มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 1856 : หมายเรียกจากป้อมปราการ
“อา………”
เถียจู้ ชายศีรษะวัวผู้อยู่ท่ามกลางเศษหินลุกขึ้นนั่ง เขาสัมผัสศีรษะ
ของตัวเอง แล้วกล่าวออกมาด้วยความงุนงง
“ข้าเป็นอะไรไปล่ะเนี่ย? ข้าเป็นคนออกหมัดเองแท้ๆ …………แต่
ทำไมถึงรู้สึกเหมือนโดนต่อยแทนล่ะ……….”
เถียจู้ส่ายหัว ไม่ว่าจะคิดยังไงก็คิดไม่ออกเสียที
แต่ฉินเฉากำลังตกตะลึงอยู่ภายในใจ
แม่เจ้า หมัดนี้เต็มไปด้วยพลังของเซียนปฐพี!
สภาวะคลั่งทรงพลังมาก!
ฉินเฉาเกิดความสงสัย จึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“เถียจู้ ฉันสามารถเรียนปราณแห่งการต่อสู้ได้ไหม?”
“ไม่ได้หรอกครับนายท่าน”
เถียจู้ตอบออกมาตามตรง “ปราณแห่งการต่อสู้ คือพลังชนิดหนึ่งที่
ชาวบิสเตอร์จะได้รับตั้งแต่ตอนที่เกิดมา พวกข้าสามารถบอกวิธีใช้พลัง
และเพิ่มพลังให้กับเด็กแรกเกิดได้เท่านั้น นี่ถือเป็นความสามารถพิเศษ
ที่เทพแห่งสัตว์ได้ประทานมาให้แก่พวกข้า”
“เถียจู้ มานี่หน่อยสิ”
ฉินเฉากวักมือเรียกเขา
“นายท่าน ท่านไม่ได้คิดที่จะกลืนกินข้าใช่ไหมครับ!”
สีหน้าของเถียจู้ดูตื่นตระหนกขึ้นมาทันที “ไม่ได้นะครับนายท่าน!
ถึงท่านจะกลืนกินข้าเข้าไป มันก็ไม่ได้ผลหรอกครับ!”
“พูดจาเหลวไหลอะไรอยู่? ฉันจะกลืนกินนายเข้าไปทำซากอะไร?”
ฉินเฉากลอกตาใส่เถียจู้ “ความสามารถกลืนกินใช้ได้ผลเฉพาะกับ
คนในพิภพหลิงด้วยกันเท่านั้น มันใช้กับเผ่าพันธุ์อื่นไม่ได้ผลหรอก”
“อะ อ้อ………”
หลังจากที่เถียจู้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาก็ก้าวเข้ามายืนอยู่
ข้างๆ ฉินเฉา โดยที่ตัวเขาเองยังคงอยู่ในสภาวะคลั่งระดับ 2
ฉินเฉาใช้พลังเทพของเขาโคจรไปทั่วร่างกายของเถียจู้
“หวา!”
เถียจู้ร้องอุทานออกมาทันที “นายท่านทำอะไรครับ? มีอะไร
บางอย่างมุดเข้าไปในร่างกายของเถียจู้ มันขยายตัวขึ้นด้วย! แปลก
ชะมัดเลย………..”
ให้ตายเถอะ!
ฉินเฉาอยากจะเตะชายหน้าวัวคนนี้จริงๆ
ฉินเฉากำลังใช้พลังเทพในการตรวจสอบ ซึ่งแน่นอนว่าปราณแห่ง
การต่อสู้ คือพลังที่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับชาวบิสเตอร์จริงๆ
ไม่มีทางที่จะเรียนรู้มันได้จริงๆ ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะพระสูตร
หัวใจเพชรไม่สามารถจดจำกระบวนท่าที่ทรงพลังนี้ได้
อย่างไรก็ตาม เขาจะฝึกฝนยอดฝีมือสภาวะคลั่งจำนวนหนึ่งให้อยู่
ใต้การควบคุมของเขา นี่คือสิ่งที่ฉินเฉาคิดเอาไว้ในใจ
“เถียจู้ คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าพันธุ์ของพวกนายอยู่ในสภาวะ
คลั่งระดับไหน?”
ฉินเฉาเอ่ยถาม
“นอกจากราชาสัตว์ที่อยู่ในระดับ 5 สูงสุดก็คือระดับ 4 ครับ”
เถียจู้พูดขึ้นมา “แต่ว่ายอดฝีมือระดับ 4 มีอยู่น้อยมาก เท่าที่ข้ารู้
มามีอยู่เพียงแค่ 2 – 3 คนเท่านั้น บางคนก็อยู่ในกองกำลังต่อต้าน บาง
คนก็อยู่ในกองทัพทาสของพิภพหลิง แต่ส่วนที่เหลือ ข้าไม่รู้แล้วครับ”
หลังจากนั้น เขาก็กล่าวคร˹าครวญขึ้นมาว่า “ยอดฝีมือระดับ 4
พวกนั้น แค่เพียงคนเดียวก็สามารถต่อกรกับนายพล 3 – 4 คนได้แล้ว
แข็งแกร่งจริงๆ …………เมื่อไหร่ข้าถึงจะเก่งกาจแบบนั้นบ้างนะ……….”
“อยู่กับฉัน นายจะมีโอกาสนั้นแน่นอน”
ฉินเฉากล่าวปลอบใจ
แค่เพียงคนเดียวก็สามารถต่อกรกับนายพล 3 – 4 คนได้เลยงั้น
เหรอ? อย่างน้อยก็จะต้องมีพลังอยู่ในขั้นเซียนฟ้าระดับกลาง หรือไม่ก็
ระดับสุดท้าย
ไม่คิดเลยว่าชาวบิสเตอร์จะมีคนที่มีความสามารถแบบนี้อยู่ด้วย
“รอบๆ นี้ยังมีทาสชาวบิสเตอร์คนอื่นอยู่อีกไหม?”
ฉินเฉาคิดที่จะแย่งชิงทาสเหล่านั้นมาไว้ในมือ และก่อตั้งกองทัพ
อันทรงพลังขึ้นมา
ให้พึ่งพาคนที่เขาพามาด้วยเพียงอย่างเดียว มันยังไม่เพียงพอ
พิภพหลิงมีพลังอันยิ่งใหญ่มหาศาล เขาจะต้องพัฒนาขุมพลังของ
ตัวเองเพื่อต่อกรกับอีกฝ่าย
อย่างน้อยเขาก็จะปลดปล่อยชาวบิสเตอร์ทุกคนให้เป็นอิสระ และ
ปล่อยให้แทรกซึมไปทั่วทุกหนทุกแห่งในพิภพหลิง
หากมีกองทัพชาวบิสเตอร์จำนวนมหาศาลอยู่ในมือ เขายังจะต้อง
เกรงกลัวพลังของพิภพหลิงอยู่อีกเหรอ?
ที่พิภพหลิงไว้ชีวิตเผ่าพันธุ์เหล่านี้ อาจจะเพื่อใช้พวกเขาใน
กองทัพทาส ขุดเหมือง และเพิ่มจำนวนของผลผลิต
ชาวพิภพหลิงเกือบทุกคนเป็นทหาร ไม่มีใครที่มีความสามารถใน
การผลิตเลยแม้แต่คนเดียว
แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า นี่คือการวางระเบิดให้กับตัวเอง
และฉินเฉาก็คือชนวนของระเบิดลูกนั้น
เมื่อฉินเฉาตัดสินใจได้แล้ว เขาก็เอ่ยถามเถียจู้ขึ้นมา
แต่เถียจู้ส่ายหน้า เขาไม่รู้เรื่องนี้เลย
“รอบๆ นี้ยังมีดินแดนอีกหลายแห่ง และในบรรดาทาสเหล่านั้นก็มี
ชาวบิสเตอร์อยู่อีกมากค่ะ”
ดูเหมือนว่ารอนน่าจะรู้เรื่องสถานการณ์รอบด้านเป็นอย่างดี เธอ
เอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า “เมื่อก่อนข้าเคยเป็นทาสอยู่ในเหมืองใกล้ๆ นี้
…………แต่หลังจากนั้นก็ถูกซื้อตัวมาพร้อมกับท่านปู่ของข้าค่ะ”
“เป็นแบบนี้นี่เอง แต่แบบนี้แหละถึงจะดี!”
ฉินเฉาพยักหน้า “ช่วงนี้พวกเราจะต้องทำงานหนัก เพื่อสร้าง
เทือกเขาทรายเหลืองขึ้นมาก่อน และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเราก็
จะไปปลดปล่อยทาสในสถานที่อื่นๆ กัน จากนั้นก็ร่วมมือกับพวกเขา
เพื่อต่อสู้กับการกดขี่ของพิภพหลิง”
“แต่………นายท่าน ท่านเองก็เป็นชาวพิภพหลิงไม่ใช่เหรอครับ?”
ชาวเดิร์กที่อยู่ใกล้ๆ คนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ทำไม
ท่านถึงต้องพาพวกข้าไปต่อสู้กับพิภพหลิงล่ะ?”
ทาสทุกคนหันมาจ้องมองฉินเฉา พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้เลยแม้แต่
น้อย
“กษัตริย์ อำมาตย์ ขุนพล เป็นกันเพราะชาติกำเนิดงั้นเหรอ?”
ฉินเฉาจดจำถ้อยคำของเฉินเซิ่งและอู๋ก่วงในตอนที่ก่อการปฏิวัติได้
เขาจึงยกขึ้นมากล่าว
“พวกนายทุกคนเต็มใจที่จะเป็นทาสงั้นเหรอ? ชาวพิภพหลิงพวก
นั้นสมควรที่จะเกิดมาเป็นขุนนางงั้นเหรอ? ถึงฉันจะเป็นชาวพิภพหลิง
แต่ฉันก็เกลียดชังการนำคนมาเป็นทาส ฉันคิดว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียม
กัน ชาวพิภพหลิงพวกนั้นน่าเคารพนับถือตรงไหน? เพราะฉะนั้น ฉันถึง
จะต้องปลดปล่อยพวกนาย ปลดปล่อยทาสทุกคน เพื่อให้อิสระและ
บ้านแก่พวกเขา นับจากวันนี้ไป ฉันจะละทิ้งชื่อและสถานะของชาว
พิภพหลิงของตัวเอง! นับจากวันนี้ไป ฉันจะใช้ชื่อว่าฉินเฉา และที่นี่ ที่
เทือกเขาทรายเหลืองแห่งนี้ก็คือบ้านหลังแรกพวกเรา!”
ฉินเฉากล่าวออกมาเสียงดังลั่น
ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ทุกคนรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
จริงด้วย กษัตริย์ อำมาตย์ ขุนพล เป็นกันเพราะชาติกำเนิดงั้น
เหรอ!
บรรดาทาสต่างรู้สึกรุ่มร้อนขึ้นมา
“นายท่าน ท่านพูดถูก พวกเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสใคร พวก
เราควรจะมีสิทธิและความภาคภูมิใจของตัวเอง!”
ชาวเดิร์กกล่าวขึ้นมาด้วยความเลือดร้อน
“เลิกเรียกฉันว่านายท่านได้แล้ว”
ฉินเฉาถอนหายใจออกมา พลางจับมือชาวเดิร์กคนนั้นมาเขย่า
แล้วกล่าวว่า “นับจากนี้ไปพวกเราคือมิตรสหายกัน พวกเราคือคนที่มี
อุดมการณ์เดียวกัน นายชื่อว่าอะไร?”
“ข้าชื่อเกบาราครับ”
เกบารา เป็นชื่อที่คุ้นหูเสียจริง
“สหายเกบารา ต่อไปนี้พวกเราจะเป็นมิตรสหายที่แน่นแฟ้นกัน
มากที่สุด”
ฉินเฉาจับมือของเกบาราเอาไว้แน่น “และจากนี้ไป นายคือหัวหน้า
ของชาวเดิร์ก”
ส่วนหัวหน้าของชาวโฮแมนนั้นไม่ต้องพูดถึง ต้องเป็นรอนน่าอย่าง
แน่นอน
“อืม ชาวเดิร์กอย่างพวกข้าเชี่ยวชาญเรื่องวิศวกรรมและ
เทคโนโลยีมากกว่าใคร”
เกบาราจับมือฉินเฉาเอาไว้แน่นเช่นกัน เขาพูดขึ้นมาว่า “สหายฉิน
เฉา พวกข้าจะทุ่มเทความสามารถทั้งหมดที่มีให้กับวิศวกรรมและ
เทคโนโลยีของเทือกเขาทรายเหลืองแห่งนี้อย่างแน่นอน!”
“ดีมาก ฝากพวกนายด้วยนะ”
ฉินเฉาพยักหน้ารับ ที่แท้ชาวเดิร์กก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน
ชาวเดิร์กเหล่านี้เริ่มเรียกตัวเองว่าสหาย ดูเหมือนว่าสายเลือดของ
จักรวรรดิจะยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายของพวกเขา และซึมลึกเข้าไป
ถึงกระดูกดำ
เขาเลื่อนสายตามาจ้องมองรอนน่า
“นายท่าน พวกข้าสามารถเพาะปลูกและตัดเย็บเสื้อผ้าได้ค่ะ งาน
อื่นๆ พวกข้าก็สามารถทำได้เหมือนกัน”
รอนน่าเป็นคนหัวไวมาก เธอเข้าใจความหมายจากสายตาของฉิน
เฉาได้ในทันที ดังนั้นเธอจึงพูดถึงคุณค่าของชาวโฮแมนขึ้นมา
“ดีมาก ดูเหมือนว่าสหายทุกคนจะมีคุณค่าสินะ”
ฉินเฉาพยักหน้ารับ “งั้นแผนแรกของพวกเราก็คือ……….”
ในขณะที่ฉินเฉากำลังจะกล่าวออกมา เขาก็พบว่าระบบได้ทำการ
อัพเกรดเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เขารีบเปิดหน้าจอระบบขึ้นมาทันที และแน่นอนว่าบนนั้นมี
ตัวเลือกของฟังก์ชันเพิ่มพูนกำลังรบอยู่จริงๆ
“จะเปิดใช้งานหรือไม่?”
ในขณะที่ฉินเฉากำลังมองดูตัวเลือกนี้ เสียงของระบบก็พลันดัง
ขึ้นมา
ต้องเปิดแน่นอนอยู่แล้ว! เขาจะไม่ทดสอบฟังก์ชันเพิ่มพูนกำลังรบ
ได้ยังไง!
“ฉันวิวัฒนาการเป็นผู้สังหารแล้ว ขอดูผลลัพธ์ของมันหน่อย
เถอะ”
ฉินเฉากล่าวพึมพำออกมา ทันใดนั้นแสงสีม่วงก็ปะทุออกมาจาก
ร่างกาย
จากเสื้อคลุมสีเงินได้กลายเป็นเกราะโลหะสีม่วงภายในชั่วพริบตา
“สีม่วง! นั่นสีม่วงนี่!”
ทาสมากมายต่างตกตะลึงกันยกใหญ่
รอนน่าได้แต่อ้าปากค้าง เธอเหม่อมองฉินเฉาอยู่นานทีเดียว
ฉินเฉาก็ประหลาดใจไปด้วยเช่นกัน สีม่วงงั้นเหรอ?
จากชิ้นส่วนความทรงจำของเขา ความสามารถเพิ่มพูนกำลังรบจะ
มีสีที่แตกต่างกันออกไป
เพิ่มพูนกำลังรบของผู้สังหารแห่งพิภพหลิงจะมีด้วยกันทั้งหมด 7
สี โดยแบ่งออกเป็น สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีน˺าเงิน และสีม่วง
ซึ่งแต่ละสีจะมีความหมายที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่นสีแดงของลานุสที่แสดงถึงเปลวไฟ และมีพลังทำลาย
ล้างมากที่สุด ส่วนสีส้มที่แสดงถึงแสงแดดนั้นเน้นความแม่นยำ เป็นธาตุ
ที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้อาวุธระยะไกล
สีเหลืองแสดงถึงแผ่นดิน เป็นธาตุสำหรับการป้องกัน และสีเขียว
คือพืชพันธุ์ เป็นธาตุที่แสดงถึงความทนทาน
สีฟ้าคือชั้นบรรยากาศ เป็นธาตุของผู้ที่มีไหวพริบ ส่วนสีน˺าเงินคือ
มหาสมุทร เป็นธาตุที่แสดงถึงพลังแห่งการรักษาเยียวยา
และสีม่วงของเขาคือธาตุที่หาได้ยากมาก มันคือสีของกษัตริย์ ที่
รวมธาตุทั้งหมดเอาไว้ด้วยกัน
หึๆ เขาเป็นผู้คุมกฎชาวพิภพหลิงตัวปลอม แต่ดันได้ธาตุดีๆ แบบนี้
ซะได้
หากผู้คุมกฎคนอื่นรู้เข้าจะไม่โมโหเอาหรอกเหรอ?
โชคดี นี่แหละคือความโชคดี!
เทพีแห่งโชคชอบผู้ชายหล่อเหลาอย่างเขาจริงๆ ด้วย!
ในขณะที่ฉินเฉากำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เสียงของระบบก็ดัง
ขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนอื่นๆ
เมื่อมองดูก็พบว่ามีคนติดต่อเข้ามา
ฉินเฉารู้สึกกังวลขึ้นมาทันที
ใครเป็นคนติดต่อมาหาเขา?
แล้วคนคนนี้ติดต่อมาหาใคร……….
หรือว่าจะเป็นหยูไห่?
ฉินเฉารู้สึกหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่แล้วความคิดของเขาก็
เปลี่ยนไป เขาสวมหน้ากากลวงสวรรค์ลงบนใบหน้า เปลี่ยนรูปลักษณ์
ของตัวเองให้กลายเป็นหยูไห่
เหล่าทาสต่างตกตะลึง พลางคิดในใจว่า ใบหน้าของสหายฉินเฉา
เปลี่ยนไปภายในชั่วพริบตาได้ยังไง?
รอนน่าเอามือปิดปากเล็กๆ ของตัวเอง แล้วเบิกตากว้าง
“พวกนายรอฉันอยู่ที่นี่ก่อน ฉันมีเรื่องบางอย่างที่จะต้องไป
จัดการ”
หลังจากนั้น เขาก็หันหลังเดินเข้ากำแพง แล้วกดยอมรับการติดต่อ
นั้น
ทันใดนั้นเอง หน้าจอแสงก็ปรากฏขึ้นมาจากข้อมือของเขา บน
หน้าจอนั้นมีใบหน้าของชายชาวพิภพหลิง ท่าทางมืดมนคนหนึ่งปรากฏ
ขึ้นมา
“หยูไห่ เจ้าทำบ้าอะไรอยู่! ทำไมข้าถึงเห็น ID ของเจ้ากลับไปยัง
พันธมิตร แถมยังอยู่บนดาวแมงป่องด้วย!”
ทันทีที่ภาพจากวิดีโอปรากฏขึ้นมา ชายคนนั้นก็ด่าทอทันที
“เวรเอ๊ย! ข้าบอกให้เจ้าสังเกตการณ์อยู่บนโลกไม่ใช่หรือไง? จู่ๆ
เจ้าก็วิ่งแจ้นกลับมาหาข้าที่นี่ทำไม!”
จากชิ้นส่วนความทรงจำ ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นหัวหน้าของหยูไห่
และยังเป็นคนที่แย่งภรรยาของหยูไห่ไปด้วย
ชายคนนี้มีชื่อว่าหวังเต๋อ มีตำแหน่งเป็นผู้พิทักษ์ และยิ่งไปกว่านั้น
ยังเป็นพวกบ้ากาม
ไม่มีภรรยาหน้าตาดีของลูกน้องคนไหน ที่รอดพ้นไปจากเงื้อมมือ
ของเขาได้
ฉินเฉาเริ่มคิดคำนวณถึงวิธีการรับมืออยู่ในหัว จึงไม่ได้ตอบอะไร
กลับไป
“รีบกลับมาหาบิดาที่ป้อมปราการอวกาศเดี๋ยวนี้! ฐานทัพใหญ่
ต้องการฟังคำรายงานจากเจ้า!”
จากนั้น หน้าจอการติดต่อก็ดับไป
ฉินเฉาใจเต้นขึ้นมาทันที
ให้เขาไปที่ป้อมปราการอวกาศเนี่ยนะ?
ก็ดี ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ เขาก็จะไปที่นั่น!
ถ้าไม่เข้าถ˺าเสือจะได้ลูกเสือได้ยังไง?
ฐานทัพก็มีพร้อมแล้ว เขาจะให้พวกรอนน่าดูแลที่นี่ไปก่อน ส่วน
เขาจะไปดูที่พันธมิตรว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นั่นบ้าง
ฉินเฉาเดินกลับไปจ้องมองทาส แล้วพูดออกมาว่า
“รอนน่า ฉันขอฝากให้พวกเธอดูแลที่นี่ไปก่อนนะ ฉันมีธุระที่
จะต้องไปจัดการนิดหน่อย”
“นายท่าน ท่านจะกลับมาเมื่อไหร่คะ?”
รอนน่ายังคงเรียกฉินเฉาว่านายท่านต่อไป
“ท่าน……….ไม่ต้องการพวกข้าแล้วเหรอ…….”
แววตาของรอนน่าเต็มไปด้วยความกังวล แต่ฉินเฉาส่งยิ้มให้เธอ
แล้วกล่าวออกมาว่า
“ฉันจะกลับมา จากนั้นก็จะพาพวกเธอทุกคนไปสู่ชัยชนะ!”