กุนซือ!”
เมื่อเห็นผู้ชายคนนี้ ฉินเฉาก็ไม่สามารถสงบใจได้อีก
“ถึงข้าอยากจะสู้กับเจ้าก็เถอะ แต่ตอนนี้ศัตรูของเจ้ามันไม่ใช่ข้า”
กุนซือยักไหล่ให้ฉินเฉา