มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 10 ของของนาง ต่อให้กินไปแล้วก็ต้องคายออกมา (2)
บทที่ 10 ของของนาง ต่อให้กินไปแล้วก็ต้องคายออกมา (2)
เมื่อภายในห้องหลงเหลือเพียงหลิวอันเซียงคนเดียวแล้ว นางจึงหยิบป้ายหยกสกุลหลิวขึ้นมาลูบไล้อย่างแผ่วเบา พลางครุ่นคิดบางอย่างในใจเงียบ ๆ
หลังจากที่นางหารือร่วมกับท่านพ่อเสร็จสิ้นแล้ว ไม่เพียงแต่บิดาจะมอบป้ายหยกคำสั่งที่กุมอำนาจของสกุลหลิวให้นางเท่านั้น แต่ท่านพ่อยังมอบองครักษ์เงาฝีมือดีที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดให้ติดตามนางกลับมาด้วยจำนวนหนึ่ง
ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทำงาน หลิวอันเซียงขยับปลายนิ้วเคาะโต๊ะไม้เป็นจังหวะหนักแน่นเพื่อส่งสัญญาณเรียกขาน เพียงอึดใจเดียว อากาศเบื้องหน้าพลันสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่เงาร่างในอาภรณ์สีดำสนิทจะปรากฏกายขึ้น เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้านางอย่างนอบน้อมและไร้สุ้มเสียง
หลิวอันเซียงที่เห็นเช่นนั้นก็ลอบพยักหน้าในใจด้วยความพึงพอใจยิ่ง
การที่องครักษ์ผู้นี้สามารถแฝงกายเข้ามาถึงใจกลางจวนสกุลฉู่ได้ โดยที่คนของเจ้าของบ้านไม่ระแคะระคาย ย่อมบ่งบอกถึงฝีมือที่เหนือชั้นและขีดความสามารถที่ร้ายกาจ
“พวกเจ้ามีกันกี่คน?”
“เรียนคุณหนู ท่านประมุขส่งพวกเราองครักษ์เงาสกุลหลิวมาทั้งสิ้นยี่สิบคน เพื่อคอยอารักขาและรับใช้คุณหนูขอรับ”
หลิวอันเซียงชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเรียวงามเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดว่าท่านพ่อจะใจถึงเพียงนี้ ถึงขั้นมอบองครักษ์ฝีมือดีให้นางจำนวนมาก
“ตอนนี้พวกเจ้าแฝงกายอยู่ในจวนสกุลฉู่กันหมดเลยหรือ?”
“ขอรับคุณหนู พวกเรากระจายตัวเร้นกายอยู่ทั่วทุกจุดสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณรอบเรือนของคุณหนูจะถูกเฝ้าระวังอย่างแน่นหนาที่สุด”
คำตอบนั้นทำให้ความกังวลใจของหลิวอันเซียงมลายหายไปหลายส่วน นั่นเท่ากับว่าบัดนี้จวนสกุลฉู่ได้กลายเป็นพื้นที่ภายใต้การควบคุมของนางแล้วนั่นเอง หลิวอันเซียงจึงไม่รอช้า นางเริ่มดำเนินแผนการขั้นต่อไปทันที
“ดี จากนี้ไปส่งคนไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของสมาชิกหลักสกุลฉู่ทุกคน อย่าให้คลาดสายตาแม้แต่ก้าวเดียว”
เมื่อกล่าวจบ หลิวอันเซียงก็หยิบป้ายหยกคำสั่งสกุลหลิววางลงบนโต๊ะ แล้วเลื่อนส่งให้อีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง
“นำป้ายนี้ไปรวบรวมกำลังคนของสกุลหลิวข้างนอก กระจายตัวออกไปเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของสกุลจ้าว รวมถึงเรื่องที่เคยเกี่ยวข้องกับสกุลจ้าวและสกุลฉู่ทั้งหมด”
“ขอรับคุณหนู”
องครักษ์เงารับป้ายหยกด้วยความเคารพ ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไปในเงามืดรวดเร็วราวกับธาตุอากาศ
หลิวอันเซียงมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า นัยน์ตาหงส์ทอประกายเย็นเยียบ ยามนี้หมากบนกระดานถูกวางไว้พร้อมแล้ว เหลือเพียงรอเวลาเริ่มเดินหมากแต่ละตัวเท่านั้น
เพียงไม่นาน เถียนจื่อที่นำเทียบเชิญไปส่งให้คนของตนมุ่งหน้าไปหาปรมาจารย์ทั้งสี่ตามคำสั่งผู้เป็นนายเสร็จสิ้นแล้ว นางก็กลับเข้ามาภายในเรือนพร้อมเอ่ยรายงานอย่างสุภาพ
“บ่าวจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน ยามนี้คนของเรารวมตัวกันพร้อมที่ลานหน้าเรือนแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวอันเซียงพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม มือเรียวหยิบสมุดบัญชีเล่มหนาที่เตรียมไว้ขึ้นมาถือไว้มั่น พลางเหยียดยิ้มเย็นออกมา
“ถึงเวลาไปทวงของที่เป็นของข้าคืนเสียที”
กล่าวจบ หญิงสาวก็เดินนำเถียนจื่อออกไปนอกเรือนด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ มุ่งหน้าไปยังคลังใหญ่ของจวนโดยไม่รั้งรอ โดยมีข้ารับใช้ในเรือนของตนเดินตามหลังเป็นพรวน
ขบวนที่ใหญ่โตและบรรยากาศที่เคร่งเครียดเช่นนี้ ได้ดึงดูดสายตาของบ่าวไพร่ทั่วทั้งจวนให้จับจ้องมาเป็นจุดเดียวได้ไม่ยาก เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียงกันนั้น สร้างความกดดันให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูหนักอึ้งไปโดยปริยาย
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังคลังใหญ่ของจวน เหล่าบ่าวไพร่เรือนอื่น ๆ ได้แต่ลอบมองมายังขบวนของฮูหยินด้วยความสงสัย พร้อมทั้งลอบซุบซิบหารือกันด้วยความหวั่นเกรง เนื่องจากพวกเขาไม่เคยเห็นนายหญิงผู้อ่อนโยนและมีเมตตาผู้นี้ มีท่าทีน่าเกรงขามถึงเพียงนี้มาก่อน
ขณะเดียวกัน ทางด้านหลิวอันเซียงเองก็หาได้สนใจสายตาเหล่านั้นไม่ ในใจของนางยามนี้มีเพียงแผนการทวงคืนทุกหยาดเหงื่อแรงงานและทุกตำลึงทองที่คนสกุลฉู่เคยสูบเลือดสูบเนื้อไปจากนางให้สิ้นซาก
สิ่งใดที่เป็นของนาง นางจะเอากลับคืนมาให้หมด
และสิ่งใดที่คนเหล่านั้นเคยได้ไป นางจะทำให้พวกมันต้องชดใช้คืนมาเป็นร้อยเท่าพันเท่า!
ในอีกด้านหนึ่งของจวนสกุลฉู่ หลี่ชิงเฟิง หัวหน้าพ่อบ้านคนสนิทของฉู่จิ้งหยวนกำลังวุ่นอยู่กับการสะสางงานภายในจวนตามปกติ ทว่าความสงบของเขาก็ถูกทำลายลงในชั่วพริบตา เมื่อบ่าวชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาด้วยท่าทีลนลาน
“พ่อบ้านหลี่! แย่แล้วขอรับ ฮูหยิน…ฮูหยินกำลังมุ่งหน้าไปยังคลังใหญ่ของจวนขอรับ!”
หลี่ชิงเฟิงขมวดคิ้วแน่นทันที แววตาฉายความฉงนระคนสงสัย “เจ้าว่าอย่างไรนะ? ฮูหยินไปทำอะไรที่นั่น?”
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ แต่เห็นฮูหยินพาคนติดตามไปด้วยหลายสิบคน ดูท่าทางไม่เหมือนจะไปตรวจตราธรรมดาเลยขอรับ”
คำรายงานนั้นทำให้หลี่ชิงเฟิงใจคอไม่ดีชอบกล เขาจึงรีบวางมือจากงานตรงหน้า แล้วเร่งฝีเท้าไปยังทิศทางของคลังใหญ่ทันที
ทว่าเมื่อไปถึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้เขาถึงกับหน้าถอดสีฉับพลัน เมื่อพบว่านายหญิงของจวนกำลังยืนสั่งการให้บ่าวไพร่ขนข้าวของมีค่าออกมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแม้แต่น้อย
บรรยากาศบริเวณหน้าคลังใหญ่ที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยบ่าวไพร่ที่เดินขวักไขว่ตามคำสั่งของหลิวอันเซียง หีบไม้และหีบเหล็กหลายสิบใบถูกลำเลียงออกมาวางเรียงรายกลางลานกว้างพร้อมการตรวจสอบทรัพย์สินทุกอย่างในหีบอย่างละเอียด
ยามที่แสงแดดสะท้อนกับเครื่องประดับและอัญมณีล้ำค่าในหีบเหล่านั้น ก็ทำให้เกิดประกายแวววาวจนตาพร่ามัวเลยทีเดียว
หลี่ชิงเฟิงพยายามปรับสีหน้าและท่าทางให้เป็นปกติ ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปทำความเคารพหลิวอันเซียงด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างรวดเร็ว
“คารวะฮูหยิน ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ เหตุใดฮูหยินจึงให้คนนำทรัพย์สินในคลังออกมามากมายถึงเพียงนี้?” เขาเอ่ยถามพลางลอบสังเกตสีหน้าของนายหญิงไปด้วย
หลิวอันเซียงเพียงปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง นัยน์ตาหงส์คู่นั้นเย็นเยียบจนคนมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ข้ามีเหตุจำเป็นต้องใช้”
“เหตุจำเป็นใดหรือขอรับ?” หลี่ชิงเฟิงขมวดคิ้วแน่น พยายามเค้นเอาคำตอบ “หากเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น บ่าวเกรงว่า…”
“ข้าจำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยหรือ?”
น้ำเสียงที่เย็นเยียบและทรงอำนาจนั้นพลันทำให้หลี่ชิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอมเริ่มถอดสี เขาไม่เคยเห็นฮูหยินผู้หัวอ่อนและยอมคนผู้นี้แสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้มาก่อน ทว่าเขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ อ้างกเกณฑ์ของจวนขึ้นมาข่มขู่
“ไหนเลยบ่าวจะกล้าขอรับ เพียงแต่นี่เป็นทรัพย์สินในคลังสกุลฉู่ หาใช่สินเดิมส่วนตัวของฮูหยินไม่ ทุกการหยิบใช้จ่ายนั้น บ่าวจำเป็นต้องรายงานให้นายท่านทราบเสียก่อนขอรับ”
หลิวอันเซียงที่ได้ยินเช่นนั้น นางก็เหยียดยิ้มหยันออกมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาหลี่ชิงเฟิงช้า ๆ จนอีกฝ่ายต้องลอบถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ทรัพย์สินสกุลฉู่อย่างนั้นหรือ?”
“พ่อบ้านหลี่ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าทรัพย์สินกว่าแปดในสิบส่วนในคลังนี้ ล้วนแต่มาจากสินเดิมของข้าที่ถูกถ่ายโอนเข้ามา เพื่อพยุงฐานะของสกุลฉู่ตลอดสิบปีที่ผ่านมา หรือเจ้าลืมไปแล้วว่าตำแหน่งฮูหยินของข้านั้น มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการจัดการเรื่องภายในจวนทั้งหมด!”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของเขา
“เจ้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่กลับกล้ามาทวงถามรายงานจากนายหญิงของจวน ช่างสามหาวนัก! หรือเจ้าคิดว่ามีฉู่จิ้งหยวนหนุนหลังแล้วข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้?”
หลี่ชิงเฟิงหน้าซีดเผือดทันที ลำคอแห้งผากจนพูดไม่ออก ความกดดันที่แผ่ออกมาจากรอบกายของฮูหยินนั้น พลันทำให้เขาต้องก้มหน้าลงต่ำด้วยความยำเกรงอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
“บ่าวเพียงแค่…”
“เถียนจื่อ! ตรวจสอบบัญชีคลังทั้งหมด หากพบว่ามีรายการใดที่สูญหายหรือถูกยักยอกไป จงลากตัวพ่อบ้านหลี่ที่รับผิดชอบไปส่งกรมยุติธรรมเสีย!” หลิวอันเซียงสั่งการเสียงเด็ดขาด
“เจ้าค่ะ” เถียนจื่อรับคำทันที