มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย - ตอนที่ 961: อาคมสี่สัตว์เทพ
สิงโตสีทองหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่เพียงไป๋เย่ที่นั่งอยู่ริมสระตาม
ลำพังอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี
ในเวลานั้นเองมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาจากตำหนักหมอกพร้อม
กับตะเกียงในมือ
ผู้หญิงคนนี้ดูมีอายุประมาณสิบหกถึงสิบเจ็ดปี รูปร่างหน้าตาของ
เธอช่างสวยสดงดงาม โดยเฉพาะดวงตาโตคู่สวยที่กลอกหันมองไปรอบ
ๆ ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ดวงตาคู่นั้นทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะจ้อง
มองเธอ
ในยามที่เธอกำลังเดิน ผมเปียยาวของเธอก็แกว่งไปมาด้านหลัง
เธอสวมใส่กระโปรงยาวมีสีสัน ปลดปล่อยบรรยากาศแห่งความ
สง่างามออกมาจากร่างกาย ราวกับเธอเป็นเทพธิดาที่เดินออกมาจาก
สรวงสวรรค์
สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือลิงสีขาวที่นอนอยู่บนบ่าของเธอ
มันคอยกู่ร้องออกมาพร้อมปัดป่ายหางไปมาอย่างร่าเริงและมีชีวิตชีวา
“ไม่ทราบว่าทำไมพี่สาวท่านนี้ถึงมาร้องไห้อยู่คนเดียวยามดึก
ดื่น?”
สาวน้อยคนนี้เดินเข้ามาอยู่ข้าง ๆ ไป๋เย่ เธอถือตะเกียงเอาไว้ในมือ
พร้อมกับก้มตัวลงไปอยู่ด้านหน้าของอีกฝ่าย แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงอัน
นุ่มนวล
“ไม่ ไม่มีอะไร…”
ไป๋เย่เช็ดน˺าตาที่หางตาออกไปอย่างรวดเร็ว “ข้านึกถึงบางสิ่งที่น่า
เศร้าใจขึ้นมา”
“คงจะเป็นเรื่องผู้ชาย”
สาวน้อยคนนั้นเอ่ยออกมาเบา ๆ “มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ทำให้
ผู้หญิงอย่างพวกเราร้องไห้ออกมา”
“น้องสาวพูดถูก”
ไป๋เย่ถอนหายใจ เป็นเพราะผู้ชายจริง ๆ
เป่ยถังป้าเทียน ข้ารักท่านมากจนยอมมอบทุกอย่างให้ท่าน แต่
ท่านกลับทำลายหัวใจของข้า
“พี่สาว บางอย่างท่านยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ หากท่านพยายามลืมมัน
ไปจะดีกว่า”
สาวน้อยผู้ถือตะเกียงกล่าว
พร้อมกันนั้นลิงน้อยบนไหล่ของเธอก็ยื่นมือออกมาเช็ดน˺าตาให้ไป๋
เย่
เมื่อเห็นลิงน้อยที่เฉลียวฉลาด ไป๋เย่ก็ยิ้มออกมาพร้อมน˺าตาอย่าง
อดไม่ได้
“ขอบคุณน้องสาว…..”
“พี่สาว ช่วงนี้ยอดเขาหมอกในตอนกลางคืนไม่สงบเท่าไหร่ พี่สาว
ควรรีบกลับไป”
“อืม ขอบคุณน้องสาว น้องสาวเองก็ควรรีบกลับไปเหมือนกัน”
ไป๋เย่ไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ เธอสงบสติอารมณ์และ
รีบออกไปจากสระน˺าในตำหนักหมอก
“เธอเดินออกไปไกลแล้ว เจ้ายังไม่คิดที่จะออกมาอีกเหรอ?”
สาวน้อยผู้ถือตะเกียงมองตามไป๋เย่ที่เดินหายลับตาไป จากนั้นเธอ
จึงหันหน้ากลับมาทางยอดรูปปั้นในสระน˺าแล้วเอ่ยถาม
ไม่มีใครตอบกลับมา
ค˹าคืนที่มืดมิดยังคงเงียบสงัด
ลิงน้อยบนไหล่เกาหัวอย่างไม่รู้ว่าเจ้านายของมันกำลังทำอะไร
“เลิกซ่อนตัวได้แล้ว”
เด็กสาวผู้ถือโคมไฟยังคงกล่าวต่อไปว่า “ตะเกียงของข้ามีชื่อว่า
ตะเกียงตรวจจับวิญญาณ ถึงแม้ว่าเจ้าจะใช้วิชาซ่อนเร้นร่างกาย แต่
เมื่อข้าถือตะเกียงตรวจจับวิญญาณดวงนี้ไว้ ข้าก็สามารถมองเห็นเจ้าได้
อย่างชัดเจน”
ฟิ้ว!
ทันใดนั้นอาภรณ์ของเธอก็พลันโบกสะบัด สายลมอันรุนแรงพัด
ผ่านด้านหน้าของเธอ
ทันใดนั้นร่างสีดำร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า ร่างนั้น
มายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับจ่อดาบที่มีแสงสีดำห่อหุ้มบนลำคอขาวของ
เธอ
“ดันถูกเธอบังเอิญพบตัวเข้าจนได้… ฉันต้องฆ่าปิดปากหรือ
เปล่า?”
“หากเจ้าสามารถทำร้ายผู้หญิงไร้อาวุธคนนี้”
ไม่มีความหวาดกลัวปรากฏอยู่บนใบหน้าของสาวน้องผู้ถือตะเกียง
พร้อมกันนั้นเธอกล่าวออกมาเสียงเบา
ลิงบนไหล่ของเธอโกรธมาก ขนทั้งร่างของมันตั้งชันและจ้องฉิน
เฉาด้วยความโกรธ
“เจี๊ยก! เจี๊ยก ๆ!”
ลิงน้อยโบกไม้โบกมือไม่หยุด ดูท่าทางเหมือนมันอยากจะฉีกร่าง
ของฉินเฉา
“ลิงของเธอน่ารักดี”
ฉินเฉากล่าว ก่อนจะวางดาบราชันย์ภูตลงและกล่าวว่า “เธอวางใจ
ได้ ฉันไม่ใช่ฆาตกรบ้าเลือด ตราบใดที่เธอไม่บอกเรื่องนี้กับคนในยอด
เขาหมอก ฉันก็จะไม่ทำแบบนั้นกับเธอ”
“แต่ข้าเองก็เป็นคนในยอดเขาหมอกเหมือนกัน”
รอยยิ้มแปลกประหลาดปรากฏอยู่บนใบหน้าของสาวน้อยผู้ถือ
ตะเกียง “เจ้ามาถึงตำหนักหมอกดึก ๆ ดื่น ๆ เจ้าตำหนักของพวกเรา
จะต้องรู้อยู่แล้ว ข้าเป็นผู้รับคำสั่งของเจ้าตำหนักให้ออกมาดูเจ้า”
“หือ?”
ฉินเฉาตะลึง “เจ้าตำหนักของเธอคือใคร?”
“แน่นอนว่าเป็นปรมาจารย์แห่งยอดเขาหมอกแห่งนี้ เจ้าตำหนัก
ซวนหยวน”
“…..”
ฉินเฉาขมวดคิ้ว
เมื่อรู้ว่าเจ้าตำหนักซวนหยวนเป็นผู้รู้ร่องรอยของเขาก็พลันรู้สึกไม่
สบายใจขึ้นมานิดหน่อย
เขามีแผนใหญ่ในวันพรุ่งนี้ หากถูกเจ้าตำหนักซวนหยวนเปิดโปง
เข้า มันจะยากต่อการลงมือทำตามแผน
“เจ้าตำหนักของเธอจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง?”
ฉินเฉาถามอย่างระมัดระวัง
“เจ้าตำหนักอยากพบเจ้า”
สาวน้อยคนนี้ยิ้มที่มุมปาก “เจ้าตามข้ามาเถิด”
เมื่อกล่าวดังนั้นเธอจึงพาลิงของเธอหันหลังกลับไปพร้อมกับยก
โคมไฟในมือขึ้นมา และมุ่งหน้าไปยังตำหนักหมอกอย่างช้า ๆ
เพื่อช่วยฮัวเหนียง ฉินเฉาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงแม้ว่ามันจะเป็น
สถานที่อันตราย เขาก็จะไปที่นั่น นับประสาอะไรกับตำหนักหมอกเล็ก
ๆ แห่งนี้
ดังนั้นเขาจึงสลายดาบสีดำและเดินตามผู้หญิงที่ถือตะเกียงคนนี้ไป
“คนสวย ฉันยังไม่ได้ถามเลยว่าเธอเป็นใคร?”
“ข้า? ข้าเป็นเพียงแค่คนไม่สำคัญเท่านั้น”
สาวน้อยผู้ถือตะเกียงสะบัดหางเปีย หันมามองฉินเฉา “อย่าถาม
อะไรมาก ตามข้ามาก็พอ”
หลังจากนั้นเธอก็ไม่พูดอะไรออกมาอีกและเดินนำทางฉินเฉา
ต่อไป
ฉินเฉาครุ่นคิดขณะที่มองไปรอบ ๆ
ตำหนักหมอกแห่งนี้ไม่ได้มีขนาดเล็กๆ มันดูเหมือนกับเขาวงกต
อย่างไรก็ตามความเงียบสงัดจนน่ากลัวก็ทำให้มันดูคล้ายกับเมือง
ผีสิง
ว่ากันว่าที่พักอาศัยในเมืองออร์ดอส (เมืองเอ้อเอ่อตัวซือ) นั้นราคา
ตก ที่นั่นมีขนาดใหญ่และดูคล้ายเมืองผีสิง เขาคาดว่าตำหนักหมอก
แห่งนี้เองก็คงจะเหมือนกัน
สวนแห่งนี้ใหญ่มาก ดูเหมือนว่าจะไม่มีคนอยู่และไม่มีแม้แต่ไอ
อากาศใด ๆ
ถึงแม้ว่ายอดเขาหมอกจะอยู่บนยอดภูเขาหิมะ แต่เพราะมีภาพ
ลวงตา อากาศที่นี่จึงยังคงอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ
ลานของตำหนักหมอกแห่งนี้มีพืชใบเขียวกระจายอยู่ทั่ว
ปรมาจารย์ที่นี่ก็คงเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป
“คนสวย อีกนานแค่ไหนถึงจะได้เจอเจ้าตำหนักของเธอ?”
ฉินเฉาเดินไปเดินมาจนรู้สึกรำคาญ เขาจึงอดที่จะถามออกมาไม่ได้
“อีกไม่นานแล้ว เดินไปด้านหลังรูปปั้นข้างหน้าก็จะถึง”
เด็กสาวผู้ถือตะเกียงชี้นิ้วออกไป ฉินเฉาจึงมองตาม
ลานด้านหน้ามีรูปปั้นอยู่สี่อัน
มีทั้งเป็นมังกรเขียว เสือขาว หงส์แดง และเต่าดำ แบ่งออกไปสี่
ทิศทาง
นี่คือสัตว์เทพทั้งสี่บนยอดเขาหมอก
รูปปั้นพวกนี้ปั้นออกมาได้ดูเหมือนจริงมาก
มันคงจะเป็นสไตล์ของเจ้าตำหนักนี้
ฉินเฉาเดินตามสาวน้อยผู้ถือตะเกียงต่อไปเรื่อย ๆ
“คุณชาย ถึงแล้ว”
ทันใดนั้นสาวน้อยคนนี้ก็หันมาพูดกับเขา
“เจ้าตำหนักซวนหยวนอยู่ที่ไหนล่ะ?”
ฉินเฉาเปิดดวงตาปีศาจขึ้นมา แต่ไม่พบกลิ่นอายของใครที่อยู่รอบ
ๆ นี้เลย
“ไกลสุดขอบฟ้า ใกล้อยู่แค่ตา”
สาวน้อยผู้นี้ยิ้มออกมา รอยยิ้มของเธองดงามมาก
“อะ…อะไรนะ!”
ฉินเฉาเบิกตากว้าง เขาตกใจจนแทบหุบปากไม่ลง
แม่งเอ๊ย สาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าคือเจ้าตำหนักซวนหยวนงั้นเหรอ?
ทันทีที่เขาเข้าไปในอาคม สาวน้อยผู้ถือตะเกียงก็ถอยหลังออกไป
หลายก้าว พร้อมกับกดลงไปที่ข้าง ๆ รูปปั้นมังกรเขียว
วาบ!
ทันใดนั้นใต้เท้าของฉินเฉาก็ปรากฏอาคมของหนึ่งในสี่สัตว์เทพ
ขนาดใหญ่ออกมา อาคมนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยแต่ละมุมมีรูปปั้น
ทั้งสี่คอยกดทับเอาไว้
“เธอคิดจะทำอะไร?”
ฉินเฉาก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะไปซักถามคนที่ถูกเรียกว่าเจ้าตำหนัก
ซวนหยวนทันที
แต่เมื่อเขาเดินไปจนถึงขอบอาคมสี่สัตว์เทพ เขาก็ถูกแสงสีขาว
กระแทกกลับมาหลายก้าวทันที
“อะแฮ่ม”
สาวน้อยผู้นี้ถือตะเกียงเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เธอพูด
เยาะเย้ยอย่างมีความสุขว่า “คนตัวใหญ่อย่างเจ้าวิ่งเข้ามาในตำหนัก
หมอกของข้าในยามวิกาล แต่ไม่เห็นข้า ซวนหยวนเย่หยู่ผู้นี้อยู่ใน
สายตา! หากไม่ลงโทษเจ้า เจ้าก็คงไม่รู้ถึงความผิด!”
“ขอโทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาในตำหนักหมอกของเธอ!”
ฉินเฉากล่าวประท้วงว่า “ฉันแค่ผ่านมาเท่านั้น แถมยังช่วยชีวิตคน
อื่นเอาไว้ด้วย!”
“เจ้าเห็นว่าตำหนักหมอกเป็นจัตุรัสสาธารณะที่เจ้าคิดอยากจะ
ผ่านก็ผ่านไปได้หรือไง?”
ซวนหยวนเย่หยู่เท้าสะเอว ท่าทีนุ่มนวลอ่อนโยนก่อนหน้านี้พลัน
หายไป เธอกล่าวว่า “หากข้าไม่ให้บทเรียนกับเจ้า แล้วเจ้าจะรู้ซึ้งถึง
ความน่ากลัวของตำหนักหมอกได้ยังไง ข้าจะอยู่ที่นี่และขังเจ้าเอาไว้
หากเจ้ารู้ความผิดของตัวเองเมื่อไหร่ ข้าจะปล่อยตัวเจ้าออกมาอีกครั้ง”
“เลิกคิดไปเลย! บิดาถูกสาวน้อยคนนี้หลอกเข้าให้แล้ว ถ้าออกไป
ได้เมื่อไหร่ ฉันจะตีก้นเธอให้เข็ด!”
ฉินเฉาโกรธมาก เขาถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มาเล่นตลกใส่!
เอ่อ ดูเหมือนว่าเรื่องแบบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
เขาเชื่อผู้หญิงง่ายเกินไปจริง ๆ
“เจ้าช่างคุยโตเหลือเกิน”
ซวนหยวนเย่หยู่ยิ้มออกมา “อาคมสี่สัตว์เทพบนยอดเขาหมอก
ของพวกเราทั้งลึกลับและหาที่เปรียบไม่ได้ มันใช้ในการป้องกันและตรึง
คนเอาไว้ หากเจ้าอยากออกไปจากที่นี่โดยไม่มีข้าก็คงจะลำบากสัก
หน่อย”
“สาวน้อย คอยดูฉันให้ดี!”
ฉินเฉาเรียกใช้พลังแมงมุมพิษเก้าเร้นลับและพยายามที่จะหาทาง
วาปออกไปทางห้วงอากาศ
แต่ทันใดนั้นร่างของเขากลับโผล่ขึ้นมาตรงขอบอาคมและร่วงลง
ไปกับพื้น
“ฮ่า ๆ เปล่าประโยชน์”
ซวนหยวนเย่หยู่ภูมิใจในตัวเองมาก หางเปียของเธอสะบัดไปมา
“อาคมสี่สัตว์เทพปิดกั้นแม้กระทั่งช่องว่างอากาศ”
“สลายไปซะ!”
ฉินเฉาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ เขาเรียกใช้พลังราชันย์ภูตเก้าเร้น
ลับพร้อมใช้เคียวสีดำฟาดฟันม่านพลังแสงตรงหน้าซ˺าแล้วซ˺าเล่า
ม่านพลังแสงดีดตัว แต่ไม่มีช่องว่างแม้แต่น้อย
“เลิกคิดให้เสียเวลาดีกว่า”
ซวนหยวนเย่หยู่นั่งอยู่บนขั้นบันไดหินในบริเวณนั้น เธอวาง
ตะเกียงตรวจจับวิญญาณเอาไว้ข้างตัวและหยอกล้อกับลิงน้อยในอ้อม
แขนในระหว่างที่มองฉินเฉา จากนั้นเธอได้พูดออกมาว่า “เจ้าทำลาย
อาคมสี่สัตว์เทพไม่ได้หรอก มาทำใจให้สบายและอยู่กับข้าที่นี่ดีกว่า มา
เถอะ พวกเรามาคุยกัน เจ้ามาจากไหน?”
“เธออย่ามายั่วโมโหฉัน!”
ฉินเฉาเรียกใช้พลังฟินิกส์ทมิฬเก้าเร้นลับ เขาโบกสะบัดปีกสีดำ
พร้อมปลดปล่อยขนนกขนาดใหญ่ออกไปจนเกิดระเบิดและเปลวลุก
โชนท่วมม่านพลังแสง
“โอ้ เจ้าช่างเป็นคนหยาบคายจริง ๆ”
ซวนหยวนเย่หยู่เบ้ปาก “เลิกพยายามใช้พลังมหาศาลได้แล้ว มัน
ไม่ได้ผลหรอก”
เธอตบรูปปั้นมังกรสีเขียวที่อยู่ถัดจากเธอไป “รูปปั้นทั้งสี่อันนี้
สามารถดูดซับลมปราณจากโลกและอากาศ ดังนั้นลมปราณที่รูปปั้นทั้ง
สี่กักเก็บเอาไว้ก็มีมากมายมหาศาลไปด้วย พลังที่เจ้าปลดปล่อยออกไป
มันไม่เพียงพอหรอก”
“งั้นเหรอ?”
ฉินเฉากล่าวเย้ยหยัน เขายื่นมือออกมาและเริ่มอัญเชิญอีกครั้ง
“จงเป็นพลังให้ข้า หลีหยิน!”
“ข้ารู้แล้วนายท่าน!”
มังกรสีดำบินเข้าไปด้านในอาคมสี่สัตว์เทพ มันบินวนเวียนไปรอบ
ๆ และรวมร่างกับฉินเฉา
เกราะข้อมือสีดำปรากฏขึ้นมา ในขณะเดียวกันฉินเฉาก็ใช้กระบี่ห
ยินหยางราชันย์มารแทงเข้าไปในท้องน้อยของตัวเองทันที
“โอ้! เจ้าทำร้ายตัวเองทำไม! ไม่นะ!”
เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวของฉินเฉา ซวนหยวนเย่หยู่ก็หวาดกลัว
ขึ้นมา
“ข้ามีกระบี่เทพ กระบี่หยินหยางราชันย์มาร! วิชากระบี่ลับ
กระบี่หยินหยางราชันย์มาร!”
ฉินเฉาไม่ได้ทำร้ายตัวเองแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ส่งกระบี่เข้ามาใน
ร่างกาย
ทันใดนั้นสายลมก็โหมกระหน˹า
คมกระบี่ก่อตัวเป็นพายุทอร์นาโดลอยรอบตัวฉินเฉา
“พลังที่แข็งแกร่ง…..”
ซวนหยวนเย่หยู่ที่อยู่ด้านนอกสัมผัสได้ว่าพลังนั้นแข็งแกร่งมาก
เธออดไม่ได้ที่จะเอามือบังหน้าผากแล้วพูดออกมา
“สลายไปซะ!”
ฉินเฉาตะโกนออกมา จากนั้นเขาก็เหมือนเม่นที่ปล่อยหนาม
ออกมาจากร่างกาย กระบี่สีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปทันที
กระบี่เหล่านี้พุ่งเข้าโจมตีม่านพลังแสงของอาคมสี่สัตว์เทพไม่หยุด
ม่านพลังเปล่งแสงออกมา ซวนหยวนเย่หยู่เบิกตากว้าง
เธอแทบจะไม่เห็นตัวฉินเฉา สิ่งที่เห็นมีเพียงแค่กระบี่สีขาวจำนวน
นับไม่ถ้วนเท่านั้น มันระเบิดพลังออกมาอย่างต่อเนื่อง และโจมตีไปยัง
อาคมสี่สัตว์เทพตรงหน้าเธอ ซึ่งดูน่าสะพรึงกลัวมาก
ทันใดนั้นรูปปั้นมังกรเขียวที่อยู่ข้าง ๆ เธอก็สั่นไหว
จากนั้นรอยแตกร้าวพลันปรากฏชัดเจนบนรูปปั้น
รอยร้าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วจนแผ่ไปทั่วทั้งรูปปั้น
“อา อาคมสี่สัตว์เทพจะถูกทำลายงั้นเหรอ?”