มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1801: วิธีรับมือกับกระบี่หงจวิน
แม่งเอ๊ย ดันไปทำให้ชือโหยวเจอหัวของตัวเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจซะ
ได้!
ตอนที่ไม่มีหัว ความแข็งแกร่งของเจ้านั่นก็เรียกได้ว่าต่อต้าน
เจตจำนงสวรรค์อยู่แล้ว
ตอนนี้มีหัวแล้ว เขาจะไม่ทำให้สวรรค์กลายเป็นรูไปเลยเหรอ!
แต่จะว่าไป ทำไมเจ้านั่นถึงได้เรียกเขาว่าลูกหลานของตระกูลซวน
หยวนล่ะ?
เห็นได้ว่าเขาเริ่มใช้ขวานผานกู่เองไม่ได้แท้ๆ
“ฉันไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลซวนหยวน ฉันเป็นแค่ผู้ฝึกตน
ธรรมดาๆ”
ฉินเฉากล่าวแสดงตัวตน
“ตอนที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล แม้ว่าข้าจะยังไม่ได้สติ แต่ว่าข้า
ก็รู้เรื่องราวในปัจจุบันมาไม่น้อย”
ชือโหยวกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “ถึงสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ใน
ร่างกายของเจ้าจะเจือจาง แต่ข้าก็ยังสามารถสัมผัสได้ ว่าในร่างกาย
ของเจ้ามีสายเลือดของตระกูลซวนหยวนไหลเวียนอยู่”
มันเป็นเพราะว่าพวกเรา คือลูกหลานของจักรพรรดิเหยียนและ
จักรพรรดิหวงหรือเปล่า?
ฉินเฉาเริ่มเข้าใจขึ้นมามากขึ้น
แต่พลังที่อยู่ภายในสายเลือดนี้ยังเบาบางเกินไปที่จะใช้ขวานผาน
กู่ได้
“ในอดีตข้าถูกบั่นคอโดยคนของตระกูลซวนหยวน แต่มาตอนนี้ข้า
กลับถูกคนของตระกูลซวนหยวนช่วยเหลือเอาไว้ มันช่างน่าขันจริงๆ”
ชือโหยวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ในเมื่อได้หัวกลับคืนมาแล้ว งั้นพวกเราจะยังทำสงครามกันอยู่
ไหม?”
ฉินเฉาถอนหายใจออกมา ตอนนี้ร่างกายกำลังเข้าสู่สถานะของ
ฟีนิกซ์ทมิฬ ในขณะเดียวกันก็เริ่มโคจรพลังของหลิงเอ๋อ ซึ่งเป็นพลัง
ของมังกรเพลิงนรก
ภายในแกนโลกที่มีแมกมาปะทุขึ้นมา พลังทั้งสองประเภทนี้จะ
สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด
“หึๆ ……….ใช่แล้ว ข้าชื่นชอบการต่อสู้เป็นที่สุด”
ชือโหยวกำหมัด ปลดปล่อยลำแสงสีดำให้พวยพุ่งออกมาจาก
ร่างกาย
แมกมาที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาแยกตัวออกจากกัน และก่อตัวขึ้น
เป็นวังวนในทันที
ชือโหยวยืนอยู่ในใจกลางของวังวนดังกล่าว ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มี
แมกมา
“ข้าชื่นชอบการท้าทายผู้ที่มีพลังแข็งแกร่ง แต่ทว่าน่าเสียดายนัก
ใต้หล้าในอดีต ไม่มีใครที่จะสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของชือโหยวผู้นี้ได้เลย
แม้ว่าผู้นำของตระกูลซวนหยวนจะสามารถประมือกับข้าได้ แต่ช่างน่า
เสียดายที่เมื่อเทียบกับข้าแล้ว เขายังห่างชั้นกับข้าอยู่หนึ่งส่วน ชือโหยว
ผู้นี้จะยอมทำตามคำสั่งของผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น เขายังไม่คู่ควรพอที่จะ
เป็นราชาของข้า”
ผู้ชายคนนี้จะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
“เจ้าก็เป็นคนที่น่าสนใจมากเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นลูกหลานของ
ตระกูลซวนหยวน แต่กลับได้ครอบครองพลังที่ไม่ธรรมดาเลย แต่ว่าข้า
รู้สึกแปลกใจนัก ที่ไม่สามารถแสดงพลังของตัวเองออกมาได้ทั้งหมด
………….”
มันเป็นเพราะผลกระทบจากเสาหลักแห่งกฎเกณฑ์หรือเปล่า?
ฉินเฉากำลังคิดว่า จะบอกเรื่องนี้ให้ชือโหยวรู้ดีไหม?
“เอาเถอะ ถึงยังไงเจ้าก็ช่วยข้าเอาไว้ ข้าไม่ต้องการที่จะต่อสู้กับ
เจ้า หรืออย่างน้อย หากเจ้ายังไม่มีพลังอยู่ในขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็ไม่
อยากจะต่อสู้กับเจ้าหรอก”
ชือโหยวยกมือขึ้นมากอดอก แล้วกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
ผู้ชายคนนี้มีความทะนงตัวสูงส่งมาก และฉินเฉาก็ชื่นชอบในจุดนี้
เช่นเดียวกัน
“เพียงแต่ว่า………..วิญญาณของข้าถูกหนอนแมลงที่น่ารังเกียจตัว
นั้น ประทับตราแปลกๆ เอาไว้นี่สิ ข้าถึงต้องยอมทำตามคำสั่งของมัน
หากเจ้านั่นเรียกข้าอีก ข้าก็เกรงว่าข้าจะต้องกลับไปอยู่เคียงข้างมัน
และกลายเป็นหมาให้กับมันเหมือนเดิม………….”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ความโกรธของชือโหยวก็พุ่งทะยานอย่างห้าม
ไม่ได้ แมกมาพลันม้วนตัวขึ้นมาทันที
หลังจากที่ได้ศีรษะกลับคืนมาแล้ว เขาก็ได้รับพลังในการคิด
ไตร่ตรอง ประสิทธิภาพทางการสู้รบของเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้
ชัด
ก่อนหน้านี้ ชือโหยวยังเป็นเพียงสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง
แต่ชือโหยวในตอนนี้ คือนักรบที่ผ่านประสบการณ์สู้รบมามากมาย
อย่างแท้จริง……….
ชือโหยวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา น่าสะพรึงกลัวกว่าเมื่อก่อนไม่รู้ตั้งกี่
เท่า
แต่โชคดีที่อีกฝ่ายไม่มีความคิดเคียดแค้นต่อเขา ไม่อย่างนั้นเขาคง
ได้รู้สึกปวดไข่ขึ้นมาจริงๆ แน่
หากจะพูดให้ถูกต้อง ตัวเขาในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะมีขีดจำกัดของ
เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ เขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอยู่ดี
ชือโหยวเป็นตัวละครระดับสัตว์ประหลาดที่เรียนรู้วิธีการสู้รบ
ตั้งแต่เกิดมา และจะต้องรู้วิธีการบางอย่างที่จะสามารถทำลายพลังของ
เสาหลักแห่งกฎเกณฑ์ได้อย่างแน่นอน
และหากพลังในขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออกมาเมื่อไหร่ มัน
จะต้องกลายเป็นจุดจบของเขา
ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถแสดงพลังขั้นเซียนศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้ แต่
ฉินเฉาก็ยังใช้จักรวาลขนาดเล็กได้อย่างไม่เชี่ยวชาญนัก เขาจะต้องทน
ทุกข์ทรมานอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นเรื่องที่ควรทำอย่างเร่งด่วนที่สุดก็คือ การสร้าง
ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
“หนอนแมลงที่ว่านั่นอาจจะใช้วิชาควบคุมบางอย่างกับนาย ถ้า
นายไม่รังเกียจ ฉันช่วยนายทำลายมันได้นะ”
ฉินเฉากล่าวออกมา
“โอ้?”
ชือโหยวเลิกคิ้วขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ “เจ้าจะสามารถทำลายวิชา ที่
แม้แต่ชือโหยวก็ยังไม่มีปัญญาทำอะไรได้งั้นเหรอ?”
“เผอิญว่าฉันเชี่ยวชาญในการใช้วิชาน่ะ”
ฉินเฉาคลี่ยิ้มออกมา เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังทำลายล้างของวิชาจิตก่อ
เกิด มีวิชาไหนบ้างที่จะทำลายไม่ได้?
เพียงแต่ว่า การทำลายวิชาที่ควบคุมดวงวิญญาณของอีกฝ่าย
จะต้องให้อีกฝ่ายยินดีที่จะเปิดใจให้กับเขาเสียก่อน
ไม่อย่างนั้นหากดวงวิญญาณได้รับการปกป้อง การใช้วิชาจิตก่อ
เกิดทำลายมันก็จะเป็นไปได้ยาก
“หากเจ้าช่วยข้าได้ ข้าก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เจ้า”
ชือโหยวดูกระวนกระวายใจเล็กน้อย “แต่มันจะต้องเป็นการ
ช่วยเหลือเท่านั้น ข้าไม่ใช่ข้ารับใช้ของเจ้า หากเจ้าต้องการที่จะทำให้ข้า
กลายเป็นข้ารับใช้ของเจ้า เจ้าก็จะต้องเอาชนะข้าด้วยพลัง”
“อืม งั้นก็ตกลงกันตามนี้”
ดวงตาของฉินเฉากลอกไปมา ดูเหมือนว่าหลังจากที่ช่วยผู้ชายคน
นี้ทำลายตราประทับแล้ว เขาจะต้องต่อสู้กับอีกฝ่ายอีกยก
หากสามารถกำราบชือโหยวได้ แผนการการต่อสู้กับพิภพหลิงก็จะ
มีแต้มต่อรองขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น
“งั้นก็ดี เข้ามาเลย!”
ชือโหยวกล่าวออกมา ก่อนที่จะอ้าแขนทั้งสองข้างและหลับตาลง
ปล่อยตัวให้อยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายที่สุด
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะสามารถสลายการป้องกันทั้งหมด และ
แสดงดวงวิญญาณให้อีกฝ่ายได้เห็น
ฉินเฉาพยักหน้ารับ แล้วเดินเข้าไปใกล้ชือโหยวอย่างช้าๆ
จะพ่ายแพ้หรือชนะก็ตัดสินกันที่นี่เท่านั้น
……
ตู้ม!
ในที่สุดหอคอยก็ถล่มลงมา
ร่างของซูจีและซูเฟยร่วงหล่นลงมาบนพื้นพร้อมๆ กัน
“หึๆ ไอ้โง่นั่นหล่นลงไปพร้อมกับชือโหยว ตอนที่มันออกมา มันก็
คงจะกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้ว”
ซูเหยารู้สึกได้ว่า ฉินเฉากับชือโหยวพุ่งทะลุลงไปในพื้นดินพร้อม
กัน เขาก็กล่าวเย้ยออกมาทันที
จากนั้นเขาก็ปลดปล่อยปราณกระบี่สีทองออกไปในอากาศ เล็งไป
ยังซูจี
“ในเมื่อพวกแกรักกันมากนัก งั้นฉันก็จะส่งเธอลงไปเจอมันซะ
เลย!”
หลังจากที่พูดจบ ปราณกระบี่สีทองก็พุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้าซูจี
ภายในชั่วพริบตา
ซูจีรีบสร้างโล่เหมันต์อัคคีขึ้นมา ในขณะเดียวกันบนร่างกายก็สวม
เกราะหินของวัวลึกลับเอาไว้ เพื่อป้องกันปราณกระบี่นั้น
และเมื่อปราณกระบี่พุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้าซูจี ร่างของหญิงสาวอีก
คนก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เธอ และดึงซูจีออกมา เพื่อให้เธอหลบเลี่ยงวิถี
ของปราณกระบี่
“ปราณของกระบี่หงจวินสามารถทำลายวิชาคาถาได้ทุกชนิด”
ซวนหยวนอิงจี๋เป็นคนดึงซูจีออกมา คิ้วสีดำขลับพลันขมวดมุ่นลง
เล็กน้อย “อย่าประมาทกระบี่หงจวินโดยเด็ดขาด!”
ผู้หญิงคนนี้ช่วยเธอเอาไว้เหรอ………
ซูจีได้แต่กระพริบตาปริบๆ
“ซวนหยวนอิงจี๋งั้นเหรอ? ถึงจะเป็นราชินีของอสูรโบราณแล้ว
ยังไง?”
ซูเหยากำลังถือกระบี่หงจวิน แล้วกล่าวเย้ยหยันออกมาซ˺าแล้วซ˺า
เล่า “เพลิงสูญสลายของเธอมันใช้ไม่ได้ผลกับฉัน ส่วนเฮยฉีหลิน สัตว์
เทพตัวน้อยที่เข้ามาก่อเรื่องขึ้นที่นี่ หลังจากนี้ฉันจะจัดการกับพวกแก
ทุกคน อันที่จริงกุนซือคิดที่จะไปรับตัวมันมาอยู่แล้ว ทำให้มันกลายเป็น
สัตว์ให้กุนซือได้ขึ้นไปขี่ยังไงล่ะ! ฮ่าๆๆๆ!”
เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ถึงแม้ว่าดวงตาจะมืด
บอด แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมองเห็นอนาคตที่แสนรุ่งโรจน์ของตัวเอง
“ลองใช้กระบี่หงจวินของเจ้า มาเผชิญหน้ากับฝ่ามือเทพสะท้านดู
หน่อยเป็นไง!”
ซวนหยวนอิงจี๋ผลักซูจีออกไป แล้วปลดปล่อยคลื่นฝ่ามือสีทองเข้า
ใส่ซูเหยา
แต่เมื่อคลื่นฝ่ามือพุ่งไปถึงด้านหน้าซูเหยา มันก็กลายเป็นฝุ่น
ละอองตรงหน้าซูเหยาไปทันที
“ฮ่าๆๆ! แม้แต่วิชาอันน่าภาคภูมิใจของอิงเทียนก็ยังไร้ผล!”
รอยยิ้มปรากฏบนขึ้นมาใบหน้าของซูเหยาทันที “เมื่ออยู่ต่อหน้า
พลังของเทพเจ้า ไม่ว่าวิชาใดๆ มันก็ใช้ไม่ได้ผล!”
หลังจากนั้น เขาก็ยกกระบี่หงจวินขึ้นมาอีกครั้ง แล้วฟาดฟันมัน
เข้าใส่ซวนหยวนอิงจี๋กับซูจีตามความรู้สึกที่เป็นตัวชี้นำ
แต่ในขณะนั้นเอง เส้นผมของซวนหยวนอิงจี๋ได้ยืดออกมา ราวกับ
เป็นโซ่ตรวนที่พันรัดข้อมือของซูเหยาเอาไว้
“อะไรกัน!”
ซูเหยาที่เจอไม้นี้เข้าไปก็ดิ้นรนทันที แต่ก็ไม่สามารถทำลายเส้นผม
ที่กำลังพันรัดเขาได้
“ขออภัย นี่คือความสามารถโดยกำเนิดของข้า ไม่ได้เป็นวิชาคาถา
ใดๆ”
ซวนหยวนอิงจี๋ควบคุมเส้นผมสีดำของตัวเอง แล้วพูดออกมาว่า
“ถึงพลังของมันจะอ่อนแอเกินไปสักหน่อย…………แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา
ที่จะจัดการเจ้า”
“อะไรนะ……..”
ซูเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
ทั้งสามคนอยู่บนอากาศ เส้นผมยาวสลวยของซวนหยวนอิงจี๋ยังคง
พันรัดซูเหยาเอาไว้แบบนั้น
พลังขั้นเซียนปฐพีของซูเหยาได้แพร่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง
หากพยายามต่อไปอีกสักพัก เขาก็จะสามารถหลุดออกมาจากเส้นผม
ของเธอได้
“ซวนหยวนอิงจี๋ ขอบใจเธอมาก ส่วนที่เหลือให้พวกเราจัดการ
เอง”
ร่างของซูเฟยปรากฏตัวขึ้นด้านหลังซูเหยาในทันที
เมื่อครู่นี้ซูเฟยส่งกระแสจิตให้ซวนหยวนอิงจี๋ โดยขอให้เธอช่วย
เบี่ยงเบนความสนใจของซูเหยา
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า ซวนหยวนอิงจี๋จะทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจ
ได้มากขนาดนี้
ดูเหมือนว่า เรื่องที่เธอคาดเดาเอาไว้จะได้รับการพิสูจน์แล้ว
“เธอคิดจะทำอะไร?”
ซูเหยาขมวดคิ้ว ความกังวลใจพลันเพิ่มมากขึ้นทุกที
“พี่ชาย ฉันรู้แล้วนะ ถึงกระบี่หงจวินของพี่จะมีพลังที่แข็งแกร่ง แต่
มันก็มีจุดอ่อนเล็กๆ น้อยๆ อยู่ด้วย”
ซูเฟยกล่าวออกมา จากนั้นเธอก็หยิบหน้ากากลวงสวรรค์ ที่เพิ่งจะ
หยิบยืมมาจากเซียวพ่าน มาสวมลงไปบนใบหน้าของตัวเอง
ทันใดนั้นร่างของเธอก็กลายเป็นซูเหยาไปในทันที
จากนั้นเธอก็โน้มตัวลงมาอยู่ตรงหน้าซูเหยา แล้ววางมือลงบนแขน
ของเขา
ทันใดนั้นเอง กระบี่หงจวินก็เปล่งแสงสีทองออกมา ก่อนที่จะสงบ
ลงไปอีกครั้ง
“ธะ เธอคิดจะทำอะไรน่ะ………..”
ซูเหยารู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เขารู้สึกได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่
อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวที่มีพลังอยู่ในขั้นผู้ยิ่งใหญ่เซียนฟ้า กำลังยืนอยู่ตรงหน้า
ม่านพลังกระบี่หงจวินของเขา
“กระบี่หงจวินของนายจะมีพลังต่อต้านเจตจำนงสวรรค์ ภายใน
ม่านพลังนี้ มีเพียงพลังของนายเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมมันได้”
ซูเฟยกล่าวออกมาอย่างช้าๆ “นอกจากนี้ วิชาคาถาหรือพลังใดๆ
จะถูกป้องกัน แต่เส้นผมของซวนหยวนอิงจี๋เป็นข้อยกเว้น เพราะมันคือ
ความสามารถโดยกำเนิดของเธอ ไม่ได้เป็นพลังใดๆ ดังนั้นกระบี่หงจวิ
นจึงไม่สามารถจดจำมันได้”
เธอกล่าวออกมา ก่อนที่จะยื่นมือข้างหนึ่งไปวางบนลำคอของซู
เหยา แล้วบีบแน่น
ซูเหยาที่ถูกน้องสาวของตัวเองบีบคอ ถูกดึงขึ้นไปบนอากาศทันที
“แค่กๆ ……….”
ถึงแม้ว่าเขาจะถือกระบี่หงจวินเอาไว้ แต่เขากลับไม่สามารถสลาย
พลังของซูเฟยได้เลย
“เพราะฉะนั้น ฉันถึงได้คาดเดาขึ้นมา กระบี่หงจวินเล่มนี้มองว่า
นายเป็นเจ้าของของมันชั่วคราว นายถึงสามารถสลายม่านพลังของ
กระบี่หงจวินได้ แต่ถ้าหากว่าฉันเป็นซูเหยาบ้างล่ะ?”
“ปะ เป็นไปไม่ได้………”
ซูเหยาดิ้นทุรนทุราย แต่มันก็ไม่เป็นผลเลย
“สิ่งที่กระบี่หงจวิน………..จดจำ คือวิญญาณ ไม่ใช่รูปลักษณ์!”
เขาพอที่จะคาดเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีไหน
“พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของหน้ากากลวงสวรรค์ ก็คือมันสามารถ
ลอกเลียนแบบพลังวิญญาณของอีกฝ่ายได้”
ซูเฟยถอนหายใจออกมาเบาๆ “พี่ชาย พี่ประเมินพลังของโรงสกัด
กลั่นเครื่องมือของพวกเราต˹าเกินไปแล้ว………..”