มารดาผู้นี้ขอทวงคืน - บทที่ 11 รัดเข็มขัดให้แน่น (2)
บทที่ 11 รัดเข็มขัดให้แน่น (2)
“แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าจำเป็นต้องขนเอาของไปหมดคลังเลยหรือ หากว่าที่จวนเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้น พวกเราจะเอาเงินสำรองที่ไหนมาใช้จ่ายกัน?” ฉู่จิ้งหยวนขมวดคิ้วแน่น เขายังคงไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้นางเอาทรัพย์สินไปทั้งหมด
หลิวอันเซียงวางพู่กันในมือลงอย่างเนิบช้า นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที แต่กลับแสร้งถอนหายใจยาวเหยียดประหนึ่งแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า ใบหน้างามฉายแววหนักใจ
“ข้ากำลังจะบอกท่านอยู่พอดี…ช่วงนี้สกุลฉู่คงต้องรัดเข็มขัดกันอย่างหนักเสียแล้วเจ้าค่ะ เพราะลำพังทรัพย์สินในคลังเพียงเท่านี้ยังไม่พออุดรอยรั่วที่เกิดขึ้นได้หมดด้วยซ้ำ ข้าถึงขั้นต้องตัดสินใจขายร้านค้าในย่านการค้าทิ้งไปกว่าสี่แห่ง เพื่อหาเงินมาหมุนเวียนให้ทันท่วงที”
คำกล่าวของนางเปรียบเสมือนค้อนหนักที่ทุบลงบนหัวของฉู่จิ้งหยวน เขาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความไม่ยินยอมสลับกับความตระหนกแล่นพล่านอยู่ในอก
“แต่ถึงกลับปล่อยให้คลังว่างเปล่าเช่นนี้ก็คงไม่ดีหรอกกระมัง อีกอย่าง ทรัพย์สินส่วนรวมของจวนจะถูกนำไปใช้จัดการเรื่องส่วนตัวได้อย่างไร…”
“เรื่องส่วนตัว?”
หลิวอันเซียงเงยหน้าขึ้นทันควัน นัยน์ตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยประกายเย็นเยียบและคมปลาบจนฉู่จิ้งหยวนถึงกับผงะไปชั่วครู่ ซึ่งท่าทีของนางก็ทำให้เขาพลันฉุกคิดได้ว่าตนเผลอพูดไม่เข้าหูนางเข้าให้เสียแล้ว เขาจึงรีบแก้ต่างอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”
“หากข้าจำไม่ผิด เดิมทีคลังสกุลฉู่นั้นว่างเปล่ามาแต่แรก แต่เป็นข้าเองที่นำเอาสินเดิมตนเข้าเก็บรวมไว้ที่คลังชั่วคราว ตลอดหลายสิบปีมานี้ กำไรการค้าที่ข้าได้มาจากกิจการในมือก็ล้วนแต่ส่งเข้าเก็บในคลังสกุลฉู่ทั้งสิ้น ลำพังแค่เบี้ยหวัดขุนนางที่ท่านได้รับคงยังไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนทั้งจวนเลยกระมัง แล้วเหตุใดการที่ข้านำเงินของข้าออกมาใช้จึงกลายเป็นเรื่องส่วนตัวไปได้กัน”
ประโยคยาวเหยียดของหลิวอันเซียงราวกับน้ำเย็นจัดที่ราดรดลงบนศีรษะของฉู่จิ้งหยวนก็ไม่ปาน ทำเอาเขาหน้าชาไปหลายส่วน เพราะคำพูดของนางล้วนแต่ถูกต้องทุกประการ เขาทำได้เพียงแค่อ้าปากค้างทว่ากลับไร้ซึ่งคำโต้แย้ง เพราะความจริงที่นางเอ่ยออกมานั้นถูกต้องแทงใจดำทุกประการ
หลิวอันเซียงลอบสังเกตสีหน้าที่ซีดสลับแดงของสามีพลางแค่นยิ้มหยันในใจ นัยน์ตาหงส์พลันปรากฏประกายดูแคลนวาบผ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ยามนี้การค้ามีปัญหาใหญ่ ร้านค้าหลายสิบแห่งขาดทุนย่อยยับมาหลายเดือน หากไม่รีบขายออกเพื่อใช้หนี้ที่ค้างไว้ พวกเราทั้งสกุลฉู่อาจจะต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเข้าจริง ๆ ถึงตอนนั้นท่านยังจะกังวลเรื่องคลังว่างเปล่าอยู่อีกหรือไม่?”
“พอแล้ว ๆ ข้าเข้าใจแล้ว”
ฉู่จิ้งหยวนยกมือขึ้นโบกไปมาคล้ายยอมแพ้ เขารู้ดีว่าหากบีบคั้นนางมากไปกว่านี้ แล้วนางเกิดเปลี่ยนใจเลิกสนับสนุนเงินทองให้จวนขึ้นมา เขาเองที่จะเป็นฝ่ายเดือดร้อนที่สุด
อีกทั้งเขายังมีความผิดติดตัวเรื่องลอบยักยอกสินเดิมของนางไปใช้ส่วนตัว หากนางตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียดและพบร่องรอยเข้า เรื่องคงบานปลายจนเขายากที่จัดการเอาได้
“เช่นนั้นเจ้าอยากทำอย่างไรก็ทำเถิด ข้าไม่ยุ่งวุ่นวายด้วยแล้ว” เขากล่าวตัดบทเพื่อหาทางลงให้ตนเองอย่างรวดเร็ว
หลิวอันเซียงปรายตามองเงาร่างที่ดูห่อเหี่ยวของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงจัดการสมุดบัญชีต่ออย่างเย็นชา “เช่นนั้นข้าขอตัวทำงานต่อก่อน เชิญนายท่านกลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“เจ้า…เจ้าก็รักษาตัวด้วย”
ฉู่จิ้งหยวนพยักหน้าให้นาง แล้วจึงผุดลุกขึ้นเดินกลับออกไปนอกเรือน มุ่งตรงกลับไปยังเรือนใหญ่ของตนด้วยความห่อเหี่ยวใจ
ทั้ง ๆ ที่ขามา เขาตั้งมั่นว่าจะทวงคืนทรัพย์สินเหล่านั้นกลับมาให้ได้ ทว่าท้ายที่สุดกลับต้องคว้าน้ำเหลวเสียอย่างนั้น เหมือนเมื่อวานไม่มีผิด…
เช้าวันต่อมา บรรยากาศภายในห้องโถงรับรองเรือนเหมยฮวาดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารนานาชนิดลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ บนโต๊ะไม้ตัวกลมบัดนี้เต็มไปด้วยจานอาหารรสเลิศที่เน้นเนื้อสัตว์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงจนเปื่อย ไก่แช่เหล้าเนื้อนุ่ม หรือปลาเก๋านึ่งซีอิ๊วที่ส่งควันกรุ่น ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกเจริญอาหารยิ่งนัก
หลิวอันเซียงที่ใบหน้าเคยเรียบเฉยเย็นชาเมื่อค่ำคืนก่อน บัดนี้กลับประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ขณะทอดสายตามองบุตรสาวในนามที่บัดนี้ดูสดใสขึ้นในอาภรณ์ชุดใหม่
“หลันเอ๋อร์ กินนี่สิ แม่กำชับให้ห้องเครื่องทำของบำรุงเจ้าทั้งนั้น” หลิวอันเซียงเอ่ยพลางใช้ตะเกียบคีบเนื้อน่องไก่ชิ้นโตวางลงบนชามข้าวของเด็กสาวอย่างเอาใจ
ขณะที่ฉู่หลันเองก็มองดูอาหารละลานตาตรงหน้าด้วยความซาบซึ้ง นัยน์ตากลมโตเป็นประกายไหววูบ
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ แต่ละอย่างล้วนเป็นของดีทั้งนั้น หลันเอ๋อร์จะทานให้หมดเลยเจ้าค่ะ”
“ดีมาก กินให้มาก ๆ เข้าไว้ ร่างกายเจ้าซูบผอมมานาน ต้องเร่งบำรุงให้กลับมามีน้ำมีนวล”
หลิวอันเซียงคีบเนื้อปลาเพิ่มให้บุตรสาวอีกชิ้นด้วยความเอ็นดูที่ฉายชัดออกมาจากสายตา นางอยากจะชดเชยเวลาหลายสิบปีที่ละเลยเด็กคนนี้ไปให้ได้มากที่สุด
หลังจากมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นสิ้นสุดลง หลิวอันเซียงรับน้ำชาจากสาวใช้มาจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยลงอย่างเนิบช้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแต่แฝงด้วยความหวังดี
“หลันเอ๋อร์ หลังจากนี้เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อมเสีย แม่ได้เชิญอาจารย์มาสอนสั่งเจ้าที่เรือนแล้ว”
ฉู่หลันที่กำลังเช็ดปากชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นปนดีใจอย่างปิดไม่มิด “อาจารย์มาถึงแล้วหรือเจ้าคะ? ข้า…ข้าจะตั้งใจเรียนให้ถึงที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
“แม่เชื่อใจเจ้า” หลิวอันเซียงเอื้อมมือไปลูบศีรษะบุตรสาวอย่างเบามือ
“วิชาความรู้เหล่านี้จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันเจ้าในวันหน้า แม่จะส่งเสริมเจ้าให้ดียิ่งกว่าใครในเมืองหลวงนี้”
“ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตาเจ้าค่ะ” ฉู่หลันลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายคารวะด้วยกิริยาที่เต็มไปด้วยความนอบน้อมและแน่วแน่ ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ทำให้มารดาคนนี้ต้องผิดหวัง
หลิวอันเซียงทอดมองเงาร่างของบุตรสาวที่รีบวิ่งไปเตรียมตัวด้วยความกระปรี้กระเปร่า ในใจของนางพลันอบอุ่นขึ้นมาหลายส่วน ราวกับว่านางได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ตอนที่นางได้สัมผัสกับความสุขของการเป็นมารดาคนอีกครั้ง…
ขณะเดียวกัน ณ เรือนใหญ่ของสกุลฉู่ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยามเช้าที่เคยเต็มไปด้วยความเลิศหรู บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัด ฉู่จิ้งหยวนนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประมุขของจวน โดยมีฉู่หยางและฉู่ซือเยว่ นั่งขนาบข้าง ทว่าทันทีที่สาวใช้ลำเลียงสำรับอาหารเข้ามาวางจนครบ ทั้งสามคนต่างก็ต้องขมวดคิ้วแน่นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
บนโต๊ะที่เคยมีทั้งเนื้อสัตว์หลากหลายมากมายให้เลือกสรร บัดนี้กลับมีเพียงผัดผักบุ้งจานเล็ก เต้าหู้ต้ม และถ้วยข้าวต้มที่มีแต่น้ำใส ๆ ไร้ซึ่งวี่แววของเนื้อสัตว์แม้เพียงชิ้นเดียว
“นี่มันอะไรกัน!”
ฉู่ซือเยว่ตบโต๊ะเสียงกังด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนชี้หน้าสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้าง ๆ
“อาหารพวกนี้มันอะไร? อาหารหมูหรืออย่างไร! เหตุใดจึงไม่มีเนื้อสัตว์เลยสักอย่าง พวกเจ้ากล้าเอาของชั้นต่ำเช่นนี้มาให้ข้ากินได้อย่างไรกัน!”